210815-19 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ แสดงโดย พ่อท่าน โพธิรัก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2521
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์480 KB
วันที่แก้ไข13 เมษายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

210815-19 ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ แสดงโดย พ่อท่านโพธิรักษ์

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ (ม้วนที่ 85) แสดงโดย พ่อท่านโพธิรักษ์ อาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม 2521

ตอน ลักษณะพุทธะ 5 ประการ ถ้าผู้นั้นไปมีตาหยาบๆ เขาอาจจะมองเห็นว่า โอย เราไม่เห็นได้แบกได้หาม ได้สร้างก้อนทอง ก้อนเพชร ได้สร้างกองวัตถุอะไรออกมาเลย ใช่ เราสร้างๆๆ สิ่งที่เป็นนามธรรม เน้นนามธรรม สร้างจิตวิญญาณ สร้างสิ่งที่สูง สร้างสิ่งที่ละเอียดสุขุมกว่านั้น เป็นผลผลิตของเรา เราสร้างนี้ คนมีตามองเห็น เออ นี่เขามีบทบาทการงาน การงานที่จะพยายามอบรมจิตวิญญาณ มนุษย์พยายามที่จะสร้าง เกิดการโน้มน้อมให้มนุษย์ เกิดการละโลภะ เกิดปัญญา เกิดความเห็นแจ้งถึงสาระของมนุษย์ มีผลผลิตอย่างจริงจัง เป็นกำลัง และมีผลแรง มีฤทธิ์พอเพียงที่จะไปทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปร ให้มนุษย์ปรับปรุงตนเองขึ้นมา เป็นมนุษย์ที่โลภะน้อย โทสะน้อย โมหะน้อย มีปัญญารู้แก่น รู้สาระของชีวิต รู้สภาพ รู้ความจริงที่ว่า ถ้าเขาจะเป็นไปอย่างนั้น มีอย่างนั้น มันไม่สันติอยู่ได้ มันไม่ภราดรภาพได้ เขาเองก็ทุกข์ คนอื่นก็ทุกข์ เป็นสภาพที่แปรเปลี่ยนให้เขาเห็นด้วยปัญญามาเป็นรูปร่างอย่างนี้ เรามีแรงผลิต เรามีแรงงานอันนี้ พลัง เป็นผู้ที่ไม่บกพร่อง ไม่อาพาธ อัปปาพาธัง อัปปาตังกัง ลหุฎฐานัง พลัง เป็นผู้ที่แสดงอยู่ อาหาร เป็นผู้ที่อยู่ มีอาหาระ ท่านเอง ก็มีอาหาระอยู่ ไม่มีโทษ ไม่มีภัย ไม่ทำให้ป่วยกาย ไม่ทำให้ป่วยใจ ไม่ทำให้อืดอาด แต่มีอาหารที่ทำให้ลหุฏฐานัง เบา ง่าย คล่องแคล่ว ปราดเปรียว มีอาหาร ท่านเองก็มีพลัง ท่านเองท่านก็ ผาสุวิหารัง เป็นอยู่ผาสุก มีความสุขทุกเมื่อ มีวิหารธรรม ผาสุก ทำการงานก็ผาสุก เหนื่อยกายก็ผาสุก ไม่มีเหนื่อยใจ กายมันเหนื่อยได้ จ่ายมากๆ ออกแรงมากๆ ประกอบมากๆ ก็เหนื่อย เปลี

อ่านต่อ

้ยเพลียได้ แต่ไม่เพลียใจเลย หมดเจตสิกทุกข์ ไม่ต้องบกพร่องในเจตสิกทุกข์ กายิกทุกข์จะถูกร้อน ถูกหนาว ถูกเย็น ที่คนเขาเห็นว่าเป็นทุกข์นั้น มันถูกทำปฏิกิริยา ทำลาย และจ่ายมาก ค่อยๆย่อย ค่อยๆเสื่อม ค่อยๆสลายออก จ่ายน้ำมาก แล้วดูซินั้น ปรุงแต่งมากๆ จนกระทั่ง จนมีสิ่งที่เป็นตะกอน เห็นเป็นเหงื่อ เห็นเป็นไคลตกออกมานี้ มันระเหยไม่ทัน เพราะปรุงมาก ปรุงแรง มันก็เลยมาตกตะกอนคั่งค้าง ก็เห็นเป็นเหงื่อ เป็นอะไรเหนียวหนอะออกมามีอยู่ มันก็มีจริง ไม่ประหลาดอะไร แต่ท่านทุกข์ไหม เจตสิกทุกข์จะมีไหม ไม่มี เจตสิกทุกข์ไม่มี กายิกทุกข์ก็พอเห็นได้ ยิ่งทำให้กายิกทุกข์ก็ไม่มีได้ ก็ยิ่งดี สะอาดสะอ้าน ก็เหมือนกะอย่างพระพุทธเจ้า เหงื่อไม่ออกง่าย ปรุงแต่งอย่างพอเหมาะพอสม แล้วก็มีการสลายตัว แล้วมีพลัง มีธาตุ มีอุณหธาตุ มีเตโช วาโย มีอะไรๆในธาตุของท่านสลายอะไรไป จ่ายอะไรไป อยู่ได้อย่างลักษณะดี แห้งเกราะพอดี หรือว่าชุ่มชื่นพอดี ไม่แห้งไป ไม่ชุ่มโชกเกินไป มีพลังของตัวธาตุต่างๆดี ธาตุขับดัน ธาตุหมุนเวียน ธาตุจ่าย ธาตุรับดี ในร่างกายสรีระก็ดี แข็งแรง จิตใจก็ดี โดยเฉพาะจิตใจเราพ้นทุกข์แล้ว ไม่มีเจตสิกทุกข์ เราจึงเป็นคนที่สบายแล้ว ความสุขก็มี ความประเสริฐก็มี การที่จะสร้างสรรอะไรต่ออะไร ก็ตู่ไม่ได้ ตู่เราไม่ได้จริงๆ และเราก็พยายามช่วยเหลือชาวโลกเขาอยู่ อย่างจริงๆ จึงเป็นมนุษย์ที่มันหมดสงสัย มันหมด มันมีการงาน มีสัมมาอาริยมรรคองค์ 8 ครบถ้วนบริบูรณ์ เป็นผู้มีความเห็น ขณะนี้กำลังแสดงสิ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิให้คุณเห็น พูดไปให้คุณเข้าใจได้ชัด ได้ถูกต้อง ลงร่องลงช่อง เข้าแนวตรงเป๋ง เห็นชัดเด่น ลึกซึ้ง คุณมีสัมมาทิฏฐิแล้ว บางทีคุณเข้าใจ ถึงทำยังไม่ได้ ก็พยายามมาฝึกปรือ บางคนเข้าใจทันที ทำได้ทันที ยิ่งเข้าใจลึก ยิ่งเข้าใจแม่น มันยิ่งง่าย ยิ่งง่าย ที่จะมาฝึก เพราะมันไม่มีอะไรขัด ไม่มีอะไรฝืน ไม่มีอะไรขวาง ไม่มีอุปาทานเหลือ หมดความสงสัย เข้าใจชัดเหลือเกิน จิตมันก็ยอมสิโรราบเลย มันง่าย มันไม่มีอะไรขัด แม้แต่จิตเราก็ไม่ขัดจิต ไอ้เรื่องรูปร่าง ยังไม่เชี่ยวชาญจะฝึกปรือด้วยมือ เอ้า ถ้าอย่างนั้น เราก็ทำกายให้เป็นอย่างนี้ ทำอิริยาบถ ให้เป็นอย่างนี้ ทำเหตุการณ์ ให้มันประกอบการอย่างนี้ ประกอบขึ้น สร้างขึ้น ยังไม่ได้ก็หัดฝึก แม้แต่สร้างในการพูด วาจา ให้พูดออกมาให้เป็นประโยชน์ ให้เป็นสัมมา มีปฏิภาณใช้ภาษา ใช้คำมาร้อยเรียง มีปฏิภาณเข้าใจตรงไหนก็เอามาร้อยตรงนั้น อะไรต่อมิอะไร มันยังไม่แคล่วคล่อง มันก็ไม่คล่องของคุณเอง มันยังขาดตกบกพร่องอยู่หน่อยๆ มันยังไม่บริบูรณ์ เป็นอัปปาตังกัง ตกๆหล่นๆบ้าง มันยังอาพาธ ทำไปตะกุกตะกัก เหมือนคนป่วย ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรงทำ ก็เอา ก็ตะกุกตะกัก แม้แต่คุณจะสร้างภาษาออกมา ก็ยังอัปปาพาธัง ก็ยังเหมือนคนป่วย ยังไม่คล่อง ไม่แคล่ว ไม่แข็งแรงเลย ทำกะชึกกะชักๆ หรือเป็นอัปปาตังกัง ทำไปก็ยัง เออ อาจจะดูเร็วดี ดูรื่นดี แต่ก็ยังขาดตกบกพร่องได้มากอยู่ ก็แล้วแต่ เป็นอัปปาตังกัง ขาดตกบกพร่อง ตกหล่น มีไม่ครบพร้อม ไม่บริบูรณ์ ลหุฏฐานัง อาจจะแคล่วคล่องได้จริง อาจจะดูมีกำลังวังชา ไม่เฉื่อย ไม่ชาน่ะ ดูท่านก็เบิกบานแจ่มใสผาสุกอยู่ ไม่เดือดไม่ร้อน มีการมีงานมากขนาดไหน เหน็ดเหนื่อยขนาดไหน ก็ยังเบิกบาน เหงื่อตกเต็ม ก็ยังเป็นผู้เบิกบานแจ่มใส เป็นผู้รู้ เป็นผู้เข้าใจ มีสติสัมปชัญญะตื่นโพลง ไม่มีเป็นคนหดหู่ห่อเหี่ยว อย่างนี้ เป็นแนวโน้ม เป็นทิศทางที่คนเจริญ เพราะฉะนั้นในอาหารทั้ง 4 ลักษณะของผู้ที่มี อาหารเอโก นี้ ไม่ใช่อาหาร ครั้งเดียว มื้อเดียวหยาบๆที่อธิบายแบบโลกๆ เอโก คำนี้ เป็นอาหารเอโกธรรม เอโกธรรมะ อธิบายสอดคล้องกันขยายให้เห็นว่า แม้แต่ภาษาบาลีตัวเดียวกัน อธิบายมาเป็นนามธรรมอันลึกซึ้งอย่างนี้ก็ได้ จะอธิบายมาเป็นอาหารหยาบก็ได้ ถ้ากินมื้อเดียวเป็นอย่างไร ไม่เป็นโรค กินมื้อเดียว ไม่บกพร่องอะไรแล้ว กินมื้อเดียวแล้ว เบากาย เบาใจ กินมื้อเดียวแล้ว มีกำลังวังชา กินมื้อเดียว เป็นอยู่ผาสุกก็ได้ อธิบายแค่นั้นก็ได้ เป็นแบบรูป มันไม่ขัดกัน รูปกับนาม ลงตัวกันพอเหมาะพอสมหมด ถ้าเรามีปัญญาถึง มีปัญญาพร้อม นี่อธิบายแม้แต่กินมื้อเดียว คำว่ากินมื้อเดียว หรือได้รับอาหารเดียว ไม่ใช่เอาแต่ว่ามื้อด้วยซ้ำ อาหารเดียวกันทุกคน ได้รับอาหารเดียวกันนี้ จะเป็นผู้ที่มีอัปปาพาธัง อัปปาตังกัง ลหุฏฐานัง พลัง ผาสุวิหารัง เหมือนกันหมด อาหารอะไร เป็นธรรมาหาร เป็นอาหารสัปปายะ ที่เป็นธรรมสัปปายะ เป็นธรรมะที่เจริญ ความเจริญ ก็คือการไม่บกพร่องกาย ไม่บกพร่องใจ แคล่วคล่อง ว่องไว ไม่ใช่มนุษย์เฉื่อยชาๆ เซื่องซึม ไม่ใช่ เพราะตอนนี้ เราปรับปรุงอย่าให้เซื่องซึมๆ อย่าเอาแต่แช่นิ่ง เฉื่อยๆ แนวโน้มศาสนาของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่แนวโน้มไปหาความเฉื่อย ความเซื่องซึม ตกถีนมิทธะ ตกนี้แหละ กุกสีตะ โกสัชชะ เซื่องซึม เกียจคร้าน เฉื่อย ไม่ใช่ ไอ้พวกนั้น เป็นอกุศลน่ะ เซื่องซึม เฉื่อยชา ถีนมิทธะ จมหยุดๆ จิตประเภทหยุด ไม่เข้าท่าน่า ถ้าหยุดกิเลส ยิ่งหยุดกิเลสยิ่งคล่อง ไม่มีอะไรขัด มันก็ยิ่งวิ่งซิ หยุดกิเลส ตัวกิเลสนี้คือ ตัวต้านทาน ขัด หลุด กิเลสหลุดปุ๊ด โอ้โฮ หมุนจี๋เลย คล่องแรงหมุนที่เกิดพลัง แรงหมุนที่เบา ลหุฏฐานัง เพราะกิเลสมันขัด จึงหนัก ตื้อ ตื้อ เวลาคุณง่วงลงไป มันตื้อไหม หนักไหม หือ หนักไหม ทำไมชอบทำหนักๆ เล่าหือ นี่ต้องใช้ปัญญา ที่ท้วง ที่ทักนี้ พยายามใช้อุบาย ในการที่จะขยายให้คุณรู้สึก ให้คุณเข้าใจ ความรู้สึกเรารู้น่ะ ผมว่าผมพูดอย่างนี้ พวกคุณก็คงรู้ หลายคนก็คงเข้าใจ มันหนัก หนึบๆ หนับๆ ถ่วงๆ เราจะมาเป็นลหุฏฐานัง เบากาย เบาใจ มันคล่องแคล่ว เนือยๆ มันเนือกเนือย หนืดๆ มันทำไมไม่ยิ้มเชียวน่ะ ท่านชินธโรเป็นอย่างไรละ เมื่อกี้นี้เหลือกๆ เข็นเรือเกลือ ใช่ไหม ใช่ครับ เข็นเรือเกลือ ลหุฏฐานัง เราต้องเป็นอยู่ อาหาระ ที่จริง หรติ หรือ หารติ แปลว่าอยู่ เราจะต้องอยู่ อยู่อย่างเป็นผู้เบา ผู้มีอาหาระ เป็นผู้อยู่อย่างลหุฏฐานัง เวลาไหนก็ตาม แม้เราไม่ได้นอนร้อยคืน เราก็จะอยู่อย่างลหุฏฐานัง เรื่องอะไรเราจะไปอยู่อย่างหนืดๆ ถ้าเราจำเป็นจะอยู่อย่างตื่นก็ตื่น อะไรเวลาพอเหมาะพอสม จะหลับก็หลับ ที่จำเป็นจะตื่นก็ตื่น ยกตัวอย่างหยาบๆแรงๆ ที่จริง ใครจะมานั่งอยู่ 100 คืน โดยที่ไม่ต้องนอน ง่วงจะตาย ไม่ให้นอน ก็ไม่ใช่หรอก ก็ได้พัก ได้ผ่อน ได้พัก ได้เพียร พอสมควร พอเหมาะ เพราะอันนั้นจึงเห็นได้ชัด เพราะอันนั้นมันตัวกิเลสดึงเรา เราสู้กิ เลสไม่ได้ กิเลสมันขวางไว้เรื่อย ไม่เอา มันหน่วง มันเสียบ มันขัด เปรี้ยงออกไป แหม โล่งเลย แหม่ ดีเลย โล่งโปร่ง โล่งไหม ตอนนี้ รู้สึกหนักหรือเบากว่าเก่า ตอนนี้ เบากว่าเมื่อกี้ใช่ไหม เมื่อกี้เห็นเข็นอืดๆ หนักแน่เลย ก็เห็นใจอยู่เหมือนกันนะ เห็นทั้งใจ เห็นทั้งรูป ออกมาทั้งรูปให้เห็นด้วย โอ้โฮ! เข็นเหยงๆเลย อืดๆ แหม เข็นเหยงเลย เราปรับปรุงอันนี้กัน โดยพยายามใช้ทำใจ ทำในใจให้ดี ใช้ปัญญาเข้าไปล้าง เข้าไปอ่านด้วย ก็ถามย้ำถาม คุณนอนไม่พอหรือ ถ้านอนไม่พอ ทุ่มหนึ่ง สองทุ่ม รีบนอน ก็เขาตื่นตี 3 เขาก็รู้กันอยู่แล้ว นอนๆให้พอเหมาะ ก็มันไม่พอ มันก็จะยังเสพจัด เสพมากอยู่นี้ มันไม่อิ่มไม่พอ มันยังตะกละจะนอนตั้งหลายชั่วโมง นอนซิ เขาไม่ห้ามอะไร นอกจากบางคราว ที่มีงานเร่ง อีกหน่อย ก็ขอร้องกันบ้าง ธรรมดาก็ไม่ได้มีงานชุก ขอร้องกัน อะไรกัน จนกระทั่ง ทุ่มหนึ่งสองทุ่ม โดยเฉพาะกลางคืนนี่ อาตมาแน่ใจว่า ได้พยายามเข้าใจ และพยายามจัดสรร แม้แต่ทำงาน หรือแม้จะเป็นอยู่กันนี่ ไม่ได้ทารุณโหดร้ายอะไร ถึงเวลากลางคืนก็บอกว่า อ้าว นอนเถอะ ถ้าคุณจะใส่ซอง จะทำ จะฝึก จะฝืน อ้าวไม่เป็นไรหรอก จะนอนสามทุ่ม สี่ทุ่ม ห้าทุ่ม เพราะทำงาน ถือว่าเป็นงานไปด้วย ฝึกปรือตนไปด้วย ก็เอา แต่ก็เปรยบอกกันนา นอนพักผ่อนเถอะ สองทุ่ม สามทุ่ม ก็บอก เพราะฉะนั้นก็ตัดสิน ไม่ใช่บังคับ ตามปัญญา และอยากฝึกปรือ อยากปฏิเสวนะ อยากเสพคุ้น อย่างนี้จะได้ ทำไมพักผ่อนแค่นี้ไม่พอ พระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง อาริยเจ้าเป็นตัวอย่าง คนนั้นคนนี้ ถึงแม้ยังไง ความผอมของคุณก็ไม่ได้บอก คุณไม่ได้ผอมแห้งแรงน้อย โหยเหี่ยว สุขภาพทรุดโทรม เปล่าหรอก มันไม่เป็นอยู่แล้ว มันมีแต่กิเลสเท่านั้น หนักเข้าบวม ทีนี้แหละ อ้วนท้วนๆ อ้วนเป่ง อ้วนบวมน่ะ ประเดี๋ยวก็หนักเข้า มันจะเป็นจริงๆ แต่ขนาดนี่ ก็ดีแล้ว ก็แสดงว่าคุณไม่ได้ขาดตกบกพร่องอะไร หัดฝึกจิตอีก เกลามัน ปฏิเสวนามันใหม่ ก็เพื่อต่อสู้ไอ้กิเลส อย่าตามใจมัน ถึงตามใจมัน มันยิ่งอ้วน มันยิ่งได้ใจ มันจึงต้องมีการขัดฝืน ต้องมีการใช้ปัญญาล้างให้เห็นแจ้ง เห็นจริง เข้าใจชัดๆๆๆ มันก็เป็นได้ มันก็จริงได้น่ะ ฉะนั้นเรื่องของเรานี้ ในขณะนี่มันรู้จุดสบายแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปโป เรายังไม่เข้าใจ เรายังมีธาตุที่อยากได้ติดหยุดๆๆ มีเดียรถีย์ ติดอะไรหน่อยๆ อยู่นี่ มันก็เลยดึงเราให้เฉื่อยๆชาๆ ทีนี้พอเรามาทำงานได้ ก็กระปรี้กระเปร่าดี ทีนี้มันจะหยุดหรือจะพัก วุฏฐานะ กลับไปกลับมา จะหยุดได้ ก็หยุดได้อย่างพอดี ตื่นได้ดีสบาย มันเหมือนไม่มีอะไรขัด ตื่นก็ตื่น หลับก็หลับ จะพักก็พัก ขนาดนี่ก็ขนาดนี่ พักขนาดนี่ พักตามเวลา พักตามขนาด พอได้ขนาดนี้ ก็อยู่ ได้เวลาก็ตื่นๆ ก็ตื่น เป็นคนตื่น ไม่ต้องให้ไอ้หลับมาแทรกอะไรนี่ ก็ต้องพยายามฝึกปรือ ยาก ผมเองก็ยาก ผมเองนี้ บางทีเมื่อยๆ ไม่มีกำลังที่จะทัดทาน บางทีก็เอาเหมือนกัน วูบๆวีบๆ ก็รู้ว่าข้อ บกพร่องของตน ต้องพยายามแก้ไขนา ต้องปรับปรุงให้มันมาสู่จุดที่เป็นคำอธิบาย พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นธรรมวินัย เป็นลักษณะทฤษฎี ทำเป็นโน้มน้อม อย่างนี้ เราแม้แต่ภาษาสั้นๆ อุเทศ อัปปาพาธัง อัปปาตังกัง ลหุฏฐานัง พลัง ผาสุวิหารัง อย่างนี้ ก็เป็นสิ่งที่ขยายอธิบายให้คุณเข้าใจได้ มีทิศทางอย่างไร มีแนวโน้มอย่างไร ไปสู่จุดนี้แล้ว ดีอย่างไรก็อธิบายให้ฟังแล้ว มันเป็นทั้งประโยชน์ มันเป็นทั้งความสบาย เป็นสิ่งที่เจริญสูงสุดของมนุษย์ เราก็จะไปสู่จุดอันนี้กันได้ เพราะฉะนั้นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสก็ตาม เราละได้แล้ว เราก็จะไม่ได้มานั่งติดตัวที่ไม่คล่องแคล่ว ตัวที่อืดๆเป็นกุกสีตะ โกสัชชะ ถีนมิทธะ อะไรนี่ เฉื่อยๆเนือยๆ เซื่องๆซึมๆ เผลอไม่ได้ ถ้าติดเครื่องก็เร่งหน่อย วิ่ง มีงานมีการ มีโน่นมีนี่ พอให้หยุดหน่อยแล้วเอียง มันไม่วุฏฐาน วุฏฐานะเรายังไม่เก่ง เราจะต้องมาสร้างสมาธิสสวุฏฐาน คือ เราเป็นอันนี้ได้ แล้วเราก็จะให้มาเป็นอันนี้ เรามาคุมไม่ได้ พอเอียงไปนิด เอียงไปเรื่อยเลย มันไม่มีตัวหยุด ตัวปัก เพราะฉะนั้นเราจะต้องย้อนๆมันเรื่อยๆ วุฏฐานะ นี่ ลักษณะปฏินิสสัคคะ สลัดคืน ย้อน พอมาอย่างนี้ เราก็รู้ ตั้งแล้วมันจะไปเลยเถิด ไม่เอาน่า รู้ที่จบที่หยุดๆ อ้าว หยุดให้ได้ หยุดอยู่ให้ได้ อย่างแข็งแรง อย่างมีกำลัง ถ้าจะปักลงไปเป็นกัลลิตะ ตัวนี่ ก็ให้เป็นไปอย่างนี้ ที่นี่ เราไม่ได้ตัวนี้ พอมาตัวนี้ โน้มเอนมานี่ มาถึงตัวนี้ มาทิศนี้น่ะ มันไม่อยู่ มันเลยไป ดึงกระชากไม่กลับ ยากๆๆนี้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องทำอันนี้ ให้เป็นได้ และเป็นได้ แม้จะเปลี่ยนอันนี้ ก็เปลี่ยนได้ทันที แคล่วคล่องว่องไว ได้ทุกสัดส่วน ได้ทุกขนาด ได้ทุกระดับ เป็นสมาธิ สมาธิสสโคจร จะเป็นไปอย่างไร เป็นไปได้หมด เก่ง เป็นสมาธิสสโคจร โคจระ แปลว่า เป็นไป ดำเนินไป ดำเนินอย่างหยุด ดำเนินอย่างเดิน ดำเนินอย่างวิ่ง ดำเนินอย่างมีบทบาทแรงเร็ว ดำเนินอย่างมีบทบาท หยุด ก็ดำเนินได้ทุกบทบาท อาว เอาละ วันนี้

ถอดเทปโดย : นาย ยงยุทธ ใจคุณ ตรวจทาน 1 โดย : สม. ปราณี 28 ต.ค.30 พิมพ์โดย : สม. นัยนา ตรวจทาน 2 โดย : อนงค์ศรี เบญจโศภิษฐ์ 29 ก.ย.33

ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ เรื่อง เครื่องล่าม 5 อย่างทางใจ ทำวัตรเช้า ณ พุทธสถานสันติอโศก วัน พุธที่ 16 สิงหาคม 2521 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์

อ้าว เรามาทำวัตรกันต่อ ทีนี้ สูตรต่อมาในนี้ว่าถึง ผู้ที่ถูกล่ามๆ ความหมายมันก็หมายความว่า ผู้ที่ไม่ก้าวหน้า และเหมือนกับถูกล่ามโซ่ไว้ ไม่ได้เจริญ ไม่ได้ ไม่ผุด ไม่โผล่ หรือไม่เกิดแล้ว คล้ายๆอย่างนั้น เรียกว่าดักดาน หรือว่าถูกดึง ถูกเกี่ยวเกาะเอาไว้ ถูกล่าม ลองฟังดู มีอะไรบ้าง อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย บรรพชิตรูปใด จะเป็นภิกษุ หรือภิกษุณี ก็ตาม ยังตัดเครื่องล่ามทางใจ 5 อย่าง ให้ขาดออกไปไม่ได้แล้ว คืนวันของบรรพชิตรูปนั้น ย่อมผ่านไป โดยหวังได้แต่ความเสื่อม ในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความเจริญมิได้ เครื่องล่ามทางใจ 5 อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในกรณีนี้ ยังเป็นผู้มีความกำหนัดในกามทั้งหลาย ยังมีความพอใจ มีความรัก มีความกระหาย มีความเร่าร้อน มีความทะยานอยากในกามทั้งหลาย ภิกษุใดเป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส เพื่อความเพียรทำให้เนืองๆ เพื่อความเพียรอันติดต่อกัน และเพื่อความเพียรเป็นหลักมั่นคง จิตของผู้ใดไม่น้อมไป ในความเพียรดังกล่าวนี้ นั่นแหละ เป็นเครื่องล่ามทางใจอย่างที่ 1 ซึ่งเธอยังตัดให้ขาดออกยังไม่ได้ ภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุยังเป็นผู้มีความกำหนัดในกาย และเหมือนกัน ความทั้งหลาย ยังมีความพอใจ ยังมีความรัก มีความกระหาย มีความเร่าร้อน มีความทะยานอยาก ในกายทั้งหลาย ภิกษุใดเป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรอันเป็นเครื่องเผากิเลส เพื่อความเพียรทำให้เนืองๆ เพื่อความเพียรอันติดต่อกัน เพื่อความเพียรอันเป็นหลักมั่นคง จิตของผู้ใด ไม่น้อมไปในความเพียรดังกล่าวนี้ นั่นแหละ เป็นเครื่องล่ามทางใจ อย่างที่ 1 ซึ่งเธอยังตัดให้ขาดออกไม่ได้ ภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุยังเป็นผู้มีความกำหนัดในรูป และก็ต่อไปเหมือนกัน ในรูปทั้งหลาย ยังมีความพอใจ มีความรัก มีความกระหาย เหมือนกันหมด จนกระทั่งถึงนั่นแหละ เป็นเครื่องล่ามใจอย่างที่ 3 ซึ่งเธอยังตัดให้ขาดออกไม่ได้ นี้เป็นข้อที่ 3 ภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุได้ฉันอาหารเต็มท้องตามประสาแล้ว ก็มัวหาความสุขในการหลับ หาความสุขในการเอนกายเล่น หาความสุขในการนอนซบเซา ไม่อยากลุกขึ้น แล้วต่อจากนั้น ก็ยังมีความพอใจ มีความรัก มีความกระหาย มีความเร่าร้อน ทะยานอยากในการนอน อะไรอย่างนี้ นั่นแหละ เป็นเครื่องล่ามทาง ใจ อย่างที่ 4 ซึ่งเธอยังตัดไม่ขาด ออกไม่ได้ ภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ โดยตั้งความปรารถนาเพื่อเป็นเทวดาพวกใดพวกหนึ่งว่าเราจักเป็นเทวดา ผู้มีศักดาใหญ่ หรือเป็นเทวดาผู้มีศักดาน้อยชนิดใดชนิดหนึ่ง ด้วยศีลนี้ ด้วยวัตรนี้ ด้วยตบะนี้ หรือด้วยพรหมจรรย์นี้ ดั่งนี้ ภิกษุใดเป็นดังกล่าวนี้ จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส เพื่อความเพียรทำให้เนืองๆ เพื่อความเพียรอันติดต่อกัน และเพื่อความเพียรอันเป็นหลักมั่นคง จิตของผู้ใด ไม่น้อมไปในความเพียรดังกล่าวนี้ นั่นแหละเป็นเครื่องล่ามทางใจ อย่างที่ 5 ซึ่งเธอยังตัดให้ขาดออกไม่ได้ ภิกษุทั้งหลาย บรรพชิตรูปใด จะเป็นภิกษุ หรือภิกษุณี ก็ตาม ยังตัดเครื่องล่ามทางใจ 5 อย่าง ให้ขาดออกไม่ได้แล้ว คืนวันของบรรพชิตรูปนั้น ย่อมผ่านไป โดยหวังได้แต่ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว หาความเจริญมิได้ เช่นเดียวกัน คืนวันแห่งดวงจันทร์ เวลาข้างแรม ดวงจันทร์นั้น โดยสีก็ไม่แจ่มกระจ่าง โดยวงกลดก็เล็กแคบเข้า โดยรัศมีก็เสื่อมลง โดยขนาดก็หดเล็กลง ฉันใดก็ฉันนั้นแล เอา เราฟังดู ก็พอเข้าใจได้แล้วว่า ผู้ที่ยังมีกาม ยังมีความกำหนัดในกาม กำหนัดในกาย กำหนัดในรูป แล้วก็เป็นผู้ที่หลงในความหลับ ตกถีนมิทธะ ไม่ใช่ย่อยๆนะ ร้ายแรงแล้ว ระวัง แล้วก็เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ โดยตั้งความปรารถนาเพื่อเป็นเทวดาพวกใดพวกหนึ่ง อันนี้เป็นจุดละเอียดสุด หมายความว่า ไม่ทำลายอัตตาเป็นอันท้าย อันปลายที่รวมยอด 5 อย่างนี้ เราจะต้องรู้สภาวะจริงๆ ตัวเราเองมีอะไร อย่างไร หรือไม่ เราจะต้องพยายาม เทียบเคียง พยายามที่จะสอดส่อง เล่าเรียนศึกษา เราประมาทไม่ได้ เราจะประมาท จนกระทั่งแม้แต่ส่วนละเอียด พอบอกว่ากาม เราก็ต้องรู้ละเอียด ไปจนกระทั่งกามตั้งแต่หยาบๆ ไปจนกระทั่งถึงละเอียด มีอารมณ์ มีสภาพเล็กน้อย สุขุมประณีต เราก็จะต้องรู้ในกาม ที่มันเหลือเศษ ทีนี้ กำหนัดในกาย หรือกำหนัดในรูป ต่อมา 2 ข้อนั้น สภาพกำหนัดในกาย สภาพกำหนัดในรูป ถ้าเผื่อว่าเราฟังเผินๆ เราก็จะเข้าใจยากอยู่เหมือนกันว่า เป็นความกำหนัดในกาย มีความพอใจในกาย ถ้าให้มันง่ายจริงๆเลย มันก็พอเข้าใจได้ว่า เรายังหลงใหลกายของเรา เอาเนื้อหนังมังสามาอธิบาย เพราะว่า ภาษาไทยของเราว่า กาย คือเนื้อหนังมังสานี้ กำหนัดในกาย ก็เข้าใจได้ ถ้าจะเอาแค่นั้น กำหนัดในกายนี้แล้วก็ติดกาย ติดเนื้อนี้ มันก็ของหยาบๆ ซึ่งเราก็พอคงเข้าใจแล้วว่า แค่นี้ กำหนัดรักใคร่ มีความรัก มีความกระหาย เร่าร้อน ในเรื่องแค่ติดเนื้อ ติดหนังแค่นี้ก็ได้ มีความหมายเป็นนามธรรม ละเอียดเข้าไปกว่ากาย คือเราไปหลงใหลอะไรก็ตาม เป็นสภาพที่ความประชุมเข้าเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เมื่อความประชุมเข้าเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้แต่เราบอกว่า เราห่วงหมู่นี้ เราชาวอโศก เรากำหนัดรักใคร่ ไม่อยากแยก ไม่อยากแตก ไม่อยากที่จะจากพรากไปไหน กำหนัดรักใคร่กันแรงๆ มีจิตใจกระหาย เร่าร้อน ทะยานอยาก หรือว่ามีความพอใจ เป็นความพอใจและรัก สภาพจิตที่มันมีอารมณ์ติดยึด สมมุติว่าหมู่นี้หรือว่าจะเป็นความประชุมของ ที่จริงเป็นนามธรรมนะ แต่มีรูปธรรมประกอบ อย่างเราบอกว่า หมู่ชาวอโศกนี้ หรือว่า สิ่งที่หยาบกว่านั้น ไม่ใช่หมู่อันนี้หรอก เป็นอารมณ์ๆต่ำ ไม่ใช่หยาบหรอก จะว่า ก็หยาบเหมือนกัน เป็นอารมณ์ต่ำๆ เป็นความประชุมของอารมณ์ สภาพอยู่ในจิตของเรา เป็นอารมณ์อยากในอย่างนั้น อย่างนี้ๆ อย่างนั้น เรากำหนดเป็นอุปาทานเอาไว้ เป็นความประชุมในอารมณ์ จะต้องมีสภาพอย่างนั้นอย่างนี้อะไรต่างๆนี่ เมื่อเราไปติดสภาพกายะ หรือกาโย ความประชุมในนามธรรม จะเอารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เข้าไปอธิบายเลยก็ได้ แต่ต่อมานี่ ท่านมีอีกข้อ 1 เรื่องรูป เดี๋ยวจะอธิบายเรื่องรูปออกไปอีก เป็นความประชุมอยู่ในจิตของเราอย่างนั้น แล้วเราก็ไม่เข้าใจ ไม่มีปัญญารู้ลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นหลักลักษณะที่เราเอง ยังติดรักพอใจกระหายต้องการ มีความกระหาย มีความต้องการ อยากได้ อยากเป็น อยากมีอะไรก็แล้วแต่ อย่างนั้นอยู่ เพราะฉะนั้น สิ่งใดก็แล้วแต่ในโลกนี้ ที่จริงมันเป็นความประชุมทั้งนั้น มัน เหลืออยู่ ไม่ใช่สูญ ไม่ใช่สุญญตา มันก็เป็นการประชุมทั้งนั้น เราจึงจะต้องศึกษารู้เท่าทันความจริงตามความเป็นจริงว่า เป็นสมมุติสัจจะที่พึ่งพาอาศัย สภาพนั้นก็เป็นการประชุมของอันนั้นอย่างนั้น สภาพอันนี้ก็เป็นการประชุมอันนี้ของอย่างนี้ ไปจนกระทั่งเรารู้ว่า มันเล็กลงๆๆๆ เราไม่ได้ติดยึดอะไร เรารู้ความจริงในอะไรแล้ว ว่าอาศัยไปอย่างนั้น แม้แต่สภาพที่เราเรียกว่ากามชัดๆหยาบๆ จนกระทั่งมาถึงว่า สิ่งที่เกิดประชุมขึ้นมา จนกระทั่งไปถึงนามธรรม เป็นภวตัณหา ไม่ใช่กามตัณหาเท่านั้น จนกระทั่งถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมละเอียดเข้าๆ ภวตัณหาละเอียดไปจนถึงอัตตา จนกระทั่งไปถึงสภาพของสิ่งที่เป็น สุดท้ายมันต้องไม่เหลืออะไรเลย เป็นสุญญตา ไม่มีอะไรประชุมอยู่ สุญญตาจึงจะเรียกว่า เป็นผู้ที่ถึงจุด เมื่อถึงสุญญตาแล้ว แท้จริงแล้ว ถ้าสุญญตาก็ยังเป็นสภาพของ ถ้าว่าไปแล้วเป็นเทวดาอย่างหนึ่ง หรือเป็นพรหม หรือเป็นอสัญญีพรหม หรือว่าเป็นอะไรแล้วแต่ เป็นสภาพพรหมอย่างหนึ่ง เป็นสภาพที่เป็นความรู้สึก เป็นสภาพของพรหม จุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งก็เคยเรียนมาตั้ง 20 จุด ที่แยกความหมายออกเป็นพรหม 20 อย่าง ก็เป็นเทวดา อันนี้ก็ขอ อธิบายเลยเข้าไป ขยายความไล่ไปโดยพิสดาร เพราะฉะนั้นความหมายของการประชุมนี้มีหยาบ จนกระทั่งละเอียดไปประสมประสานกับสิ่งเหล่านั้น แท้จริงก็เหมือนกาม เรายังปรารถนาใคร่อยาก ยังมีความกระหาย ยังมีความทะเยอทะยานอยากต่างๆ ล้วนแล้วแต่เรียกว่า กาม เป็นความใคร่ เพราะฉะนั้นของหยาบที่เราเข้าใจกัน ตั้งแต่ว่ากาม ก็หมายถึงเราทุกๆคน อย่างที่พวกพื้นๆนอกๆ เขาก็นึกแต่ว่า เรื่องผู้หญิง ผู้ชาย อย่างนั้นก็เป็นความหมายของฐานะ ผู้ที่เข้าใจหยาบก็ใช่ และรวมไปถึงกามที่ละเอียด มาถึงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆ ไล่ละเอียดไป จนกระทั่งก็อะไร มันก็เป็นความใคร่นั้นแหละ มันเป็นอารมณ์อย่างนั้น ทีนี้ เราก็มามีความหมายเพิ่มเข้าไปอีก มาถึงกาย ซึ่งกำหนัดในกายนี้ ก็เป็นการประชุมของขั้นหยาบๆ แม้แต่จะอธิบายซ้ำ เป็นเชิงของกาม เป็นเชิงของสภาพ ที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเรา สัมผัสได้ทุกสัดส่วน แล้วก็เป็นความประชุมอย่างนั้นๆๆ ตั้งแต่เป็นของหยาบ จนกระทั่งถึงนามกาย จนกระทั่งความประชุมด้าน นามธรรม หรือนามกาย เป็นอารมณ์ของจิต อย่างที่ยกตัวอย่างแล้ว แล้วก็ไปจนกระทั่งถึงสุญญตา ก็จะต้องเข้าใจ ไล่เรียงลงไป แต่ทีนี้ อีกอย่างหนึ่ง ผู้กำหนัดในรูปๆ รูปอันนี้ ถ้าเผื่อว่า ผู้ที่จะตีความหรือว่าจะทำความหมายว่ารูปคือสิ่งที่ รูปคือรูปอีกสิ่งหนึ่ง ที่มันมีความรู้สึก ถ้านามก็เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ที่เป็นสิ่งรู้สึก ก็หมายความว่า เรายังปรารถนาอะไรอีกสิ่งหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีความรู้สึกตามที่เขาหมายก็เอาก็เป็นสิ่ง 2 เป็นสิ่งต่างหากจากจิตวิญญาณของเรา ตัวอารมณ์หรือตัวจิตวิญญาณของเรา เป็นตัวที่เกิดกิเลสต่างหาก เป็นตัวที่เกิดกำหนัด รักใคร่ มีความกำหนัดในรูป มีจิตน้ัน แหละ เป็นตัวกำหนัด กับสิ่งอีกสิ่งหนึ่ง เราก็เข้าใจให้ชัดเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเรามีปัญญา มีอธิปัญญาเข้าไปรู้อีกสิ่งๆหนึ่งนั้น เรารู้ได้ สิ่งนั้นก็เป็นรูปต่างหาก ตั้งแต่หยาบมาเลย ตั้งแต่หยาบเป็นวัตถุลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรแล้วแต่ หรือแม้แต่เป็นอารมณ์โลกียสุขทุกๆอย่าง เป็นสิ่งที่ถูกรู้ เป็นสิ่งๆหนึ่งประกอบกันร่วมสังขารธรรม คือจิตนั้นอันหนึ่ง และก็อีกสิ่งหนึ่งก็คือ จิตของเราไปสัมพันธ์ ไปร่วมสัมพันธ์รักใคร่ กำหนัด สยบเมาหมกอะไรอยู่ ก็แล้วแต่ หรือกระหาย อยากใคร่ ทะยานอยากอยู่ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นความหมายมีนัยคล้ายกัน แต่ว่ามีเชิงอธิบายบอกให้รู้สภาพตามนัย ถ้าผู้ใดเข้าใจแล้ว อันไหนอันหนึ่งข้อเดียว ก็คือย่นย่อลงมาเหลือรูปกับนาม ถ้านามเรายังมีสภาพกำหนัดใคร่หรืออยากอยู่เป็นตัณหา เราอธิบายกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็คือว่าเป็นสภาพลึกซึ้งละเอียดเข้าไปอีก แต่เขาอธิบายวิภวตัณหากันแค่ปฏิเสธ หรือไม่ เป็นสภาพที่ไม่ชอบ ที่ตีกลับว่าถ้าเราชอบ แล้วมันเป็นตัณหา ไม่ว่าตัณหาตั้งแต่กามไปถึงภพภวจิต ละเอียดไปจนกระทั่งไล่ไป ทีนี้แม้แต่ไม่ต้องการแล้วยังมาผลักไสอีก เป็นสภาพตีกลับมันก็ไม่กลาง มีรัก มีชัง หมดรัก แล้วก็ชัง มันก็เป็นตัณหาเป็นทุกข์ อธิบายอย่างน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน