210628 อนุสสติ 10 ครั้งที่ 5 วัดพระแก้ว โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม.docx
เนื้อหาในไฟล์
210628 อนุสสติ 10 (ตอน 1-2) ครั้งที่ 5-6 วัดพระแก้ว โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หมายเหตุ : ไปที่หน้า อนุสสติ 10 (ตอน 2)
อนุสสติ 10 (ตอน 1) ครั้งที่ 5 วัดพระแก้ว โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ 28 มิถุนายน 2521
เจริญธรรม ญาติโยมทั้งหลาย ในวาระนี้ อาตมาก็ได้มาพบกับญาติโยมที่นี่อีก อาตมาเพิ่งเคยมาในวันธรรมดาเป็นครั้งแรก คงจะมีหลายคนที่มาที่นี่ในวันธรรมดา อาตมาเคยมาเทศน์ที่นี่แต่เฉพาะวันอาทิตย์ทุกที แม้วันพระก็ไปเจอเอาวันอาทิตย์ตามที่เคย สำหรับวันนี้เป็นวันธรรมดา อาจจะมีผู้ใหม่ ผู้ที่ไม่เคยฟังธรรมของอาตมาก็ได้ ก็ตั้งใจฟังดู อาตมาออกจะเป็นพระที่แปลกๆ หลายอย่าง ก็อย่าเพิ่งไปคิดว่า สิ่งแปลกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรม อานิสงส์ในการฟังธรรม 5 : ถ้าว่ากันจริงแล้ว อานิสงส์ในการฟังธรรมนั้น ผู้ใดได้รับสิ่งแปลก ผู้ใดได้รับสิ่งใหม่เป็นอุฏฐานะ สิ่งนั้นแหละเป็นอานิสงส์ ถ้าเราฟังแล้วฟังเล่า มีแต่สิ่งซ้ำซาก มีแต่สิ่งเฉยๆ ฟังแล้วก็อยู่เท่าเก่า ไม่มีอะไรเรืองปัญญา ไม่มีอะไรเกิดให้เราได้ข้อคิด หรือไม่ได้ซาบซึ้ง ได้เพิ่มความรู้ขึ้นเลย อย่างนั้นฟังธรรมก็ไร้อานิสงส์ ไร้ปัญญา ไร้ความรู้ ไม่เกิดอานิสงส์ในการฟังธรรมเลย อานิสงส์ในการฟังธรรม 5 1. ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) 2. เข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว (สุตั้ง ปริโยทาเปติ) 3. บรรเทาความสงสัยเสียได้ (กังขัง วิหนติ) 4. ทําความเห็นได้ถูกตรง (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) 5. จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส (จิตตมัลละ ปสีทติ) (พระไตรปิฎก เล่ม 22 “ธัมมัสสวนสูตร” ข้อ 202)
เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าฟังแล้ว มันเกิดแปลกเกิดใหม่ เกิดว่า เอ๊อ! สิ่งนี้ไม่เคยได้ยินก็ได้ยินหนอ อย่างนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 1
อ่านต่อ
เมื่อได้ฟังสิ่งแปลกสิ่งใหม่นั้น และมันทำให้เราเองเข้าใจได้มากขึ้น ฟังแล้วลึกซึ้งขึ้น เข้าใจดีขึ้น อย่างนี้เรียกว่า อานิสงส์ประการที่ 2 ประการที่ 3 ฟังเข้าไปแล้ว พ้นความสงสัยได้ ฟังแล้ว ไอ้ที่เคยสงสัยอยู่ เคยข้องใจอยู่ หมดความข้องใจ หมดความสงสัย หมดความเคลือบแคลงได้ ประการที่ 4 ความเห็นที่เคยเห็นอย่างหนึ่ง แต่ก่อนที่จะฟังธรรมนั้น มีความเห็นปักไปทางหนึ่ง หรือว่าเห็นอย่างที่เราเคยเห็น พอฟังนี้ เอ๊ะ! เห็นแปลก เห็นใหม่และก็เห็นจริง เห็นดี เห็นชัด เห็นได้อย่างแจ่มแจ้งชัดขึ้น เป็นความเห็นที่ถูกต้องแน่ใจยิ่งขึ้น กลับความเห็น เรียกว่ากลับมิจฉาทิฐิเป็นสัมมาทิฐิได้ นี่เป็นอานิสงส์ในการฟังธรรม ประการที่ 4 เมื่อเราเองฟังแล้วดูแปลกดูใหม่ เข้าใจดี คลายสงสัยได้ ความเห็นเกิดเป็นสัมมาทิฐิแจ้งชัด เราก็เกิดร่าเริง เบิกบาน แจ่มใส ปลื้มปีติ นี่เป็นอานิสงส์ในการฟังธรรม ประการที่ 5 เพราะฉะนั้นในการฟังธรรม ถ้าเกิดฟังธรรมทีใด เกิดอานิสงส์ 5 ประการนี้อยู่ นั่นแหละพึงรู้ตัวเถิดว่า เราฟังธรรมมีประโยชน์ ฟังธรรมได้ความ ถ้าเผื่อว่าฟังธรรมทีใด มีแต่นั่งแล้วก็เฉยไป ดีไม่ดีนั่งหลับไปเสียเลย หรือไม่หลับก็ฟังเฉย ฟังแล้ว จบแล้วก็เหมือนกับเราไม่ได้ฟัง เวลานั้น 30 นาที ชั่วโมงหนึ่งผ่านไป พระก็เทศน์ไป เราก็ฟังไปผ่านจ้อยๆ ไปเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ เรียกว่าฟังธรรมไม่มีอานิสงส์ เราจะต้องพยายามฟังธรรมให้เกิดอานิสงส์ให้ได้ วันนี้อาตมาตั้งใจว่าจะแสดงธรรม ยกเอา อนุสสติ 10 ขึ้นมาเทศน์สู่กันฟังบ้าง อนุสสติ 10 อาตมาจะกล่าวเป็นหัวข้อชื่อ ฟังหัวข้อชื่อไว้เป็นหมวดๆ จะจำได้ ใครเคยเล่าเรียนมาก็คงระลึกออก ถ้าใครไม่เคยเล่าเรียนมาก็เป็นเรื่องรู้กันดีอยู่หรอก ได้เคยได้ยินได้ฟัง อนุสสติ 10 ไม่ใช่ของยาก ไม่ใช่ของที่จำไม่ค่อยได้ ไม่ใช่ของที่ไม่เคยผ่านหู
อนุสสติ 10 คือธรรมอันเป็นเอก เพื่อนิพพาน เป็นธรรมที่ควรระลึกถึงอยู่เนืองๆ 10 อย่าง 1. พุทธานุสสติ (ระลึกถึงพระพุทธเจ้า) 2. ธัมมานุสสติ (ระลึกถึงพระธรรม) 3. สังฆานุสสติ (ระลึกถึงพระสงฆ์) 4. สีลานุสสติ (ระลึกถึงศีล) 5. จาคานุสสติ (ระลึกถึงการบริจาค) 6. เทวตานุสสติ (ระลึกถึงผู้มีจิตใจสูง) 7. มรณัสสติ (ระลึกถึงความตาย) 8. อานาปานัสสติ (ระลึกรู้ตัวทุกลมหายใจเข้าออก) 9. กายคตาสติ (ระลึกถึงกายนี้ว่า น่ารังเกียจ) 10. อุปสมานุสสติ (ระลึกถึงความสงบระงับกิเลสได้) (พระไตรปิฎก เล่ม 20 "เอกธัมมาทิบาลี" ข้อ 179-180
อนุสสติ 10 : พ่อครูจัดเป็น 3 หมู่ กับอีก 1 ธรรม เพื่อจำง่าย ข้อที่ 1 ท่านเรียกว่า พุทธานุสสติ จำเป็นหมู่ๆ นะ อาตมาจะเอาเป็นหมู่ หมู่แรก 1. พุทธานุสสติ 2. ธรรมานุสสติ 3. สังฆานุสสติ : พุทธะ ธรรมะ สังฆะ นี้หมู่หนึ่ง หมู่ที่ 2 สีลานุสสติ สีลาก็คือศีล หมู่ที่ 2 นะ สีลานุสสติ จาคานุสสติ และก็เทวตาหรือเทวดา เทวตานุสสติ อีก 3 ในหมู่ที่ 2 มี 3 ข้อเหมือนกัน รวมเป็น 6 แล้ว นี้เป็นอนุสสติ 2 หมู่ จำให้ได้ ศีล จาคะ เทวดา หมู่ที่ 2 ศีล จาคะ เทวดา หมู่ที่ 3 เป็นอนุสสติเชิงหลัก ไม่ใช่อนุสสติหรอก มีตัวสติตัวเดียว จำไว้ 3 ตัวนี้มีสติ ไม่ใช่อนุ 1. มรณัสสติ 2. กายคตาสติ 3. อานาปาณสติ จำง่าย นี้หมู่ที่ 3 สติ สติ 3 สติ มรณะ ความตาย กายคตา ความเป็น ฟังง่ายๆ จำง่ายๆ มรณะ ความตาย กายคตา ความเป็น อานาปาณะ ความลึกซึ้งของชีวิต มีสติ จะต้องพยายามปฏิบัติถึงที่สุดแห่งชีวิต เดี๋ยวจะอธิบาย จะขยายความนะ นี่จำง่ายๆ เป็นหมู่ที่ 3 มรณะ กายคตา และ อานาปาณะ คือมรณัสสติ กายคตาสติ อานาปาณสติ นี่ 3 หมู่ ส่วนอันสุดท้าย เป็นอันสรุป อุปสมานุสสติ หมายความว่าสงบ รำงับ หรือไอ้ที่เป็นนิพพาน อุปสมานุสสติ เป็นอันสุดท้าย อันที่ 10 อนุสสติ 10 เราแบ่งเป็น 3 หมู่ หมู่ 1, หมู่ 2, หมู่ 3 และก็มีธรรม มีอันสุดท้าย อุปมานุสสติ อีกอันหนึ่ง นี่เป็น อนุสสติ 10 ที่เราเคยเล่าเรียนกันมา เป็นคำสั่งคำสอน อาตมาจะขยายความให้ฟัง เอาตั้งแต่อันแรกๆ
พุทธานุสสติ อนุสสติ เอาคำนี้ก่อน หมายความว่า เราพยายามทำให้เกิดรู้ รู้ตาม หรือว่าตามรู้ รู้ตาม หรือตามรู้ขึ้นมาให้ได้ พุทธานุสสติ ก็หมายความว่า รู้พุทธให้ได้ พยายามมีความระลึกรู้พุทธ คำว่า “พุทธ” คำนี้มีความหมายลึกซึ้ง จะเป็นความหมาย เป็นสมมุติที่ใช้แทนคุณธรรม เป็นความหมายยอดของศาสนาเรา เราจะต้องเข้าใจให้ได้ว่า เราระลึกถึงพุทธ ถ้าเราระลึกถึงพุทธได้แค่วัตถุ ได้แค่รูปปั้น รูปเขียน หรือได้แค่ตัวตนบุคคลเราเขา ถ้าบอกว่าพุทธ ก็นึกถึงเจ้าชายสิทธัตถะ หรือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วเมื่อ 2,500 กว่าปี เราก็ระลึกถึงตัวถูกอยู่ แต่ว่าเราจะไปเอาอะไรจากนั้นไม่ได้ เราจะเอาตัวพระพุทธเจ้ามาไว้ที่เรา ก็เอาไม่ได้ ยิ่งเราจะไปยึดถือรูปปั้นที่เป็นพระพุทธรูป ไม่ว่าจะปั้นด้วยโลหะ ดิน ไม้ อะไรก็ตาม เอามา มันก็ไม่ได้อะไร ไม่มีอะไร รูปเขียนมันก็มีแต่รูปเขียน เราจะต้องแทงลงไป ให้ลึกซ้อนลงไปยิ่งกว่าระลึกถึงรูป หรือวัตถุ หรือตัวตนบุคคล หรือหยั่งลงไปว่า "พุทธ" ท่านหมายเอาอะไร และเราจะเอาได้ก็คือ เอาสิ่งที่เป็นนามธรรม หรือเป็นคุณธรรม เป็นนามธรรมหรือเป็นคุณธรรมมาก่อน จนมาปั้นเป็นรูปธรรมที่ตัวเรา มาทำที่ตัวเราให้ได้ เรารู้ความหมาย รู้ความรู้ รู้ว่าพุทธหมายเอาอะไร “พุทธะ” นี่ถ้าแปลตัวพุทธะ ก็ หมายความว่า ความเบิกบาน แจ่มใส ความรู้ เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น นี่เรียกว่าพุทธะ เพราะฉะนั้นถ้าใครก็ตาม คนทุกคน ถ้าเป็นผู้ที่เบิกบานแจ่มใส ไม่เศร้าไม่หมอง ไม่ทุกข์ ไม่โศก พ้นโศก พ้นปริเทวนาการ พ้นทุกข์ พ้นโทมนัส พ้นอุปายาส บุคคลผู้นั้นเรียกว่าเป็นพุทธ ดูได้แม้แต่ภายนอกว่า เห็นหน้าก็รู้ว่า โอ้! นี่เบิกบานแจ่มใส ผู้นี้มีรังสีของพุทธ มีคุณธรรมของพุทธ ถ้าเห็นแล้วว่าหน้าหงิกหน้างอ หน้าเขียว เขี้ยวงอก อย่างนี้ไม่ใช่พุทธ อย่างนี้เป็นยักษ์เป็นมาร ไม่ใช่พุทธ นี่ดูแต่แค่รูปนอก เพราะฉะนั้นผู้ใดที่จะระลึกตามพุทธ ก็ต้องระลึกถึงคุณธรรมอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ ถ้าเมื่อระลึกถึงลักษณะอย่างนี้ แล้วก็น้อมเข้ามาหาตัว ตัวเราเองในขณะนี้เราเป็นอยู่ เราเป็นพุทธหรือเปล่า ถ้าเราหน้าเขียวหน้าแดง หน้านิ่วคิ้วขมวด หม่นหมอง เขี้ยวงอกออก อย่างนี้แล้วก็ นั่นไม่ใช่พุทธแล้ว นั่นไม่ใช่ แม้แต่รูปธรรมของพุทธก็ไม่ใช่ เราต้องเข้าใจนามธรรมว่า ความเป็นอย่างนี้ ถ้าความเป็นอย่างนี้เป็นพุทธ เราต้องระลึกรู้ว่าเราต้องเป็นอย่างพระพุทธ พระพุทธพาให้เราเป็นผู้เบิกบานแจ่มใส เราต้องรู้และเราก็ต้องตื่น อย่าไปงมงาย อย่าไปสงสัย ฟังดีๆ นะนี่ สงสัยไหม ที่อาตมาว่านี่ มันจริ๊งจริงนะ ถ้าเห็นหน้ากันแล้วเขี้ยวงอกเลย หน้าเขียวหน้าแดง มันไม่น่าเบิกบาน โลกไม่สันติ แต่ถ้าเห็นแล้วก็เบิกบานแจ่มใสอยู่ นี่เป็นเบื้องแรก นี่เป็นจุดแรกเลย พุทธคุณ 3 : ปัญญาธิคุณ บริสุทธิคุณ กรุณาธิคุณ สูงไปกว่านั้นมีอีก ในความหมายว่าพุทธ ที่มีความหมายว่า”รู้” คำว่า “รู้” คำนี้ไม่ใช่ตื้นๆ ลึกซึ้งนัก รู้คำนี้ยิ่งกว่าอะไร ต้องรู้ รู้ลึก รู้ซึ้ง รู้เป็นวิปัสสนา รู้อะไรมากมาย เป็นญาณทัสสนวิเศษ เป็นอะไรต่างๆนานา ต้องรู้ยิ่ง เราจะต้องรู้ว่ากิเลสคืออะไร จิตคืออะไร โน่นแน่ะ และก็ละกิเลสให้ออกจากจิต อาการของกิเลสละออกจากจิตเป็นอย่างไร รู้ พอได้แล้วก็เป็นพุทธ ทำให้เป็นอย่างที่เป็นนั้น อย่างที่เรารู้นั้นให้ได้ นี่เรียกว่าพุทธ จะต้องเกิดปัญญา เรียกว่า ปัญญาธิคุณ เมื่อมีปัญญารู้ว่าจะต้องทำให้ได้อย่างนี้ จนกระทั่งสะอาดบริสุทธิ์ จนกระทั่งเป็นไปอย่างนี้ให้เต็มที่ ถ้าเต็มที่ได้เมื่อไหร่ก็เรียกว่าบริบูรณ์หรือบริสุทธิ์ เรียกว่าบริสุทธิคุณ นี่เป็นพุทธคุณ 1 พุทธคุณ 2 เมื่อได้แล้ว และเราก็จะต้องเอาไปช่วยผู้อื่น ให้ผู้อื่นเขาได้เป็นพุทธกับเราบ้าง มีปัญญาขนาดไหนเราก็ช่วยผู้อื่น ให้เขาได้รับพุทธคุณนี้อีก ให้เขารู้บ้าง ให้เขาทำความบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมาเป็นพุทธบ้าง เรียกว่ากรุณาธิคุณ เป็นการช่วยเขา นี่เป็นพุทธคุณ 3 ปัญญาธิคุณ บริสุทธิคุณ กรุณาธิคุณ นี้เป็นพุทธคุณ 3 นะ
พุทธาภิเษก : ความหมายแท้ๆ เพราะฉะนั้นการจะรู้พุทธ ระลึกตามพุทธ จึงไม่ใช่ไประลึกถึงพุทธแต่แค่พระพุทธรูป หรือพระเครื่อง อย่าไประลึกอยู่แค่นั้น ยังไม่ได้พระพุทธเลย จะมีพระพุทธรูปเต็มบ้านก็ยังไม่ใช่พุทธ จะมีพระ เครื่องเต็มตู้ก็ยังไม่ใช่พุทธ จะต้องรู้ความหมายว่า พุทธนั้นจะต้องเป็นที่ตัวคน จะต้องทำที่ตัวคน จะต้องอภิเษกขึ้นที่ตัวเราให้เราเป็นพุทธ เรียกว่า พุทธาภิเษก การพุทธาภิเษก อย่าไปพุทธาภิเษกแก่อิฐ หิน ดิน ปูน โลหะ ทองคำ อะไรก็ตามแต่ที่ทำอยู่ พุทธาภิเษกไม่ได้ทำให้อิฐ หิน ดิน ปูน เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ไม่ได้ เป็นผู้เบิกบาน ไม่ได้ ไม่ได้ เป็นอุตริ อย่าไปอวดอุตริเข้า ผู้ใดยังทำอยู่ ผู้นั้นอวดอุตริทุกคนนะ แต่ถ้าจะปั้นขึ้นมาเป็นตัวแทน เป็นรูปแทน เครื่องหมายแทนพระพุทธเจ้า ก็ปั้นได้ อาตมาเคยเทศน์ที่นี่เอง พระพุทธรูป พระเครื่ององค์ใดที่หล่อขึ้น ว่าเป็นเครื่องหมายแทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ถ้าไปเข้าพิธีพุทธาภิเษกแบบนั่งปรก แบบงึมๆ งำๆ อะไรกันนั่นนะ ที่บอกว่า พุทธาภิเษก แบบที่เขานั่งปรกหลับตาอะไร พระทุกองค์นั่นเก๊ทุกองค์ ไม่ใช่พุทธ เพราะว่าเป็น”ไสยคุณ”หมดแล้ว แต่ถ้าพระองค์ใดทำขึ้นเป็นรูปเครื่องหมายแทนพระพุทธเจ้า ไม่ได้รับการปลุกเสกหรือพุทธาภิเษกแบบไสยศาสตร์ พระทุกองค์เป็นพระแท้ ถ้าไปได้รับการปลุกเสกหรือพุทธาภิเษกแบบไสยศาสตร์ นั่งหลับหูหลับตา ทำสายสิญจน์ สายทอง สายคำอะไรนั่นนะ เก๊ทุกองค์ ฟังดีๆนะ มันกลับกันแล้ว นี่แปลกใหม่แล้วไหมนี่ ฟังธรรมแล้วชักแปลกหูแล้ว มันชักไม่เหมือนที่เคยได้ฟังมาแล้ว ไอ้ที่เคยฟังมานั่นอย่างหนึ่ง อาตมาพูดนั่นอีกอย่างหนึ่ง อาตมาพูดนี่ ไม่ใช่บังคับให้คุณเชื่อ ฟังดีๆ เข้าใจแล้วก็พยายามทำความเข้าใจ ถ้ายังไม่เข้าใจ ทำความเข้าใจดีๆ ใครเข้าใจได้ก็เข้าใจ ใครเข้าใจไม่ได้ก็แล้วแต่ อาจจะเห็นไม่ตรงกับอาตมาเลยก็ได้ พระพุทธรูปองค์ใดไม่ได้รับพุทธาภิเษกแบบไสยศาสตร์เลย พระพุทธรูปองค์นั้นน่ะ ปั้นขึ้นปุ๊บก็เสร็จปั๊บ ดีแล้ว ไม่เก๊ แต่เข้าพิธีเมื่อไหร่ เก๊ทันที ฟังดีๆ ยิ่งบอกว่าปรกปลุกเสกกัน 7 เที่ยว 10 เที่ยว ยิ่งเก๊ 7 เที่ยว เก๊ 10 เที่ยวเลยนะ ฟังดีๆนะ เก๊ 7 เที่ยว 10 เที่ยวเลยนะ เรามีเครื่องหมาย เหมือนเรามีรูปพ่อรูปแม่ที่บ้าน เป็นการระลึกถึงบุญคุณพ่อแม่ฉันใด เรามีเครื่องหมายแทนพระพุทธเจ้า อย่างมีองค์พระแก้วมรกต จะใช้วัตถุอย่างไรก็ได้ จะเอามรกต จะเอาทองคำ จะเอาดิน จะเอาทราย จะเอาปูน เอาหิน เอาอะไรก็ได้ เขียนเฉยๆ ไม่ต้องเอาอะไร เป็นกระดาษแล้วก็เอาสีวาดเฉยๆ ก็ได้ เป็นรูปพระพุทธ เป็นองค์แทนสมมุติว่านี่แหละเป็นองค์บรมศาสดา ที่มีพระคุณเหลือล้น มีคุณธรรมเหลือแสน และคุณธรรมนั้นอะไร เราก็ไปหยั่งเอาคุณธรรมอันนั้น เมื่อเรียนรู้คุณธรรมแล้ว ก็มาประพฤติปฏิบัติ อย่าไปอุตริว่า โอ้โฮ! เนื้อดี สีสวย สนิมเขียว สนิมแดง อาตมาก็เคยบ้ามาแล้วแต่ก่อนนี้ เดี๋ยวนี้สารภาพบาปว่า เคยมิจฉาทิฐิมา เคยหลงผิดมา เล่น สนิมเขียว สนิมแดง เนื้อทอง เนื้อเงิน เนื้ออะไร สะสมซื้อกันเป็นเงินพัน เงินหมื่น เงินแสน เคยซื้อ เคยเล่นมา จนเข้าใจจริงแล้ว แจกทิ้งเกลี้ยงเลย อิฐไม่เหลือ เดี๋ยวนี้ไม่เหลือ แล้วไม่แนะนำให้ใครไปหลง ไม่แนะนำให้ใครไปหลงวุ่นวายมาก เดี๋ยวนี้กลายเป็นเรื่องเลอะเทอะ เป็นไสยศาสตร์ และก็ค้าก็ขายกัน อย่าไปซื้อ อย่าไปค้า อย่าไปขาย ขายพ่อ ขายแม่ ขายบรมศาสดา บรมบิดา พระพุทธบิดา อาย! บาปตาย ไปขายอย่างนั้น ไม่ได้ อย่าไปทำ แต่ถ้าเผื่อว่าใครจะมีสักองค์หนึ่งอยู่ที่บ้านก็พอแล้วละ ไว้ระลึกถึงองค์ท่าน จะเป็นยังไงก็ได้ เราไม่ได้ระลึกว่าท่านจะต้องหล่อ ท่านจะต้องงาม ท่านจะต้องเป็นศิลปะแบบนั้นแบบนี้ ไม่จำเป็น นั่นเป็นการสมมุติ สมมุติแบบสุโขทัย สมมุติเป็นแบบอู่ทอง สมมุติเป็นแบบรัตนโกสินทร์ เป็นแบบโน้นแบบนี้ รูปโน่นรูปนี่ นั่นเป็นเรื่องของโลกเขาสมมุติกัน แบบศิลปะ มันไม่ใช่เรื่องของคุณธรรม เรามีรูปไหนก็ได้ว่าเป็นองค์แทนก็ใช้ได้แล้ว อย่าไปหลงเฟ้อ หยุด ได้หนึ่งองค์ก็พอแล้วนะ หนึ่งองค์ก็พอแล้วถ้าจะมี ถ้าแม้ว่าเราเข้าใจดีแล้วไม่มีสักองค์ก็ไม่เป็นไร มุ่งเข้าหาธรรม มุ่งเข้าหาคุณธรรม เรียนรู้ให้ได้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พระพุทธเจ้ามีคุณธรรมอะไร นี่เรียกว่าระลึกตามแท้ ตามให้รู้ถึงรูปถึงนาม การจะรู้รูปรู้นามนี่ เราเพ่งเข้าไปหานามธรรมสำคัญ รูปธรรมเป็นของเปลือกนะ เพราะฉะนั้นได้แค่รูปมาก็ไอ้เท่านั้น ถ้าเราได้นามธรรม ได้เป็นจิตเป็นวิญญาณ เราจะต้องทำจิตทำวิญญาณของเราให้สำคัญ จิตวิญญาณพระพุทธเจ้าเป็นจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ด้วยกิเลส เราจะต้องรู้ว่า บริสุทธิ์กิเลสทำยังไง เรียกว่า มรรค ทำให้กิเลสหลุดออกจากจิตเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าเป็น นั่นแหละเรากำลังเป็นลูกพระพุทธเจ้า เรากำลังตาม ไม่ใช่ระลึกเฉยๆ ไม่ใช่อนุสสติเฉยๆ เรียกว่ามีสติระลึกตาม แล้วทำตาม ตัดกิเลสออก ตามเข้าไปอย่างนี้ไม่ระลึกเปล่า ระลึกแล้วได้ผล ระลึกแล้วทำถูก ระลึกแล้วทำตาม เราได้น้อยก็เป็นพระพุทธน้อยๆ เราได้มากก็เป็นพระพุทธมากๆ ตั้งแต่อนุพุทธ จนกระทั่งถึงมหาพุทธเลย นั่นแหละเรียกว่า มหา นี่แปลว่าใหญ่ ก็จงทำให้ได้ อย่างนี้เรียกว่า เราระลึกถึงพุทธแท้ อย่าไประลึกถึงพุทธผิดทำนองคลองธรรม อย่าไประลึกแล้วก็เลอะๆ เทอะๆ หลงๆ ต้องระลึกถึงพุทธให้ถูกพุทธ และก็พยายามเอาพุทธมาไว้ที่ตัว ถ้าผู้ใดเอาพุทธมาไว้ที่เราได้ เรียกว่า เราพุทาภิเษก การพุทธาภิเษก อภิเษกเนี่ยแปลว่า ทำให้เกิด ทำให้เกิดพุทธ พุทธาภิเษก ก็หมายความว่า ทำให้เกิดเป็นพุทธ ใครไปอุตริทำให้อิฐ หิน ดิน ปูน รูปปั้น รูปเขียนเป็นพุทธ นั่นน่ะเลอะ ทำไม่ได้ แต่ทำให้เป็นพุทธได้ที่คน พระพุทธเจ้าพุทธาภิเษกพระอริยสาวกทั้งหลาย พอท่านตรัสรู้แล้ว ท่านก็สอนพระปัญจวัคคีย์ พุทธาภิเษกพระปัญจวัคคีย์เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา นั่นแหละ ท่านทำให้เกิดพุทธคุณได้ พระปัญจวัคคีย์เป็นพระอรหันต์ มีพุทธคุณขึ้นมาจริงๆ มีอริยสัจจริงๆ มีจิตหมดกิเลสลงไปได้จริงๆ อย่างนี้เรียกว่า พุทธาภิเษกแท้ การพุทธาภิเษกนั้นต้องพุทธาภิเษกใส่คน พระพุทธเจ้าเป็นองค์บรมครู อาตมาเองเป็นสาวกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เลียนแบบ เดินตามรอยพระยุคลบาท อาตมากำลังทำการแสดงธรรม กำลังพุทธาภิเษกให้พวกคุณ อย่างนี้เรียกว่า พุทธาภิเษก ถ้าเผื่อว่าคำสอน หรือคำกล่าวของอาตมานี่เกิดผล เราเรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ถ้ามาทำให้คุณที่นั่งอยู่ที่นี่ ฟังธรรมบรรลุได้เลยเดี๋ยวนี้ ก็เป็นอิทธิปาฏิหาริย์
ปาฏิหาริย์ 3 ความน่าอัศจรรย์ (ปาฏิหาริย์) 3 อย่างนี้คือ 1. อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ได้น่าอัศจรรย์) 2. อาเทสนาปาฏิหาริย์ (ดักทายใจได้น่าอัศจรรย์) 3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สอนธรรมมีผลจริง ได้น่าอัศจรรย์) ตถาคตเล็งเห็นโทษในอิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทสนาปาฏิหาริย์ จึงอึดอัด (อัฏฏิยามิ) ระอา (หรายาม) เกลียดชัง (ชิคุจฉามิ) ในปาฏิหาริย์ 2 อย่างนี้ (พระไตรปิฎกเล่ม 4 “เกวัฏฏสูตร” ข้อ 239-281)
“ อิทธิ” แปลว่า เก่ง เก่งทันทีเลย ถ้ามันยังไม่ถึงขั้นออกมาเก่งเห็นชัดเดี๋ยวนี้ว่ากลายเป็นผู้เบิกบานแจ่มใส กลายเป็นผู้ละกิเลสได้ทันที ยังเป็นอยู่แต่ข้างใน เราเรียกว่า อาเทสนาปาฏิหาริย์ เรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่อยู่ในๆ ยังเป็นเรื่องของจิต ยังไม่ออกมาถึงนอกกาย แต่ถ้าเก่งออกมาทั้งกายนอกด้วย อยู่ข้างในจิตก็ได้ด้วย อย่างนี้เรียกว่าเป็นอิทธิเลย เกิดจากอนุสาสนี เกิดจากคำสอน “อนุสาสนี” แปลว่าคำสอนเป็นปาฏิหาริย์ เป็นได้ ยิ่งรู้ตามเห็นตาม ปฏิบัติตามได้ ละ ลด หน่าย คลาย เป็นนิพพานได้ มีมรรคมีผลแท้ นั่นแหละเรียกว่า ปาฏิหาริย์แท้ พระพุทธเจ้าหมายอย่างนี้ แล้วก็กระทำศาสนาด้วยการสืบทอดต่อพุทธธรรมอย่างนี้ นี่ระลึกถึงพุทธ เรียกว่าข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ธรรมานุสสติ พระธรรม ระลึกตามพระธรรม หรือตามรู้พระธรรม พระธรรมนี่เราหมายอย่างต้นที่สุด เราหมายเอา”คำสอน” กับ ”กิริยาสอน” กิริยานี่ก็เป็นตัวสอนนะ เราสัมผัสทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แล้วแต่ แต่มันก็จะชัดตรงที่ทางตาทางหูเนี่ย ทางหูก็ฟังเป็นคำสอน ฟังคำสอนเรียกว่าพระธรรม สัมผัสทางตา เห็นอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน มีอิริยาบถที่เป็นผู้เบิกบาน เราดูเห็นว่า เออ! ผู้นี้เบิกบาน ผู้นี้เป็นผู้รู้ ผู้นี้เป็นผู้ไม่โกรธ ไม่โลภแฮะ เราเห็นได้ รับทราบได้ อิริยาบถเหล่านั้นเป็นการสอนได้ คำสอนโดยตรงนี่ขยายความได้ละเอียดลออ ก็แน่ละ ใช้ภาษาใช้เสียงเป็นคำสอน อย่างนี้เรียกว่าเป็นคำสอนเบื้องต้น เป็นสิ่งที่สอนเบื้องต้นโดยตรง แล้วพระธรรมสูงไปอีกความหมายของพระธรรม ระลึกตาม หยั่งเข้าไปลึกกว่านั้นอีก เมื่อเราได้รับฟังแล้ว เกิดปัญญารู้ว่า อ๋อ! ท่านหมายอย่างนี้ ออ! ลักษณะอย่างนี้เป็นของดี คำพูดความหมายอย่างนี้เป็นของดี เราฟังรู้ เกิดความเข้าใจเรียกว่ารู้ฟัง รู้แค่ฟัง รู้แค่ได้ยิน รู้แค่เห็น รู้แค่สัมผัสด้วยตาเรียกว่า สุตมยปัญญา เป็นปัญญาแค่ฟัง แค่รู้ แค่เห็น เมื่อฟังแค่รู้แค่เห็นเท่านั้น ยังไม่ถึงที่ ยังไม่เกิดการทรงธรรม ยังไม่เกิดการตั้งขึ้นทำ ภพ มันเพิ่งเกิดจุดเดียว สุตมยปัญญา
ปัญญา 3 การเกิดปัญญา (ความรู้) มี 3 อย่างคือ 1. จินตามยปัญญา (ปัญญาสำเร็จด้วยการคิด) 2. สุตมยปัญญา (ปัญญาสำเร็จด้วยการฟัง) 3. ภาวนามยปัญญา (ปัญญาสำเร็จด้วยการกระทำจนเกิดผล) (พระไตรปีฎก เล่ม 11 "สังคีติสูตร" ข้อ 228)
สุตมยปัญญา เอามาคิดไตร่ตรองอีกทีหนึ่ง อย่าเพิ่งเชื่อง่าย พิจารณาคิดทบทวนหาเหตุหาผล จริงๆ นะ ไม่ใช่ว่าฟังไปแล้วก็ไม่คิดเลย ก็ได้แค่นั้น แต่ถ้าเผื่อว่าฟังไปแล้ว ไปคิดจริงๆ ทบทวนจริงๆ เอ๊ะ! ฟังแล้วจำได้หรือจำไม่ได้ก็พยายามทบทวน และก็พยายามใช้ปัญญาของเรานี่แหละเข้ามาวิเคราะห์ วิจารณ์ วิจัยด้วย ออ! จริงแฮะ มีความหมายอย่างนี้ ความรู้อย่างนี้ โอ้! ลึกซึ้ง เห็นจริง แหม! ชัดเด่นเหลือเกิน มันเกิดปัญญาลึกซึ้งเข้าไปอีก เรียกว่า จินตามยปัญญา ปัญญาลึกเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง จินตามยปัญญา เมื่อเข้าใจแน่ มั่นคง และทีนี้ไม่หลงใหลแล้ว สอบทานสอบทวนดีแล้ว ทีนี้เอาไปประพฤติเลย ลงมือกระทำให้เกิดตามนั้น ตามที่เราได้รู้ได้ทบทวนคิดแล้วนี่แหละ เอาไปกระทำจริง ผู้ใดไปประพฤติจนเกิดผลจริงเรียกว่า ภาวนามยปัญญา เห็นแจ้งในสิ่งที่ทำจนเกิดผล “ภาวนา” แปลว่าเกิดผล นะ อย่าเพิ่งไปแปลว่าเริ่มทำ ถ้าเริ่มทำมันก็เกิดผลแต่เพียงเริ่ม ทำจนบรรลุถึงที่สุดว่าเป็นได้ เกิดได้จริงแล้ว มั่นคงแล้ว เที่ยงแท้แล้ว แน่นอนแล้ว อย่างนี้เรียกว่า ภาวนา ถึงที่สุด เป็นการบรรลุเกิดผล เรียกว่าผล เป็นอริยผล เป็นอรหัตผล เป็นผลสุดท้าย เป็นผลที่ดีที่สุด ให้ได้ถึงขั้นนี้ เรียกว่า ภาวนามยปัญญา เกิดปัญญาแทงทะลุ เป็นอธิปัญญา เป็นปัญญา ไม่ใช่ปัญญาทางโลกนะ เป็นปัญญาทางธรรม เกิดขึ้นที่ไหน เกิดขึ้นที่เรา เอาไปปฏิบัติประพฤติเกิดขึ้นที่เรา ไม่ใช่ไปทำอยู่ที่อื่น ทำให้เกิดที่เรา นี่แหละ ทรงธรรม เรียกว่าทรงขึ้น เกิดขึ้น “ธรรมะ” แปลว่า การทรงไว้ การทรงขึ้น ตอนแรกก็ทรงแค่รู้แค่ฟังแค่เห็น แล้วก็ไปคิดทบทวนให้ลึกซึ้ง ให้แน่ใจ พอแน่ใจแล้วทำให้เกิด ให้เป็น ให้มี เกิดจนกระทั่งบริบูรณ์ บริสุทธิ์ เป็นบริสุทธิคุณ ก็เป็นอันเดียวกับพุทธะอีกแหละ ทรงขึ้นแล้วหนอ เหมือนระพุทธเจ้าเป็น โดยเฉพาะจุดวิมุติ โอ้! อันนี้บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว กิเลสอันนี้เคยเป็นเคยมี หลุดออกไปจนหมดแล้ว มันหมดแล้ว พระพุทธเจ้าหมดกิเลสอย่างไร เราปฏิบัติจะหมดกิเลสเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าปฏิบัติได้เหมือนกัน การหมดเป็นอันเดียวกัน เรียกว่าสูญ “สูญ” เหมือนกันหมดทุกคน พระพุทธเจ้าสูญก็เหมือนกับพระอริยะทุกองค์ เราเองปฏิบัติได้ก็สูญเหมือนกัน คือไม่มีกิเลสแล้ว กิเลสมันแค่ อย่างสมมุติว่า มันอยากฆ่าสัตว์ จิตใจเราไม่อยากฆ่าจริงๆ จะสัมผัสสัตว์ที่ไหนๆ เมื่อไหร่ ก็ไม่คิดอยากฆ่าเลย วางเฉยอยู่ เอ็นดู เอื้อเฟื้อเกื้อกูลอยู่ ถ้สสงเคราะห์กันได้ อนุเคราะห์กันได้ มีเมตตาเกื้อกูลเสมอ จิตอย่างนั้นเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าเป็น เราเป็นเหมือนกัน แม้แต่สัตว์นั้นจะทำร้ายแก่เรา จะดุร้ายเอากะเรา เราก็เฉย ไม่มีการโกรธ ไม่มีการเกิดการโหดร้ายทารุณอะไรขึ้นมาเลย เป็นผู้ที่ เกิดศีลบริบูรณ์ เรียกว่าปกติ ดี อย่างนี้เรียกว่าวิมุติ อย่างนี้เรียกว่าหลุดพ้น อย่างนี้เรียกว่าถึงจิตสูญ จิตกลาง จิตไม่ขึ้นไม่ลง จิตไม่ไปไม่มา จิตว่างได้ จิตวางเปล่าได้ ฟังดีๆนะ นี่อาตมา พยายามอธิบายพุทธก็ดี ธรรมะก็ดี จะต้องไปนิพพาน จะต้องไปหาจุดสูง เมื่อจิตเราวาง เราว่าง เราเฉยอย่างนั้นแหละ เรียกว่าทรงไว้ซึ่งความว่าง ทรงไว้ซึ่งความสูญ พระพุทธเจ้าก็เหมือนกับเรา แต่ท่านมีมาก นอกจากท่านมีความว่างอย่างหนึ่งแล้ว ท่านยังมีปัญญาธิคุณ มีพระสัพพัญญุตญาณอีกเยอะ ยังมีความสามารถความเก่งอีกมาก จึงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าจุดอันหนึ่งอันนั้นนะ อันเดียวกัน เราต้องเริ่มไต่ที่จุดวิมุติหรือสูญอันนี้เหมือนกัน ตั้งแต่ศีลข้อต้นๆ ก็สูญ ข้อ 1 ก็สูญ ข้อ 2 ก็สูญ ข้อ 3 ก็สูญ ศีลข้อ 4 ก็สูญ ศีลข้อ 5 ก็สูญ เป็นสุญตาด้วยกันหมดทุกๆ ศีล มันจะต้องขยายความกันอย่างนั้น เรียกว่าพระธรรม ศีลนี่แหละจะทำให้ขัดเกลาจนกระทั่งจิตของเราบริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ ระลึกศีลไปเสมอ ว่าเราถือศีลอย่างนี้แล้ว เราก็จะต้องพยายามเลย อย่างศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ เราอยู่กับสัตว์ มนุษย์นี่ก็เป็นสัตว์ เราจะไม่โกรธ เราจะไม่โทสะ แม้แต่มนุษย์ก็จะเกื้อกูลกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่โทสะ ไม่โกรธ ไม่เครียด มีแต่จะเบิกบานแจ่มใสเข้าหากัน เป็นผู้เบิกบาน แจ่มใส อย่างนี้ ศีลอย่างนี้ศีลบริบูรณ์ อย่างนี้เป็นจริง จิตใจก็ไม่มี จิตใจมันไม่เกิดอารมณ์ กระทบสัมผัสแรงยังไง เราก็ไม่หวั่นไหวตลอดเวลา นั้นเรียกว่า วิมุติ เรียกว่าศีลปกติ เรียกว่าศีลถึงนิพพาน ฟังดีๆนะ อาจจะได้ยินได้ฟัง ภาษามันใหม่ๆแปลกๆนะ ตั้งหลักดีๆ เพราะฉะนั้นเราจะทรงขึ้นที่จิตของเรา เราจะต้องมีปัญญารู้ความหมายของภาษา แล้วเราก็กระทำให้ตรงตามภาษา จนเกิดจริง เป็นจริง ไม่ใช่นั่งโม้เอา เกิดจริงเป็นจริง จริงๆ เป็นเมื่อไหร่แล้ว แหม! มันสบาย มีจิตวางๆ จิตว่างๆ จิตเฉยๆ ไม่เกิดอารมณ์โกรธ อารมณ์โลภ ไม่เกิดอารมณ์ราคะอะไรแล้วนี่ เห็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันอยู่ เห็นสัตว์โลกไม่ว่าจะเป็นชั้นบุคคล หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่อะไร เอื้อเฟื้อเกื้อกูลได้แค่ไหน เราก็เกื้อกูลกัน โดยเฉพาะบุคคลหรือสัตว์คนนี่แหละ เรียกว่าสัตว์เมือง หรือสัตว์สังคมคนนี่อันนี้แหละ ช่วยกันให้มาก
ธรรมะอันเป็นสัจธรรมเท่านั้นที่จะสามารถทำให้สังคมนี้สันติราบรื่น เดี๋ยวนี้สังคมมันเดือดร้อน เพราะคนไม่ช่วยกัน คนมีแต่จะเอาเปรียบกัน จะแก่งแ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive