210628 (ซ้ำและไม่ครบ) อนุสสติ 10 ครั้งที่ 5 วัดพระแก้ว โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (2).docx
เนื้อหาในไฟล์
210628 อนุสสติ 10 ครั้งที่ 5 วัดพระแก้ว โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (2) เองปรารถนา แบบนั้นเป็นมนุษย์ตามใจกิเลส เขาหลงผิดนึกว่าเขาเป็นผู้อิสระ เขาหลงว่า เขาเป็นผู้ที่มีความเสรี มีอิสรเสรีภาพ ปล่อยตัวไป ฉันต้องการอะไร ฉันมีอะไรฉันก็ว่าของ ฉันไป แม้แต่กติกาสังคม มารยาทสังคม หนักเข้า ขนาดกฎหมายของประเทศ กฎหมายของ สังคมเขาก็ไม่คำนึงถึง ขอให้ตามใจตัวเองได้ ว่าตัวเองทำอย่างนี้ล่ะ เรียกว่าอิสรเสรี พอใจ สบายใจ นี่เคยมี ในเมืองไทยก็เคยมี อยู่เมืองนอกก็มี แล้วก็หลั่งไหลเข้ามาเมือง ไทยก็มี มาแพร่ลัทธิแบบนี้ และก็อวดอ้างว่า นี่คืออิสรเสรีภาพ ศาสนาพระพุทธเจ้าสอน อิสรเสรีภาพสูงสุด สูงสุดเลย เป็นอิสรเสรีภาพขั้นสัมบูรณ์ ขั้นสัมบูรณ์ คือขั้นที่เรียกว่า สุดยอด มันเป็นความอิสระที่มีปัญญา และเป็นความอิสระที่ไม่เบียดเบียนใคร ไม่เดือดร้อน ใคร เป็นความอิสระที่หมดจิต จิตนี่แหละหลุดพ้น จิตหลุด อะไรยึดอะไรติด จิตหยุดเป็นทาส อะไรทั้งหมด นี่เป็นของพุทธ ทีนี้เราจะเป็นอย่างนั้นได้ เราต้องมีหลักประพฤติ เรียกว่าศีล เมื่อกี้ก็กล่าวแล้วว่า สีเลน สุคติง ยันติ สีเลน โภคสัมปทา สีเลน นิพพุติง ยันติ หมาย ความว่า ศีลนี่แหละจะพาให้เราก้าวขึ้นไปสูงขึ้นๆ เจริญขึ้นๆ มีสมบัติขั้นอริยสมบัติ ขั้น โภคทรัพย์ที่เป็นอริยะ และสุดท้ายก็เรียกว่า ศีลนี่แหละจะพาเราไปถึงนิพพาน นั่นแหละเป็น ยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีศีล คนไม่มีศีลใช้ไม่ได้ ศีลเนี่ย พุทธศาสนิกชนทุกคน ต้องมี แต่เดี๋ยวนี้ศาสนามันอ่อนแรง สมัยพระพุทธเจ้า พุทธศาสนิกชนเป็นโสดาบันกันซะ ส่วนใหญ่ เป็นโสดาบันนะ โสดาบันคืออะไร โสดาบันคือผู้มีศีล 5 บริสุทธิ์ โสดาบัน โสดาปฏิยังคะ เรียกว่าองค์คุณของโสดาบัน คือเป็นผู้ที่มีศีล 5 บ
อ่านต่อ
ริสุทธิ์ บริสุทธิ์จริงๆ บริสุทธิ์ขั้นถึงจิต มีอรหัตผลจิต คือมีจิตที่บริสุทธิคุณ มีจิตที่บริสุทธิ์ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ใช่ว่ามากด ฝืนข่มเอาไว้ ว่าเห็นสัตว์แล้วอยากฆ่าๆ อย่างนั้นเรียกว่ายังไม่บริสุทธิ์ในจิต แต่ถ้าจิตเป็น บริสุทธิคุณแล้ว เห็นสัตว์ก็ไม่อยากฆ่าจริงๆ ใจมีเมตตา ใจจะช่วยเหลือแม้แต่จะเป็นสัตว์ ร้าย อย่างนี้เรียกว่าบริสุทธิ์ แม้สัตว์นั้นจะทำร้ายเรา ก็ไม่อยากฆ่า ไม่อาฆาต อย่างนี้ เรียกว่ามีเมตตา และเป็นศีลบริสุทธิ์ ไม่ใช่มากดข่มฝืนเอาเฉยๆ กดข่มฝืนนั่นมันเป็นเพียง ศีลสมมุติ ผู้ที่กำลังฝึกเพียร และก็พยายามปฏิบัติเพื่อให้จิตของเรานี่ลด หน่าย คลาย จาง อย่าไปถืออาฆาตมาดร้าย จนกระทั่งไม่ฆ่าก็ได้ และจิตก็ไม่ปรารถนาที่จะทำร้ายเขา นั่น เรียกว่าบริบูรณ์บริสุทธิ์ ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระโสดาบันมากกว่ามาก และศีล 5 นี่เป็นของ ฆราวาส เป็นของพระโสดาบัน พระโสดาบันเนี่ยมีเกลื่อน มีเป็นธรรมดา ยังทำมาหากิน ยังมีคู่ ยังแต่งงาน มีผัวมีเมียได้ อย่าไปเข้าใจผิด เดี๋ยวนี้พอพูดโสดาบันแล้วนึกว่าเป็น พระอรหันต์ เป็นพระโสดาบันแล้วไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่ใช่ พระโสดาบันยังมีโลภมีโกรธ อยู่พอประมาณตามฐานะของพระโสดาบัน ข้อสำคัญเราจะต้องรู้ความหมายว่า ศีลนี้คืออะไร หมายความว่าอย่างไร จะทำให้คนเป็นอย่างไร ศีลข้อที่ 1 คือทำให้คนมีเมตตา หยาบๆก็อย่าฆ่าใคร อย่าโหดร้ายกับใคร อย่าอำมหิต อย่ารุนแรงถึงขั้นฆ่า ไม่เอา วางมีด วางปืน วางศาสตราอาวุธ พระ โสดาบันจะเป็นอย่างนั้น เราระลึกดูสิ ถ้าเผื่อว่าเราเองเราเมื่อกี้เปล่งกล่าวรับศีล 5 ไป เราได้เอาไปฝึกไปเพียรเท่าไหร่ ถ้าผู้ที่เป็นพระโสดาจริง ก็มีศีล 5 ตลอด เมื่อไหร่ๆ ก็ศีล 5 บริบูรณ์อยู่ตลอด นั่นเรียกว่าพระโสดาบัน ศีล 5 นี่เป็นของญาติโยมนะ ถ้าญาติโยม ที่สกิทาคามีก็ศีล 8 ศีลนี่ของญาติโยมนะ ไม่ใช่ของพระนะ การแสดงว่าศาสนายังมีก็หมายความว่า คนยังบริสุทธิ์ในศีล เป็นบริสุทธิคุณ คนยังมีปัญญารู้ว่า ศีลนี่มีความหมายว่าอย่างไร และเราทำได้ตรงกับศีลนั้นหมายไหม มี พฤติกรรมอยู่ว่า เป็นคนไม่โหดร้ายทารุณ ไม่มีโทสะ อย่างนี้เรียกว่า ผู้ที่ทำด้วยพรหม เป็นผู้ที่ไม่โลภโมโทสัน ไม่เอา ของนี้ไม่ใช่ของของเรา เราไม่ลักไม่ขโมย ไม่ฉ้อ ไม่โกง เป็นจริง ถ้าคนเป็นอย่างนั้นจริง คนนั้นก็มีศีลจริง เรื่องกามคุณ กาเมสุมิจฉาจาร เอ้าไม่แรง มีแค่ผัวเดียวเมียเดียวก็แสนจะ ทุกข์แล้ว ลูกแค่นี้ก็เหลือแล้วแหละ แค่นี้ก็พอ ไม่มากไม่มายกว่านี้ มุสาก็ไม่เอา อยู่กันอย่างสุจริต ไม่พูดหลอกลวง ไม่พูดโกหก ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดร้ายกาจ นั่นเป็นของจริงนะ สุราเมรยะ เมาอบายมุข เมาศีลตื้นๆเช่นว่า ฆ่าสัตว์ โหดร้าย รุนแรง เมามายจนหน้ามืดตามัว ฆ่าสัตว์ก็ไม่รู้ว่าเราเองทำบาป ลักขโมยของเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นบาป ราคะจัดจ้านแก่กล้าก็ไม่รู้ว่าเป็นบาป โกหกโกไหว้อยู่ มดเท็จอยู่ ก็ไม่รู้ว่าเป็นบาป ไอ้ อย่างนี้มันเมาหนัก จะต้องรู้ตัว ถ้ารู้แก้เสีย ทำคืนเสีย ทำกลับเสีย ทำให้ตนเองไม่ไป ดุเดือดยังงั้น ไม่ไปเลวทรามยังงั้น เราก็จะเป็นคนที่เจริญ เรียกว่าอริยะ เพราะฉะนั้นคำ ว่าเมาอันที่ 1 ที่หมายความขั้นต้นแค่พระโสดาบัน คุณแค่โสดาคุณก็คือ ไม่เมาในอบายมุข การพนันยังงี้ ยังเมามายการพนันยังงี้ เรียกว่าสุรา เมามายสิ่งเสพติดหยาบๆ เป็นฝิ่น เฮโรอีน ผงขาว หรือว่ายาเสพย์ติดหยาบๆ สมัยนี้มีเยอะ ล้วนแล้วแต่สุราทั้งนั้น อย่าไป เข้าใจว่าสุรามีแต่น้ำเหล้า ขาดทุน แล้วทำให้ศาสนาพระพุทธเจ้าแหว่ง ทำให้ศาสนา พระพุทธเจ้าด้วน ไม่มีฤทธิ์ ไม่มีประโยชน์ อย่าเข้าใจผิดนะ พยายามทำสัมมาทิฐิ ทำความเข้าใจให้เห็นดีๆ แล้วเราจะเข้าใจ นี่อาตมาพยายามจะคลี่ศีลให้ฟัง แล้วคุณจะได้ระลึกถูก ถ้าไม่ยังงั้นคุณจะระลึก ตามอย่างไร แล้วจะระลึกถึงความหมายอย่างไร อาตมายังไม่ได้อธิบายถึงอนุสสติ ขณะนี้ กำลังอธิบายถึงศีล และโดยเฉพาะศีลเบื้องต้น ศีลของทุกๆคน พระก็ต้องมีศีล 5 พระก็ต้อง เป็นโสดาบัน พระก็ต้องบริสุทธิ์ศีล 5 บริสุทธิ์ศีล 8 เหมือนกัน แต่ความจริงนั้น ศีล 5 นี่ แค่ฆราวาสนี่ต้องเป็นแล้ว พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าจะได้เป็นพุทธบริษัทจริง จะต้องมี ศีล 5 บริสุทธิ์ ถ้าเรายังไม่มีศีล 5 บริสุทธิ์จริง เราเพียงเป็นแต่เพียงพุทธบริษัทสมมุติ เรายังไม่ได้เป็นจริง เหมือนกับพระนี่ พระยังไม่มีองค์คุณอะไรเลย ยังไม่เป็นพระอริยะ สักส่วน มาบวชแล้วนะ ปฏิญาณตนกับญาติโยมแล้ว โกนหัว นุ่งชุดยูนิฟอร์ม นี่เรียกว่า ยูนิฟอร์ม เป็นเครื่องแบบของพระ แต่งแล้ว แต่ว่ายังไม่มีองค์คุณเลย แม้แต่โสดาคุณ ยังไม่ เรียกว่าพระแท้ ยังเรียกว่าพระสมมุติ สมมุติว่าเป็นพระ เรียกว่าสมมุติพระ หรือสมมุติสงฆ์ ยังไม่เรียกว่าพระแท้ พระแท้ก็คือ อัฏฐะ ปุริสสะ ปุคลา เอสะ ภควโต สาวกสังโฆ นี่ ภาษาบาลีเราสวดอยู่ทุกวันๆ หมายความว่าจะต้องเป็นพระโสดา อย่างน้อยโสดาปฏิมรรค จึงจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ยังไม่ได้แม้โสดาปฏิมรรค ก็พระยังไม่แท้หรอก ยังสมมุติๆ อยู่แค่นั้นเอง ยังไม่ได้นับว่าเป็นพระนะ ฟังดีๆ ยังไม่ได้อยู่ในองค์ 8 คือ โสดาปฏิมรรค บุคคล โสดาปฏิผลบุคคล สกทาคามีมรรคบุคคล สกทาคามีผลบุคคล นี่ 4 อนาคามีมรรค บุคคล อนาคามีผลบุคคล อรหัตมรรคบุคคล อรหัตผลบุคคล อีก 4 8 นี่เรียกว่า อัฏฐะ ปุริสสะ ปุคลา อัฏฐะ แปลว่า 8 ถ้าไม่อยู่ใน 8 นี้ ยังหรอก ให้สมมุติตัวเองยังไง ให้ตาย ยังไง ให้มีตำแหน่งยศชั้นสูงยังไง ยังไม่ได้แค่ 1 ก็ยังไม่ใช่พระ แต่ถ้าโยมสิ บริสุทธิ์ศีล 5 โยมก็เป็นพระแล้ว เป็นพระจริงๆนะ แต่ถ้าโยมยังไม่ได้แม้ศีล 5 ยังไม่ได้เป็นพระอีก เหมือนกัน คำว่าพระจึงไม่ได้หมายความว่า มานุ่งจีวร มาโกนหัว ยังไม่ใช่ อันนี้เป็นแต่ เพียงลำลองสมมุติ ตั้งใจเข้าไว้ที่จะมาปฏิบัติตนให้มีคุณ ให้มีปัญญาธิคุณ บริสุทธิคุณ กรุณาธิคุณ ให้มี ทีนี้มันยังไม่มีจริง มันก็ยังเป็นยังงั้นล่ะ สมมุติเอาไว้ หรือเลี้ยงกันไว้อย่าง สมมุติ เท่านั้นเองนะ นี่เข้าใจอันนี้ให้ชัดก่อน เมื่อชัดแล้ว ทีนี้เราจะต้องทำตนให้เป็นพระ สมัยพระพุทธเจ้าอาตมาถึงยังกล่าวแล้วว่า มีผู้ที่บริสุทธิ์ศีล 5 กันมากมาย เป็นพระโสดาบัน กันมากมายน่ะ เป็นจริงๆ ศีล 5 เป็นของโยม ศีล 8 เป็นของโยม ศีล 8 นี่เป็นองค์คุณ ของพระสกิทาคามีน่ะ ส่วนพระอนาคามีนั้นองค์คุณสูง องค์คุณเอาสังโยชน์มาวัดเลยนะ ต้องบรรลุสังโยชน์ 5 อย่างต่ำ สูงขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดจะสูง ผู้ใดที่จะเป็นผู้บริสุทธิ์มาก ผู้ใดที่จะมีคุณธรรมสูง ก็ต้องเอาศีลวัด มีศีลวัด บริสุทธิ์ไหม เราต้องระลึกทบทวนได้ เทียบเคียง ตัวเราเองก็ เทียบเคียงได้ ศีล 5 ข้อที่ 1 เราบริสุทธิ์ไหม มีบริสุทธิคุณในศีล 5 ไหม เข้าใจไหม ศีล 5 ข้อที่ 1,2,3,4,5 หมายความว่าอย่างไรบ้าง และเราบริสุทธิ์ได้ไหม อาตมาแน่ใจว่า ที่นั่งอยู่ในนี้จะมีบริสุทธิ์ศีล 5 เป็นพระโสดาอยู่ในนี้ไม่ใช่น้อย ฟังดูดีๆนะ อยู่ในนี้ล่ะเป็น พระโสดาไม่ใช่น้อย แต่ว่าตัวเองไม่รู้น่ะ ท่านเรียกว่ามีเจโตวิมุติ แต่ไม่มีปัญญาวิมุติ หมาย ความว่า จิตของเราไม่ติดหรอก จิตของเราทำได้ บริบูรณ์ศีล 5 นี่เราทำได้ แต่ไม่มีปัญญา รู้ว่า อ้าว! ก็มันได้แล้ว มันดีแล้ว ไม่ต้องไปถูกโลกเขาหลอกอีก ให้โลกเขาหลอกอีก ทำไมล่ะ เรามั่นคงต่อศีล 5 ที่บริสุทธิ์นี้ไปตลอดชีพเลย มันเป็นอานิสงส์ของคน มันเป็น ความบริบูรณ์ของคน มันเป็นความประเสริฐของคน ถ้าเราบริสุทธิ์บริบูรณ์ได้อย่างนี้ จิต ของเราว่าง เห็นอานิสงส์ที่แท้จริงว่า เอ๊! เราไม่ต้องฆ่าใคร ไม่ต้องไปเดือดร้อนอะไร ใครน่ะ ศีลข้อ 1 บริบูรณ์ ไม่ต้องไปอยากได้ของใคร อยากมีอะไร เป็นอะไรที่ควรสร้าง ควรก่อสร้างขึ้น เป็นคนสร้างสรร ไม่ใช่งอมืองอเท้า ไม่ไปอยากได้มา ไม่ไปอยากได้ของ ที่ไม่ใช่ของของเรา อะไรดี คนอื่นเขามีอะไร เห็นว่ามันดี ก็สร้างขึ้น สร้างอย่างนั้นไม่ได้ สร้างอย่างอื่นไปแลกเปลี่ยนเอา ไม่ต้องทุจริต คนผู้ใดทำได้อย่างนี้จริง มีจิตใจบริบูรณ์จริง เข้าใจด้วยปัญญาแท้ ผู้นั้นก็เป็นพระโสดา พระโสดาจะต้องมีอรหัตคุณ อรหัตคุณจะต้องมี บริบูรณ์ทั้ง 2 วิมุติ คือ เจโตวิมุติกับ ปัญญาวิมุติ เรียกว่า อุปโตภาควิมุติ ศีล 5 บริบูรณ์ จริงๆน่ะ ตลอดชีวิตไม่ละเมิด ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย มีสติ มีสัมปชัญญะ ไม่ฆ่า สัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่เอาของเขา ผัวเดียวเมียเดียว ไม่ไปเที่ยวได้นอกกายนอกใจใคร ไม่มุสานะ การโกหกหยาบๆอย่างนี้ ไม่มุสา ละอายต่อบาปนี้จริงๆ ไม่เสพติดอบายมุข การ พนันไม่มี สิ่งเสพย์ติดไม่มี หนังละครไม่ดู ยิ่งหนังละครทุกวันนี้ มันคือเรื่องของนรกแท้ๆ ใครไม่ได้ดู คนนั้นมีบุญ ใครไปดูหนัง ไปในโรงหนัง คนนั้นมีบาป อาตมาออกจะพูดแรง แต่อาตมาปรารถนาดี อาตมาไม่ได้โกรธกับเจ้าของโรงหนังสักโรง นอกจากไม่โกรธแล้ว ค่อนจะรู้จักกันดีเสียด้วย แต่ก่อนเคยรู้จักกันดี เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้ติดต่อกัน เพราะเดินกันคนละ ทางเสียแล้ว และอาตมาก็ไม่ต้องการจะเข่นฆ่า แต่อาตมาต้องการจะให้ทุกคนสุขสบาย การไปดูหนังเป็นการไปมอมเมากิเลสใส่ตนน่ะ ซึ่งไม่เข้าในสายของศาสนาเป๊ะ 1.เร่ง ราคะ จะพยายามโป๊เปลือย ถ้าไม่มีกองเซ็นเซอร์แล้วคุณเอ๊ย เมืองไทยก็เมืองไทยเถอะ ป่านนี้หนังโป๊เต็มโรงทุกโรงแหละ 1.เร่งราคะ 2.เร่งโทสะ หนังบู๊น่ะ แนวบู๊นี่คือหนังเร่ง โทสะน่ะ ไอ้บ้าระห่ำ ไอ้สิงห์ฆ่าเสือ ไอ้เลือดสิงห์ใจสัตว์ อะไรก็ไม่รู้ชื่อเรื่อง ฟังแต่ชื่อก็ แย่แล้วน่ะ 1.เชิงหนังบู๊ เรียกว่าก่อโทสะ โทสมูลจิต หนังราคะก็คือราคะมูลจิต ก่อแต่ เรื่องรักเรื่องใคร่ เรื่องเกมเรื่องกาม อะไรก็ไม่รู้ ส่วนโมหมูลจิตนั้น หนังบ้าๆบอๆ ผีมัน ไม่มีก็ว่าผีมีน่ะ ผีนั่นมันมี 2 ลักษณะ 1.ผีแท้ 2.ผีหลอก และคนไปกลัวผีหลอก ผีแท้ไม่กลัว ผีแท้อยู่ที่ไหน ผีแท้อยู่ที่โยมทุกคน ผีหลอกอยู่ที่ไหน หลอกเขาว่าอยู่ป่าช้าบ้าง อยู่บนต้น ตะเคียนใหญ่ๆบ้าง อยู่ศาลเจ้าบ้าง นั่นผีหลอก กลัวจนหัวโกร๋นตายกันไปเยอะแล้ว กลัวผี หลอกน่ะ บอกว่ามันไปสิงอยู่ที่ป่าช้า สิงสู่อยู่ที่ต้นตะเคียน สิงสู่อยู่ที่ศาลเจ้า สิงสู่อยู่ที่มืดๆ สิงสู่อยู่ที่ซอกนั่นซอกนี่ หลอกกันจนกลัว จนไข้ขึ้นสมองกันมานักหนาแล้ว ใครยังกลัวอยู่ ยังโง่ตายเลย กลัวอะไรไม่กลัว กลัวผีหลอกๆ เราเรียกกันจนติดปากแล้วว่าผีหลอก ไม่ใช่ ผีจริงนะ ผีอย่างนี้ไม่มีในโลก อาตมาขอรับรอง ในป่าช้า ในต้นตะเคียน ในที่ลึกลับอะไร ที่ไหน ที่มันหลอกกันว่ามีนั่น มันไม่มี ใครว่ามีจงตามจับใส่เข่งมาดีๆ มัดมาดีๆ มาขายให้ อาตมา ซื้อตัวละล้านน่ะ ใครเห็นใครมี อาตมาไปนอนมาก็หลายป่าช้าเต็มทีแล้ว นอนกันอยู่ บนโลง เคาะโลง เฮ้ย! ขึ้นมา ไม่เห็นมันขึ้นมาสักที นอนกันอยู่บนหลังโลงนั่นแหละ มันอยู่ ป่าช้าก็ไม่เห็นมันขึ้นมาน่ะ มันไม่มีหรอกโยม แต่เราไม่รู้ด้วยปัญญา เราถูกเขาหลอกมานาน แล้ว หนังนี่ สร้างผีนั่น ผีเอ๊กซ์โซซิสต์ ผีแม่นาคพระโขนง ผีอะไร คนสร้างหนังนั่นแหละ คือตัวผี ไอ้ที่หนังมันไม่ใช่ผีหรอก คนที่สร้างหนังนั่นน่ะคือคนหลอก คนใดหลอกผู้อื่น คนนั้นคือ ผี ฟังธรรมะให้ดีๆ คนใดหลอกผู้อื่น คนนั้นคือผี อาตมาบอกแล้วเมื่อกี้ว่า ผีจริงอยู่ที่ไหน ผีจริงอยู่ที่เรา อยู่ที่มนุษย์ มนุษย์คนไหนหลอกคนอื่น มนุษย์คนนั้นคือผี หลอกจนเขากลัวว่า ไอ้อยู่ที่ป่าช้ามันมีผี จนหลงว่ามันมีจริง จนตาพร่าตามัว มีอุปาทาน มันไม่มีรูปกันหรอก จนกระทั่งเห็นรูปอยู่ในป่าช้าก็ได้ เห็น ขาว แลบลิ้น ตัวสูง ตัวโย่ง เห็นไปสารพัดเห็น เสร็จแล้วก็กลัว เกิดไข้ป่วย จิตมันเกิดโรคประสาทโรคจิต แล้วก็ตาย ตายกันมาแบบ นี้เยอะแล้วน่ะ ถ้าใครฟังธรรมของพระพุทธเจ้ารู้ เข้าใจดีแล้ว อย่าได้ไปกลัวอีกผีแบบนี้ ใครผู้ใดไปคิดสร้างอยู่ ก็คือหลอกให้คนอื่นเขาหลง เรียกว่าโมหะ นี่ในโลกนี้มันมีอยู่ ราคะ โทสะ โมหะ หนังผีเอย หนังที่ไปสร้างอะไรก็ไม่รู้ จินตนาการแล้วก็คิดเป็นเรื่องนิทาน เรื่องจักรๆวงศ์ๆ เรื่องออกนอกโลก ออกในโลก ดำดิน เรื่องประหลาดประเหลิดอะไร เป็นเรื่องที่ลึกๆลับๆประหลาดๆน่ะ แบบโมหะ มันมีอยู่ 3 แง่ แง่ราคะ แง่โทสะ แง่โมหะ แง่โมหะคือเรื่องแปลก ดีไม่ดีก็ไปหลอกให้เขาหัวเราะค้าง ขากรรไกรค้าง นี่ในคนไทยนี่ ขากรรไกรค้าง แล้วเอาไปโรงพยาบาลไม่ทัน ตาย เพราะไปดูหนัง นี่ก็มีลงข่าว อาตมา เคยอ่าน นี่โมหะ โทสะก็หนังบู๊ ราคะก็หนังเปลือย หนังโป๊ หนังรัก มีแค่นี้เอง ไปดูที่โรง ไหนก็โรงนั้น ไม่มีอื่นหรอก ถ้าใครไม่ไปดู คนนั้นเป็นพระ เป็นพระโสดาบัน และจิตก็มา หลอกเราไม่ได้ หนังวันนี้สุดยอด มันสุดยอด อร่อยสุดยอด สนุก หลอกไม่ได้ เราเฉย เรียกว่าจิตว่าง หลอกไม่ขึ้น เพราะรู้เท่าทันเสียแล้วจริงๆ นี่เรื่องของการเสพติดในศีล ข้อที่ 5 เสพติดรสชาติของโลกียารมณ์ รสบู๊ รสรัก รสราคะ รสแปลกๆพิสดาร นี่ 3 ลักษณะ ใครไม่ดูการละเล่น มหรสพ อย่างนี้นี่เป็นอบายมุข ผู้นั้นแหละเป็นพระ ฟังดีๆนะ ไม่ใช่ของที่ว่าลึกลับอะไร เป็นของสบาย แต่เราทำได้เราเจริญ เจริญอะไร คือไม่ต้อง เสียเวลาไปนั่งอยู่ในโรงหนัง ไม่ต้องเที่ยวไปได้เสียเงิน ไม่ต้องเสียแรง ไม่ ต้องถ่อกายไปดู ไปดูแล้วได้อะไร ก็บอกแล้วว่าได้กิเลส มันไม่โง่อย่างไรทนไหว เงินก็ เสีย แรงก็เสีย เวลาก็เสีย แล้วแถมได้กิเลสมา มันเจริญหรือว่ามันตกต่ำ คิดดูน่ะ อาตมา ไม่ได้เอาคำที่นอกกว่าที่พระพุทธเจ้าสอนไว้มาพูดนะ และอาตมาก็ไม่ได้โกรธเจ้าของโรง หนัง ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียดกัน สมัยก่อนมันไม่มีหรอก สมัยพระพุทธเจ้าไม่มี ท่านไม่ต้อง ไปพูด ท่านไม่ต้องไปตรัสกันมากมาย แต่สมัยนี้มันมากกันเหลือเกิน มอมเมากันเหลือเกินน่ะ มันไม่เท่านั้นนะ มันเอาเข้าไปอยู่ในบ้านเลย เป็นตู้น้อยๆส่งมาทางอากาศ เสร็จแล้วก็ฉาย กันตะพึดตะพือ หนังบางเรื่องไม่ควรจะฉายให้เด็กก็ไม่ควรดู ถ้าหนังสารคดีอาตมาก็ไม่ว่า ที่จริงวิทยาศาสตร์ สร้างหนัง สร้างโทรทัศน์มา ดีจังเลย เป็นสื่อสารที่จะแพร่ความรู้ แพร่ ความเร็วในด้านที่จะคอยบอกกันให้ก้าวหน้า นี่มีอะไรก็บอกกัน มีอะไรก็ เอ้า! อันนี้เราคิด ค้นอันนี้ได้แล้ว กระทำกันซิ เจริญดีนะ เอาเรียนรู้ เออ! อย่างนี้บ้านเมืองก็เจริญ มนุษย์ก็เจริญ นี่เปล่า เอาเครื่องมือวิทยาศาสตร์มาให้ผีครอง ฟังดีๆนะ อาตมาใช้คำว่าผี ผีอบาย อบายนี่แปลว่าชาวนรก แปลว่าเมืองนรก อปายะนี่ อบายนี่ อบายมุข มุข แปลว่า หัวหน้านะ หัวหน้านรกนะ ไม่ใช่นรกเล็กๆนะ อบายมุขนี่เป็นหัวหน้านรก เสร็จแล้วเราไม่ เคยสำเหนียกกันเลย เราไม่เคยสังวรณ์กัน ไปซื้อเอานรก เมืองนรกใหญ่ๆมาไว้ที่บ้าน บ้านฉันมีเมืองนรก กลับโชว์เสียด้วย สีด้วยนะ เมืองนรกมีสีด้วยนะ กลับคุยโม้ใหญ่เลย เห็นมั้ยนี่ ฉันเจริญแล้ว ฉันมีเมืองนรกแบบสี ฟังดีๆนะ มันอาจจะกลับกันกับที่คุณเคยรู้สึก คุณนึกว่าคุณโก้เก๋ มีโทรทัศน์สี โทรทัศน์ขาวดำอยู่ในบ้านหลายเครื่อง ยิ่งมีหลายเครื่องยิ่ง นรกหลายขุมอยู่ในบ้าน นี่ร้านขายโทรทัศน์ก็อาจจะอยากฆ่าอาตมาทิ้งน่ะ แต่อาตมาเอง อาตมาแต่ก่อนอาตมาก็ทำงานโทรทัศน์ และอาตมาก็ไม่เคยโกรธกับใครในโทรทัศน์ ไม่เคย เกลียดเคยชังกับใคร ที่มาพูดเดี๋ยวนี้ก็มาพูดสัจจะ อาตมารักสัจจะ อาตมาต้องการให้ทุกคนได้รู้ สัจจะมากกว่าที่อาตมาจะมามัวเอาใจใคร หรือเกรงใจใคร แม้แต่เพื่อน เคยเป็นเพื่อนกัน ก็ไม่เกรงใจ ถ้าเขาจะอยู่โทรทัศน์ เขาก็ทำรายการสารคดีที่อาตมาไม่ว่า ทำรายการที่จะ เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ไม่ว่า ถ้าทำรายการที่มอมเมามนุษย์ให้เต็มไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ อาตมาต้องว่า ต้องว่า ต้องว่าจริงๆน่ะ และก็ต้องพยายามบอกญาติโยม อย่าไปหลง เขาหลอก ผู้ที่สร้างสิ่งใดที่ก่อให้เกิดราคะ โทสะ โมหะ ผู้ที่หลอกให้คนอื่นเขามาติด มาเกิดราคะ โทสะ โมหะ สั่งสมราคะ โทสะ โมหะใส่จิต ผู้ที่ก่อ ผู้ที่เกิด ผู้ที่สร้างพวกนั้น ถือว่าผีทั้งสิ้น เห็นผีไหม เห็นไหม เห็นหรือยัง คุณเคยหลอกเขาไหม เคยไหม เคยไหม ไม่ยอมตอบ จะบอกว่าไม่ก็ไม่ซิ ไม่เคยหลอกก็ว่าเข้าไปน่ะ ถ้าบอกว่าเคยหลอกก็บอกได้นี่ หรืออาย เคยเหมือนกันแน่ะ ก็เรียกว่าเรายังเป็นผี เห็นมั้ย จับผีได้ไหม คือผีแท้ๆนะ มันมี ที่ไหน มันจิตวิญญาณเรา จิตของเราวิญญาณของเราเองนี่แหละ มันปรารถนาลามก มันจะ หลอกเขา มันจะเอามาให้ตัว มันจะทำไอ้โน่นไอ้นี่แลกเปลี่ยน ได้ไอ้โน่นมา เอาไปแลก เปลี่ยนเอาอะไรมาเสพสมสุขสมของเราเอง มันจะโลภโมโทสันมาให้แก่ตน บางทีเป็นผี แท้ๆเลยนะ เขาเรียกว่าเป็นผีโขมด เขี้ยวออกเลยนะ หน้าเขียว หน้าแดง ตาโปน เคย เห็นไหม เคยส่องกระจกไหม เวลาเราเคยเป็นน่ะ เคยส่องไหม ผีโขมด ตาโปนเลยนะ กรามนูน เขี้ยวงอก เคยไหม เสียงยังงี้ แป๊ดๆๆ เลย เคยไหม เมื่อเวลาโทสะจิต จิตมัน เกิดโทสะแรง มันก็ออกมาหมด รูปร่าง หน้าตาเป็นผีโขมด ดุ บางทีไม่กลัวตายแน่ะ และ ก็ตายกันไปเยอะแล้วน่ะ เพราะมันบ้าระห่ำเข้า ก็เห็นช้างเท่าหมู ช้างเลยเหยียบเอา ตายน่ะ ก็ไปเห็นช้างเท่าหมู แล้วมันไม่ประมาณเลย มันโกรธน่ะ ช้างก็เลยทำงานของเขา ช้างก็เลยเหยียบเอา ตายไปเยอะแล้ว นี่มันเป็นยังงี้ล่ะ ถ้าตัวเราเป็นผี มันโง่ มันเป็น เดรัจฉานบ้าง มันเป็นผีนรกบ้าง มันเป็นเปรตบ้าง จิตวิญญาณเราเป็น นี่อาตมาอธิบาย คลี่คลายพิสดารในเรื่องของศีลเท่านั้นนะ ยังไม่ได้ไปไหน นี่สีลานุสสติ กำลังอธิบายแค่ศีล ยังไม่ได้อธิบายอนุสสติด้วย แต่อาตมาก็กำลังให้คุณอนุสสติ กำลังให้คุณระลึกตาม อนุสสติ หมายความว่าระลึกตาม อาตมาอธิบายไป อธิบายไป อธิบายไป คุณฟังไปแล้วก็สอบทวน ดูไป อ้อ! เราก็เป็นผีแฮะ เราจับผีได้แล้วแฮะ คุณก็เกิดอนุสสติ นี่แหละคือสีลานุสสติ คุณมีศีลอย่างนี้ไหม คุณเคยระลึกรู้ไหมว่าความหมายมันเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าให้รู้ตัว แล้วให้ละ หน่าย ให้เลิกมา อย่าไปเป็นคนขี้โกรธ ไปเป็นยักษ์โขมด เป็นผีโขมด อย่าเป็น ไปเป็นคนมีราคะจัดจ้าน อย่าเป็น เป็นคนที่ติดในอบายมุข ติดในการพนันเนี่ยเป็นผี ผีพนัน ติดในสิ่งเสพย์ติด เป็นผีที่ไปกินสิ่งเสพย์ติดน่ะ เป็นผีที่หลงอยู่ในมหรสพการละเล่น เป็นผี เที่ยวกลางคืนน่ะ เราเรียกว่าผี อ้า! ผี ไอ้ผีอะไร มันมีแสงกลางคืนน่ะ ออกหากิน กลางคืน ฮะ ผีกระสือ เออ! ผีกระสือ นั่นน่ะ กลางคืนเป็นเวลาพักผ่อน เป็นเวลานอน มนุษย์เราส่วนใหญ่ปกตินี่ กลางวันทำงาน มันได้ออกพลังงาน แสดง ทำการงานไปแล้ว มันก็เมื่อย กลางคืนมันก็ต้องพัก เสร็จแล้วกลางคืนไม่พักแล้ว ง่อมๆไปแล้ว ถูกเขาหลอก เที่ยวไนท์คลับสนุกนะ บาร์ คอฟฟีช็อป ไปสิ ไปนั่งกรึ่ม แอร์เย็น ไปฟังดนตรี ฟังเพลง ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของอบายมุขทั้งนั้น นอกจากจะเที่ยวกลางคืนเป็นอบายมุขแล้วยังไม่พอ ยังไปหาอบายมุขใหม่แถมเข้าไปอีก ให้เสริมหนักเข้าไปอีกน่ะ อย่างนี้เป็นต้น เที่ยว กลางคืน คบมิตรชั่ว เกียจคร้าน อาตมาเน้นมากก็คือเรื่องเกียจคร้าน เป็นอบายมุขข้อที่ ทำให้มนุษย์ไม่เป็นมนุษย์ มนุษย์ต้องขยันหมั่นเพียร มนุษย์จะต้องเป็นผู้ที่ไม่งอมืองอเท้า ศาสนาโดนคนตู่ โดยเฉพาะศาสนาพุทธนี่ อาตมาขอป้องกันอย่างเด็ดขาด ใครมาตู่ว่า ศาสนาสอนให้คนงอมืองอเท้า ขี้เกียจ สันหลังยาว เบื้องต้น พระพุทธเจ้าก็สอนแล้วว่า อบายมุขก็คือเรื่องที่เหลวไหล เรื่องเลว เรื่องเลวชั้นต้น ขี้เกียจขี้คร้านเป็นอบายมุข เป็น ผีชั้นต่ำ ถ้าใครขี้เกียจขี้คร้าน จิตใจจิตวิญญาณขี้เกียจ ไม่สร้างสรร ไม่ใช่คนในศาสนา ไม่ใช่ผู้มีศีล ไม่ใช่ผู้มีธรรม ไม่ใช่ผู้มีพุทธ เป็นคนนอกศาสนา จะมาตู่ว่าศาสนาสอนให้คน งอมืองอเท้า ขี้เกียจ ขี้คร้าน ไม่พัฒนา ไม่จริงหรอก คนนั้นไม่เคยเรียนศาสนา ถ้าเรียน ศาสนา เบื้องต้นก็สอนแล้ว จะมาขี้เกียจได้ยังไง จะบอกว่าคนงอมืองอเท้า ไม่ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอน ธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ธรรมนั้นวินัยนั้นไม่ใช่ ของเราตถาคต นี่เป็นหลักในการที่ให้ไปเทียบเคียงว่า ธรรมใดเป็นของพระพุทธเจ้าหรือ เปล่า ถ้าบอกว่าเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน อย่ามาพูดกันว่าธรรมนั้นเป็นของเรา อย่ามา พูดว่าธรรมนั้นของพุทธศาสนา นี่เป็นหลักข้อหนึ่งอาตมายืนยันให้ฟัง พระพุทธเจ้าไม่เคยที่ จะมีสอนให้คนเกียจคร้าน งอมืองอเท้า ทำให้บ้านเมืองล่มจม ไม่พัฒนา ไม่มี ถ้าเรียนถูก เป็นสัมมาทิฐิ แล้วเข้าใจถูกทาง เข้าใจดีแล้ว คนเจริญ คนเจริญ สังคมเจริญ มนุษย์เจริญ ไม่ใช่ว่ามานั่งกินนอนกิน ทอดหุ่ย เอาเปรียบมนุษย์มนา ขี้โกง เอา เรียกว่าเอาปัญญาก็มี ปัญญาหลอกๆ หลอกเอาเปรียบเขาได้ ไอ้ยังงั้นมันไม่ใช่คุณธรรมนะ คุณธรรมของศาสนานั้น สอนให้คนเสียสละ สอนให้คนเสียเปรียบ บอกตรงๆ สอนให้คนเสียเปรียบ ทำ 100 เอา 5 อีก 95 ให้คนอื่นฟรีๆ นี่ศาสนาสอนยังงั้น ทำให้ได้มากๆ แล้วก็เจือจานแจกจ่าย เอ้า! ตอนนี้ค่อยๆเข้าไปหาจาคะน่ะ ค่อยๆอธิบายต่อเข้าไปหาจาคะ ผู้ใดเข้าใจศีลยังงี้แล้ว ไม่ ขี้เกียจขี้คร้าน เมื่อกี้อธิบายข้อสุดท้ายของอบายมุขแล้ว ก็ขอสืบเนื่องเข้าไปหาข้อจาคะ ผู้ใดทำได้มากแล้วก็จาคะ จาคะแปลว่าบริจาคนี่แหละ แปลว่าให้ทาน แปลว่า ให้เกื้อกูลผู้อื่น เกิดมาเราได้จาคะเขามั่ง บริจาคคนอื่นเขาบ้างไหม ถามตนเอง อนุสสติ มีสติระลึกตามรู้ ที่ว่าเราเองเคยมีจาคะบ้างไหม เคยทำทานบ้างไหม หรือมันจะเอาแต่ ของเขา จะหาทางใช้เลศใช้เล่ห์ ใช้กลเม็ด ใช้ปัญญา จะต้องหากำไรกับคนอื่น ตัวจะได้ มากๆๆ คิดหาแต่สร้างแต่ปัญญาแบบนี้ ปัญญาแบบนี้ที่พระพุทธเจ้าเบื่อหน่าย ฟังดีๆนะ ปัญญาที่ คิดแต่จะเอาเปรียบเขา หาทางที่จะได้กำไรแก่เขา ปัญญาแบบนี้ล่ะที่พระพุทธเจ้าเบื่อหน่าย มันไม่เห็นเข้าท่าเลย เรามามีปัญญาคิดว่า ทำยังไงเราจึงจะเสียสละให้คนอื่นได้มากๆ แหม! เท่เหลิอเกิน ถ้าใครพยายามจะมาสร้างสมปัญญาอย่างนี้ เท่เหลือเกิน ทันสมัย เหลือเกิน นำคนเหลือคน แต่ถ้าว่า ทำยังไงเราจะได้เปรียบเขา ทำยังไงเราถึงจะกำไร โบร๊าณ โบราณ เก๊า เก่า คนสมัยไหนก็คิดอย่างนี้ และเดี๋ยวนี้ก็ยังคิดอย่างนี้กันอยู่ เยอะแยะเต็มไปหมด ใช่มั้ย ทำยังไงเราจะได้เปรียบเขา ทำยังไงเราจะได้ลาภมากกว่า เขา ทำยังไงเราจะได้ยศมากกว่าเขา ใช่มั้ย เก่าแล้วละลุง เก่าจริงๆ ไม่ใช่ปัญญาอันทัน สมัย แต่ปัญญาของคนประเสริฐ ปัญญาของคนทันสมัยนั่น ทำอย่างไรเราจะเสียสละ ทำ อย่างไรเราจะเสียเปรียบให้แก่ผู้อื่นได้ เราจะไม่เอาเปรียบเขา แต่ถ้าจะเสียเปรียบให้ เขาก็อย่าให้เขาเคยตัว อย่าให้เขาได้เปรียบแล้วก็เลยกลายเป็นคนงอมืองอเท้า เลย กลายเป็นว่า เราเข้าไปทำคนให้คนๆนั้นเขากลายเป็นคนติดนิสัย เลยเป็นกรายมือ แบมือ แฮะๆ แงะๆ อย่างนี้ มันก็กลายเป็นคนเลว ทำให้คนในสังคมเสื่อมด้วย เราจะให้แก่เขา ได้ต่อเมื่อเขาเหมาะสม เช่น คนนี้ไม่มีกำลัง คนนี้ไม่มีปัญญา ค
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive