แพ้- ชนะอยู่ที่ วิถีกรรม.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
แพ้- ชนะ อยู่ที่วิถีแห่ง “ กรรม ” สิ่งสุดสำคัญของพระพุทธเจ้าที่ท่านได้ตรัสรู้แล้ว ท่านจึงประกาศความจริงอันนี้ออกมา ก็คือ คนจะต่างกันบ้าง บางคนดีบางคนชั่ว บางคนร่ำรวย บางคนยากจนบางคนโง่บางคนฉลาด บางคนก็พิการ บางคนก็สวยงาม แตกต่างกันไปหลากหลาย....... เกิดจากอะไร ???เมื่อท่านได้ตรัสรู้แล้ว จึงได้มาประกาศอันนี้ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากเลย เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ จึงได้ประกาศความจริงว่า คนเราไม่ได้มีชีวิตชาติเดียว ไม่ใช่ว่าชาตินี้ตายแล้วก็สูญ ไม่มีชาติต่อไปและก็ไม่มีเรื่องราวของคนๆนั้นต่อไป พระพุทธเจ้านั้นท่านตรัสรู้แล้วก็ได้ทราบความจริง จึงเอาความจริงนั้น มาประกาศเปิดเผย ยืนยันว่าคนเราไม่ได้เกิดชาติเดียว ต่างเกิดมานับชาติไม่ถ้วน แต่ละคนๆ นี่ ไม่ว่านั่งกันอยู่ที่นี่หรืออยู่ที่บ้านอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ในโลกที่เป็น “ คน ” อย่าว่าแต่คนเลยแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ต่างก็พากันเวียนว่ายตายเกิด บางชาติเวียนไปเกิดเป็นเดรัจฉาน เป็นหมู หมา กา ไก่ เป็นวัว เป็นควาย เป็นช้าง เป็นม้า อะไรต่างๆ นานาได้ อันนี้เป็นการตรัสรู้สัจธรรมหรือตรัสรู้ความจริง พระพุทธเจ้าได้บรรลุธรรมที่รู้แจ้งเห็นจริง มี “ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ” คือมีญาณที่สามารถระลึกชาติ เรียกว่า สามารถย้อนความจำ หรือสามารถย้อนสิ่งที่มันสั่งสมอยู่ในจิตวิญญาณ อยู่ในอาตมันหรืออยู่ในอัตภาพ คนเรามีอัตภาพคือจิตวิญญาณ จิตวิญญาณเป็นอัตภาพของแต่ละคนๆ เป็นของของตน ถ้าแปลเป็นไทยเรียกว่าอัตตา แปลว่า ตัวตน ตัวเรา ตัวเรามีอะไรเป็น สมบัติของเรา ๆ ? มีจิตวิญญาณ ที่เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ซึ่งจิตวิญญาณ ไม่มีรูปร่าง แต่ว่าเป็นลักษณะหนึ่งของใครก็ของมัน เมื่อได้จุติ เมื่อได้รวมตัวเป็นอัตภาพขึ้นมาแล้ว เป็นจิตเป็นวิญญาณดวงหนึ่ง เป็นอัตภาพหนึ่ง หรือเป็นคนคนห
อ่านต่อ
นึ่ง บางทีก็เวียนวนมาเป็นสัตว์โลก เป็นสัตว์เดรัจฉานไม่ใช่คน ก็ได้ อย่างที่อาตมากล่าวมาแล้ว ก็ขอไขความตรงนี้ก่อนว่า ความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว เป็นความจริงข้อหนึ่งประเด็นหนึ่งคือ เราไม่ได้เกิดมาชาติเดียว แต่ละคนๆ ไม่ได้เกิดมาชาติเดียว เกิดมานับชาติมาไม่ถ้วน ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย แล้วเกิดแล้วตาย หมุนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสาร เรียกว่าความวน วัฏฏะสงสารในมหาเอกภพนี้ วนเวียนไปตายแล้วเกิดเกิดแล้วตายนับชาติไม่ถ้วน *1 บางชาติเกิดไปเป็นคนดีคนฉลาด บางชาติเกิดไปเป็นคนโง่ เกิดไปเป็นคนขี้เหร่ บางชาติเกิดไปเป็นคนสวยงาม บางชาติเกิดไปเป็นคนร่ำรวย บางชาติเกิดไปเป็นคนจน บางชาติเกิดไปเป็นคนตกทุกข์ได้ยากทรมานมากมาย บางคนเกิดมาแต่ละชาติเป็นสุขสบายมีอยู่มีกิน มีคนรองรับมีคนช่วยเหลือ มีอะไรต่างๆ นานา แตกต่างกันไปสารพัดสารเพมากมาย สิ่งที่ท่านตรัสรู้เหล่านั้น เกิดจาก “ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ” ซึ่งเป็นภาษาวิชาการ แปลว่าการระลึกชาติ การระลึกของเก่าของตน แต่ละคนๆ ที่ ผ่านกาลเวลามา ชาติแล้วชาติเล่าร้อยปีสองร้อยปี ห้าร้อยปี พันปี หมื่นปี แสนปี ล้านปี ทั้งในโลกใบนี้ก็ตาม ในโลกใบอื่นอีกก็ตาม ถ้าพูดไปแล้วมันจะกว้างไกลก็ขอกำหนดเขตตีกรอบไว้ พูดแต่เฉพาะในโลกใบนี้ มีส่วนที่พอจะพูดกันได้ หลายอย่างเกินที่ประวัติศาสตร์จะบันทึกได้ หรือไม่มีประวัติศาสตร์บันทึกให้เราได้รับรู้ *1 จากพระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๖ ข้อที่ ๔๔๗-๔๔๙ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้ยังมีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โลหิตที่หลั่งไหลออกของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมาซึ่งถูกตัดศีรษะโดยกาลนานนี้ กับน้ำใน มหาสมุทร ทั้ง๔ สิ่งไหนจะมากกว่ากันภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายย่อมทราบธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า โลหิตที่หลั่งไหลออกของพวกข้าพระองค์ผู้ท่องเที่ยวไปมา ซึ่งถูกตัดศีรษะโดยกาลนานนี้แหละมากกว่า ส่วนน้ำใน มหาสมุทร ทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย ดังนี้ ฯ [๔๔๘] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูกละๆ พวกเธอทราบธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ ถูกแล้ว โลหิตที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมาซึ่งถูกตัดศีรษะโดยกาลนานนี้ นี้แหละมากกว่า ส่วนน้ำใน มหาสมุทร ทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลยเมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นโค ซึ่งถูก ตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำใน มหาสมุทร ทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย เมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นกระบือ ซึ่งถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า ... เมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นแกะ ... เกิดเป็นแพะ ... เกิดเป็นเนื้อ ... เกิดเป็นสุกร ... เกิดเป็นไก่ ... เมื่อพวกเธอถูกจับตัดศีรษะโดยข้อหาว่า เป็นโจรฆ่าชาวบ้านตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า ... ถูกจับตัดศีรษะโดยข้อหาว่าเป็นโจรคิดปล้น ...ถูกจับตัดศีรษะ โดยข้อหาว่าเป็นโจรประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่น ตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า น้ำใน มหาสมุทร ทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ... พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ [๔๔๙] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างพอใจชื่นชมภาษิตของพระ ผู้มีพระภาค เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุชาวเมืองปาวาประมาณ ๓๐รูป พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ฯ พระพุทธเจ้าท่านสามารถย้อนกาล ระลึกความรู้ย้อนความจริง ไม่ใช่นิยาย ไม่ได้เป็นเรื่องเพ้อฝัน ย้อนความจริงเท่าที่ท่านได้เกิดได้ผ่านมา ที่ท่านเคยเป็นเคยอยู่แต่ละชาติๆ ของท่าน อย่างวัน วิสาขบูชา ในวันเพ็ญเดือนหกที่พระพุทธเจ้าท่านนั่งอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ ถ้าใครศึกษาประวัติพระพุทธเจ้ามาบ้างก็จะคงได้อ่านได้รู้ พระพุทธเจ้าท่านนั่งอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ แล้วก็ทรงบำเพ็ญเข้าฌานจิตเป็นเอกัคคตาแล้วก็ย้อนระลึกชาติ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วก็ย้อนระลึกชาติไป ย้อนไปสิบชาติ ร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ หลายแสนชาติ เป็นล้านๆ ชาติ จนกระทั่งนับชาติไม่ถ้วน *1 เป็นกัปบ้างไม่เป็นกัปบ้างเรียกว่า วิวัฏฏกัป (ระยะกาลที่โลกกลับเจริญขึ้น) สังวัฎฎกัป (ระยะกาลที่โลกเสื่อมลงจนถึงวินาศ) ท่านย้อนระลึกไปแต่ละชาติๆ ท่านเกิดเป็นอะไรบ้าง แล้วแต่ละชาติที่เกิดนั้นได้พบอะไร พบใคร ในโลกยุคนั้นมีอะไรพบอะไร เป็นอย่างไร แม้แต่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เกิดเป็นคนในชาติปางต่างๆ เกิดดี เกิดชั่ว เกิดตกต่ำ เกิดได้ดี เกิดฉลาด เกิดโง่ เกิดอะไรต่างๆ อย่างที่กล่าวไปบ้างแล้วนั้น ท่านก็ตรวจความจริงจากที่ท่านเคยผ่านเคยพบจากสัญญาเก่า หรือจากความจำเก่า หรือจากฮาร์ทดิสที่ท่านบันทึกไว้ แต่ละคนบันทึกไว้ทั้งนั้นแหละ คุณทั้งหลายที่นั่งอยู่ขณะนี้มีจิตวิญญาณบันทึกความจำเรียกว่า “ สัญญา ” บันทึกไว้ทุกคนเหมือนกับฮาร์ทดิสของคอมพิวเตอร์ บันทึกไว้ในนั้นทั้งนั้นแหละ คุณจะรับรู้คุณจะตั้งใจจำหรือไม่ตั้งใจจำก็ตามมันบันทึกไว้ทั้งสิ้นเลย เฉพาะแค่สามัญสำนึกคุณจะนึกไม่ออกหรอกว่า คุณเคยเกิดเคยผ่านเคยเป็นอะไรมา คุณนึกไม่ออกหรอก แต่ในตัวอัตภาพในตัวจิตวิญญาณของเรา มันมีสัญญา มันมีฐานความจำที่บันทึกอะไรต่างๆ ของเราที่ผ่านมา มันบันทึกไว้หมด ไม่ตกหล่นเลย แต่คุณไม่มีความสามารถย้อนระลึกเข้าไปรู้ความจริงนี้ได้ (มีบุพเพนิวาสานุสติญาณดังกล่าวแล้ว) ถ้าคุณมีความสามารถที่จะฝึกฝนแล้วก็สามารถระลึกย้อนกาล ระลึกไปรู้ความจริงที่ตนเองได้ผ่านสิ่งต่างๆมา แต่สิ่งที่เราไม่เคยผ่านมาเราย้อนกาลไปไม่ได้นะ เพราะเราไม่ได้ผ่านพบ บางกาละที่เราไม่ได้เกิดเราก็ไม่รู้ เราไม่เคยไปเป็นไปผ่านมา เราก็ไม่มีความจำ เราไม่เกี่ยวข้องไม่ได้ไปสัมผัส เราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ มันก็ไม่มีอะไรเกิดมาให้ระลึก ๆ อย่างไรก็ระลึกไม่ออก แต่ถ้าเราได้สัมผัสได้ผ่านมา มันจะจดบันทึกเป็นความจำไว้หมด แม้เราไม่ตั้งใจจำ แม้ว่าขณะนี้เรายังระลึกไม่ได้แต่มันก็มีอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเรามาฝึกฝนจิต ฝึกฝนทางธรรม ฝึกฝนแล้วก็หัดระลึกชาติ ฝึกย้อนระลึกกาล หรือจะไม่ฝึกก็ตาม ถ้าคุณปฏิบัติธรรมจนมีคุณสมบัติบรรลุธรรมไปได้สูงในระดับหนึ่ง คุณจะมีความรู้ความสามารถนั้นย้อนระลึกชาติได้เอง ระลึกได้ว่าเราเกิดมาเท่านั้นเท่านี้ก็เป็นไปตามบารมี เป็นไปตามความจริงที่เราได้ตามความสามารถนั้นๆ ของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน ซึ่งมีรายละเอียดอีกเยอะ ที่ซับซ้อนมาก คำนวณเป็นสูตรสำเร็จไม่ได้ง่ายๆ พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า “ อจินไตย ” แปลว่า มันคิดไม่ออกว่าสูตรนี้มันคืออะไร จะเอามาเป็นสูตรสำหรับจะไขคำตอบไม่ได้ อจินไตย แปลว่า เกินกว่าคิด เกินกว่าจะเฉลยคำตอบได้ แต่ความจริงมันมีจริง เพราะฉะนั้นถ้าใครสามารถบำเพ็ญประพฤติปฏิบัติได้ ไปจนกระทั่งถึงเหตุปัจจัย มีครบพร้อม มันก็จะทำให้เราระลึกได้รู้ได้ ขออภัยที่อาตมาจะบอกว่า แม้แต่อาตมาก็สามารถทำได้ระลึกได้บ้าง ไม่มากนัก ไม่มากมายเหมือนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านระลึกได้มากมายจริงๆ อาตมานี้ระลึกได้ไม่มากนักเท่าที่บำเพ็ญมา มีบารมีเท่านี้ มีความสามารถเท่านี้ ก็จึงเห็นจริงเชื่อจริงว่าเป็นจริง ที่พูดไปนี่ไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรมอะไร แต่พูดไปบอกไปเพื่อยืนยันความจริงเท่านั้นว่า สามารถเกิดได้เป็นได้ในมนุษย์ มนุษย์ที่รู้กันเห็นกันนี่แหละ พวกคุณก็รู้จักอาตมา อาตมาก็เห็นพวกคุณ คุณก็เห็นอาตมา ก็เล่าสู่กันฟัง เปิดเผยสู่กันฟัง ไม่ได้มีจิตลามกอยากจะอวดโอ่ความเก่งความสามารถอะไร แต่ต้องการเปิดเผยความจริงสู่ฟัง อ้างอิงหลักฐานความจริงเป็น “ เอหิปัสสิโก ” เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ที่ทุกคนจะรู้ได้ด้วยตนเองเป็น “ ปัจจัจตัง ” เมื่อได้มาพิสูจน์ด้วยตนเอง แล้วตนจะรู้ได้ด้วยตนเองว่า ความจริงนี้เป็นไปได้จริง ไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน ไม่ใช่สิ่งที่เอามาหลอกมาลวงกัน ถ้าผู้ใดปฏิบัติธรรมอย่างถูกทาง ปฏิบัติธรรมอย่างมี “ สัมมาทิฏฐิ ” จะเกิดความรู้ยิ่งรู้จริง เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านทรงเป็น อย่างที่อาตมากล่าวแต่ต้นแล้วว่า เราเป็น “ คน ” เหมือนพระพุทธเจ้า เราจะปฏิบัติธรรม ให้มีคุณธรรม คุณสมบัติ มีความสามารถ ความเจริญ มีความวิเศษ เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเป็นท่านมีได้ โดยไม่สงวนลิขสิทธิ์ ทุกคนเป็นได้เหมือนกัน เพราะเป็นคนเหมือนกัน ที่อาตมาย้ำตรงนี้ย้ำว่าเป็นคนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเมื่อท่านดีได้ ท่านสามารถบริสุทธิ์ศีล ๕ ได้ เราก็ย่อมบริสุทธิ์ศีล ๕ ได้ คนสามารถมีศีล ๕ คือศีลพื้นฐาน เป็นศีลเบื้องต้นต่ำที่สุดแล้วของคนในศาสนาพุทธ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ไปผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด ไม่ดื่มเหล้า ศีลทั้ง ๕ ข้อนี้เป็นบาปสมาจาร คือเป็นสิ่งที่ไม่ดี ถ้าเราประพฤติอย่างนั้น เป็นความประพฤติที่ไม่ดี เมื่อสั่งสมความไม่ดีนั้นลงไปในตัวเรา มันก็จะกลายเป็นสมบัติของเรา ที่จะนำพาเราเกิด นำพาเราเป็นไปในชาติต่อๆ ไป สิ่งที่เราปฏิบัติหรือ กรรมที่เรากระทำนั่นแหละเป็นสมบัติที่จริง ฆ่าสัตว์เป็นกรรม ลักทรัพย์หรือว่าขี้โกงเขา ทุจริตเขาเป็นกรรม กรรมชั่วทั้งนั้นแหละ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดผัวเขาเมียใครพูดปด เป็นกรรมชั่วทั้งสิ้น กินเหล้าก็เป็นกรรมชั่ว เหมือนกันเท่ากัน ทั้ง ๕ กรรมนั่นแหละ นอกจากศีลเบื้องต้น ๕ ข้อ แล้ว ก็ยังมีศีล ๘ ศีล ๑๐ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โอวาทปาติโมกข์มีอยู่อีกเยอะแยะ ที่จะต้องงดเว้นออกมา แต่เราต้องปฏิบัติศีล ๕ ให้ได้ก่อนแล้วค่อยเพิ่มเป็นศีล ๘ ศีล ๑๐ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ค่อยมาว่ากัน เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนทุกคน เบื้องต้น เอาแค่ศีล ๕ ข้อนี่มาพิสูจน์ เมื่ออเริ่มต้นปฏิบัติก็เอา ๕ ข้อนี้ ให้ครบ กาย วาจา ใจ เราต้องพยายามปฏิบัติประพฤติจริง เพื่อปรับปรุงตนเอง จะได้สะสมทรัพย์ สะสมบุญบารมี สั่งสมอำนาจจิตให้แก่ตนเอง ซึ่งอำนาจนี้เป็นของตนเอง จะไม่มีใครบันดาลอำนาจนี้ให้แก่เราได้ ศาสนาพุทธไม่ได้คิดว่ามีพระเจ้าบันดาลอำนาจ ให้เราเก่ง ให้เราดี ให้เราประเสริฐ ให้เราร่ำรวย ให้เราจน ไม่ได้มีอำนาจเหล่านั้นบันดาล ศาสนาพุทธไม่ได้คิดอย่างนั้น พระพุทธเจ้านั้นตรัสรู้ว่า ตัวเราเอง เป็นผู้บันดาลตัวเราเอง ไม่มีเจ้ากรรมนายเวร ที่ใดๆ มาบันดาลเลย ถ้าพุทธศาสนิกชนไปเชื่อว่าเรานี่มีเจ้ากรรมนายเวรบันดลบันดาล ให้เราเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ถือว่าถูกครึ่งหนึ่ง ผิดครึ่งหนึ่ง ที่ว่าถูกคืออะไร ถูกคือสิ่งที่คุณเข้าใจว่ามีเจ้ากรรมดลบันดาล นั้นก็ใช่! แต่ถ้าคุณไปเข้าใจว่าเจ้ากรรมคือใครก็ไม่รู้ ที่มีอำนาจนอกตัวเรา ไม่ใช่เรา แล้วบันดาลให้เราเป็นไป หรือควบคุมชีวิตของเรา คอยบันดาลให้เป็นเช่นนั้น ให้เป็นเช่นนี้ แล้วเข้าใจว่านั่นแหละคือเป็นเจ้ากรรมของเรา ถ้าคิดเช่นนั้น ผิด นะ เพราะศาสนาพุทธนั้นไม่มีเจ้ากรรมนายเวรของเรา พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเรานี่แหละเป็นเจ้าของกรรมเรียกว่า “กัมมสก” เรามีกรรมเป็นของของตน เป็น “ กัมมสกตา” ตนทำกรรมอะไรไว้ กรรมนั้นจะเป็นผลเป็นวิบากเป็นทรัพย์ ที่จะพาเราเป็นไป เรียกว่า “กัมมโยนิ” กรรมนี้จะพาเราเกิด กัมมโยนิแปลว่าพาเราเกิด เราจะเกิดดีเกิดชั่ว เกิดรวยเกิดจน เกิดสุขเกิดทุกข์ร้อน เกิดฉลาดเกิดโง่อย่างที่กล่าวแล้ว กรรมของเราเองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นคำว่า “กรรม”หรือ เจ้ากรรมนั้น เรานี่แหละ!เป็นเจ้ากรรมของเราเอง ไม่มีกรรมของคนอื่นมาบันดาลเรา หรือเอากรรมของใครก็ไม่รู้ มีกรรมของคนนี้ท่านองค์นั้น แล้วมาบันดาลเรา ไม่ไช่...ไม่มี ! ของเราเองเท่านั้นบันดาลตัวเราเอง ! ถ้าเราทำกรรมดี สั่งสมกรรมดีมากๆ พลังหรืออำนาจกรรมดี ก็บันดาลให้ได้ดี เกิดดี บรรลุสิ่งที่ดี มีสิ่งที่ดีมาแต่เกิดด้วย มาตั้งแต่มียีนส์ของเราเลย อย่างนี้เป็นต้น เป็นของของเราเรียกว่า “กัมสกตา”และ เราต้องรับมรดกของเราด้วยเรียกว่า “กัมมทายาท ” ต้องรับมรดกของเราเอง ไม่รับก็ไม่ได้ด้วย เราทำกรรมชั่ว แล้วเราบอกไม่เอาล่ะ อันนี้เราไม่เอา โยนทิ้งหรือเอาไปแบ่งๆ ให้ใครๆ ซะ ไม่ได้ เราต้องรับกรรมของเราทุกชิ้นทุกอัน ไม่มีขาดหกตกหล่น ไม่มีระเหย ไม่มีระเหิด ไม่มีสูญหายไปไหน ต้องรับกรรมของเรา เป็นมรดกของเรา และกรรมของเรา ที่ทำชั่วทำดีนี่จะสังเคราะห์กันเอง จะบวกลบคูณหารกัน อย่างที่เราคิดไม่ออกนะ เรียกว่าอจินไตย เรานึกไม่ได้ หรือคิดไม่ออก จะบวกลบคูณหารกันอย่างลึกซึ้ง ซับซ้อน ทำลายน้ำหนัก ฆ่าฤทธิ์กันเอง บาปบุญ ชั่วดี สวยงาม โง่ ฉลาด อะไรก็แล้วแต่ มันบวกลบคูณหารกันเองเลย อย่างซับซ้อนลึกซึ้ง ละเอียดละออเกินกว่าคนจะไปจัดการ เกินกว่าคนจะเรียนรู้เอามาเป็นสูตรสำเร็จ แต่รู้ได้กว้างๆ สูตรกว้างๆ ก็คือ ดีชั่วนั้น จะลบล้างกันเองในตัวของตัวเองอย่างลึกซึ้งซับซ้อนมาก เพราะฉะนั้น “กรรมวิบาก” พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่าเป็น อจินไตย ที่เราไม่สามารถจะไปล่วงรู้วิธีการบวกลบคูณหารกันของมัน มันสังเคราะห์กันอย่างไร?? ถึงได้ออกมา และก็ได้กรรมเป็นชุดๆ แต่ละชุด ๆ ที่ได้นำพาเรามาเกิด อย่างคนเรามาเกิดแต่ละคนๆ มาเกิดด้วยกรรมของเราเองนะ เรียกว่ากัมโยนิ กรรมของเราที่พามาเกิดชุดหนึ่งไม่มาหมดนะ คุณยังมีกรรมชั่ว ยังมีกรรมดีอยู่อีกเยอะที่สั่งสมมาไม่รู้กี่ชาตินับชาติไม่ถ้วน และชาติเหล่านั้นบางกรรมยังตามไม่ทัน กรรมที่ตามไม่ทันเหมือนกรรมชั่วนี่ ยังตามไม่ทันเหมือนหมาไล่เนื้อ ถ้าหมาไล่เนื้อตามไล่เราทัน มันจะกัดขย้ำเราเอง ความชั่วนี่จะทำร้ายเราเอง ความชั่วจะพาเราทุกข์ร้อน ตกต่ำ พาเราทรมานทรกรรม ต่างๆ นานา เหมือนคนที่เกิดมาในโลกนี้ เราจะเห็นได้ในบางคน ต้องทุกข์ทรมานโดยไม่น่าจะอย่างนั้นเลย ต้องรับทุกข์ทรมานแสนสาหัส เป็นคนพิการบ้าง หรือไม่พิกลพิการแต่... โอโห้วิบากกรรมทุกข์ทรมานอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นก็ต้องเป็นต้องได้รับวิบาก ซ้ำเติมอย่างนั้นซ้ำเติมอย่างนี้ โอ้โฮ!..มากมายก่ายกองเลย อย่างที่เราเคยรู้ประวัติต่างๆ นิยายต่างๆ หรือเป็นของจริงนี่ล่ะที่เกิดอยู่ในโลก ในสังคมมนุษย์นี่มากมายนับชาติไม่ถ้วน มันเป็นของตนเองทำเองทั้งสิ้นเลย แล้วเราจะเวียนว่ายตายเกิดเป็นอย่างนั้นก็ได้ เลวร้ายกว่านั้น ทุกข์ร้อนกว่านั้น หยาบ หนักหนาสาหัสตกต่ำกว่านั้นก็ได้ ดี สูง ประเสริฐ สบายก็ได้ เราจะสามารถมีชีวิตในชีวิตหนึ่งๆ นี่ มีชีวิตอยู่ได้ด้วย ๒ อย่าง อย่างหนึ่งก็อยู่ได้ด้วยกรรมบันดาล กรรมพาเราเป็นพาเราไป เป็นกรรมเก่า เก่ากรรมพาเราเป็นพาเราไป ให้เป็นเช่นนั้น มีอำนาจบันดาลชีวิต ให้เราเป็นไป ๒.กรรมใหม่....................ฯลฯ......... (ช่วงนี้พ่อท่านไอ ประเด็นข้อ ๒ เลยหลุดไป ๆพูด กรรมใหม่ ในหน้า ๑๑ ) พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ความจริงนี้ แล้วเอามาประกาศสอนให้รู้ว่า ศาสนาพุทธนี่เชื่อกรรม ไม่ได้เชื่อสิ่งที่มีอย่างเทพเจ้าหรือพระเจ้า เป็นผู้บันดาลสั่งอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งคนไม่ค่อยรู้จักเทพเจ้าหรือพระเจ้าว่าเป็นรูปร่างยังไงอยู่ที่ไหน มีตัวตน มีลักษณะอย่างไร เป็นกลุ่มอำนาจจริงๆ อย่างไรนั้น ไม่ค่อยรู้แจ้งรู้จริงเท่าไหร่ ก็เลยเชื่อว่ามีพลังอะไรอันหนึ่งบันดาลแต่ละคนๆ อยู่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วจริง และรู้แจ้งในอำนาจบันดาลเหมือนกัน แต่อำนาจบันดาลนั้นไม่ใช่ผู้ใดมาบันดาลเรา ไม่ใช่เทพเจ้าหรือพระเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ขออภัยนะที่อาตมา บรรยายไปนี้ เป็นความรู้ของศาสนาพุทธ เพราะงั้นก็อาจจะไม่เหมือนกัน ก็ต้องขออภัยว่า ไม่มีใจที่จะไปลบหลู่เบ่งข่ม อันนั้นอันนี้ ต้องขออภัยอย่างยิ่ง ขอเปิดเผยความจริงใจอันนี้ไว้ก่อน อาตมาขอพูดถึงสัจจธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้นว่า พระพุทธเจ้าเป็นเช่นนี้ ท่านระลึกชาติได้ ท่านรู้ว่าท่านเกิดมากี่ชาติๆ ผ่านศาสนาต่างๆ ทั้งศาสนาอย่างเทวนิยม ศาสนาที่มีพระเจ้ามีเทพเจ้ามีอยู่เยอะ มีอยู่ประจำโลกประจำเอกภพ มีอยู่ตลอดกาลนานไม่มีสูญสิ้น ไม่มีเวลาว่าง โลกไม่มีเวลาว่างจากศาสนาที่มีพระเจ้าหรือ จากศาสนาเทวนิยม แต่ศาสนาที่เป็นอเทวนิยมอย่างศาสนาพุทธนั้น โลกมีช่วงว่าง มีวาระที่ว่าง คือในโลกยุคนั้น โลกไม่มีศาสนาพุทธ ไม่มีผู้มีความรู้ในศาสนาพุทธ เป็นโลกที่ว่างจากศาสนาพุทธนั้น มีในมหาจักรวาล ในโลกใบหนึ่งหมุนเวียนเกิดมานานนับไม่รู้กี่ล้านๆ ๆ ๆ ปีแล้วมีชีวะ มีมนุษย์ มีสัตว์โลกเกิดหมุนเวียนอยู่นี่ มีนักวิทยาศาสตร์พยายามประมาณว่าโลกใบนี้ เกิดมาหลายล้านๆๆ ปีแล้วเขาก็ว่ากันไป ประมาณกันถูกมั่งผิดมั่งก็ว่าไปเถอะนะ พระพุทธเจ้าเองท่านตรัสเลยว่าท่านไม่รู้ โลกนี้เกิดตั้งแต่เมื่อใดท่านไม่รู้จุดเริ่มต้น ท่านตรัสบอกตรงๆ เลยว่าท่านไม่มีความรู้เรื่องนั้น แต่ท่านก็บอกไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปรู้ รู้แต่สิ่งที่สำคัญที่มนุษย์ควรจะเป็นควรจะได้และเอามาใช้เป็นประโยชน์ตน เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อโลก เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ดินน้ำลมไฟ ต้นหมากรากไม้ อันนี้เป็นความจำเป็น เป็นความสำคัญ มาเรียนรู้อันนี้ แล้วทำอันนี้ให้ได้ เมื่อทำได้เท่านั้นจบแล้ว ส่วนเราจะสามารถหยั่งไปรู้ว่าโลกเกิดเมื่อไหร่ โลกใบนี้จะแตกเมื่อไหร่ เริ่มต้นเมื่อไหร่ จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ไม่ต้องไปรู้หรอกมันเกินไป... เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านผ่านยุคกาล อย่างที่ท่านระลึกชาตินี่ ผ่านยุคที่ไม่มีศาสนาพุทธ มียุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติหรือยุคที่ไม่มีศาสนาพุทธเลย เรียกยุคนั้นว่า “ พุทธันดร ” เป็นศัพท์วิชาการทางศาสนาพุทธ หมายความว่า ยุคนั้นหรือระยะนั้นจากปีนี้ผ่านไปหมื่นปี พันปี แสนปี ช่วงแสนปีนี้ไม่มีศาสนาพุทธ คนไม่รู้จักศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ได้เกิดยุคนี้ กาลเวลาอย่างนี้เรียกพุทธันดร ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็เอามาประกาศไว้ ศาสนาพุทธไม่ได้มีประจำโลกที่หมุนเวียนอยู่นี้ตลอดกาลนาน มีช่วงที่ไม่มีศาสนาพุทธได้ แต่ศาสนาที่นับถือพระเจ้ามีอยู่ตลอดกาลนาน แม้ในยุคที่ศาสนาพุทธเกิดอย่างขณะนี้ ศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าสมณะโคดมตรัสรู้แล้วก็ประกาศแสดงธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร ในวันเพ็ญเดือน ๘ ที่เกิดพระธรรมครั้งแรกก็ในปีเดียวกัน ย้อน ๒๕๕๑ บวก ๔๕ ปีไป ศาสนาพุทธเกิด ได้๒๕๙๖ ปีมาแล้ว ในช่วงขณะนี้เป็นศาสนาพุทธ ก่อนพระพุทธเจ้าจะประกาศธรรม ก่อน ๒๕๙๖ ปีนั่นนะ ศาสนาพุทธยังไม่เกิด พอพระพุทธเจ้าประกาศศาสนาพุทธในวันเพ็ญเดือน ๘ เทศน์ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตรแก่ปัจจวัคคีบทแรก ก็เกิดพระธรรมขึ้นมา ที่เรานับกันว่าเป็นวันอาสาฬหบูชา พระพุทธเจ้ามีแล้ว พระพุทธเจ้าก็เทศน์เป็นคำสอนเรียกว่าพระธรรม แล้วอัญญาโกญธัญญะ บรรลุธรรมขึ้นมา ประกาศตัวขึ้นมาเป็นพระสาวก เกิดเป็นพระสงฆ์องค์แรก ก็มีครบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในวันเพ็ญเดือน ๘ ก็เกิดศาสานาพุทธตั้งแต่วันนั้นมา จนถึงวันนี้ก็มีผู้รู้โบราณาจารย์ ท่านประมาณไว้ว่า ศาสนาพุทธของพระสมณะโคดมจะยืนยาวไป ๕,๐๐๐ ปี ตอนนี้ก็ ยืนยาวมาได้ ๒๕๙๖ ปีแล้ว แล้วก็จะดำเนินไปบวกลบประมาณ ๕,๐๐๐ ปี จะหมด ศาสนาพุทธ ๆ จะไม่เหลือแล้ว คนจะไม่รู้จักศาสนาพุทธ พอเลยนั้นไปแล้ว คนก็มีศาสนาเป็นเทวนิยมไปหมดไม่เหลือ ศาสนาแบบอเทวนิยมอย่างพระพุทธศาสนาไม่เหลือแล้ว เกินห้าพันปีไปแล้วนี่ไม่มีคนรู้จัก เหมือนอย่างยุคขณะนี้ ศาสนาพุทธผ่านมาถึง ๒๕๙๖ ปีแล้ว ชาวพุทธเองยังรู้จักศาสนาพุทธผิด ๆ เพี้ยนๆ เป็นศาสนาพุทธแบบเทวนิยม อาตมาว่ากว่าค่อนกว่าครึ่งมั๊งในเมืองไทยเรานี่แหละ ที่มีประชากร ๖๓ - ๖๔ ล้านคนนี่ นับถือศาสนาพุทธกว่า ๙๕% เสร็จแล้วก็เข้าใจ หรือนับถือศาสนาพุทธอย่างที่มีสิ่งบันดลบันดาลมีสิ่งลึกลับมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่เป็นพระเองก็จะอวยพรว่า “ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดลบันดาลฯ ” อันนี้ผิด ไม่ใช่ของพุทธเจ้า เป็นศาสนานอกรีต นับถือแบบ อิสระนิมมานเหตุวาทะ ซึ่งเป็นลัทธิอื่นศาสนาแบบอื่น ที่ไม่ใช่พุทธ เป็นความนับถือที่ผิดเพี้ยนไปจากพุทธ เรียกว่าความนับถือนั้น มันเพี้ยนออกไปนอกรีตของพระพุทธเจ้า อิสระนิมมานเหตุวาทะ อิสระ หรือ อิศวรนี้ แปลว่าพระเจ้า , เทพเจ้า ผู้มีอำนาจ มีฤทธิ์เดช นิมมาน ก็คือบันดาลหรือว่าสร้าง ทำให้เกิดเป็นเหตุนับถือพระเจ้า เป็นเหตุทำให้เกิดทำให้เป็นไป ไม่ใช่กรรมเป็นเหตุ ไม่ได้ถือกรรมเป็นเหตุ แต่ถือพระเจ้าถือว่ามีสิ่งๆ หนึ่งบันดาลให้เกิด อันนั้นคือไม่ใช่ศาสนาพุทธ เป็นการนับถือเพี้ยนผิดออกไป แล้วพุทธศาสนิกชนทุกวันนี้ยังหลงนับถือเทพเจ้า เทวดาบันดาล สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาล อะไรบันดาลก็แล้วแต่ ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นไม่รู้ตัวตนหรอก แต่นึกว่าเป็นอะไรที่มีพลังพิเศษแล้วก็บันดาล ไม่เชื่อกรรมไม่เชื่อวิบากที่ตนทำแล้ว ๆ ก็บันดาลตนให้เป็นไป ไปเชื่อผิดๆ อย่างนั้น มีเท่าไหร่หละ อาตมาว่า มากกว่าครึ่ง เกือบจะหมดเลยละมั๊ง แม้แต่พระเรียนจบเปรียญ ๙ จบเปรียญ ๑๘ จบด๊อกเตอร์พุทธศาสนบัณฑิตขนาดไหนมา ได้บวชได้เรียนมา ๘๐ ปี ๙๐ ปี ก็ยังเข้าใจผิดเป็น อิสระนิมมานเหตุวาทะ ยังไปเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้บันดลบันดาลให้เราเป็นไปอะไรอยู่ ไปเชื่อผิดๆ อย่างนั้น...เยอะ เพี้ยนไปขนาดนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่ง่าย และก็เข้าใจยาก และก็สามารถที่จะรู้แจ้งเห็นจริงได้ไม่ง่ายนัก จึงเป็นศาสนามีได้เป็นยุคๆ มีได้อยู่ชั่วระยะหนึ่งแล้วก็หมดไปในโลก ต่างจากศาสนาที่มีพระเจ้า ที่เชื่อว่ามีสิ่งบันดาล ซึ่งมีมาตั้งแต่ มนุษย์ดึกดำบรรพ์ ที่ยังไม่มีความรู้อะไรก็เชื่อผี เชื่อพลังพิเศษ มีพิธีสวดมนต์อวยพรทำพิธีการอย่างโน้นอย่างนี้ แม้แต่ที่สุดฆ่ามนุษย์บูชายัญ ฆ่าสัตว์บูชายัญ มีมาเก่าแก่สารพัดสารเพ อยู่ในวัฏฏสงสารนี้ วนเวียนแล้ววนเวียนอีกอยู่ในกาละ นับไม่ถ้วนหรอก เพราะฉะนั้นก็สรุปตรงนี้ว่า ศาสนาพุทธนั้น จะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เมื่อเป็นพุทธศาสนิกชนแล้วต้องศึกษาอย่าให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ อย่าออกนอกรีต อย่าเข้าใจผิด เพราะเข้าใจผิด จึงไม่สามารถปฏิบัติ ฝึกฝน เรียนรู้ตนให้เป็นคนดีมีคุณธรรม หรือให้เป็นคนมีกรรมอันดีได้ ซึ่งกรรมอันดีจะเป็นสมบัติของเรา เมื่อเราสร้างกรรมดีให้แก่ตนเองได้ ก็จะเป็นทรัพย์บันดลบันดาลเราเอง พาเราเป็นพาเราเกิด นั่นแหละคือพระเจ้าสำหรับเรา พระเจ้าที่บันดลบันดาลเรานั่นคือ “ กรรม ” ที่เราสั่งสมไว้ ในสัมมาทิฏฐิ ๑๐ ชาวพุทธต้องเชื่อใน “ สุคตะ ทุคตานัง กัมมานัง พลังวิปาโก ” คือ เราจะทำดี ทำกุศล หรือทำชั่ว ทำอกุศล อันนั้นแหละเป็นผลกรรมเป็นวิบากที่เป็นทรัพย์ ที่เป็นสมบัติของเรา ไม่มีใครแย่งไปได้ หรือจะแบ่งใครก็ไม่ได้ ทั้งไม่เอาก็ไม่ได้ เพราะ “ กัมมทายาโท ” (กัมมทายาท) เราต้องเป็นทายาทรับมรดกของกรรมที่เราทำ เป็นผลเป็นวิบากของเรา ทำดีก็ต้องเอา ทำชั่วก็ต้องเอา ไม่เอาไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ ผลกรรมจะสะท้อนให้เรารับ ผลกรรมจะส่งให้เรารับให้เราเป็น ถ้าดีก็ส่งผลดี ถ้าชั่วก็ส่งผลทุกข์ – เลว – ตกต่ำ ตามที่อาตมาอธิบายค้างไว้ว่า คนเราเกิดมาจากกรรมเก่า กร