เศรษฐกิจจะดีนั้นเน้นที่งานไม่ใช่ไปเน้นที่เงิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
เศรษฐกิจจะดีนั้นเน้นที่งานไม่ใช่ไปเน้นที่เงิน _ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม · กราบนมัสการ พ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ตอนนี้การเมืองทั่วไป กำลังหาเสียงกันชนิดที่ไม่คิดความดีและชั่ว จะต่างกันขนาดไหน หาเสียงแบบสกปรก เริ่มแจกเงินกันแล้วแนวเดิม จะให้นักการเมืองโลกีย์ลดความแก้ตัวได้อย่างไร อยากฟังพ่อท่านให้ความรู้บ้างก็จะดีนะ กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า... อาตมาพูดจนคอจะแตกแล้วอธิบายไปแล้ว อธิบายไปจบจนกระทั่ง ว่า คนที่ไปงมงายอยู่กับเงิน นั่นคือคน ง.โง่ อย่าไปเอาเงินมาเป็นหลักเอางานมาเป็นหลัก อย่าไปงมงายอยู่กับ ง.โง่ เงิน เอางานที่งามที่งอกงาม งานที่เป็นสัจจะประเสริฐจริง เป็นหลักของมนุษย์ อย่าไปโง่อยู่กับเงินๆทองๆ เพราะฉะนั้นเรื่องจน คนมาเป็นคนจนพิสูจน์ได้ คุณทำงานให้แก่ประชาชนนี้เถอะ แล้วไม่ต้องสะสมเงินเลย อย่างอาตมานี้ ไม่เห็นอดอยากเลย แล้วพาพวกเรามา ก็วางมา ละทิ้งมาเหมือนกัน แล้วพวกเราอดอยากไหม ก็ไม่อดอยาก เป็นคนจนที่อุดมสมบูรณ์ไม่อดอยากอะไรเลย เพราะในภาวะสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน เราไม่ไปโง่ที่จะไปติดอะไร พะรุงพะรัง ไอ้นี่ก็งาม ไอ้โน่นก็หรู ไอ้นี่ก็สวยก็แพง ไอ้นั่นก็ชั้นสูง ก็ไฮโซ เลิกโง่จากพวกนั้นมาหมดแล้ว รู้จักเหตุปัจจัย สาระปัจจัยของชีวิตมันนิดเดียว ไม่มากเลย แถมบริขารให้อีกก็ยังไม่มากเลย องค์ประกอบที่จะใช้ในชีวิต ทุกวันนี้ก็อาจจะมีดินสอ ปากกาแว่นตาหรือคอมพิวเตอร์ก็ตาม ก็ไม่ใช่เพื่อตัวเรา ไม่ได้เพื่อหาเงิน ไม่ได้เพื่อเสพสุข แต่เพื่อทำงานรับใช้สังคม อาตมาใช้คอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อสังคม ไม่ได้ใช้เพื่อหาเงิน เป็นเงินทางอากาศ ไม่ได้ใช้แบบนั้น แต่ใช้เพื่อจะเป็นความรู้ทางธรรมะ เอาไว้เขียนหนังสืออธิบายเนื้อหาธรรมะ เพื่อสื่อสารธรรมะ เพื่อบันทึกธรรมะอะไรต่างๆเท่านั้น สรุปแล้วต้องมาเป็
อ่านต่อ
นคนจนจริงๆ เพราะฉะนั้น นักการเมืองที่ดี ผู้รับใช้ประชาชนที่จริง ต้องเป็นอาริยบุคคล ถ้าไม่ใช่อาริยบุคคลจริง โดยเฉพาะเป็นอรหันต์ ถ้าไม่ใช่อรหันต์จริงก็ยังไม่ใช่นักการเมืองแท้ นักการเมืองที่จริง ต้องเป็นอรหันต์นั่นแหละสูงสุด ยิ่งเป็นโพธิสัตว์เลย ซึ่งคนเขาก็ยังไม่เข้าใจ จนกระทั่งหาว่าธรรมะอย่ามายุ่งกับการเมือง การเมืองอย่ามายุ่งกับธรรมะ นั่นคือคนนั้นเป็นคนพิการ คนที่ไหนจะแยกจากการเมืองได้ คนที่ไหนจะแยกจากธรรมะได้ ธรรมะกับการเมืองมันอันเดียวกัน คนที่เข้าใจว่าธรรมะไม่ใช่การเมืองคนนั้นคือเดียรถีย์ คือคนไปอยู่ป่า พวกเข้าใจป่าว่าเป็นการบรรลุธรรม พวกโง่พวกไม่ใช่สังคมมนุษย์ หนีไปเป็นผีป่า อย่างพวกเชนผ้าก็ไม่นุ่ง แดดลมหนาวอะไร ไม่รู้สึกรู้สา ทรมานทรกรรมตัวเองไปเดินโทงๆๆนึกว่าบรรลุธรรม แม้แต่ไม่ถึงขนาดนั้น ออกป่าก็พิการแล้ว คนไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่มนุษย์ป่า ไม่ใช่ มิลักขะ คนเป็นชาวอาริยกะ เป็นคนเจริญ เป็นคนสังคมไม่ใช่คนป่าเถื่อน เป็นคนอยู่เดี่ยวไม่ใช่ คนเป็นสัตว์สังคม แค่นี้ไม่เข้าใจแล้ว ปลีกแยกไปจากสังคม ผิดแล้ว มิจฉาทิฏฐิแล้ว ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งสังคม รู้จักสังคมดี สังคมเต็มๆก็เรียกว่าโลก รู้จักภาวะโลก ภาษาคำว่า สังคมคือความเกี่ยวข้อง โลกก็คือความเกี่ยวข้องที่ยิ่งกว้างขึ้น กว้างขึ้น ตามลำดับ แล้วก็เป็นผู้ที่อยู่กับโลกอยู่กับสังคมอย่างอยู่เหนือ เรียกว่าโลกุตระ อยู่เหนือโลกอยู่กับโลก ไม่ใช่ไปนั่งทับโลกหรอก เหนือคือผู้มีจิตที่เข้าใจแล้ว เรื่องของการอยู่กับมนุษยชาติว่าจะอยู่กับเขาอย่างไร เป็นผู้ที่มีคุณค่า เป็นอาริยะแบบไหน นี่คือสัจจะที่สุดยอดที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อาตมาก็นำเอามาสาธยายอธิบาย คุณป้ารัตน์บอกว่า ทำยังไงจะให้นักการเมืองลดความเป็นโลกีย์ลดความเห็นแก่ตัว อาตมาก็ว่า ตัวอย่างอย่างทักษิณเขาทำ เขาใช้เงิน เป็นนักการเมืองที่ใช้เงินเป็นหลักเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นตระกูลเดียวกันตระกูลที่ยังเห็นเงินเป็นเรื่องของสัจธรรม โดยเฉพาะที่จะทำงานกับสังคม เพราะฉะนั้นคนทำงานกับสังคมไม่ต้องไปคำนึงเรื่องเงิน ทำงานกับสังคมคำนึงเรื่องงานแล้วก็จะหยุดโง่ ถ้าไปทำงานกับสังคมคำนึงแต่เรื่องเงินก็ยังโง่ เช่น เศรษฐกิจก็ไปวุ่นแต่ตัว GDP ตัวรายได้เป็นหลัก นี้มันยังโง่ เศรษฐกิจของมนุษยชาตินั้นเอาที่งานไม่ใช่ไปเอาที่เงิน ผลของงาน1, คนทำงาน1, ปัญญาความเฉลียวฉลาดของคนอีก1 เอาอันนี้ คนไหนมีคณะไหนมีแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ไม่ต้องไปคำนึงถึงเงิน ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน ชาวอโศก ไม่ได้เอาเงินเป็นหลักเลย เอาเรื่องงาน เอาเรื่องคน แล้วเอาเรื่องความรู้ความสามารถของคน นี่คือสาระแก่นแท้ของการกอบกู้เศรษฐกิจก็ตาม กอบกู้การเมืองก็ตาม ได้งมงายอยู่การเมืองก็เรื่องคะแนนเสียงเศรษฐกิจก็เรื่อง GDP รายได้ เวรจริงๆเลย คุณแก้ปัญหาเศรษฐกิจ คุณแก้ปัญหาการเมืองไม่จบกิจอะไรหรอก ไม่เป็น กตํ กรณียํ นารํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ แน่นอน มันผิดเป้ามันไปแก้ที่ผล ไม่ได้แก้ที่เหตุ เหตุมันอยู่ที่คน ไม่ได้ไปอยู่ที่เงิน ไม่ได้ไปอยู่ที่คะแนนเสียง ไม่ใช่ มันมาอยู่ที่คน ฟังนะนักการเมืองก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ก็ตาม ฟังอาตมาพูด แล้วจงอย่าไปหลงเทวนิยม นั่นยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า เทวนิยมหรือทางยุโรปหรือทางศาสนาพระเจ้า ความรู้เศรษฐศาสตร์จากเทวนิยมรัฐศาสตร์จากเทวนิยมนั้น มาเรียนเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าเถิด เอาละเถรสมาคมก็ยังเข้าใจยาก เถรสมาคมไม่ได้เข้าใจรัฐศาสตร์เศรษฐศาสตร์อย่างที่อาตมาพูดหรอก มันก็น่าสงสารเหมือนกัน อาตมาเกิดมาในยุคนี้ถึงมาเปิดเผยเอาความจริงสาระสัจจะพระพุทธเจ้ามายืนยัน คนก็ยังไม่เชื่อง่ายๆหรอก เพราะอาตมาถูกข่มถูกดิสเครดิต ถูกทางโน้นประกาศแล้วก็ไปเชื่อเถรสมาคมนั่นแหละ คุณก็เชื่อกันอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่พยายามที่จะมาฟัง ไม่มี ปรโตโฆษะ ไม่ฟัง ผู้ที่นำสิ่งที่แปลกดี จนกระทั่งอาตมาทำงานมา 50 กว่าปี มีมนุษยชาติ มีพฤติกรรมสังคม มีวัฒนธรรมสังคม มีรูปธรรมสังคมสมบูรณ์แบบหมดแล้ว ให้เห็นได้ กระจายอยู่ทั่วประเทศในชุมชนชาวอโศก เป็นสาราณียธรรม 6 ถึงขั้นสาธารณโภคี ซึ่งเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจแบบสาธารณโภคีประชาธิปไตยก็อยากได้ คอมมิวนิสต์ก็อยากได้ คือสาธารณโภคีนี้ประชากรสมาชิกของสังคมเสียภาษี 100% ประชาธิปไตยที่สมาชิกของประเทศเสียภาษี 100% คุณไม่เอาหรือ คอมมิวนิสต์ มีสมาชิกประชากรเสียภาษี 100% จะเอาไหม มันจบแล้ว คอมมิวนิสต์เขาพยายามกดขี่บังคับ ด้วยกฎหมาย ด้วยอำนาจอะไรก็แล้วแต่ ให้ผู้ที่เสียภาษี เสียภาษีให้ได้มากที่สุด ซึ่ง ลำเอียง อยู่ดี สุดท้ายก็แพ้นายทุนมันไม่สำเร็จเพราะกิเลสของคน มันมีวิธีการหลีกเลี่ยงสารพัด มันต้องบริสุทธิ์ใจว่า มาเป็นคนจน ผู้ที่จบเศรษฐศาสตร์สมบูรณ์แบบแล้วจะมาเป็นคนจน อย่างพระพุทธเจ้าที่อธิบายไปตอนต้นแล้ว ก็ท่านรวยอยู่แท้ๆแต่มาเป็นคนจน พระบาทเปล่าเลย ไม่มีอะไร ห่มผ้า 3 ผืน รูปแบบก็ชัดๆอยู่แล้ว ท่านไม่ได้มาเสแสร้ง ไม่ได้มาทำ แอ็ค ไม่ได้ทำดรามาติกอะไร ไม่ใช่ ท่านเป็นเรื่องจริง ปฏิบัติเปิดเผยจริง เป็นความจริง คนที่ประเสริฐคือ รู้ว่าเป็นคนจนดีแล้ว มาเป็นคนจนได้สมบูรณ์สูงสุดแล้ว ความเป็นคนจนสูงสุด อาตมาเคยเรียบเรียงภาษา คนที่เข้าใจความสมบูรณ์แบบของคน เป็นคนที่จะไม่ต้องไปพึ่งวัตถุสมบัติ ไปพึ่ง อำนาจภายนอก ไม่ต้อง พึ่งความไม่มีกิเลส พึ่งความบริสุทธิ์ใจ พึ่งความไม่มีตัวตน แล้วเป็นคนรู้จักกรรม กรรมกิริยาที่ดีอยู่กับสังคม รับใช้มนุษยชาติ เป็นผู้รับใช้ผู้อื่น แม้เราจะรับใช้ผู้อื่นอยู่ในงาน เช่น งานนี้คนเขาว่าเป็นงานชั้นต่ำ เป็นงานขนขยะ เป็นงานเช็ดส้วม เป็นงานกวาดถนน มันเป็นการตีค่ามาเบ่งมาทับกัน เป็นจิตที่ไม่เห็นความสำคัญของมนุษยชาติที่มีปัญญา มีความเข้าใจถึงงานที่ควรจะทำ สัตว์เดรัจฉานมันไม่รู้หรอก มันมีแต่มนุษย์นี่แหละรู้จักงานที่ควรจะทำ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่เข้าใจก็มายกว่างานนี้สูงกว่างานนี้ งานนี้ต่ำกว่างานนี้ต่างๆนานาสารพัด มันจึงเกิดการเหลื่อมล้ำ เกิดการไม่เสมอภาค เกิดการลำเอียง เกิดอะไรๆ ก็ไม่สงบ ไม่เจริญ 660428 แพ้แน่ๆถ้าพลังเงียบไม่ช่วย พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก