630824 บทที่ 1-5 แก้หลังสอบจบ ครั้งที่ 1.docx

โฟลเดอร์วิทยานิพนธ์ ป.เอก หมายขวัญพุทธ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์3.31 MB
วันที่แก้ไข6 กรกฎาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 1 5092700 -914399 5092700 -914399 าติในปัจจุบัน ประชากรโลกต้องพึ่งพาแบบถูกครอบงำ มีการขูดรีด ข่มเหง ทำร้ายโดยมีศูนย์กลางที่ถูกจัดตั้งขึ้นและตั้งตนเป็นใหญ่ เหมือนผู้หวังดี แต่หากินบนคำว่า “ช่วยเขา” เข้ามาเพื่อมุ่งแสวงหาและกอบโกยผลประโยชน์ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงทศวรรษที่ 1950 ที่ทำให้ผู้คนในโลกสับสนทั้งแนวคิดและวิถีดำเนินชีวิต ซึ่งสัจจะความจริงของมนุษย์ชาติต้องการพัฒนาสู่ความเจริญทั้งวัตถุและสภาพจิตใจที่สมดุลสอดคล้องไปด้วยกัน และในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นหนึ่งที่มีนโยบายสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (2540-2544) ได้กำหนดให้คน (มนุษย์) เป็นจุดเป้าหมายหลักของการพัฒนาประเทศ เป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development) เน้นการพัฒนาแบบบูรณาการและองค์รวมอย่างเป็นระบบ กล่าวได้ว่า การบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงระบบจำเป็นมากกับการพัฒนาประเทศ อันเป็นองค์ประกอบปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการขับเคลื่อนงาน ให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ในปัจจุบันรัฐบาลพยายามขับเคลื่อนประเทศชาติ ด้วยพลังสามัคคีของคนในชาติ มากกว่าการพึ่งพาแค่ระบบวัตถุนิยม เหมือนอย่างในอดีตที่ผ่านมา และได้พัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับ ๆ ให้ความสำคัญกับเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่มีบทบาทและสัมพันธ์กันและกันอย่างเป็นระบบ ตามหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์แนวพุทธ ดังนั้นการสร้างศักยภาพของพลเมืองจิตอาสาที่เข้มแข็ง จึงถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ตามกรอบยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) โดยมีการเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) เพื่อความต่อเนื่องและเป็นไปได้ องค์การและหน่วยงานต่าง ๆ ได้เห็นถึงความสำคัญและมีส่วนช่วยในการสร้างคน

อ่านต่อ

ดีให้เกิดขึ้น ขจัดความขัดแย้งและแข่งขัน ซึ่งองค์การแสวงหาผลกำไรเป็นองค์การที่มีการแข่งขันสูง ต้องการความรวดเร็วและได้เปรียบจึงจะอยู่ได้ ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งธุรกิจ อุตสาหกรรม เทคโนโลยีและต่าง ๆ ได้ส่งผลกระทบเป็นองค์รวมทั้งภายนอกและภายใน การบริหารจัดการต่าง ๆ ต้องพร้อมปรับตัวอยู่ตลอดเวลา (ปริญญา หรุ่นโพธิ์ 2559: 1) ส่วนองค์การไม่แสวงหากำไรนั้น เรียกว่า Non-profit Organization หมายความว่า เป็นองค์การ มูลนิธิ สมาคม สหภาพ และพรรคการเมือง เป็นต้น ที่จัดตั้งขึ้นมาทำหน้าที่หรือทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม มิใช่เฉพาะกลุ่มและไม่ใช่องค์การของรัฐ (สำนักสถิติแห่งชาติ (2553) องค์การไม่แสวงหากำไรเป็นองค์การที่แตกต่างมีการบริหารจัดการแบบผสมผสานของภาครัฐและภาคเอกชน โครงสร้างขององค์การไม่ชัดเจนและยืดหยุ่นต่อองค์ประกอบ เช่น มีบริหารจัดการดูแลที่อาศัยอาสาสมัครเข้ามาทำงาน และมีผู้บริหารองค์การต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบันนี้องค์การไม่แสวงหากำไรทั่วไปยังต้องพึ่งพาเงินทุนจากผู้อื่น (Lohmann R.A 2007: 437- 444) จึงมีปัญหาอุปสรรคในการดําเนินการขององค์การ ระบุไว้ว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องเงินทุนในการสนับสนุนจากภาครัฐและผู้บริจาค รวมทั้งขาดเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่จะเข้ามาทำงานอย่างเสียสละ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2556: 10) นอกจากนี้มีแรงกดดันจากเจ้าของเงินทุนหรือมีการแข่งระดมเงินทุนเพื่อทำงานและตอบสนองในภารกิจที่ทำ ซึ่งการบริหารงานขององค์การไม่แสวงหาผลกำไรต่างจากองค์การอื่น ๆ คือการบริหารจัดการองค์การนอกจากมีโครงสร้างรูปแบบไม่ชัดเจนแล้วการบริหารจัดการบุคคลยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะไม่มีรูปแบบที่มาตรฐาน ทำให้การแก้ปัญหาบุคลากรในหน่วยงานส่วนรวมในองค์การมีการติดขัดไม่ราบรื่น (ปริญญา หรุ่นโพธิ์ 2559: 23-25) และที่สำคัญคุณลักษณะของผู้นำองค์การนั้นต้องเป็นคนเสียสละ ซื่อสัตย์ และมีรับผิดชอบอย่างสูง ต้องโปร่งใส ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น เมื่อทำงานเกี่ยวกับสาธารณกุศล ให้บริการด้านการกุศล และการดำเนินงานบริหารองค์การต้องสามารถต่อเนื่องได้มีความชัดเจน เพราะการบริหารงานอยู่กับความสมัครใจ และผู้บริหารยังเป็นหนึ่งในอาสาสมัคร ที่สมัครใจในการเข้ามาทำงาน ภารกิจหลักต้องขับเคลื่อนงานไปให้ถึงเป้าหมายอันสูงสุด (ปาณัสม์ชฎา ศุภจักรวัฒนา (2554: 54) จึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าทั้งผู้บริหารองค์การ นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การ และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในองค์การต้องหันมาร่วมกันบริหารจัดการหน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินงานอย่างสอดคล้องและเป็นระบบ แต่ส่วนใหญ่การบริหารจัดการบุคลากรขององค์การยังไม่เป็นระบบ การใช้เงินทุนยังคงต้องพึ่งพาผู้อื่นเพื่อลงทุนทำงานต่าง ๆ เมื่อไม่มีทุนทรัพย์ไว้ขับเคลื่อนช่วยผู้คน การทำงานค่อนข้างลำบาก คนมาเสียสละช่วยมีน้อยเพราะหลาย ๆ องค์การที่ดำเนินการด้านสาธารณกุศล หรือสาธารณะประโยชน์มีผู้เสียสละมาช่วยงานยังต้องการค่าแรงเพื่อเลี้ยงชีพ แม้จะได้ก็ไม่มากมายอะไร องค์การไม่มีพลังมากพอที่จะดึงดูดคนที่พร้อมจะเสียสละกาย-ใจได้อย่างเต็มที่ เพราะองค์การไม่แสวงหากำไรส่วนใหญ่ยังต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นอยู่ พึ่งตนเองยังไม่ได้ จึงไม่สามารถเสียสละทำงานเพื่อสาธารณะประโยชน์หรือเพื่อผู้อื่นได้อย่างเต็มที่เช่นกัน ได้มีการสำรวจองค์การเอกชนไม่แสวงหากำไรทั่วประเทศประมาณ 76,685 แห่ง คนทำงานในองค์การได้แก่ พนักงานประจำ พนักงานชั่วคราว อาสาสมัคร นักบวชในศาสนาต่าง ๆ ที่ได้รับเงินประจำตำแหน่ง และคนทำงานแต่ไม่ได้รับเงินเดือน เช่น ภิกษุ สามเณร แม่ชี หมอสอนศาสนา เป็นต้น โดยทั่วประเทศมีคนทำงานประมาณ 985,781 คน ด้านค่าตอบแทนแรงงานของพนักงานและอาสาสมัครขององค์การเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรทั่วประเทศพบว่ามีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 28,170.50 ล้านบาทหรือโดยเฉลี่ย 42,985 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งองค์การประเภทการกุศลหรือองค์การด้านศาสนาก็เป็นหนึ่งในองค์การไม่แสวงหากำไร (สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยี่สารสนเทศ และการสื่อสาร 2556: 5-7) ดังนั้นการบริหารจัดการจะต้องมีความละเอียดอ่อน รอบคอบ โปร่งใส เพราะจะกระทบทางด้านจิตใจจะเกี่ยวโยงต่อความเชื่อและศรัทธาของผู้คนจึงต้องระมัดระวังการถูกตีความว่าเป็นธรรมพาณิชย์ได้ (วุฒิชัย อารักษ์โพชฌงค์ (2559: 3) พระพุทธเจ้าทรงมีปณิธาน (determination) หรือความมุ่งมั่นเป็น “พุทธปณิธาน” ตราบเท่าที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับการแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พระองค์จะไม่ปรินิพพาน แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่ แกล้วกล้าอาจหาญ มุ่งมั่นจริงใจ เสียสละเพื่อผู้อื่นอย่างไร้เงื่อนไข มุ่งสร้างคนดีมีศีลให้เกิดขึ้นเพื่อสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาของผู้รู้แจ้งเป็นศาสนาที่เชื่อมั่น ในศักยภาพของมนุษย์ว่า ทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมได้ด้วยความเพียรของตน หลักธรรมคำสอนจึงมุ่งสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในโลกด้วยปัญญา และอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง โดยมีวัตถุประสงค์สูงสุด คือ การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงจากวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด เฉกเดียวกับที่องค์พระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังสติปัญญาและความเพียรซึ่งเป็นผู้หลุดพ้นในฐานะของมนุษย์ปุถุชนมิใช่เทพเจ้า หรือทูตของ พระเจ้าองค์ใด (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) 2555: 15) คือสามารถทำได้ด้วยตน และในความเชื่อทางศาสนานั้นได้มีการสนับสนุนให้เกิดการส่งเสริมเรื่องงานอาสาสมัคร จิตอาสาขึ้น ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทยนับถือพุทธศาสนา ชาวพุทธทั่วไปมีความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมหรือวิบากกรรม บุคคลใดกระทําความดีย่อมได้รับผลดี ซึ่งความเชื่อเหล่านี้นําไปสู่พฤติกรรมของมนุษย์ในการเป็นผู้ “ให้” (สรณีย์ สายศร 2556: 23) และบั้นปลาย ฝึกฝนเรียนรู้อยู่กับวิถีชีวิตอย่างเรียบง่ายได้อย่างเป็นสุข สงบ ค่อย ๆ พัฒนาจิตใจ ให้ก้าวสู่การปฏิบัติตนตามพระธรรมอันเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ ยกระดับจิตของตนให้ก้าวสู่การพึ่งตนอย่างมั่นคง คือหลุดพ้นจากการครอบงำของกิเลสมาสู่ความอิสระ (พระมหายุทธนา นรเชฏโฐ 2556: 2) อันเป็นลักษณะของมนุษย์พัฒนาคือ พึ่งตนเองได้อย่างอิสระเสรี สามารถทำงานได้ด้วยตนเอง (สรวิชญ์ ดวงชัย 2561: 2-5) บุคคลที่พึ่งพาตนเองได้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นบุคคลที่แสดงออกถึงความพยายามที่จะใช้ความรู้ ความสามารถที่ตนมีอยู่กระทำสิ่งใด ๆ ให้สำเร็จด้วยตนเอง (พระครูนิวิฐปัญญากร (ตุพงศารักษ์) 2555: 8) ยืนยันได้ว่าการพึ่งตนทางพระพุทธศาสนานั้น บุคคลควรเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ไม่หลงติดยึดหรืองมงาย เคารพในความดีของมนุษย์ด้วยกัน จึงเป็นบุคคลที่พึ่งตนเองได้ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ปอ.ปยุตโต) 2555: 15) เพราะการพึ่งตนได้ของคนไทยจะสามารถพัฒนาสังคมไทยให้เจริญได้ ในศาสนาพุทธมีเสนอมุมมองเชิงปฏิบัติ และมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้แนวทางการจัดการองค์การที่เหมาะสม เป็นมุมมองทางพุทธศาสนาการพึ่งตน คือ ความพอประมาณ ความไม่เที่ยงความเชื่อในตัวตนที่ไม่ยึดในตน มีศีลห้า และมีเส้นทางเดินมรรคองค์ 8 ตลอดจนการมีวินัยในตนเอง มีมุมมองร่วมของการสร้างทีม การเสียสละเพื่อประโยชน์ที่ดีโดยทั่วไปอย่างเคารพซึ่งกันและกัน (Weerasinghe, T.D., Thisera, T.J.R and Kumara, R.H.G.W.P.(2014 : 93-112) การพัฒนาคนต้องมีทั้งแนวลึกในระดับบุคคลหรือชุมชนและระดับแนวกว้างสังคมหรือโลก ยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือการมีเป้าหมายชีวิตคนที่ไม่มีทุกข์ด้วยการมีศีล การเปลี่ยนตนเองโดยใช้กิจกรรมทางโลกเป็นเคจิตอาสาหรือจิตสาธารณะ เป็นความสำนึกสาธารณะ (Public Consciousness) หรือเป็นความสำนึกทางสังคม (Social Consciousness) ที่เป็นการรับรู้และคำนึงถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมร่วมกันกับผู้อื่น โดยมีความสัมพันธ์กันเป็นกลุ่มเดียวกัน (ราชบัณฑิตสถาน 2532: 81-82, 389) และการดำรงชีวิต มีสุขภาพที่ดีสมดุล พอดี เบาสบาย อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับพื้นที่ คิดตามหลักพุทธ คือความพอดี (กมลพร อุดมธรรมรักษ์ (บทคัดย่อ): 1653 ) จิตอาสาหรือ จิตสาธารณะเป็นคุณลักษณะที่แสดงออกถึงการไม่หวังสิ่งใด และมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดแต่ประโยชน์กับผู้อื่น ชุมชน และสังคมด้วยความเต็มใจและกระตือรือร้น (ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ 2552: 17) มีการสร้างจิตอาสาเป็นกระบวนการฝึกให้รัก เมตตาผู้อื่น เสียสละ ยอมสละตนเพื่อรับใช้และช่วยเหลือผู้อื่นที่มีความเดือดร้อน ด้วยพรหมวิหาร 4 คือความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา (มิชิต จำปาเทศ รอดสุทธิและชลดา ทองทวี 2552: บทสังเขป) และจิตอาสาเป็นผู้ทำดีและช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เป็นผู้ฝึกละวางตัวตนและหัดรักและเกื้อกูลแบ่งปันผู้อื่น สร้างกุศล ได้สุขทางใจ ไม่หวังสิ่งตอบแทน (กัญธิชา เผือกเจริญ 2556: 18) เป็นหนึ่งในคุณสมบัติพระโสดาบันข้อที่ 4 คือ “จาคะ” เป็นการสละออกทั้งวัตถุและล้างกิเลสของตน ลดความ ยึดมั่นเห็นแก่ตัว ไม่มีกิเลส จิตใจสะอาดผ่องใสไม่ขุ่นมัว พร้อมเข้าใจผู้อื่นและช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างดี (พระพรหมคุณาภรณ์ (ปอ.ปยุตโต) 2555: 61) ทำดีอย่างเต็มใจ มีจิตที่เป็นสุข เป็นการยกระดับปัญญาและจิตสำนึก สู่การอยู่ร่วมกันในสังคมที่ดี เป็นจิตมีคุณธรรมและรักสงบ สันติ (พระไพศาล วิสาโล 2548: 5) แต่การเป็นจิตอาสาได้ช่วยผู้คนได้ ต้องสามารถพึ่งตนเองได้ ศาสนาพุทธมีหลักแห่งการพึ่งตนเอง เป็นการพัฒนาตนเองอย่างเป็นลำดับ ๆ จากเบื้องต้น ท่ามกลาง รื่องมือพัฒนาทางจิตวิญญาณทางธรรม มีกระบวนการขัดเกลา ความรักและพลังหมู่กลุ่มในระดับสังคม พลังยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือพลังเครือข่ายแห่งความรักและการทำประโยชน์สู่สังคม และในระดับโลกจะเกิดมวลพลังเครือข่ายแห่งความรักของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อันเป็นภูมิปัญญา บูรณาการบนพื้นฐานคิดพุทธปรัชญาที่เลือกในการพัฒนาสังคมไทย (สุวิดา แสงสีหนาท 2549: 490-500) และต้องพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ปรับปรุงไม่หยุดหย่อนเพื่อเกิดสังคมที่เข้มแข็ง และมีการบริหารที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีมุมมองโลกทันสมัยและชัดเจน ที่สามารถเอาหลักธรรมคำสอนในพระไตรปิฎกที่มีมาหลายพันปีมาปรับมาใช้ มาบูรณาการและประยุกต์ให้เหมาะสม ให้เกิดดุลยภาพพึ่งตนของจิตอาสาในสังคมที่พัฒนาสู่ความเป็นอาริยะ ให้เป็นแผ่นดินคนดี มีศีลมาอยู่ร่วมกันทำประโยชน์ตนและทำประโยชน์ผู้อื่น ได้อย่างเสมอสมาน สมดุล ปรองดอง ขับเคลื่อนและทำงานได้เต็มศักยภาพเป็นสิ่งที่พึงกระทำ (มยุรี อนุมานราชธน 2544: 8) ขณะเดียวกันควรกำหนดคุณสมบัติด้านการมีอุดมการณ์ ด้านปฏิบัติงาน และองค์การ ควรทำให้เกิดความรู้สร้างกระบวนการจิตอาสา และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับจิตอาสาเข้าสู่กระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้แทรกซึมเข้าสู่แผนงานของทุกองค์การ จะก่อเกิดทุนทางสังคม เกิดการเคลื่อนไหวและเครือข่ายที่ดีทางสังคม (ปทิตตา จารุวรรณชัย 2561: 42) ซึ่งการศึกษาการดำเนินบริหารจัดการองค์การมีความสำคัญต่อคนในองค์การ เพราะการบริหารที่ดีจะทำให้การทำงานขององค์การสำเร็จ ก่อเกิดความสามัคคีในหมู่คณะ โดยผู้บริหารต้องทำงานด้วยการใช้การบริหารอย่างเป็นระบบ ประสานสอดคล้องกันในหมู่กลุ่มร่วมกันในองค์กร และทุกหน่วยงานย่อยต้องรับรู้หน้าที่การงานปรับสู่การทำงานที่เป็นทีม ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นหนึ่งเดียว (กิตติศักดิ์ ศิวินา 2557: 24) ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับบุคลากรนั้น ต้องเริ่มตั้งแต่ สรรหาบุคคลเข้าทำงาน ดูแล รักษาคนจนพ้นออกจากตำแหน่ง (สมพงษ์ เกษสิน 2550: 10) และยังมีกระบวนการสร้างเสริมศักยภาพบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างดียิ่งขึ้น เช่น การอบรม การประชุม การไปดูงาน การให้การสนับสนุนการศึกษา (อภิญญา มีมาก 2555: 24) และจุดประสงค์ฝึกอบรมพนักงาน คือ ให้จิตอาสาด้วยกันได้รู้จักการทำงานเป็นทีม โดยเน้นแบบองค์รวมและให้ความสำคัญด้านจิตวิญญาณ เป็นการฝึกอบรมที่จำเป็นมากในการสร้างคุณภาพชีวิต ( Brad B. Brown 2016) ซึ่งการเข้ารับการฝึกอบรมต่างๆ เป็นการสร้างความสามารถ ทักษะ และความรู้ตลอดจนทัศนคติที่ดีต่อตนเองและองค์การ องค์การต้องให้ความรู้ มีการอบรม สร้างเสริมศักยภาพบุคลากรอยู่เสมอ เพื่อองค์การจะได้คงอยู่และดำเนินกิจการได้เต็มศักยภาพ (สาวิถี สิงห์สา 2559: 17) องค์การแพทย์วิถีธรรมมีแรงบันดาลใจ (Inspiration) เดินตามรอยบาทพระศาสดา และมีปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม ได้เปิดศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ฯ เป็นการแบ่งเบา เอาภาระ ช่วยบรรเทา แก้ไขความเจ็บป่วยของผู้ที่หมดหนทางไปในการรักษาดูแลตนเองที่เจ็บป่วยทรมาน มีทุกข์ทั้งด้านร่างกายและทุกข์ทางด้านจิตใจ การเปิดอบรมสุขภาพพึ่งตนนั้นมีผู้ป่วยเดินทางมาเข้ารับการอบรมมากขึ้นทุก ๆ ปี การช่วยเหลือให้ข้อมูลการดูแลสุขภาพไม่เพียงพอเป็นการบรรเทาความเจ็บป่วยของสุขภาพ แต่จิตอาสาต้องรอบรู้เรื่องต่าง ๆ รอบตัวเพราะทุกวันนี้โลกมนุษย์มีปัญหาที่ซับซ้อนพัวพันกันในหลายมิติ องค์การแพทย์วิถีธรรมมีการบริหารจัดการอบรมจิตอาสาด้วยพระธรรมคำสอนสร้างสังคมจิตอาสา พัฒนาจิตอาสา ด้วยโครงการฝึกอบรม สุขภาพ-พระไตรปิฎก ซึ่งผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ฝึกบำเพ็ญลด ละ ล้างกิเลสไปด้วยดูแลสุขภาพไปด้วย ทำให้สามารถช่วยตนเองได้ดีระดับหนึ่ง ใครมีโอกาสจะเดินทางมาฝึกอบรมเพิ่มเติมสามารถทำได้ เป็นจุดสำคัญขององค์การแพทย์วิถีธรรมที่มีกระบวนการกลั่นกรองบุคลากรก่อนตัดสินใจจะสมัครมาเป็นจิตอาสาในเบื้องต้น เป็นการผ่านการ ขัดเกลาจิตใจมาเป็นระยะ ๆ มีผลต่อการเข้ามาเป็นจิตอาสา องค์การไม่มีนโยบายสะสมหรือระดมเงินทุน เมื่อได้ทรัพย์สินสิ่งของมาจะถูกสะพัดออกไปใช้ให้เกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุด จะหาเลี้ยงตนเอง พึ่งตนเองได้เป็นหลัก ด้วยการ นำหลักพุทธธรรมมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตจิตอาสาขององค์การ ซึ่งในการบริหารมีความจำเป็นที่ต้องจัดการบุคลากรในองค์การ ต้องมีกระบวนการสร้างบุคลากรจิตอาสา เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการพึ่งตนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปรับการจัดการบริหารงานบุคคลให้เหมาะสม ให้จิตอาสาสามารถดึงศักยภาพตนเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดควบคู่กันไป แรงจูงใจของจิตอาสามีส่วนสำคัญคือ อยากช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ (ใจเพชร กล้าจน 2559: 779-780) อีกด้านหนึ่งกล่าวว่า อาสาสมัครหรือจิตอาสามีแรงจูงใจหลักจากการเคารพในสังคม การทำหน้าที่ทางศาสนาและศีลธรรม และอิสระในการให้บริการในยามว่างของจิตอาสา ถือเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิดเป็นจิตอาสาหรืออาสาสมัครที่ดี (Claire GlentonInger B. Scheela 2010) และแรงจูงใจของจิตอาสาหรืออาสาสมัครนั้นล้วนเพื่อความพึงพอใจส่วนตัว พึงพอใจและสนใจในองค์กรที่ตนอยู่ มีความรู้สึกของความสำเร็จและความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้อื่น (Thomas Bhiri, Bongani Ngwenya, Wilfred Lunga 2014) ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจเบื้องต้นที่สวนป่านาบุญ โดยทำการสำรวจและสัมภาษณ์ พูดคุยกับเจ้าหน้าที่จิตอาสาหลายท่าน ทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ที่ต้องแก้ไขเช่น องค์การแพทย์วิถีธรรมขาดการบริหารงานบุคลากรอย่างมีขั้นตอนต่อเนื่องและเป็นระบบ การสื่อสารระหว่างองค์การกับจิตอาสาในการดำเนินการทำงานติดขัด การสร้างกระบวนการกลุ่มหรือทำงานเป็นทีมไม่ชัดเจน นี้คือจุดอ่อนในระบบการทำงาน แต่จุดแข็งเชิงระบบงานขององค์การแพทย์วิถีธรรมนั้นเป็นองค์การมูลนิธิด้านสาธารณะประโยชน์ ที่ไม่พึ่งพาเงินทุนจากรัฐบาลหรือองค์การเอกชนใด ๆ จะพึ่งพาตนเองและอยู่รอดปลอดภัยมาได้ ด้วยหลักพื้นฐานการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์แนวพุทธ ที่มีการปฏิบัติตามหลักคุณธรรมและจริยธรรมเป็นกิจวัตรประจำวัน และหลักการใหญ่ขององค์การแพทย์วิถีธรรมคือขับเคลื่อนสืบสานพระพุทธศาสนา มีความคาดหวังได้จิตอาสาที่พึ่งตนได้ที่มีคุณลักษณะบุคคล “วรรณะ 9” ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในพระไตรปิฎก คือ เป็นมนุษย์น่าเลื่อมใส น่ายกย่องและ น่าสรรเสริฐ คือ 1. เป็นคนเลี้ยงง่าย 2. บำรุงง่าย 3. มักน้อย กล้าจน 4. สันโดษ ใจพอ 5. ขัดเกลา 6. กำจัดกิเลสด้วยศีลเคร่ง 7. อาการน่าเลื่อมใส 8. ไม่สะสม และ 9. ปรารภความเพียร ยอดขยัน ทั้งหมดเป็นมาตรฐานแห่งความดีงาม เป็นอุดมคติของมนุษย์ในสังคม เป็นสิ่งดี สิ่งเลิศสูงสุดที่ควรกระทำ เป็นแนวทางสู่การเป็นบุคคลในอุดมการณ์ขององค์การแพทย์วิ2 นครศรีธรรมราช และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สวนป่านาบุญ 1 จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งหลักการบริหารบุคคลากรขององค์การแพทย์วิถีธรรม ของสวนป่านาบุญ 4 ศูนย์เหล่านี้มีหลักการเหมือนกันแม้บริบทพื้นที่จะต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะภูมิประเทศ อากาศ ลักษณะนิสัยใจคอ อาหารการกิน การดำเนินชีวิต วัฒนธรรม กฎระเบียบ กฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ในศูนย์หรือเครือข่ายที่มีความต่าง แต่จิตอาสาสามารถพัฒนาตนเองเข้าสู่จุดศูนย์รวมร่วมกัน ด้วยหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์แนวพุทธ ให้ได้เกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุด ส่วนพื้นที่ทำการทดลองคือ “ภูผาฟ้าน้ำ” จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ประมาณสามร้อยกว่าไร่ อันเป็นพื้นที่แห่งใหม่ที่องค์การแพทย์วิถีรรมได้รับเข้ามาเป็นศูนย์อีกแห่งหนึ่ง ที่จะสามารถทำประโยชน์พัฒนาจิตใจ ร่างกายในด้านสุขภาพ พึ่งตนและดำรงชีวิตด้วยกสิกรรม ไร้สารพิษ ที่จะต้องอนุรักษ์และพัฒนาต่อไป “ภูผาฟ้าน้ำ” ยังไม่ได้มีการรับคัดเลือกการเป็นจิตอาสาประจำในพื้นที่แห่งนี้ จึงเหมาะควรมากที่องค์การแพทย์วิถีธรรมจะมีการพัฒนารูปแบบระบบการบริหารให้ดีขึ้นให้เพียงพอกับอัตราการเพิ่มจิตอาสามากขึ้น ๆอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ซึ่งลักษณะสำคัญของระบบที่ดีในการจัดการพัฒนาบุคลากรต้องเป็นการทำงานร่วมกันเป็นคณะของบุคคลที่เกี่ยวข้องในระบบนั้น ๆ เป็นการแก้ปัญหาโดยการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เป็นการแก้ปัญหาใหญ่ด้วยการแบ่งออกเป็นปัญหาย่อยๆ เพื่อสะดวกในการแก้ปัญหา อันจะเป็นผลให้แก้ปัญหาใหญ่ได้สำเร็จ มุ่งใช้การทดลองให้เห็นจริง เลือกแก้ปัญหาที่พอจะแก้ไขได้และเป็นปัญหาเร่งด่วนก่อน (สำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี การจัดการองค์ความรู้ระบบ (สป.วท.)) ดังนั้นการบริหารงานเชิงระบบต้องมีองค์ประกอบการบริหารบุคลากรที่สำคัญ เช่น แนวคิดการบริหารระบบ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การจัดการบริหารบุคลากร การสร้างศักยภาพบุคลากร มาบูรณาการร่วมกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ แนวพุทธ ที่มีแนวคิดด้านการพึ่งตนของจิตอาสา เพื่อก่อเกิดรูปแบบการบริหารงานเชิงระบบที่มีคุณภาพ ดังนั้นผู้วิจัย มีความประสงค์จะพัฒนารูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสร้างศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมให้มีประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผลยิ่งขึ้น เพื่อสร้างสรรค์พัฒนาบุคลากรจิตอาสาที่ต้องทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา มีศักยภาพในการช่วยคนได้ด้วยใจที่เป็นสุข องค์การแพทย์วิถีธรรม มีสโลแกนว่า “งานล้มเหลวได้แต่ใจล้มเหลวไม่ได้” จึงจะเป็นการบรรลุธรรมขั้นสูง อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธะ โดยองค์การอยู่ได้และคนในองค์การก็อยู่ดีมีสุข เป็นบุคคลที่ดีมีคุณภาพ ประหยัด เรียบง่าย มีภูมิคุ้มกันสามารถอยู่ในโลกที่แปรปรวนตลอดเวลาได้อย่างเบิกบานใจ และช่วยผู้คนอื่น ๆ ได้อย่างเต็มที่ เต็มใจ เต็มกำลัง อันเป็นตัวอย่างที่ดีกับคนในสังคม ยุคสังคมคนรู้ตื่นจะเกิดขึ้นเต็มแผ่นดิน ประเทศมีความมั่นคง ยั่งยืนในคุณธรรมและศีลธรรม คนไทยมีความสุขเผื่อแผ่เกื้อกูล และเป็นการรวมพลคนดี เป็นกลุ่มพลเมืองดีจิตอาสา ที่จะเป็นส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและสืบสานพระธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาให้ดำรงคงไว้สืบไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. ศึกษาสภาพการบริหารงานเชิงระบบโครงการสร้างศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม 2. พัฒนารูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสร้างศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม 3. ประเมินรูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสร้างศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ความสำคัญของการวิจัย 1. ได้สภาพการบริหารงานเชิงระบบโครงการสร้างศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม 2. ได้รูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสร้างศักยภาพพึ่งตนจิตอาสา แพทย์วิถีธรรม 3. ได้ประเมินรูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสร้างศักยภาพพึ่งตนจิตอาสา แพทย์วิถีธรรม ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development Research) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารงาน เชิงระบบโครงการสร้างศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ผู้วิจัยกำหนดของเขตการวิจัย ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพการบริหารงานเชิงระบบโครงการสร้างศักยภาพพึ่งตนของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม 1. แหล่งข้อมูล ได้แก่พระไตรปิฎก ตำราฉบับหลวง (สยามรัฐ) เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key informants) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลหลักกลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่อยู่ในขบวนการคัดเลือกจิตอาสา เลื่อนระดับแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับเริ่มต้นคือ ระดับจิตอาสาคบคุ้น เลื่อนระดับที่สอง คือ ระดับจิตอาสาเตรียม เลื่อนระดับที่สาม คือ ระดับจิตอาสาจร และเลื่อนระดับที่สี่ คือ ระดับจิตอาสาประจำ เลือกกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) มาจาก 4 ศูนย์ ในการเก็บข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์ธรรมะเชิงลึก (In-depth Dharma Interview) 16 คน ผู้ให้ข้อมูลหลักกลุ่มที่ 2 คือเป็นกลุ่มจิตอาสาประจำ ที่ผ่านการคัดเลือกเป็นจิตอาสาประจำแล้ว และได้เป็นคณะกรรมการ ที่มีฐานะหัวหน้า พี่เลี้ยง (แม่งาน พ่องาน) จำนวน 15 คน เลือกกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ เป็นจิตอาสาแพทย์ วิถีธรรมตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ในการเก็บข้อมูลโดยวิธีการตั้งกลุ่มสนทนาธรรม (Set up Dharma Discussion Group) สัมภาษณ์ธรรมะชิงลึก (In-depth Dharma Interview) และการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม (Participate in observations) ด้านเนื้อหา งานวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาสภาพการบริหารงานเชิงระบบโครงการสร้างศักยภาพพึ่งตน จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมมี 3 องค์ประกอบดังนี้ 1. หลักธรรมคำสอนในพระไตรปิฎกที่จิตอาสาแพทย์ วิถีธรรมนำไปใช้ 2. กิจกรรม “ฝึกปฏิบัติธรรม” 3. การบริหารทรัพยากรมนุษย์แนวพุทธ ด้านพื้นที่ พื้นที่ศึกษา 4 ศูนย์ ได้แก่ สวนป่านาบุญ 1 จังหวัดมุกดาหาร, สวนป่านาบุญ 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช, สวนป่านาบุญ 8 จังหวัดแพร่ และ สวนป่านาบุญ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นองค์การศูนย์หลักขององค์การแพทย์วิถีธรรมในการจัดอบรม จากข้อมูลทั้งหมดนำมาวิเคราะห์เนื้อหาและนำมาประเมินสภาพแวดล้อมภายใน ภายนอกของแพทย์วิถีธรรมในจุดแข็ง จุด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน