ปุถุชนกับพระอาริยะทำใจในใจต่างกันอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.60 KB
วันที่แก้ไข17 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ปุถุชนกับพระอาริยะทำใจในใจต่างกันอย่างไร _ศศิกาญจน์ เพียรเริงพุทธ . น้อมกราบนมัสการท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุ ด้วยความเคารพศรัทธายิ่ง ได้ฟังการเเสดงธรรมเเล้วทำให้เข้าใจความยินดี การทำใจในใจ มากยิ่งขึ้นค่ะ ตั้งเเต่เข้ามาศึกษาธรรมะสายอโศกยิ่งเข้าใจชัดเจน และมีความตั้งใจว่าจะตั้งใจฝึกฝนพากเพียรในการศึกษาธรรมะเเละนำความรู้ไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันให้อยู่เหนือทั้งทุกข์เเละสุขค่ะ..🙏🙏 พ่อครูว่า…ความยินดี กับ การทำใจในใจ เป็นรากเหง้าข้อที่ 1 กับข้อที่ 2 ในมูลสูตร 10 (พตปฎ. เล่ม ๒๔ "มูลสูตร" ข้อ ๕๘) ความยินดีคือฉันทะ เป็นข้อที่ 1 เลย ข้อที่ 2 นั้น มนสิการ การทำใจในใจ ส่วนข้อที่ 3 คือ มีผัสสะ เห็นไหม? ข้อที่ 3 เป็นความสำคัญ คนทุกคน เกิดความยินดีได้ คนทุกคนทำใจในใจได้ เพราะการทำใจในใจมันเป็นสัญชาตญาณ ทุกคนต้องทำใจในใจ แต่เป็นการทำใจในใจที่มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน มีกิเลสเป็นเจ้านาย ก็เลยมีกิเลสเป็นตัวบัญชาการในการทำใจในใจ ใจในใจมันจึงล้มเหลว ใจในใจจึงเกิดกรรม เกิดการกระทำออกมา อย่างที่กิเลสมันเป็นตัวบงการ เพราะฉะนั้นวิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าจึงให้มีผัสสะ มีเวทนา จึงจะเกิดสมาธิ เพราะฉะนั้นสมาธิที่ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนาเป็นตัวปฏิบัติ จึงไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้าตามมูลสูตรนี้ชัดๆ ต้องมีผัสสะ แล้วก็มีเวทนา จัดการกับเวทนา เอากิเลสออก ในเวทนานี้ จึงเป็นกรรมฐาน เวทนา 108 อาตมาก็อธิบายยืนยันหลักฐานอ้างอิงมาหมด จนป่านนี้แล้ว 50 กว่าปีแล้ว บรรยายธรรมะ ทำเวทนาให้เป็น 1 ให้ได้ ซึ่งมันมี 2 มันมีเวทนาเก๊กับเวทนาแท้ ทำเวทนาเก๊ให้เลิกไป หมดไป ให้เหลือเวทนาเดียว เอกสโมสรณา ภวันติ คือ ให้ประชุมลงเป็นหนึ่ง ก็อธิบายไปหมดแล้ว ตามที่พระพุทธเจ้ายืนยันไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 “ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็

อ่านต่อ

นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง : เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ” อาตมาก็จำพระบาลีได้ด้วย เพราะว่า พูดมานาน พูดมาเยอะ ทำดีๆ ศึกษาดีๆ อาตมาพูดทีไรก็สงสารพวกนั่งหลับตาปฏิบัติเกิดมาชาติหนึ่งเสียเวลาเปล่า เขารักศาสนา เขาอยากได้นิพพาน แต่มันเพี้ยนมันผิดทาง ไม่รู้จะทำยังไง มันเสื่อมจริงๆ เสื่อมตามครูบาอาจารย์รุ่นก่อนๆ ที่เสื่อมกันมาก่อน เดี๋ยวนี้ก็ยังหลงครูบาอาจารย์เก่าอยู่ ไม่มี ปรโตโฆษะ มันก็เลยไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ ไม่ฟังคนอื่นบ้าง ดีไม่ดีมาตีก็อย่างว่าแหละ ถึงวาระเนาะ ซวย ที่ผู้รู้ทางเถรสมาคมหลักใหญ่มาตีอาตมาสะอีก หาว่าอาตมาเป็นกบฏเป็นผู้ผิด แล้วก็ไปยึดถืออย่างที่เถรสมาคมที่ยึดถือกันผิดๆ อยู่นั้นนะ ครูบาอาจารย์ใหญ่ๆ ทางเถรสมาคม ผู้รู้ศึกษาพยัญชนะ จบเปรียญ 9 จบ ด็อกเตอร์มา จากพุทธศาสนานอกประเทศ ซึ่งไปถูกเขาครอบงำมาทั้งๆที่นอกประเทศมันไม่มีพุทธศาสนา มันก็ได้แต่ศาสนาโลกีย์มา ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตรศาสนา แล้วจะมีประเทศไหนเขามีความรู้พุทธศาสนาโลกุตระถ้าไม่ประเทศไทย แต่มันเสื่อมจริงๆ ยืนยัน ยุคนี้มันเสื่อมไป โลกุตระหายไป ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์ไว้ใน อาณีสูตร กลองอานกะ (พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 672-673 อาณิสูตร) และมันเสื่อมไปจริง อาตมาก็ยืนยัน อาตมาก็พูด ต้องจำนน จำเป็น จำต้อง จำยอม บอกว่าตัวเองเป็นผู้มากอบกู้เอาโลกุตระมาสถาปนาลงไปใหม่ เพราะมันหายไปจริงๆ ก็ยืนยันแล้ว จนป่านนี้แล้ว จนจวนจะตายอยู่แล้ว ถ้าพูดอย่างนี้แล้วยังไม่เชื่อยังไม่ชัดเจน คนก่อนจะตายนี้ยังไงก็พูดความจริงนะ อาตมาก็ใกล้จะตายแล้วก็เชื่อบ้างเถอะ 660913 ฌานวิสัย คืออจินไตย 4 ที่พ่อครูมีในตน พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน