นานาสังวาสนี้มันแตกต่างจากนิกาย.docx
เนื้อหาในไฟล์
นานาสังวาสนี้มันแตกต่างจากนิกาย จะขยายความนานาสังวาสกับนิกายให้ฟังเป็นธรรมะที่ลึกซึ้งแล้วเป็นธรรมวินัยที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ทำนิกาย อย่างที่มีอวิชชา มิจฉาทิฐิหนักจนถึงขั้นอวิชชา คือเห็นกายเป็นคนละกาย นิกาย อันที่เป็น พรหมกายหรือธรรมกาย ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระพรหมกายหรือธรรมกายก็ดี มันหมายถึงตัวเราตถาคตนะ อยู่ในพระไตรปิฎกมี แล้วทางธรรมกายเขา เอาไปตีกินว่าเขาเป็นธรรมกายเป็นกายของพระพุทธเจ้า ที่จริงแล้วเขานั่นแหละยอดแย่ยอดนิกายเลย คือธัมมชโย สมีธัมมชโย เป็นสมี 2 ตัวด้วย หมายถึงคนปาราชิกไปแล้ว ต้องไล่ไปให้ไกลจากวงการศาสนาพุทธเลย อย่าให้มาฟัง เพราะมันเสื่อม เดี๋ยวนี้สมีที่ปาราชิกอยู่แล้วก็เอามาคลุกคลีอยู่เละเทะ ซึ่งมันเสื่อมจากธรรมวินัยไม่อยู่ในร่องในรอยของพระพุทธเจ้าเลย ลำบากมาก เค้าไม่เข้าใจคำว่ากายเป็นยอดเดิม 200 ไม่รู้เข้าใจเลย นิ แปลว่าไม่ คือ ไม่ใช่ธรรมกาย ไม่ใช่พรหมกายของพระพุทธเจ้า มันเป็นกายของ เดียรถีย์ ของซาตาน ของผีนรก มันเป็นเช่นนั้น กาย แปลว่าองค์รวม กายคือ จิตคือมโน คือวิญญาณ ที่เกี่ยวข้องกับภายนอกอยู่ แต่พระพุทธเจ้าท่านเน้นเอาที่จิต มโนวิญญาณ ตถาคตเรียกกายว่าจิตมโนวิญญาณ พระไตรปิฎกเล่ม16 ข้อ 230 เพราะฉะนั้นพวกที่เขาไม่รู้ เขาไม่เข้าใจเลย อันนี้แหละคือมิจฉาทิฏฐิที่ขอยืนยันว่า เถรสมาคมได้มิจฉาทิฐิจนอวิชชาไปแล้ว ในความเป็นกายและเขาก็ได้ทำนิกายแล้ว เขาก็ได้อนันตริยกรรม ผู้ที่ทำตนเองหรือสงฆ์ของหมู่ตนเอง ให้เป็นหมู่ที่แตกจากธรรมกายหรือพรหมกายของพระพุทธเจ้า เป็นนิกาย นั่นแหละคือผู้ได้ทำอนันตริยกรรมเป็นนรกหนัก เป็นนรกใหญ่นรกลึก โดยที่เขาเข้าใจสมมุติ เข้าใจปรมัตถ์ไม่ได้เลยสับสนไปหมดซับซ้อนด้วย ความซับซ้อนถูกต้องเป็นผิด ผิดเป็นถูกต้องสลับซับซ้อนจนไม่
อ่านต่อ
รู้กี่ชั้น เห็นผิดเป็นถูก แต่ละชั้นแต่ละชั้นไป 1 2 3 กลายเป็นทำให้สงฆ์แตกแยกเป็นนิกาย เป็นอนันตริยกรรมข้อที่ 5 ทำให้สงฆ์เกิดความแตกแยก อาตมาทำถูกต้องตามพระธรรมวินัยโดยประกาศนานาสังวาสในวันที่ 6 สิงหาคม 2518 ทนอยู่ได้ถึง 5 ปีนะอยู่กับสงฆ์หมู่ใหญ่ แล้วก็เป็นสงฆ์ที่เป็นนิกายเป็นการออกนอกรีตไปแล้ว อาตมาอยู่ด้วยไม่ได้จึงได้ขอประกาศตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เสร็จแล้ว ยิ่งสงฆ์หมู่ใหญ่แสดงความจริงออกมาให้เห็นว่าเขาไม่เข้าใจความเป็นนานาสังวาสเขาก็ไม่ ยำเละอาตมาใหญ่เลย ดึงอาตมาเข้าไปอีกทั้งๆที่ ได้ลาออกมาตั้งแต่ 18 อยู่กันดีนะอาตมาก็อยู่มาได้ จนกระทั่งพ.ศ 2525 พันตำรวจตรีอนันต์ เสนาขันธ์ ก็ไปเล่นงานท่านพุทธทาส แล้วก็มาแขวะเล่นงานอาตมาบ้าง เราก็สงสารนะ ตอนแกเข้าคุกก็ยังส่งข้าวส่งน้ำให้แกเลย ขออภัยที่พูดเหมือนรื้อฟื้นบุญคุณ แต่เราเห็นใจเข้าใจ เราไม่ได้ถือสาและอโหสินั้นเราไม่ได้มีอยู่ถือสาไม่ได้ติดใจอยู่แล้ว เขาน่าสงสารด้วย จนกระทั่งแกเขียนเป็นหนังสือออกมาว่าข้าวของท่านมียาง คือขอบคุณนั่นเอง ระลึกถึงบุญคุณพวกเรา ครูหนูนี่แหละเป็นตัวเชื่อมซึ่งครูหนูก็เสียชีวิตไปแล้ว ครูหนูชื่ออำไพ หุ่นตระกูล ช่วยกัน จนมา 2532 ทีนี้สมเด็จพุทธโฆษาจารย์หรือมหาประยุทธ์ ท่านเป็นคนเปิดเรื่องเลย ซัดอาตมาใหญ่ โดยไปยึดถืออาตมาผิด จริงอาตมาผิดเพราะยังไม่ได้เข้าใจในพยัญชนะ ไปใช้พยัญชนะสับสนผิดไปจากความจริงไปหน่อย ท่านก็ถืออันนี้เป็นใหญ่เป็นโต ตีอาตมาเละเลย ว่าอาตมาไม่มีความรู้ในสภาวธรรมของโลกุตรธรรมหรือธรรมะของพระพุทธเจ้า ใส่ใหญ่เลย เขียนหนังสือว่าอาตมา มา 3 เล่ม เถรสมาคมก็ร่วมกันใส่อาตมาใหญ่เลย ต้องไปอ่านในหนังสือประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาสที่อาตมาได้เขียนไว้ เป็นการเอาธรรมวินัยมาขยายความไว้ ว่าเถรสมาคมไม่น่าทำอย่างนี้เลย มันผิดมันเป็นบาป เป็นอกุศลแก่ตัวเองจริงๆ ก็ทำไว้ให้ผู้ที่เขามาศึกษา คนจะได้รับรู้ความจริง ไม่ได้เจตนาจะไปว่าไปด่าเขาหรอก แต่อาตมารักษาความจริง เอาประกาศความจริง มายืนยันความจริงที่มันผิดว่าผิด ถูกว่าถูก ก็ทำออกไปเป็นหลักฐาน เสร็จแล้วก็จนป่านนี้อาตมาก็ว่าก็ยังไม่กลับใจ เหมือนอย่างฝ่ายแดงเขาก็กลับใจ จนกระทั่งจะหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นดีเจต้อย จตุพรพรหมพันธุ์ เจ๋งดอกจิก แรมโบ้อีสานก็กลับใจมาหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ยกขบวนแดงกลับใจกันมา อาตมาว่าจะหมดเนื้อหมดตัวแล้วนะทักษิณ เพราะว่าผู้ที่เขามาถึงวันนี้แล้วมาไกลแล้ว ทักษิณถูกเขากลับใจออกมา แต่เขาเกรงใจยังไม่ประกาศตัวอีกเยอะ ยังไม่พูดยังไม่ประกาศตัว แต่ก็ไม่เอาทักษิณแล้วมันเป็นพวกเสียงเงียบจะมีอยู่เยอะ แล้วจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ นัยยะของการเมืองก็ดี นัยยะของธรรมะก็ดี มนุษย์ต้องมีการเมือง มนุษย์ต้องมีธรรมะ จะบอกว่านักธรรมะมายุ่งอะไรกับการเมือง คนพูดนั้นคือคนที่ไม่มีภูมิปัญญาอะไร ไม่มีภูมิปัญญาที่จะรู้ว่าคนมันต้องอยู่กับการเมือง ต้องอยู่กับธรรมะ มันก็ต้องสนใจในเรื่องพวกนี้ แล้วก็เรียนรู้ให้ถูกต้อง ทำถูกต้องแล้วเราจะได้ดำเนินชีวิตในทางที่ถูก ในทางที่ดี เกิดมาทั้งทีแล้วกรรมเป็นอันทำ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่เรียกว่าธรรมะ การกระทำที่เรียกว่าการเมืองมันก็เป็นกรรมทั้งนั้น มันหลีกพ้นคำว่ากรรมไปไม่ได้ กระทำพฤติกรรมที่เรียกว่าการเมืองกระทำพฤติกรรมที่เรียกว่าธรรมะ ก็เป็นกรรมทั้งนั้น เพราะฉะนั้นมันมีผลต่อชีวิตคุณทุกคน คุณละเว้นการเมือง ละเว้นธรรมะไม่ได้ หากว่าคุณละเว้นธรรมะสิยิ่งแย่ใหญ่เลย ก็พูดกันไม่รู้กี่ทีคำนี้ ถ้านักการเมืองหรือผู้ทำงานการเมืองไม่มีธรรมะนี้ชิบหายใหญ่เลย ใครๆก็พูดแม้แต่ท่านพุทธทาสก็พูด ความรู้แค่นี้ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรเป็นความรู้ง่ายๆ นักการเมืองยิ่งไม่มีธรรมะนี้ชิบหายเลยไม่ว่าสังคมไหนก็แล้วแต่ประเทศไหนก็แล้วแต่ “เมื่อไม่คำนึงถึงธรรมะ ไม่คำนึงถึงศีลธรรมแล้ว การเมืองก็กลายเป็นเรื่องสกปรก สำหรับหลอกลวงกันอย่างไม่มีขอบเขต จนกระทั่งโลกนี้ก็กลายเป็นโลกแห่งการหลอกลวงไปเสีย” นี่เป็นคำพูดของท่านพุทธทาสบันทึกไว้ ท่านพูดไว้ก่อน เป็นเรื่องที่เขารู้กันอยู่ คนเรามีการกระทำ การกระทำงานจะไม่เรียกว่าธรรมะจะเป็นงานอาชีพเป็นกัมมันตะ คือ หรือ กรรมที่เรียกว่าอาชีพหรือกรรมที่เรียกว่ากัมมันตะ. กรรมที่เรียกว่าวาจา หรือสังกัปปะ ก็มี 4 อย่างเท่านั้นแหละที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในมรรคมีองค์ 8 มีอาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ถ้าหากมิจฉาทิฏฐิในกรรมต่างๆ คือเข้าใจผิดไป คุณก็ไปทำ กรรมต่างๆตามที่คุณเข้าใจผิดๆ คุณก็ได้อกุศลหรือได้บาป คุณก็ได้อันนั้น ท่านพุทธทาสก็เคยบอกว่าธรรมะกับการเมือง เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไหร่การเมืองก็กลายเป็นเรื่องทำลายโลกขึ้นมาทันที ซึ่งมันก็ทำลายกันอยู่อย่างเห็นๆ เพราะฉะนั้นคนที่พูดกันอย่างเด็กเป็นเด็กจริงๆเลยว่าอย่าเอาธรรมะมายุ่งกับการเมือง เป็นการพูดที่ไม่เดียงสาเลย ไม่อยากพูดว่าโง่ ไม่เดียงสาคือยังอ่อนเยาว์ ยังโง่ยังเป็นคนพาล ยังไม่ประสีประสาอะไรจริงๆ เป็นคนที่ตื้นที่โง่ที่ยังเขลาอยู่ ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นคนที่พูดอย่างนั้นเราก็จะต้องบอกให้เขารู้ตัวว่าเขาเองเขลายังตื้นไป ยังเป็นเด็กไม่เดียงสา ยังไม่เข้าท่าอะไร ก็เตือนให้เขารู้แล้วเขาจะรู้จะยอมรับหรือเปล่าก็เรื่องของเขา เราก็ให้ความจริงก็บอกความจริงไปเท่านั้น สำหรับผู้ใดที่สำนึกหรือรู้ตัวว่า เราเองแค่นี้ก็เข้าใจผิดแล้วหรือ แค่ว่าอย่าเอาธรรมะมายุ่งกับการเมืองเป็นความเห็นที่ผิดแล้วหรือ มันก็ผิดแล้ว มันผิดอย่างหนักด้วยนะ มันตื้นๆแต่มันหนักมันร้ายแรง อย่าเอาธรรมะมายุ่งกับการเมือง เป็นคำกล่าวที่เราดูง่ายๆตื้นๆ แต่มันร้ายแรงลงไปถึงมนุษยชาติและสังคม ความเข้าใจผิดอันนี้ มันดูง่ายดูตื้นแต่คุณทำง่ายๆตื้นๆนี่แหละ แต่มันมีผล มีผลกระทบถึงสัจธรรมมันลึก มันกินหนักมันร้ายแรงหนัก มันมีผลลงไปเสียหายด้วย เป็นผลถึงขั้น ปหายะ เป็นคนทำร้ายทำลาย คนที่กล่าวว่าอย่าเอาธรรมะมายุ่งกับการเมืองนั้นเป็นคนทำร้ายทำลายตัวเองก็โง่ลงไป ให้คนอื่นได้ยินได้ฟังพาให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือโง่ตาม และยิ่งโง่ตาม ไปประพฤติตามกันอีกก็เลยพากันชิบหายกันไปใหญ่ในนรก นรกก็ยิ่งลึกกันไปใหญ่ เพราะฉะนั้นอาตมาไม่ได้เข้าใจอย่างที่เขาเข้าใจ อาตมาเข้าใจถูก อาตมาจึงต้องมาทำสิ่งที่ถูกซะ ส่วนเขาจะว่าเป็นความเข้าใจของเขา ถ้าเขาฟังธรรมด้วยดี สุสสูสังลภเตปัญญัง เขาก็จะได้ปัญญา แต่เขาฟังไม่ดี ตั้งจิตไว้ผิดก็ยิ่งไปใหญ่ ยึดมั่นถือมั่นว่าเราไม่ใช่อย่างที่เขาว่ามา เป็นความเห็นผิดที่หนักหนาสาหัส เขาก็ยิ่งจะซวยมาก อาตมาก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร ก็ได้แต่แสดงธรรมและพูดไปด้วยความเมตตา ด้วยความสงสาร เห็นๆอยู่ พูดถึงพวกเราให้ชัดๆ ไปตำหนิเขาก็จะหาว่าเราปากจัด มาชมดีกว่า ชมก็ชมพวกเรานี่แหละ ชมโลกุตรธรรม ชมเนื้อหาสาระที่เป็นสัจธรรมของศาสนาพุทธ เราเป็นมนุษย์ชาวพุทธที่เกิดมาในยุคนี้ ยุคโลกุตรธรรมเสื่อม แล้วอาตมาก็เอาโลกุตรธรรมมาประกาศ พวกคุณมีดวงตา ชาวอโศกมีดวงตา ฟังเข้าใจรับได้ก็เลยเอาชีวิตมาสนใจ เป็นคนไม่เสียชาติเกิด แล้วมาเป็นคนมีศีล แล้วก็มาปฏิบัติอปันกะปฏิปทา 3 จนกระทั่งเกิดสัทธรรม 7 จนกระทั่งเกิดฌาน ฌานของพระพุทธเจ้าเป็นฌานวิสัยที่เป็นอจินไตย ไม่ใช่ฌานนั่งหลับตาสะกดจิตที่เขาทำกันอยู่ทั่วไปเป็นเดียรถีย์หรือทางเถรสมาคมหรือวงการพระป่า ซึ่งออกนอกรีตหมดแล้ว ขอยืนยันว่าฌานหลับตาเป็นฌานนอกรีต เป็นฌานนอกพุทธ ไม่ใช่ฌานที่เป็นฌานวิสัย ที่เป็นอจินไตยที่เป็นพุทธวิสัย เป็นฌานวิสัยที่เป็นแบบโลกุตระของพระพุทธเจ้า นั่งหลับตานี้ไม่ใช่เลย อาตนาก็ต้องพูดย้ำเพื่อให้เขาได้ยินได้ฟังให้ได้ตรวจสอบ อาตมาใช้คำว่าท้าทายให้มาตรวจสอบเลย อาตมายืนยันว่าที่อาตมาพูดอาตมาตำหนินี้ตำหนิถูกว่าคุณผิด ไม่ได้ตำหนิผิดว่าคุณถูก แต่ตำหนิถูกแล้วว่าคุณนั้นผิด ขอยืนยัน ที่อาตมาพูดอยู่นี่อาตมาเกิดมาเห็นความเสื่อมของศาสนา หรือจริงๆแล้วอาตมาได้ยืนยันแล้วว่าอาตมาเป็นคนมากอบกู้ศาสนาพุทธคืนมา ในยุคนี้ เอาโลกุตรธรรมขึ้นมาสถาปนาลงไปในมนุษย์ได้ จนเกิดกลุ่มหมู่มนุษย์ที่บรรลุโลกุตรธรรม เป็นสังคมสาราณียธรรม 6 นี่พูดยืนยัน อ้างอิงหลักธรรมพระพุทธเจ้าเลยนะ ทุกวันนี้พูดได้เต็มปากว่าทำได้สำเร็จ พวกคุณได้รับมรรคผลจึงได้อยู่รวมกันเป็นสังคมมนุษย์ที่อยู่กันอย่างสบาย คุณมาทุกคนอย่างอิสรเสรีภาพ. อาตมาไม่ไปหลอกลวง ไม่ได้ประเล้าประโลม ไม่ได้ปะเหลาะ พูดสัจธรรมแข็งๆด้วย พวกคุณก็เข้าใจ รับฟังได้แล้วเห็นดี จึงมาปฏิบัติศีลตามหลักปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ซึ่งก็คือกิน อยู่หลับนอน อปัณณกปฏิปทา 3 แปลง่ายๆว่า กินอยู่หลับนอน คือ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ แล้วก็ได้มรรคผล ได้ธรรมะเจริญ เป็นความเจริญอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา มี ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา เพราะจิตคุณได้รู้จักกิเลส จิตของคุณมีปัญญารู้จักกิเลส และทำให้ปัญญามีพลัง ปัญญามีอินทรีย์ มีพลัง มีฤทธิ์ กำจัดกิเลสไปได้ เพราะทำให้พลังจิตของคุณเป็นกำลัง เป็นกำลังปัญญาขึ้นมา เป็นอินทรีย์ของปัญญา เป็นพละกำลังของปัญญา มันจึงมีฤทธิ์มีอำนาจทำให้กิเลสลดลงๆๆๆได้ นั่นคือการเกิด ฌาน ฌาน ไม่ได้ไปนั่งหลับตาสะกดจิตดับไม่รับรู้ ฌาน ที่มีความตื่นยิ่งมีปัญญามีความรู้ที่ชัดเจนกระจ่างแจ้งขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วมันทำกิเลสลดลงไปจิตใจก็ยิ่งกระจ่างใสประภัสสร. ขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนี้คือคุณลักษณะของฌานศาสนาพุทธ ไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิตแล้วทำให้เป็น อสัญญีสัตว์ ให้จิตมันไม่กำหนดแล้วรู้ ให้จิต มันไม่มีความรู้สึก เวทนาก็ดับ สัญญาก็ดับ สัญญาก็เป็น อสัญญีสัตว์ เวทนาก็เป็นเวทนาดับ ไม่รับรู้สึกอะไร เป็นพรหมลูกฟัก เป็นเหมือนก้อนดินก้อนหินอะไรอย่างนี้ แต่ที่จริงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก มันก็สงบระงับลงไปเหมือน อาฬารดาบส อุทกดาบส ได้แต่ความชิบหายแล้วหนอที่พระพุทธเจ้าต้องอุทานว่าไปทำผิดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้จัก ฌาน ไม่รู้จักตั้งแต่ไปหลับตา หลับตาแล้วไม่มีคำว่ากาย กาย ต้องมีภายนอก ไม่ขาดภายนอกภายใน กายต้องมี 2 สภาวะ ต้องมีทั้งภายนอกและภายในเสมอทำงานร่วมกันเรียกว่าอายตนะ ภายในกับภายนอกมีรูปกับนามแล้วมีอายตนะ แล้วต้องมีผัสสะเสมอ แล้วอายตนะนั่นแหละเมื่อคุณมีปัญญาชำแรกลงไป เรียนรู้ก็จะรู้เป็นเวทนาแล้วก็แจกเวทนาออกเป็นถึง 108 ได้ แจกเวทนาไปถึง 108 ตั้งแต่เวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เวทนา 108 อาตมาไม่ได้พูดด้วยบัญญัติภาษาเท่านั้น อาตมาพูดนั้นอาตมาเอาสภาวะเป็นตัวตั้ง แล้วอธิบายออกไป เอาสภาวะเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาพยัญชนะเป็นตัวตั้ง อาตมาต้องระลึกเอาสภาวะก่อน แล้วค่อยมาระลึกเอาพยัญชนะมาแปะทีหลังแล้วพูด บางทีก็สับสนพยัญชนะหรือบางทีก็ระลึกพยัญชนะไม่ออก แต่สภาวะอาตมามีครบ จึงอธิบายรายจละเอียดของสภาวะได้ เพราะฉะนั้นคำว่านิกายคือ ผู้ที่ไม่รู้ต้นเลยตั้งแต่คำว่ากายมันมีภายนอกด้วยภายในด้วย เป็นกระดุมเม็ดแรกที่ผู้เข้าใจไม่ได้แล้ว ผู้นี้ก็คือผู้ไม่พ้นสักกายทิฏฐิ สังโยชน์ข้อที่ 1 เป็นกระดุมเม็ดแรกของศาสนา ผู้เข้าใจหรือพ้นสักกายทิฏฐิ เข้าใจคำว่ากายแล้วต้องมาดูที่ตัวเอง การศึกษาต้องมาเรียนที่ตัวเอง ถ้าพ้นตัวนี้ไม่ได้ ผิดตั้งแต่ตัวนี้เริ่มต้นก็ไม่ได้เลย อีกอันที่ 2 ที่จะต้องแยกกายแยกจิต เพื่อที่ให้ผู้ที่จะศึกษาไปนิพพานจะต้องแยกกายแยกจิต ให้รู้ว่ากายกับจิตนั้นเมื่อใดมีกาย จิตของเราทำให้ไม่มีกายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า จิตกับกายมันไม่มี มันมีกายกับจิต แต่เราทำใจในใจ มนสิการทำแต่แค่ใจในใจเท่านั้น ให้มันไม่มีกาย คำว่าไม่มีกายคำนี้คือไม่ให้มันมีกายที่แยกเข้าไปถึง เจตสิก กายิกเจตสิก กับ เจตสิก มันมีกายกับเจตสิก แยกกายเป็นเจตสิกก็คือ แยกตัวปฏิบัติจริงคือ ตัวเวทนาเป็นกรรมฐานของพระพุทธเจ้า เพราะเวทนาเป็นตัวแท้ของความสุขความทุกข์ เวทนาคือความรู้สึกหรืออารมณ์ที่มันรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ตัวนี้เป็นอริยสัจต้องเรียนรู้ว่ามันเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นอาริยะเป็นผู้ประเสริฐเป็นผู้ฉลาดแล้วก็จะเรียนรู้ที่เวทนานี้ได้ว่าเป็นอาการหรือว่าเป็นความรู้สึก ว่ามันเป็นทุกข์ อ่าน อาการ ลิงค นิมิต ของมันได้คือจับสภาพของมันได้ว่าอาการนี้คืออาการทุกข์ แล้วคนที่มิจฉาทิฏฐิก็ไปหลงความทุกข์ว่าเป็นความสุข นี่คือพวกวิปลาส เพราะว่าสุขกับทุกข์นั้นมันตัวเดียวกันมันเป็นอารมณ์ ถ้ามันเป็นอารมณ์สุขมันก็คือมายามันหลอก แต่ที่แท้มันเป็นตัวทุกข์ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป แต่คนวิปลาสก็ไปหลงความทุกข์ว่าเป็นความสุข แล้วก็ไปยึดความสุขให้มันเที่ยง ก็เป็นความวิปลาสตัวต้นเลย มันไม่เที่ยง สุขมันก็ไม่เที่ยงแต่ไปยึดว่าให้มันเที่ยงจะต้องเป็นสุขตลอดกาล ตั้งแต่จตุมหาราช จนดาวดึงส์ จนถึงยามา จตุมหาราชคือ ข้าจะต้องแย่งชิง ข้าจะต้องประหัตประหารเอาจากคนอื่นให้ได้ เป็นจอมยักษ์จอมมารเป็นนักรบใหญ่ถือดาบถือง้าวถือหอกมีเขี้ยวมีตาโปนเอาไปแย่งในโลกโลกีย์ แย่งได้มาก็เป็นดาวดึงส์ เป็นภพลวงเป็นภพหลอก. เป็น ตาวติงสา เป็น อาการที่ 33 ซึ่งจริงๆแล้วในภพมันมีแค่อาการที่ 32 คือทวัตติงสา มันไม่มีดาวดึงส์ไม่มีอาการ 33 ที่เป็นการหลอกลวง แล้วต้องการให้เป็นสุขยาวนานคือยามา ได้ยาวนานยามหนึ่งก็คือ 3 ชั่วโมง ก็จะได้ให้หลายๆยามเป็นยามต้นยามกลางยามปลายให้มันสุขต่อกันไป ซึ่งมันไม่ได้มันไม่เที่ยง แต่คุณก็จะพยายามดึงดันให้เป็นยามา ให้เป็นดาวดึงส์เป็นสุขนี่แหละ เป็นตัวหลอกตัวปลอมเป็นมายาในการจะเอาความสุขนี่แหละให้เป็นยามา เขาจะให้พัก กูก็ไม่พัก จะให้ดุสิตก็ไม่พัก ดุสิตแปลว่าเย็น ก็ไม่เอาดันทุรังต่อไปเลยสร้างขึ้นจะเอาต่อไปอีกเป็นนิมมานรดี ก็เลยยิ่งไปภพซับซ้อนเนรมิตขึ้นมาหลอกตัวเอง เก๊แล้วเก๊อีก เรียกว่า นิมมานนรดี ยังไม่พอ ใครๆมาเห็นตามโง่ตามก็ช่วยกันมา ปรินิมมิตวสวัตตี สร้างให้เป็นกำลังใหญ่เป็นพญามารยิ่งใหญ่ที่สุดเป็น ปรินิมมิตวสวัตตี ทำนรก ให้ใจตัวเองซับซ้อนไป ฟังให้ดีนะ ไอ้คนที่ไม่รู้จักสวรรค์เก๊ของเก๊ทั้ง 6 แล้วก็ไปหลงสวรรค์คุณก็มีภพ เพราะศาสนาพุทธท่านมาสอนให้รู้จักสวรรค์รู้จักนรก แล้วไม่เอาสวรรค์นั่นแหละยิ่งตัวหลอกซับซ้อนยิ่งเป็นมายาเป็นนรกในเมืองมายา มันเป็นนรกชัดๆ 6 ชั้นนั้น ศาสนาพุทธจึงไม่เอาแล้วทั้งนรกและสวรรค์เลิก แต่ศาสนาพุทธนั้นมันเสื่อมก็ไปหลงสวรรค์ กันอยู่นี่ศาสนาก็สอนแต่ให้ทำบุญทำทานให้เกิดภพชาติเกิดสวรรค์อะไรอยู่ เป็นสวรรค์ดาวดึงส์ สวรรค์มีสุข หลงความสุขเป็นสุขนิยมเหมือนกับเทวนิยมเขา ที่เป็นสุขนิยม แล้วเมื่อไหร่คุณจะหลุดพ้นสักที บวชมาตั้งอกตั้งใจน่าสงสารอยากจะได้นิพพาน อยากจะหลุดพ้น แต่คุณก็โง่งมงายสร้างภพชาติให้แก่ตัวเองวันแล้ววันเล่าได้ลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข เป็นโลกีย์อยู่อย่างนั้น ไม่รู้จักกายไม่รู้จักจิต พูดแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรให้ฟื้น อาตมาก็ไม่เสียหลายหรอกพูดไปแล้วยังมีพวกคุณเข้าใจ แล้วก็มาฝึกฝนปฏิบัติได้มรรคได้ผลตาม ฟังธรรมะให้ดีจะเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆว่าอาตมาพูดถูก เพราะว่าสังคมที่บรรลุมรรคผลจริงๆมีแต่สังคมชาวอโศกนี่แหละ นี่ขอยืนยันนะอาตมาไม่ได้พูดหลอกลวง ไม่ได้พูดประเล้าประโลมปะเหลาะ ไม่ได้พูดผิดด้วย พูดผิดมันบาป อาตมาพูดถูกต้อง ในเถรสมาคมนั้น หาได้ยากจนกระทั่งเรียกว่าไม่มีเลยที่จะถูก อาตมาก็ขอใช้คำว่าหาได้ยากก็แล้ว จะบอกว่าไม่มีเลยนั้นเพราะอาตมาก็ไม่ได้รู้จักละเอียดลออไปทั้งหมด อาจจะมีผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิอยู่บ้าง หรือมีส่วนที่เป็นอาริยะบุคคลบ้าง เป็นโสดาบัน สะกิดทาคามี อนาคามีได้บ้าง แต่มันไม่ง่ายนะที่จะเป็นโสดาบัน จิตเข้ากระแส ตั้งแต่ โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม จนถึง สัมโพธิปรายนะ ก็คือจะต้องมีถึง 4 ส่วนก่อนเรียกว่า โสตาปันนะ คือ รู้จัก ทุกข์ รู้จักเหตุแห่งทุกข์ รู้จักการดับความดับทุกข์ อาการของการดับทุกข์ รู้จักวิธีการทำให้ดับทุกข์ โสดาบันก็ต้องเริ่มรู้อันนี้ก่อน จะรู้ความทุกข์ก็ต้องรู้จักจิตเจตสิกของตัวเองว่าความทุกข์มันเป็นอาการยังไง แล้วคุณก็ต้องรู้ว่าอาการของจิตของคุณมันเป็นยังไง มันเป็นอย่างนี้หรือมันเป็นอาการอย่างนี้คือความทุกข์และไปหลงว่ามันเป็นสุข รู้ว่ามันเป็นมายามันหลอกเราอยู่ ที่จริงมันเป็นผีเป็นซาตานมาหลอก แต่เราไปเห็นว่ามันเป็นอารมณ์สุข มันหลอก ผีมันเป็นมาหลอกว่าเป็นอารมณ์สุข ที่แท้มันเป็นทุกข์ อันเดียวกัน มันอันเดียวกันทุกข์กับสุข ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป เพราะฉะนั้นอริยะจะเห็นทุกข์ ความสุขไม่มีหรอก ความสุขมันเป็นตัวมาร ตัวซาตาน ตัวผีหลอก เพราะฉะนั้นคนที่จะหลงสุขกันอย่างเทวนิยม ไม่มีทางที่จะขึ้นมาได้ ศาสนาเทวนิยมไม่มีทางจะรู้จักสุขทุกข์ เขาเรียนรู้ได้แต่ดีแต่ชั่วที่เป็นสมมุติในโลกเท่านั้น แล้วเขาก็อาศัยอันนั้น เป็นศาสนาทุนนิยมเป็นศาสนาอยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่เขาก็พยายามนะ ศาสนาทางโน้นเขาก็พยายามจะมาเป็นคนจน มาเป็นคนทิ้ง ลาภยศ บางคนก็พยายามที่จะทิ้ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) เขาก็พยายามเหมือนกัน แต่เขากำหนดไม่ถูก มันสัมมาทิฏฐิไม่สมบูรณ์ มันไม่เป็นปัญญา มันไม่เป็นปัญญาเพราะมันยังไม่ได้เริ่มต้นตั้งแต่ปัญญาข้อที่ 1 เขาไม่ได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัส เขาไม่ได้ฟังสัตบุรุษพูด เขาไม่ได้ฟังสัมมาทิฏฐิจากผู้ที่สัมมาทิฏฐิ แม้จะได้ยินได้ฟังแล้วปัญญาข้อที่ 2 ก็ต้องมาฟังแล้วฟังอีก ฟังแล้วฟังอีกในปัญญาข้อที่ 2 เข้ามาถามไถ่มาซักไซร้ไล่เรียงเรียนรู้แล้วเรียนรู้อีก จึงจะค่อยๆเข้าใจขึ้นเรื่อยๆ จึงจะเกิดหิริโอตตัปปะสูงขึ้นเรื่อยๆ พอสำนึกแล้วจะรู้สึกตัว ตายๆๆๆทำทุกข์อย่างแรงกล้าเลย แต่ก่อนที่เราเข้าใจผิด เห็นหัวเป็นตีนเห็นตีนเป็นหัวเลย ตีลังกากลับเลย จะรู้อย่างนั้นเลยจริงๆจะเห็นตรงกันข้ามที่เป็นสัจจะความเป็นจริง จะรู้จริงๆแล้วเข้าใจ วูปสมะ ความสงบในปัญญาข้อที่ 3 จึงจะรู้ถึงความสงบ 2 อย่าง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... จะรู้จัก ความสงบ 2 อย่าง สมณะเดินดิน... วันนี้ได้อ่านใน Facebook ของดร.แสวง รวยสูงเนิน บอกว่าคนเราจะเลือกเอาระหว่าง ฌานหลับตากับลืมตา ควรจะเลือกแบบไหน ถ้าฌานหลับตา คนเราต้องหยุดคิดหยุดพูดหยุดทำ หยุดทำมาหากินทั้งหมด แต่ถ้าเป็น ฌานลืมตา ก็ยังคิดได้พูดได้ ทำได้ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังมีความคิดพูดทำได้อยู่ เขาไม่ได้มาเจอพวกเรามานานแล้วก็ยังมีสัมมาทิฏฐิเข้าใจได้ เห็นพวกเราทำงานทำการทำงานอยู่แต่ก็มีความสงบในตัว เคยเห็นพวกสายวัดป่ามานั่งหลับตาฟังธรรมพวกเราเดี๋ยวก็พลิกไปพลิกมา แต่รู้สึกพวกเราดูเหมือนทำงานทำการวุ่นแต่ก็ฟังธรรมกันอย่างสงบ ฟังธรรมกันอย่างที่พ่อครูบอกว่า ที่นี่เหมือนไม่มีคนเลยทั้งที่อยู่กันเป็นร้อยเป็นพันเป็นความสงบ 2 อย่าง ที่พระพุทธเจ้าบอกว่าวิเศษกับความสงบทั่วไป พ่อครูว่า... ขยายความคำว่าสงบ 2 อย่างให้ฟัง พยายามจะพูดให้ง่ายๆ ความสงบ 2 อย่างที่เข้าใจนี้ ความสงบอย่างที่เป็นโลกุตระ เป็นฌานวิสัย ของพระพุทธเจ้าที่เป็นอจินไตยกับความสงบแบบฤาษี ความสงบแบบ เดียรถีย์ โลกียธรรมดา คือเป็นความสงบที่เขาเอาตื้นๆอย่างความเคลื่อนไหวมันมีหรือไม่มี เป็นความเคลื่อนไหวทางการกระทำทางกายกรรม กายกรรมไม่เคลื่อนไหว เขาก็เลยไปนั่ง นั่งนิ่ง หรือบางทีไม่นั่งก็นอนทำสมาธิ หยุดนิ่งหยุดการเคลื่อนไหว หยุด อิญชนะ (การเคลื่อนไหว) เดี๋ยวนี้เขาไม่พูดถึงอิญชนะ เขาไม่เข้าใจ ไม่ระวังระแวงด้วยว่าสงบก็คือหยุด สงบที่เขาเข้าใจกันแค่ตื้นๆเขาเข้าใจว่าแค่ไม่เคลื่อนไหวกาย พูดก็พูดให้เบาๆน้อยๆหรือนิ่งๆไม่พูดเลย ไม่เคลื่อนไหวทางวาจา หนักเข้าก็ไม่เคลื่อนไหวทางจิต ให้สงบ แล้วเขาก็ว่าเขาอ่านอาการ กาม ปฏิฆะ ที่มันเกิดในจิตซึ่งมันเป็นสัญญาไม่ใช่เป็นกรรมที่จริง ปฏิฆะที่จริง ที่เกิดการกระทบสัมผัสใน กามาวจร เพราะเขาไปนั่งหลับตาอยู่ใน รูปภพ อรูปภพ แล้วเขาก็เข้าใจอีกแหละว่าเขาจะทำให้มันนิ่งลึกเข้าไป ให้หยุดนิ่งไปเลย นี่แหละคือสงบ เขาเข้าใจอย่างนี้กันเลยนะมากกว่ามากเลย โดยเฉพาะสายเทวนิยม แม้แต่อินเดียเองเดี๋ยวนี้ เป็นฤาษีกันทั้งนั้น อินเดีย ไม่มีโลกุตรธรรมนะ ไม่มีใครสอนโลกุตรธรรม เป็นฤาษีทั้งนั้น เป็นพวกนอกรีตทั้งนั้น โดยฉะนั้นในเมืองไทยนี่ก็เถอะ แยกไม่ได้ ทำความสงบที่มันสงบเพราะ จิตมันแคล่วคล่อง จิตมันตื่น จิตมันสว่าง จิตมันแจ่มใส ไม่ใช่จิตที่ยิ่งหรี่ยิ่งหลบยิ่งหลับ ไม่ใช่ มันยิ่งตื่น ยิ่งแจ่มใส ยิ่งกระปรี้กระเปร่าเพราะอะไร เพราะกิเลสมันออกไป ทำให้กิเลสตัวขุ่นมัว ตัวหมอง ตัวที่ทำให้ยิ่งมืดบอดนั้นมันลด มันลดค่าลงเรื่อยๆ กิเลสนี้มันหมดไปจิตมันก็ยิ่งตื่นใสสะอาด บริสุทธิ์จากกิเลสไปเท่าไหร่ ปริสุทธาจิตที่ บริสุทธิ์จากกิเลสก็คือ ปริสุทธามากยิ่งขึ้น ปริโยทาตา มันก็ยิ่งประภัสสรความฉลาดชนิดก็ยิ่งแจ่มใส สงบจากกิเลสจิตก็ยิ่งแจ่มใส ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ทำกรรม กัมมัญญาทุกอย่างที่เป็นกัมมันตะมันเป็นอัญญา มันพร้อมไปด้วยความฉลาดชนิดอัญญาปัญญา กำกับพร้อมไปตลอดเวลาเลย เพราะฉะนั้น ฌานหรือสมาธิ หรือจิตที่สงบของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ฌานที่คนนิ่ง ไม่ใช่ฌานแบบแข็งทื่อ แต่เป็นฌานที่ยิ่งมี กายปาคุญญตา มี จิตปาคุญญตา มีกายกรรม แคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว วจีกรรมก็แคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว มโนกรรมก็ยิ่งแคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว นี่คือสัจจะสุดยอด ซึ่งผู้ที่ไม่มีภูมิปัญญา เพราะความเข้าใจไม่มี เป็นภาษาสิริมหามายา เป็นภาษาที่ซับซ้อน ทำไมยิ่งสงบยิ่งหยุด ยิ่งคล่องแคล่ว ยิ่งว่องไว เขาก็ไปเข้าใจว่าสงบคือหยุดคือนิ่ง คือไม่เคลื่อนไหว ซึ่งมันผิด มันไม่ใช่อย่างนี้เป็นต้น 660512 เมื่อเห็นค้านแย้งจากผู้สัมมาทิฏฐิย่อมคือผู้มีบาป พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก