630425 ตายแล้วไปไหน หากอยู่ แล้วจะอยู่อย่างไรให้ดีที่สุด.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2563
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์290 KB
วันที่แก้ไข29 เมษายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

630425 ตายแล้วไปไหน หากอยู่ แล้วจะอยู่อย่างไรให้ดีที่สุด

ญาติธรรม : ตายแล้วไปอยู่ที่ไหนครับ พ่อครู : ตายไปแล้วจะไปอยู่ที่ไหน ตายไปแล้วคนเราจะมีอยู่ ๒ อย่าง ๑.กาย ร่างกาย ๒.จิต พอตายแล้วร่างกายก็หยุดทำงาน เคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ แล้ว ทิ้งแล้ว ก็เหลือแต่จิตอยู่ จิตของเรานี่แหละคนไม่รู้ไม่เห็น เข้าใจไม่ได้ว่า จะไปไหน อยู่ที่ไหน ไปอย่างไง เราก็ไม่ต้องคิด เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าตายแล้วจิตของเราจะไปอยู่ที่ไหนอย่างไรตรงไหนตรงไหนตรงไหน บางคนบอกว่าไปอยู่ที่ต้นมะม่วง บางคนไปบอกว่าอยู่บ้านหลังนี้ อยู่ที่ต้นเสาต้นนี้อะไรต่ออะไร ก็ว่ากันไปเดากันไป บางคนก็บอกว่า หนักๆเลยว่า นี่เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ อยู่ที่นี่แหละ ไม่ไปไหนหรอก หวงแหนอยู่กับทรัพย์สินของตัว ติดยึดเป็นของตัวของตนก็ว่ากันไป เราก็ไม่จำเป็นต้องไปสงสัย เพราะมันไม่รู้ ไม่มีคนบอกได้อย่างชัดเจน ว่าอยู่ที่ไหนแท้ แต่ต้องรู้อย่างหนึ่งว่าจิตนี้ยังไม่สูญสิ้น ถ้าเผื่อว่าเราไม่จบเป็นอรหันต์ ไม่บรรลุอรหันต์ อรหันต์จะมีความสามารถพิเศษ เรียกว่าความวิเศษที่สามารถที่จะรู้จักจิตที่อยู่ในร่างกายของเจ้าของ ของตนเองก็รู้จักของตนเองจิตของตนเอง และสามารถจัดการกับจิตของเราเนี่ย นี่คือพลังงาน จิตนี้คือพลังงานที่ผู้ศึกษาตามแบบของพระพุทธเจ้าแล้วจะจัดการพลังงานนี้ได้ จัดการให้เป็นอย่างนี้ แต่งให้เป็นอย่างนี้ ปรับให้เป็นอย่างนี้ ให้มันประชุมกันเป็นอย่างนี้ ให้มันมารวมกันเป็นกำลัง มีพลัง ทำอย่างนี้อย่างนี้ได้ อย่างนี้เป็นต้น พิสูจน์ได้ความจริง พิสูจน์ได้จริงเลย เมื่อทำได้แล้ว ก็เอามาใช้งานในโลก เป็นพลังงานที่จะเอาไปใช้กับการปรุงแต่ง การสร้างสรร การทำอะไร ตั้งแต่พลังงานข้างใน จนกระทั่งถึงออกมาถึงขับเคลื่อนกายกรรมวจีกรรม แล้วทำอะไรขึ้นด้วยกายกรรมวจีกร

อ่านต่อ

รมเป็นรูปเป็นร่างเป็นเนื้อเป็นตัว เป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นอะไรอย่างจะยิ่งจะใหญ่ขนาดไหนก็แล้วแต่ ก็ต้องออกมาจากความคิด หรือพลังงานจิตที่มันรู้ อันนี้เป็นของจริง ทุกคนเรียนรู้และพิสูจน์ได้ ส่วนที่เราตามไม่ได้ไปคำนึงถึงมาก ไม่ต้องตามหาสิ่งที่ยากและไม่ได้เป็นประโยชน์อะไร อันนี้เป็นประโยชน์ เรียนรู้พลังงานจิตตัวนี้ได้ก็มาใช้งาน เป็นจิตที่ไม่ทำชั่วเลย ไม่ทำบาปเลย ทำแต่ดี แล้วที่สำคัญคือ เรียนรู้ไปถึงจิตนี้แยกไปถึงเวทนา เวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่โกรธไม่เกลียด ไม่ชังไม่ผลัก ไม่ทำร้ายทำลาย มีแต่รวม เป็นจิตที่ร่วม มีจิตที่ประสาน มีจิตที่ประสงค์ มีจิตที่นำมารวมกัน เรียกว่าสามัคคี เรียกว่าเขามารวมกันแล้ว มีปัญญา มีปฏิภาณ มีความฉลาดรู้ว่า เรามารวมกันแล้ว ความคิดเห็นร่วมกันได้ความคิดที่ตรงกัน ใช้ร่วมกัน แล้วก็ช่วยพลังงานมารวมรวมกันเนี่ย รังสรรค์ สร้างขึ้นมา อะไรที่ควรสร้าง สร้าง หลวงปู่กำลังเน้นลงไปที่กสิกรรม เน้นลงไปที่การปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร พืชพันธุ์ธัญญาหารตอนนี้เรามีโควิด-19 เป็นธรรมชาติที่มันมาโอ้โห มันสุดยอดแห่งยุคสมัย โควิดเนี่ย มันมาทำให้คนจะต้องติดเชื้อโรคของโควิดนี้แล้วมันๆหน่อยนะ มันจะทำลายก็เรียกว่าเจ็บป่วยนี่แหละ และจนกระทั่งสามารถ ลาวก็เรียกว่าห่าลงปอด โควิดมันกินปอด ห่าลงปอดปุ๊ปปั๊บปุ๊บปั๊บ มันมีฤทธิ์แรงมากเดี๋ยวตาย ถ้าไม่รู้จักการรักษา แต่มันก็ไม่รุนแรงจนกระทั่งรักษาไม่ได้ รักษาได้ แต่มันเร็ว ติดไว ติดเร็ว ไปกว้าง ไปไว ปุ๊บปั๊บปุ๊บปั๊บ เพราะงั้นถ้ารักษาไม่ทันตาย ตายตายตาย อันนี้แหละมันเป็นคุณสมบัติที่เป็นคุณวิเศษ วิเศษจริงๆ ทำให้มนุษย์ชาติรู้ถึงฤทธิ์แรงพิเศษที่เขาคิดไม่ถึง วิทยาศาสตร์ทางวัตถุก็ตาม ยังตามไม่ได้ ยังจัดการไม่ได้ มันเลยเกิดการพิสูจน์เลยว่า วิทยาศาสตร์ทางวัตถุนี่ ที่เรียกว่าแพทย์เรียกว่าเภสัช ที่หาหยูกหายาหาวิธีป้องกัน ประกันกับไอ้เชื้อไวรัส เชื้อโรคอันนี้นี่ กับความรู้ความฉลาด เพื่อจะป้องกันตนเอง พยายามที่จะจัดสรรจัดการ กับชีวิตตนเอง พร้อมทั้งสังคม จะทำอย่างไรจะอยู่รวมอย่างไร จะอยู่ ยังไงทำยังไง เช่นว่า อย่าให้ไปใกล้กัน อย่าให้มาชิดกัน มันจะติดต่อกันได้ง่าย และถ้าไม่ชิดกัน มันก็จะเกิดการไม่สัมพันธ์กัน ไม่เกิดการสัมพันธ์กัน การเชื่อมโยงที่มีประโยชน์เกื้อกูลกันต่างๆนานา มันก็จะขาดลงต่างๆนานา ก็ทำให้คนได้คิด หาวิธีการที่จะทำอย่างไงที่เราจะเกี่ยวข้องเชื่อมโยง ผู้ที่สามารถรวมตัวกันได้อย่าง ไม่รังเกียจกัน อย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน มีความคิดเห็นตรงกัน มีความยึดถือไม่ยึดถือได้ชัดเจนกัน แม้อธิบายไม่เก่งนะ หลวงปู่อธิบายไม่ค่อยเก่ง รู้สึกว่าเป็นความไม่ค่อยเก่ง มันมีความซับซ้อนมากมายจริงๆเลย ที่พิสูจน์ความจริงว่า มนุษย์ที่มีความรู้อันนี้ ขอใช้อันนี้ก็แล้วกัน มีความรู้ของพระพุทธเจ้านี่แหละที่ดี ครบครัน แล้วก็เอาความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ดีและครบครันนี้ เอามาใช้กับความเป็นจริงที่เกิดกับตอนนี้เนี่ยมันจะต้องจัดการทำให้ตัวเองอยู่อย่างไร ประพฤติอะไร ทำอะไร ซึ่งหลวงปูก็เน้นแล้วว่า มาทำอาหาร มาทำกสิกรรม อาหารนี่ทุกวันนี้มันมีอาหารทั้งกสิกรรม ทั้งอาหารเนื้อสัตว์ แต่หลวงปู่ไม่เน้นเนื้อสัตว์ เน้นแต่พืชพันธ์ธัญญาหาร เพราะงั้นขอตัดเรื่องเนื้อสัตว์ ใครเขาจะทำ เขาจะกังวล อยากจะทำอะไรอยู่เรื่องของเขา แต่เราไม่ทำ เพราะว่าเราเชื่อกรรม เชื่อวิบากที่ลึกซึ้ง เพราะเราไม่อยากสร้างวิบาก เพราะว่าแต่ละผู้แต่ละคนนี่ มันไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอรหันต์แล้วก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานตายสูญสิ้นไปไม่อยู่ในวัฏฏสงสารอีก ดับธาตุของจิตวิญญาณไปได้เลยกันได้ง่ายๆ มันไม่สามารถบรรลุอรหันต์ตายสูญเป็นได้ง่ายๆ มันก็เลยจำเป็นที่จะต้องมาช่วยกัน เน้นจุดที่ควรจะเน้น พูดไปแล้วหลวงปู่รู้สึกว่าตัวเองอธิบายไม่เก่งเลย รู้สึกหลายๆอย่างที่จะสื่อออกมาเนี่ย มันยังไม่เก่งเลย ก็สรุปง่ายๆเอาอย่างชาวอโศกทำก็แล้วกัน ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แล้วชาวอโศกที่เป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นรูปแบบรวมตัวเป็นรูปร่าง และเจตนาด้วย เจตนาที่จะสร้างเป็นสังคมที่มีสถานที่ เรียกว่า เสนาสนะ สังคมที่มีบุคคล เนี่ยมีมนุษย์ชาติบุคคล สังคมที่มีอาหาร นี่แหละทั้งพืชพันธ์ธัญญาหาร เครื่องกินเครื่องใช้ อาหารทั้งนั้น เครื่องอาศัย แต่เครื่องกินนี่มันสำคัญที่สุด แล้วก็มีธรรมะ นี่คือสัปปายะ ๔ เครื่องประกอบองค์ประกอบที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ชัดเจนเอามาใช้ได้เลย เราจะมีสิ่งเหล่านี้ อย่างราชธานีอโศกมีสัปปายะ ๔ ครบครัน เพราะงั้นเกิดเหตุการณ์โควิดขึ้นมา เราอาศัยสิ่งนี้โดยไม่ต้องไปพึ่งใคร โดยไม่ต้องไปรบกวนคนอื่น ไม่ต้องไปเป็นภาระคนอื่น ดีไม่ดีเราอยู่ได้รอด มีปัจจัย ๔ มีอาหาร เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่ ยารักษาโรค และเครื่องประกอบบ้าง มีถ้วยมชาม อะไรต่างๆนานา เครื่องอาศัยเล็กๆน้อยๆเป็นองค์ประกอบ เป็นบริขารที่พอใช้ได้แล้ว จึงเป็นอยู่สุขไม่เดือดร้อน ไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง ไม่ต้องซื้อหาจากใคร ดีไม่ดีมีอาหารที่เป็น ๑ ในโลกเนี่ย เกินกินเกินใช้ แล้วก็ไปเผื่อแผ่ แจกจ่าย เพราะฉะนั้น ตัวอย่างอันสำคัญอันนี้ ถ้าเผื่อว่ากลุ่มอื่น กลุ่มอื่น กลุ่มอื่น กลุ่ม ๑ กลุ่ม ๒ กลุ่ม ๕ กลุ่ม ๑๐๐ กลุ่ม ๑,๐๐๐ กลุ่มในมนุษย์ชาติ ทำได้อย่างนี้มันก็จะเกิดผลผลิต และยิ่งมีจิตที่เป็นเช่นนี้เกี่ยวกับชาวอโศก คือมีจิตไม่หวงแหน อันเป็นจิตเกื้อกูลเผื่อแผ่ และแจกจ่ายเจือจาน มีน้ำใจ มีพรหมวิหาร ๔ ยิ่งเยี่ยมยอดเลย ในธรรมะพระพุทธเจ้าที่จะเป็นมนุษย์ชาติ สังคมมนุษย์ชาติ ที่จะเป็นแหล่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อมวลมนุษย์ชาติ ผู้อื่นๆที่เขาขาดแคลน เขาเดือดร้อนได้อย่างดีเลย อย่างเป็นตัวอย่าง เหตุการณ์โควิดคราวนี้มันกำลังเป็น Fight บังคับ ให้เกิดพฤติการณ์อันนี้ เกิดขึ้นในโลกให้เห็น คนตาดีเห็น คนตายังไม่ดีจะมองยาก คนที่มีจิตใจเอื้อเฟือเผื่อแผ่เจือจานเกื้อกูลกัน ก็จะบอกคนอื่นด้วยว่า อย่างนี้สิอย่างนี้สิอย่างนี้สิ คนตาดีรู้ว่าอันนี้ดีก็จะแนะนำกันไป ก็จะเกิดการแพร่หลาย เกิดการเรียนรู้ ้เกิดการเอาไปปฏิบัติตนเอง ตามๆๆๆ

ถอดข้อความโดย อุทัย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน