สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 5 ตอนนี้เราเอาหนังสือคนจนที่มีแบบมาขยายความ อ่านไป ถึงข้อ 20
(20) “ทิฏฐิวิปลาส”จึงมี“สัญญาวิปลาส”แล้ว“จิตวิปลาส” “ทิฏฐิ”จึงมาก่อน แล้วปฏิบัติตาม“สัมมาทิฏฐิ”นั้นจนกระทั่ง“จิต”ต่างหากที่สำเร็จเป็น“กลาง(มัชฌิมา)” ซึ่งจะไม่ใช่ไปหมายเอา“ปฏิปทา(วิธีปฏิบัติหรือทางหรือวิถี)”โน่นที่เป็น“กลาง” ซ้ำไปแปลว่า“ทางสายกลาง” ให้เขวไปว่า “ทางหรือวิถีปฏิบัติ”ที่เป็น“กลาง”เสียเอง มันก็เลยหลงเข้าใจผิดกันไปว่า “มัชฌิมาปฏิปทา”หมายเอาแต่“ทางเดิน”หรือ“วิธีปฏิบัติ”เท่านั้นที่เป็น“กลาง” ไม่มีอะไรเกี่ยวกับ“จิต,เวทนา” แล้วไปอธิบายกันว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ “ทางสายกลาง” คนก็กำหนดหมายเอาแค่“ทาง”เท่านั้น ที่เป็น“กลาง” ก็เลยไม่ไปถึง“จิต”หรือ“เวทนา”กันสักที หลงเพี้ยนไปอธิบายกันอยู่แต่กับ“ทาง”ว่าเป็น“กลาง” ก็ยึดกันได้แค่“ทาง”เท่านั้น งมง่วนวนวุ่นอยู่กับ“ทาง”กับ“สายแห่งทาง”กันอยู่แค่นั้น ไม่ถึง“จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน” เช่น อธิบายว่า “การปฏิบัติต้องเป็นกลาง” เหมือนดัง“พิณ 3 สาย” ต้องขึงให้ตึงทั้ง 3 สาย จึงจะได้เสียงที่ถูกต้อง รู้ว่า สายไหนเสียงต่ำ สายไหนเสียงกลาง สายไหนสูง นั่นมัน“การเปรียบเทียบ” ไม่ใช่“การมุ่งหาความจริง” ซึ่ง“ปรมัตถสัจจะ”ไม่ใช่มีแต่“สมมุติสัจจะ” มันต้องมีทั้ง 2 ถ้า“สัจจะ”ไม่ครบ มันก็จะได้“ความวิปลาส”ไปเป็นลำดับ นั่นคือ ได้“ทิฏฐิวิปลาส”ก่อน แล้วก็ไปกำหนดหมายเป็น“สัญญาวิปลาส”ตามมา สุดท้ายก็กลายเป็นคน“จิตวิปลาส” เป็นผู้มีครบ“วิปลาส 3”
อย่างอรหันตา ตาคือพหูพจน์ ไม่ใช่ 1 หรือ 0 ที่เป็นเอกพจน์แต่ 2 ขึ้นไปเป็นพหูพจน์ การมีข้างคืออันตา มีทั้งโลก และอัตตา โลกคือความหลอกเป็นสุขแต่แท้จริงมีทุกข์ คืออัตตา ผู้หมดโลกแล้ว ยังเหลือท
อ่านต่อ
ุกข์ อย่างน้อยคือทุกข์อันเลี่ยงไม่ได้ ปวดขี้ปวดเยี่ยว แม้แต่งานที่กำลังทำ เป็นภาระ อาหารปริเยทธิทุกข์ อย่างอาตมาไม่แสวงหาอาหารมาเลี้ยงร่างกาย ให้คนอื่นเลี้ยงเอาไว้ ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา แต่อาตมาก็ต้องแสวงหางานเป็นเครื่องอาศัย เป็นทุกข์ที่ต้องแสวงหางานทำ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น มันก็เป็นภาระ อย่างนี้เป็นต้น หรือมีลักษณะเล็กๆน้อยๆถึงขั้น กิลมถะ ไม่ใช่เรื่องหยาบๆ ภายนอกที่ไม่เกี่ยวแล้ว แต่เป็นความลำบากใจความกังวลใจที่เรียกว่า ทรถ เป็นของพระอรหันต์ที่หมดกิลมถะแล้ว หมดความลำบากรำคาญแล้วไม่โปร่งโล่งสะอาด แต่อรหันต์โปร่งโล่งสะอาดแล้วแต่ยังมีภาระ จะต้องหางานทำ จะเรียกว่ากังวลก็ไม่ถึงกังวล ต้องระมัดระวังไม่ให้ผิดพลาด อรหันต์ไม่ได้หมายถึงว่าไม่ผิดพลาด แต่ผิดพลาดได้ เรายกไว้ให้พระพุทธเจ้าองค์เดียวที่ไม่มีความผิดพลาดเลย เพราะท่านมีอินทรีย์พละ ท่านมีความรอบรู้ครบถ้วน สัปปุริสธรรม 7 ท่านก็ครบ มหาปเทส 4 ของท่านก็ครบ แต่อาตมายัง ก็ต้องมีความบกพร่องก็ต้องมีความระมัดระวัง ความระมัดระวังไม่ให้ผิดพลาดบกพร่อง จะมากหรือน้อยก็คือ ทรถ ของเราเอง เข้าใจไหม? (สมณะฟ้าไทว่าเข้าใจครับ) การจู้จี้จุกจิก เขียนบทความต่างๆให้เขาพิมพ์บอกว่าไม่แก้อีกแล้ว แต่ก็ยังแก้กลับไปอีก ก็เห็นความดีกับความไม่ดีอยู่ตรงนี้ ก็บอกว่ารบกวนหน่อย แต่เขาก็ยังเห็นด้วย เข้าใจอาตมา ก็ทำให้ จะลำบากเขาก็ยอม อันนี้ เป็นเรื่องสัจจะ เขาเห็นแก่เราเขายอมรับเรา ก็ช่วยเราได้มาก เขาไม่เห็นแก่เรา ไม่ยอมรับเราก็ช่วยเราได้ไม่มาก พยายามให้ดีคมแม่นชัด ไม่เหลื่อมซ้อน ต้องพยายาม
(21) แยก“สมมุติสัจจะ”กับ“ปรมัตถสัจจะ”กันยังไม่ได้ มันก็หลงเพี้ยนไปยึดเอา“สมมุติสัจจะ”กันที่“เสียง” อยู่กับ“รูปธรรม”หรือ“วัตถุธรรม”คือ“เสียง”แท้ๆ งมหลงอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ลึกเข้ามาหาความเป็น“จิต-เจตสิก”เลย ยิ่งเป็น“เวทนา”ก็ยิ่งต้องมี“ปัญญา”ละเอียดลึกเข้าไปอีกอย่างสำคัญมาก เมื่อหลงผิดกันก็งมจมอยู่แต่กับ“ทางเขาวงกต” วนอยู่แต่ใน“ความเป็นทาง” ออกจาก“ทาง”ไม่ได้เลย หากเปรียบเทียบพิณ 3 สาย คุณจะให้เร็วดีที่สุด หากต่อให้คุณเดินตรงไปถึงนิพพาน แต่คุณมิจฉาทิฐิก็หาทิศทางไม่ได้ หรือทำองศาก็ยังเอียงไปอีก แล้วนานกว่าจะถึง หากเดินผิดมุมแม้ 1 องศาก็ไม่ไปถึงตรงกลางได้หรอก ความตรงที่ว่านี้ผิดเพี้ยนไม่ได้เลย แหกมุมไม่ได้เลย พวกที่ไม่เข้าใจนี้ก็วนเวียน หาทางออกไม่ได้ หาทางที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางไม่ได้ เพราะก็เอาคำอธิบายของ วิปลาสมาเสริม เพราะ“ทิฏฐิวิปลาส” ความเข้าใจผิดเพี้ยน การกำหนดหมายจึงผิดเพี้ยนตาม“สัญญาวิปลาส” ที่สุด“จิตก็วิปลาส”ไปตาม“ทิฏฐิ” ตาม“สัญญา”ที่ปฏิบัติผิดเพี้ยน ต้อง“พ้นวิปลาส 3”นี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะยิ่ง“วิปลาส 4”กันไปใหญ่ ซึ่ง“วิปลาส 4”มันก็เสียหายทำชีวิตเลอะเทอะเละเทะแย่ ได้แก่ 1. วิปลาสในภาวะไม่เที่ยง(อนิจจัง)ว่าเที่ยง(นิจจัง) 2. วิปลาสในภาวะที่เป็นทุกข์(ทุกขัง)ว่าเป็นสุข(สุขัง) 3. วิปลาสในภาวะที่ไม่เป็นตัวตน(อนัตตา)ว่าเป็นตัวตน(อัตตา) 4. วิปลาสในภาวะที่ไม่น่าได้น่ามีน่าเป็น(อสุภ)ว่า น่าได้น่ามีน่าเป็น(สุภ) หรือ“ไม่งาม(อสุภ)”ว่า“งาม(สุภ)”[พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 49] สั่งสมสมาธิของวิปลาส จิตตั้งมั่น ตั้งมั่นในจิตวิปลาส
610523_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่มีแบบ ตอน5