ทานสูตรทำทานให้ถึงพระพรหมทำอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทานสูตรทำทานให้ถึงพระพรหมทำอย่างไร _วันดี ศรศูนย์ · กราบนมัสการถามพ่อครูเจ้าค่ะ 1. นาย ก. มักเอาเงิน สิ่งของเครื่องใช้ ให้กับนาย ข. แต่เวลาที่ นาย ก.ไม่สบอารมณ์ ก็จะพูดกับนาย ข.ว่า รู้อย่างนี้ไม่ให้เงินก็ดี ถามว่า นาย ก.ให้เงิน สิ่งของ แบบหวังผลตอบแทนใช่มั้ยเจ้าคะ และนาย ข.ควรเลิกรับเงิน จากนาย ก. ดีกว่ามั้ยเจ้าคะ พ่อครูว่า... ที่จริงก็บอกเขาว่าทำทานแล้ว หวังผลตอบแทนก็เป็นตัวตนไม่ได้ละตัวละตน ไม่ได้ตัดปล่อย ตัดทิ้ง ทาน ถ้าไม่มีจิตไปผูกพันไปหวังผลตอบแทนเลย เรียกว่าไม่มี สาเปกโข พระพุทธเจ้าสอนไว้ในทานสูตรชัดเจน แล้วยิ่งไปตกผลึกว่าเป็นของฉัน ก็ยิ่งยึดเป็นตัวเราของเรา ยิ่งไปสะสมเป็นคลังเลย สันนิธิเปกโข ใส่คลังใส่เซฟไว้ ยิ่งบอกว่าชาติหน้าฉันตายไปแล้วจะได้กินทานของฉัน พวกนี้ไม่ได้ไปผุดเกิดง่ายๆหรอก ตายแล้วก็มีแต่จะจมอยู่กับไอ้พวกนี้แหละ อยู่กับตัวตนของเราของกูของกู ไม่รู้จักจบ ไอ้นี่ไม่ใช่ทานสูตร สวรรค์ 6 ชั้นก็ไม่มี สำหรับผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วไม่มี สวรรค์ 6 ชั้น ก็คือภพที่เสพติด ตั้งแต่ชั้น จตุมหาราช คือชั้นที่ไปบุกรุก เบ่งข่ม แย่งชิง 4 ทิศ เรียกว่า จตุ ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ
อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี เป็นอาการเก๊ อาการที่ 32 อาการสุขลวง อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็น
อ่านต่อ
ประเพณี คืออยากให้ความสุขนี้อยู่ยาวนานให้ได้มากที่สุดไม่ยอมหยุดยอมพัก ใครจะสอนให้หยุด เย็น เลิก เขาก็ไม่รู้ เขาก็ไม่เชื่อ เขาก็ไม่เอา นอกจากไม่เอาแล้วยิ่งหาพวกสารพัด อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ คือสร้างเองเนรมิตเองได้ตามใจ มีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชใหญ่ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) สวรรค์ชั้นที่ 6 คือยิ่งมีผู้อื่นมาร่วมเนรมิตสร้างสรรค์ให้ยิ่งหนักยิ่งใหญ่เข้าไปใหญ่เลย อตฺตมนตาโสมนสฺสํ สร้างพรรคพวกให้มาลงนรกกัน เสร็จแล้วปลื้ม ที่เอาเปรียบเขาได้ฆ่าแกงเขาได้ ชนะเขาได้หลอกเขาได้ เหมือนอย่างธัมมชโย หลอกเขาได้ให้มาทำบุญแล้วมาทำกับตัวเองนะ ตัวเองร่ำรวยให้คนอื่นปิดบัญชีหมดเลย เอามาทำทานให้แก่หลวงพ่อ แล้วคนก็งมงายหลอกกัน อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส) พรหมคือจิตสะอาด เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่รู้จักการจัดการทำจิตของตนเองให้ลดละจางคลายขึ้นมาด้วยบุญ ด้วยพลังงานที่เป็นอาวุธฆ่ากิเลส ลดกิเลสให้ได้ด้วยบุญ ซึ่งไม่ง่าย เป็นความซับซ้อน ที่อธิบายได้ยากแต่อาตมาก็พยายามอธิบาย คำว่าบุญ ไปหลงว่าเป็นกุศล ซึ่งมันเสื่อมหนัก ศาสนาพุทธนี้เสื่อมหนักที่ไปเข้าใจคำว่าบุญเป็นกุศล เพราะบุญนั้นเป็นพลังงานของจิตที่เลวร้ายที่สุด เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำบุญสำเร็จนี้จะต้องแรง ฆ่ากิเลสให้ได้ บุญเป็นอาวุธร้าย แต่มันเป็นพลังงานจิต ที่เป็นฌาน 1 2 3 4 ฌานอันสุดท้าย อาตมาเคยอธิบายเป็นรูปธรรมว่าเหมือนเพชฌฆาตมือสุดท้าย มือ 1 2 3 ฟันมาแล้วจริงๆมันตายแล้ว แต่เพื่อที่จะให้ตายเด็ดขาดจริงๆ ต้องถึงมือบุญ เพชฌฆาตมือสุดท้าย กิเลสตายเสร็จแล้ว เด็ดขาด บุญก็เลิก จบกิจ บุญก็ไม่มีอีกบุญก็ไม่ทำ ปุญญปาปปริกขีโณ ก็สิ้นบุญสิ้นบาป พระอรหันต์คือคนไม่มีบุญ คนสิ้นบุญแล้ว บาปก็หมดแล้ว บุญหมดแล้วไม่มีฟื้นอีก เป็นเอกังสะ เป็น one way Traffic เป็นคนทางเดียว สายเดียว ไม่มีโค้ง ไม่มีงอ ฆ่าแล้วหายไปเลย ฆ่าได้ก็หาย ฆ่าไม่ได้ก็หายไปเหมือนกัน ฆ่าไม่สำเร็จคุณก็ต้องสร้างบุญใหม่อีก แต่ถ้าฆ่าได้สำเร็จจบกิจแล้ว เรียบร้อย บุญก็ไม่มีอีกเลย พระอรหันต์เป็นคนหมดบุญเพราะฆ่าบาปได้เกลี้ยงเสร็จแล้ว จบกิจ ไม่มีฟื้น ไม่มีอะไรที่จะวนมาอีกแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ยากที่จะเข้าใจคำว่าบุญ ฟังดีๆกว่าจะเข้าใจคำว่าบุญได้แล้วสร้างพลังงานให้เกิดบุญตั้งแต่ฌานที่ 1 ก็เริ่มต้นมี อุณหธาตุ มันรู้จักกิเลสแล้วทำให้กิเลสลดเป็นลำดับ ฌาน 1 2 3 4 ก็ทำให้กิเลสลดไปทีละ 25 ๆ เป็น 50 เป็น 75 จนถึง 100 ครบ แล้วก็ประหารมือสุดท้ายด้วยอุเบกขา อุเบกขาเวทนาสูงสุด คือพยายามสำทับเนกขัมมะ จนกระทั่งเป็นอเนญชา อเนญชาแล้วอเนญชาอีก สั่งสม ตกผลึกลงด้วยกิเลสหมด แล้วก็ตกผลึกตั้งมั่น กิเลสนั้นคือ กิเลสแท้ๆชัดๆตามแบบที่รู้จักกิเลสตั้งแต่ 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) เจโตปริยญาณ 16 คือวิปัสสนาญาณข้อที่ 5 วิชชาข้อที่ 5 หากไม่รู้จักเจโตปริยญาณ 16 คนนี้ไม่บริบูรณ์ ไม่รู้จักรูปนามรูป 28 รูป รูป 24 ฆ่า กิเลสไปตามขั้นตอน 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) ทำได้แล้วมันจะแบ่งเป็น 2 สาย 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) สายเจโต ก็ต้องทำให้มันออกให้ได้ 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) ทำได้แล้วมันก็เจริญขึ้น มหะคือมาก อัคคะคือเลิศยอด 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) คือทำได้ ทำไม่ได้ก็10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) นี่คือเครื่องวัดความเจริญ คุณไม่รู้พยัญชนะมาก แต่ก็ต้องรู้สภาวะต้องมีญาณรู้ ว่าอ๋อ เราทำได้เจริญขึ้นหรือไม่เจริญ แล้วจะเดินไป สู่ 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) มันจะมีปฏิภาณรู้ว่ากิเลสยังไม่หมด ดีกว่านี้ยังมีอีกยังไม่สุดท้ายจะต้องเป็น 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) คือไม่เหลือแล้ว ดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว แต่ก็ ต้องตรวจสอบอีก 2 สภาพ 1.ทำให้กิเลสหมดอย่างบริสุทธิ์ อุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นวิมุติ สะอาดบริสุทธิ์หลุดพ้นแล้ว 2.ตกผลึกเป็นจิตตั้งมั่นอย่างมี เจโตปริยญาณ 16 ไม่ใช่ สะกดจิตอย่างเป็นเจโตสมาธิ เขาก็ตั้งมั่นแต่ไม่มี เจโตปริยญาณ 16 ไม่มีญาณปัญญารู้หลักเกณฑ์มาตรวัดทั้ง 16 ขั้นนี้ เขาไม่รู้หรอก พยัญชนะ ของพระพุทธเจ้ามีอยู่ให้เรียนรู้แม้จะเรียนรู้อภิธรรมมา เขาก็ไม่รู้สภาวะเหล่านี้ พวกเรียนอภิธรรมได้แต่ตรรกะพยัญชนะเหตุผลอธิบายได้อย่างคล่องปาก แต่เขาไม่เข้าถึงสภาวะ จึงกลายเป็นคน ปทปรมบุคคล เป็นคนบัวใต้โคลน เป็นคนที่รู้มาก สาธยายอยู่ก็มาก จำได้ก็มาก สอนคนอยู่มาก แต่ไม่บรรลุธรรมในชาตินั้นไม่ได้บรรลุธรรม น่าสงสาร ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเขาก็เป็นของเขาเอง 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) 660426 คนเจริญแท้คือคนทำงานที่ไม่ไปหลงทำเงิน พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก