สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จุลศีล.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จุลศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีล คือขั้นตอนหลักเกณฑ์ ที่ถ้าเราปฏิบัติอย่างสัมมาปฏิบัติ จะทำให้เราบรรลุธรรมโลกุตระได้ จุลศีล 26 ข้อ ข้อแรกไม่ฆ่าสัตว์ แล้วให้ทำใจอย่างไร อีกนะ ละการฆ่าสัตว์ เว้นจากการฆ่าสัตว์ [3] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชน กล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า1. พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. ศีลข้อ 1 มีนัยยะซับซ้อนถึง กาย วาจา ใจ ไม่ลงมือฆ่า ไม่บอกให้ฆ่า จิตไม่ต้องการให้เขาตาย นี่เป็นเครื่องวัด เราเป็นสัตว์ สัตว์อื่นก็จิตนิยาม เราจึงพ้นภัยที่มีต่อสัตว์อื่น ทั้งหมดเลย หรือเกิดน้อยที่สุด ตัวเองก้าวหน้าที่สุด โดยไม่เป็นภัยต่อคนอื่น หรือให้น้อยที่สุด หลายคนปฏิบัติไม่ถึง 26 ข้อก็เป็นอรหันต์ได้ก่อน 2. พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่. 3. พระสมณโคดม ละกรรมเป็นข้าศึก แก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุน อันเป็นกิจของชาวบ้าน. 4. พระสมณโคดม ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก. 5. พระสมณโคดม ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้ แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้น แล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้น แตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่ พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคน ผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ท
อ่านต่อ
ำให้คน พร้อมเพรียงกัน. 6. พระสมณโคดม ละคำหยาบ (เขาถือสากัน) เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษเพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ. 7. พระสมณโคดม ละคำเพ้อเจ้อ (เขาฟังไม่รู้เรื่อง) เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐานมีที่อ้าง มีที่กำหนดประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร. [5] 8. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคาม และภูตคาม คนที่เอาศีล มาปฏิบัติแต่ละข้อ จะล้างกิเลส ไปตามลำดับจริงๆ [6] 9. พระสมณโคดม ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล.(คำว่าวิกาล คือเวลาที่เราไม่ได้กำหนด ในการกิน) 10. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่น อันเป็นข้าศึกแก่กุศล.(เดี๋ยวนี้เป็นการเล่นกอล์ฟ เล่นอย่างอื่นอีก) 11. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการทัดทรง ประดับและตบแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องประเทืองผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว. พ่อครูว่า...ผู้ที่ทำศีล 5 ได้แล้ว ศีลข้อเหล่านี้ จะทำได้ง่าย เพราะมันเป็นเรื่องไร้สาระกว่าอีก แต่นี่คุณไปหลงสิ่งเหล่านี้ ก็โง่หนักกว่า ธัมมชโย หลงแสง สี เสียง ที่เกินไปจากความจริงมาก ประเทือง เอมเจริญ เขามีแต่เล่นสี เขาก็ติดอยู่แค่นั้น ธัมมชโย ยิ่งกว่าประเทืองอีกเยอะเลย มันไม่ใช่องค์ประกอบศิลป์เลย หลงซับซ้อนฟรุ่งฟริ้ง ยิ่งกว่าละอองธุลีอีก ปั้นน้ำปั้นแสงเป็นตัว เป็นเครื่องประกอบให้คนหลง คนไม่ประสีประสาก็หลง น่าสงสาร 12. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการนั่งนอน บนที่นั่ง ที่นอน อันสูงใหญ่. พ่อครูว่า... คือสิ่งที่จะเอามาใช้สอย แต่มันใหญ่เกิน วิลิศมาหราเกิน ไม่ต้องเอาแรงงาน ทุนรอนเอาไปทำเลย เปลืองผลาญเปล่า จะเป็นของใช้ส่วนตัวใดๆ บางที่ออกไปประดับเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไร อย่างพัดนี่ เอามาบังหน้าหรือสมมุติว่าเป็นยศชั้น ประดับเพชรพลอยอะไร คือสมมุติซ้อนๆๆเข้าไป แรกๆเป็นเพียงใบตาล แต่นี่ประดับมีแง่มีแง่ง หนักเข้า หล่อด้วยทองคำเลย ติดเพชรอีก 13. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทองและเงิน. พ่อครูว่า... พระส่วนใหญ่ยืนยันว่า ไม่มีเงินอยู่ไม่ได้ แต่สมณะอโศก พิสูจน์แล้วว่าอยู่ได้ เราประพฤติปฏิบัติ ด้วยความดีงาม เขาก็เลี้ยงเราไว้ กินอยู่กับส่วนกลาง สมณะฟ้าไทว่า..ไม่รับเงินรับทอง คือไม่ให้มีสมบัติส่วนตัว ให้อยู่เป็นกองกลาง จะใช้อะไรก็แล้วแต่หมู่ พ่อครูว่า.. ไม่มีก็จบ มีก็ใช้ไป ช่วยกันหา ช่วยกันใช้ไป เป็นส่วนกลาง เป็นเรื่องสุดยอดแล้ว ไม่มีอะไรสูงกว่านี้อีก ลัทธิประชาธิปไตย ลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธิเผด็จการ ก็ตาม แต่อันนี้สุดยอดแล้ว มีคนบอกว่า อโศกทำธนบัตร ของตนเองเลยสิ อาตมาก็ว่า ใช้ของคนอื่นนี้ก็ดีแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาทำเอง [7] 14. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ. 15. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ. พ่อครูว่า..ธัญญาหารหมายถึง อาหารทุกอย่าง ธ.ธง กับอัญญะ คือโลกุตระ ความเฉลียวฉลาด ที่จะทรงไว้ ถ้าเป็นสิ่งดิบ คือสิ่งที่กินยังไม่ได้ จะเป็นอุตุ กินไม่ได้ก็คือดิบ เพราะฉะนั้น จะเอามาเป็นสิ่งที่ จะบริโภคแก่ร่างกาย อะไรที่จะเอาเข้ามา ในร่างกายเพื่อยังชีพ ดิบคือของบริโภคได้ ไม่เป็นพิษ แต่ถ้าเป็นพิษแม้เล็กแม้น้อย ไม่เอา (ดิบมาจากบาลีว่า อามก) คำว่า อา คือ คำภาคเสธ ส่วน ม. กับ ก.คือตัวปลายกับตัวต้น ของพยัญชนะ เนื้อดิบ คำว่าเนื้อ มันซ้อนอีก เนื้อสัตว์กับเนื้อแตงโม เนื้อเหมือนกัน สิ่งที่เป็นเนื้อดิบ หรือธัญญาหารดิบ ก็ไม่เอา คุณจะมาอ้างถึงเนื้อ จะหมายถึง เนื้อพืช หรือเนื้อมะเขือเทศ กล้วยก็เนื้อได้ ที่เป็นพิษ หรือเนื้อสัตว์ ธัญญาหาร ไปเน้นที่เนื้อไม่ใช่สัตว์ ขนาดเนื้อพืชไม่เป็นพิษ เราไม่เอา แต่ถ้าเนื้อสัตว์ เป็นพิษกว่า เราก็ไม่เอาอยู่แล้ว เนื้อสัตว์ที่เป็นเดนสัตวกิน คือปวัตตมังสะ แม้จะกินได้ แต่ก็ต้องไม่ใช่เนื้อดิบ การกินเนื้อสัตว์ มีบาปห้าประการเลย 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย จงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมาย ไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย จงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่า ย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคต และสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 เรื่องตายเรื่องเกิดเรื่องเล็ก แต่เรื่องต่อวิบาก นี่เรื่องใหญ่
600326_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ศีลเครื่องวัดความสูงต่ำของมนุษย์