สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 4 มาสู่หนังสือคนจนที่มีแบบ (14) ชาวพุทธรวมพลังต่อยอด“ความจน”ให้เจริญวิเศษ จึงทำให้เกิดสังคมที่ต่างก็มีลาภโดยสุจริตเป็นธรรม(ลาภธัมมิกา) แล้วนำมารวมกัน กินใช้อาศัยบริโภคร่วมกันในการดำเนินชีวิต เป็น“สาธารณโภคี”รวมทุกคนทั้งสังคมชุมชนทั้งกว้างทั้งลึกเป็นเครือแห(ยิ่งกว่าเครือข่าย Pyramidal web)อันเป็นเศรษฐกิจขั้นเยี่ยมยอดเจริญสูงยิ่งได้สุดกว่าเศรษฐกิจแบบใดๆ เท่าที่มนุษยชาติสามารถทำได้ในโลก! สังคมคนหมู่ใด ประเทศใด ที่เป็นสังคมเศรษฐกิจ ขั้น“สาธารณโภคี” สังคมนั้นจึงเป็นตัวอย่างให้สังคมมนุษย์เผด็จการทุนนิยม แม้แต่ประชาธิปไตย และให้คอมมูนิสต์ เรียนรู้ และต้องศึกษาอย่างลึกล้ำสำคัญยิ่งยวด

(15) “สาธารณโภคี”คือระบบสังคมที่มีเศรษฐกิจดีสูงสุด เฉพาะอย่างยิ่งประชาธิปไตย หรือคอมมูนิสต์นั่นแหละ แม้แต่เผด็จการ ถ้ามีสังคมชุมชนหมู่บ้านใดอยู่กันอย่าง“สาธารณโภคี”ได้จริง สังคมชุมชนนั้นเป็นสุดยอดแห่งประชาธิปไตย ยอดสุดแห่งคอมมูนิสต์ สุดยอดแม้เผด็จการ เพราะไม่มีระบบสังคมแบบไหนตรงตามเป้าสำคัญสูงสุดดีเท่า“สาธารณโภคี”อีกแล้ว “สาธารณโภคี”ทำให้การเป็นอยู่หรือระบบการปกครองมี“ผลดี”แก่สังคมมนุษย์ดีสุด เพราะ“สาธารณโภคี”เป็นสังคมที่คนแต่ละคนในสังคมชุมชนนี้ทำงานฟรี อยู่ในสังคม“สาธารณโภคี”นี้แล้ว แรงงานก็ดี ผลผลิตก็ดี ทุกคนยกให้ส่วนกลางหมด จึงเท่ากับคนในสังคมนี้เสียภาษีให้ส่วนกลาง 100 % การบริหารปกครองประเทศนั้นต้องการได้ภาษีจากประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้มากนั่นแหละ มาให้แก่ส่วนกลาง(สาธารณะ)หรือให้แก่รัฐ ที่เป็นจุดหมายสำคัญหลักของระบบเศรษฐกิจการเมืองทุกระบบ แล้วเชื่อมั่นกันว่า ผู้บริหารจะได้จัดการทรัพย์สินส่วนกลางนั้นสะพัดหรือเฉลี่ยออกไปส

อ่านต่อ

ู่ให้คนทั้งสังคมได้มีอยู่มีกินทั่วถึงกันสงบสุข ไม่เดือดร้อน ไม่ก่อความวุ่นวาย

(16) “สาธารณโภคี”คือระบบสังคมที่มีอิสระสูงสุด ซึ่งนัยะสำคัญยิ่งๆ ของความเป็น“สาธารณโภคี”นั้นผู้จะเข้าไปอยู่ในสังคม“สาธารณโภคี”นี้ต้องพอใจยินดี เต็มใจเป็นคนส่วนกลาง ยกแรงงาน ยกรายได้ ยกผลผลิตที่ต่างคนต่างอุตสาหะพากเพียรขวนขวายลงมือลงแรงทำหรือช่วยกันทำขึ้นในสังคม ได้เท่าไหร่ก็ให้ส่วนกลางทั้งหมด ไม่เอามาเป็นของส่วนตน โดยทุกคนมีอิสระเสรีเต็มที่แต่สมัครใจเอง ไม่ได้ถูกบังคับกดขี่เหมือนระบบคอมมูนิสต์ หรือเหมือนระบบประชาธิปไตย โดยเฉพาะยิ่งเผด็จการยิ่งไม่ใช่ใหญ่เลย ทุกคนยินดีพอใจระบบนี้ เป็น“ความอิสระ”ของทุกคนที่สมัครใจจะเข้ามาอยู่ในระบบ“สาธารณโภคี”นี้เอง คนที่ไม่มี“ปัญญา”จะ“ไม่ยินดี”มาเป็น“คนจน” คนที่มี“ปัญญา”จริงๆจึงจะยินดีมาเป็น“คนจน” ดังนั้น ระบบ“สาธารณโภคี”จะเกิดได้ก็ต้องมี“คน”หมู่หนึ่ง ประชากรจำนวนหนึ่งที่มีความยินดีในระบบดังกล่าวนี้รวมตัวกันขึ้นมา แล้วก็ทำอย่างนี้กันได้อย่างเป็นจริงยืนยัน เพราะสังคม“สาธารณโภคี”นั้น คนที่จะเอาชีวิตมาอยู่แบบ“สาธารณโภคี”ก็เป็นเรื่องของความเข้าใจอย่างดี และด้วยความสมัครใจของคนที่จะเข้ามาอยู่ในสังคมแบบนี้เองเป็น“ความอิสระ”เต็มที่ของตนเองทั้งนั้นทุกคน แม้ตนจะยังมีกิเลสอยู่ แต่มี“ปัญญา”เข้าใจและเชื่อมั่นของตนจริงๆ จึงเต็มใจตั้งใจมาเป็น“คนจน”เอง “อิสระ”แท้ ๆ

(17) สาธารณโภคีคือ ระบบ“คนจน”ที่ไม่มีของตัวของตน นั่นคือ “สาธารณโภคี”นี้ตนเต็มใจเป็น“คนจน”เอง ด้วย“ปัญญา” ซึ่งเป็นความรู้ขั้นโลกุตระ ยินดีที่จะลงแรงมาก ทำงานหนักแท้ๆปานใดๆก็ไม่เอาค่าแรง ไม่เอาผลผลิตนั้นมาเป็นของตน ไม่แบ่งเอาอะไรเป็นของตนเลย เป็นคนไม่สะสมทรัพย์สินเป็นของตนแต่ยอดยิ่งขยัน(อปจยะแต่วิริยารัมภะ) ยินดีพอใจกับการมีน้อย(อัปปิจฉะ) สงบกายสบายใจ(ปวิเวกะ) เพราะเป็นคน“ไม่มีสวรรค์(อสังสัคคะ)” “นรก”จึงเกิดในคนผู้นี้ไม่ได้ เพราะคนผู้นี้“ไม่สะสมภพ-ชาติ”(อปจยะ)จึงไม่มี“ภพนรก-ภพสวรรค์”ขึ้นในจิตใจ ที่เจริญ“ปัญญา”แล้วจริง เพราะไม่ต้องการเป็น“คนรวย”(อัปปิจฉะ) จึงสมัครใจเป็น“คนมักน้อย”(อัปปิจฉะ) เต็มใจตั้งใจเป็นคน“กล้าจน,เอาเป็นของตนน้อยๆ ไม่มีของตนมาก”(อัปปิจฉะ)ด้วยปัญญาตน มีน้อยก็พอเพียง พอใจ ใจพอ(สันตุฏฐิ)เต็มปัญญาไม่ริษยาใครที่เขามีมาก ใจสงบ(ปวิเวกะ)ครบปัญญา เป็นคนหมดสวรรค์ จึงหมดนรกไปด้วย(อสังสัคคะ) ผู้หมดสวรรค์หมดนรกสำเร็จเป็นจริงนี้แล ที่เป็น“คนผู้ไม่มีตัวไม่มีตนหมดของตัวของตน”แท้ “จิต”มีคุณสมบัติ“เฉยๆ-กลางๆ”คือ จิตมีอยู่ แต่มี“ความรู้สึกกลางๆ เฉยๆ คือ อุเบกขาเวทนา”(ยังไม่สูญ) ชี้ที่“เวทนา”ไม่สุข-ไม่ทุกข์ ; ไม่มีสวรรค์-ไม่มีนรก เพราะจิตไม่ยึดเอาอะไรเป็น“ของตัวของตน”แล้ว ฉะนี้คือ ผู้หลุดพ้น ผู้“ไม่มีความมีของตัวของตน” นรกกับสวรรค์เป็นเหรียญอันเดียวกัน คุณมีอีกข้างหนึ่งก็ต้องมีอีกข้างหนึ่ง ไม่มีอีกข้างหนึ่งอีกข้างหนึ่งก็ไม่มี มันคู่กันมันเป็นเมถุนเป็นของคู่ อันนี้เป็นของเดี่ยว เข้าใจความเป็นของคู่กับของเดี่ยวนี้ให้ได้ ของเดี่ยวนี้มันสูญมันว่างเปล่า มันมีขึ้นมาเมื่อใดมันก็เป็นคู่กับไม่มี เพราะฉะนั้นใช้พยัญชนะเท่านั้นว่าไม่มี ความจริงมีอะไร มี “สูญ” มีอะไร มี “ไม่มี”

(18) “เป็นกลาง”ในที่นี้ต้อง“กำหนดหมาย(สัญญา)”ให้ถูก “ความเป็นกลาง”ในที่นี้ตามปรมัตถสัจจะเจาะจงลงไปมุ่งเอา“เวทนา(ความรู้สึกหรืออารมณ์)”ต่างหาก“เป็นกลาง” ไม่ใช่“ปฏิปทา”เลย แปลว่า“ทางสายกลาง”ยิ่งผิด มัชฌิมา”แท้จริงตามคำตรัสของพระพุทธเจ้านั้นคือ“จิต-เจตสิก”ที่เจาะลึกละเอียดลงไปอีกได้แก่“เวทนา”เป็น“ความรู้สึกหรืออารมณ์”แท้ๆต่างหากที่“เป็นกลาง” อารมณ์กลางๆ เฉยๆ ไม่สุข-ไม่ทุกข์ มันว่างจากอารมณ์ที่มันชอบหรือมันชัง มันไม่ผลักหรือมันไม่ดูด มันไม่ไป“ข้าง(อันตา)”ไหนเลย คือ มันไม่มี“ข้าง” ไม่มี“อันตา(คือ ไม่มีข้าง,ส่วน,ปลาย,ฝ่าย,ด้าน,โต่ง,เหลื่อม)”ไปฝ่ายใดเลย ความรู้สึก ต่างหาก ที่มันอยู่“กลางๆ” ไม่มีนรก-ไม่มีสวรรค์ ไม่มีเรา-ไม่มีเขา ..ซึ่งไม่ใช่ไปหมายเอา“วิธีปฏิบัติหรือทางปฏิบัติ” และ“ทาง”(วิถี ใครจะเรียกว่า“สาย”ก็ไม่ว่า)หรือ“วิธีปฏิบัติ”ที่ภาษาบาลีว่า“ปฏิปทา”นั้น ก็ให้สำคัญมั่นหมายกันที่“ทิฏฐิ”ต่างหากที่ต้อง“สัมมาทิฏฐิ”ให้ดี นั่นคือทำ“ความเห็นให้ถูกต้องตรงกับวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงสอน” ไม่ใช่ไปหลงงมอยู่ที่“กลางๆ” หรือ“ความเป็นกลาง”หรือ“ทางสายกลาง” หรือมัวแต่ไปเดินเป็น“สาย”ให้อยู่“กลางทาง”ให้ได้ “เวทนาหรือจิต”ต่างหากที่ต้องทำให้“เป็นกลาง” ให้เป็น“มัชฌิมา” คือให้เป็น“อุเบกขาหรือไม่ทุกข์ไม่สุข”นั่นเอง หมายเอา“ความรู้สึก”แท้ๆที่ให้“เป็นกลาง” ไม่ใช่ทำ“วิธีปฏิบัติ”ให้“เป็นกลาง” และไม่ใช่ให้ทำ“เวทนา”ไปเป็น“ความตรงทาง” “วิธีปฏิบัติหรือทางปฏิบัติ”นั้นต่างหากที่ท่านให้ทำ“ความตรงทาง” ต้องทำ“ทางปฏิบัติ”ให้“ตรง”ให้“ถูกทาง” คือ“สัมมา” มิใช่ไปทำ“วิธีปฏิบัติ”ให้“เป็นกลาง”คือ“มัชฌิมา” “ปฏิปทา”คือ“วิธีปฏิบัติ” พระบรมศาสดาทรงให้“ทำทิฏฐิ”คือ“ความเข้าใจ”หรือความเห็นให้ถูกตรง คือต้อง“สัมมาทิฏฐิ” ซึ่งมันไม่ใช่“ความเป็นกลางของความรู้สึกหรืออารมณ์” ที่บาลีว่า“เวทนา”เลย อย่าสับสนไขว้เขวเป็นอันขาด พ่อครูว่า...หนังสือเล่มนี้ออกไป น่าจะเปิดศักราชใหม่ของอะไรหลายอย่าง

(19) แยก“จิต”แยก“วิธีปฏิบัติ”ให้ถูก มิฉะนั้น“วิปลาส” แยก“ความรู้สึก,อารมณ์”ที่บาลีว่า“เวทนา”นั้นมันแตกต่างกันกับคำว่า“ความเข้าใจ”ที่บาลีว่า“ทิฏฐิ”ให้ชัดๆ ยิ่งเป็น“ความรู้สึกหรืออารมณ์(เวทนา)” กับ “วิธีปฏิบัติ(ปฏิปทา)” มันยิ่งแตกต่างแยกไปคนละชิ้นคนละอันกันเลย “ปฏิปทา”นั้นคือ“ทางปฏิบัติ หรือวิถีทางประพฤติ” เป็น“เหตุ” ที่พาไปสู่“ผล”ได้สำเร็จ จึงมี“ความรู้สึกเป็นกลาง” ซึ่งบาลีว่า “มัชฌิมา” อันหนึ่ง“เหตุ” แต่อีกอันนั้นมัน“ผล” “ผล”ที่มี“ความเป็นกลาง” มิใช่หมายเอาแค่“ปฏิปทา” แต่“ปฏิปทา”หรือ“ทางปฏิบัติ”นั้นมันเรื่องของ“การทำ” ซึ่งต้อง“สัมมาทิฏฐิ”ก่อน “ปฏิปทา”เป็น“เหตุ”ยังไม่ใช่“ผล” “มัชฌิมา”ต่างหากเป็น“ผล”คือเกิดอาการ“ความรู้สึกเป็นกลาง” ที่เกิดจาก“เหตุ”อันตนปฏิบัติ กำหนดกันให้ชัดๆ “ทิฏฐิ”ต้อง“สัมมา(ถูกตรง)”ก่อน แล้วจึงจะ“ปฏิบัติ”ให้ถูกตาม“ทิฏฐิ”นั้น “ผล”ที่เกิด“ความเป็นกลาง”จึงจะมีจริงได้ แม้แต่มี“สัมมาทิฏฐิ”แท้ๆมาก่อนแล้ว แต่ถ้าแม้น “ปฏิบัติ”ไม่”สัมมา”คือ ไม่ถูกต้องตรงตามความเข้าใจ กลับ “ปฏิบัติ”ผิดไป ไม่ถูกต้องตรงตามที่เข้าใจ มันก็“มิจฉาปฏิบัติ” เพราะประพฤติไม่ตรง ก็ไม่มี“ผล”ถูกต้องสำเร็จเป็น“จริง”ได้

(20) “ทิฏฐิวิปลาส”จึงมี“สัญญาวิปลาส”แล้ว“จิตวิปลาส” “ทิฏฐิ”จึงมาก่อน แล้วปฏิบัติตาม“สัมมาทิฏฐิ”นั้นจนกระทั่ง“จิต”ต่างหากที่สำเร็จเป็น“กลาง(มัชฌิมา)” ซึ่งจะไม่ใช่ไปหมายเอา“ปฏิปทา(วิธีปฏิบัติหรือทางหรือวิถี)”โน่นที่เป็น“กลาง”ซ้ำไปแปลว่า“ทางสายกลาง” ให้เขวไปว่า “ทางหรือวิถีปฏิบัติ”ที่เป็น“กลาง”เสียเอง มันก็เลยหลงเข้าใจผิดกันไปว่า “มัชฌิมาปฏิปทา”หมายเอาแต่“ทางเดิน”หรือ“วิธีปฏิบัติ”เท่านั้นที่เป็น“กลาง” ไม่มีอะไรเกี่ยวกับ“จิต,เวทนา”แล้วไปอธิบายกันว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ “ทางสายกลาง” คนก็กำหนดหมายเอาแค่“ทาง”เท่านั้น ที่เป็น“กลาง” ก็เลยไม่ไปถึง“จิต”หรือ“เวทนา”กันสักที หลงเพี้ยนไปอธิบายกันอยู่แต่กับ“ทาง”ว่าเป็น“กลาง” ก็ยึดกันได้แค่“ทาง”เท่านั้น งมง่วนวนวุ่นอยู่กับ“ทาง”กับ“สายแห่งทาง”กันอยู่แค่นั้น ไม่ถึง“จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน” เช่น อธิบายว่า “การปฏิบัติต้องเป็นกลาง” เหมือนดัง“พิณ 3 สาย” ต้องขึงให้ตึงทั้ง 3 สาย จึงจะได้เสียงที่ถูกต้อง รู้ว่า สายไหนเสียงต่ำ สายไหนเสียงกลาง สายไหนสูง นั่นมัน“การเปรียบเทียบ” ไม่ใช่“การมุ่งหาความจริง” ซึ่ง“ปรมัตถสัจจะ”ไม่ใช่มีแต่“สมมุติสัจจะ” มันต้องมีทั้ง 2 ถ้า“สัจจะ”ไม่ครบ มันก็จะได้“ความวิปลาส”ไปเป็นลำดับ นั่นคือ ได้“ทิฏฐิวิปลาส”ก่อน แล้วก็ไปกำหนดหมายเป็น“สัญญาวิปลาส”ตามมา สุดท้ายก็กลายเป็นคน“จิตวิปลาส” เป็นผู้มีครบ“วิปลาส 3”

610520_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ คนจนที่มีแบบ ตอน4

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน