พ่อครูเล่าความหลังเมื่อตอนอยู่ในวงการบันเทิง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข17 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

พ่อครูเล่าความหลังเมื่อตอนอยู่ในวงการบันเทิง _บัวกลางมูล อะเดย์ woow.. ได้ยิน community radio วิทยุชุมชนบัวกลางมูล จากบ้านราช FM.101 เปิดฟังกัน🌈 หูฝาดป่ะเนี่ย!! ใครยุอุบลได้ยินมั้ง ? ว.1 _สู่แดนธรรม... วอ 1 ถามว่าอยู่ที่ไหนให้ตอบด้วย วอ 2 แปลว่า ทราบ _ฟังเพลงธารสวาทและอีกหลายบทเพลง อยากจะ(อายุ)14 อีกครั้ง/LOSO ไม่ทันและ..🥰 กราบแทบเท้าพ่อครูประพันธ์ เพลงขั้นเทพ เทวดา ไม่ใช่นักโทษเด็ดขาด !!! พ่อครูว่า ตอนนี้เรามีวิทยุชุมชนบัวกลางมูล เพลงธารสวาทตอนนี้กำลังบูม กำลังทำออกอากาศอะไรอยู่ ทำได้ดีมากเลย ทั้งผู้อาเร้นจ์ ผู้ร้อง ผู้ช่วยงาน ทำออกมา โอ้โห แม้ที่สุดก็ต้องขอบคุณ เจ้าของสถานที่ คุณวาวา ให้ใช้สถานที่อย่างเต็มใจไม่คิดเงินคิดทอง พวกเราก็ไปทำอย่างชื่นใจ ทำเต็มที่ออกมา ธารสวาท เป็นเพลงที่อาตมาแต่ง จำได้เขารายงานอยู่นะว่า อายุ พ.ศ. 2498 อ๋อ..อายุ 21 แล้วหรือ นึกว่าแต่งตั้งแต่อายุ 17 เพลงนี้ ทำนองของพี่ตุ๋ย ของสง่า ทองธัช อาตมาแต่งเนื้อ พี่ตุ๋ยเขาแต่งทำนองเก่ง เพลงหลายเพลงของพี่ตุ๋ยเอามาใช้อยู่ เช่น ผกาดั่งนารี เพลงก่อนสิ้นแสงตะวัน เป็นทำนองของพี่ตุ๋ยเขา อาตมาเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ชอบเรื่องเพลงการพวกนี้ ก็มา สมัครอยู่ในวงการ ก็มันวิถีชีวิตด้วย ไม่มีที่พักที่อยู่ จำนนแม่ก็ป่วยหนัก ฐานะก็ยอบแยบต้องออกจากหอพัก มาอยู่กรุงเทพฯนี่แม่ให้อยู่หอพักเลยนะ มีสตางค์ ปีเดียวเท่านั้นอยู่หอพัก แม่ทรุดเลยเป็นวัณโรคหนัก แล้วก็ถูกโกง สมบัติหมด มันก็เลยต้องออกจากหอพักมาอิเลเซซัง เป็นเด็กเร่ร่อน แต่อาตมาไม่ทิ้งเรียนหนังสือก็พยายามเรียนหนังสือ ก็พยายามไป ลุงหมอมาเห็นว่า ไอ้นี่มันจะไปกันใหญ่ไม่มีที่พักอะไร ก็จับเข้าไปอยู่วัด ไปฝากเจ้าคุณที่วัดบรมนิวาส อาตมาก็ไปอยู่วัดบรมนิวาส ไปอยู่วัดบรม

อ่านต่อ

นิวาสก็ไปเจอเจ้าคุณลำเอียง ลำเอียงกับศิษย์รักท่าน ท่านรักศิษย์รัก แล้วเราก็ต้องทำงานซอกๆทุกอย่างเหน็ดเหนื่อย ศิษย์รักก็นอนฟังวิทยุ วิทยุเขาอยู่ที่นอนเฉย เราก็ทำทุกอย่าง ตักน้ำใส่ตุ่ม เช็ดถูกุฏิต่างๆนานา ออกไปรับบาตรเอาข้าวของมา พอไปรับบาตรมาตั้งปั๊บ เขาจะไอ้นั่นก่อนเลย แทนที่อาตมาจะเป็นคนเลือก เขาเลือกแล้วก็เลือกของเป็นของเขา เขาเรียนโรงเรียนไพศาลศิลป์ อาตมาเรียนศิลป์ดำรง เดินไปไกล โรงเรียนสารสินกับวัดบรมนิวาสอยู่ใกล้กันนิดเดียวเอง ส่วนสีตบุตรนั้นอยู่โน่น ถนนบรรทัดทองก็ต้องเดินไกล บางวันก็เลยกลับมาจัดบาตรถวายอาหารพระด้วย เสร็จแล้วเขาก็เก็บอาหารไว้กินเย็น ให้เราต้องเก็บไข่ต้มมันจะมีเยอะ แล้วก็ฝังไว้ในข้าวสาร ไข่ต้มนี่ฝังไว้ในข้าวสารได้นานนะ บางทีไข่ต้มนี่มันจะเน่าหน่อยๆตุๆอร่อยนะ อาตมาเจอมาแล้ว ไข่ต้มที่มันจะใกล้เน่าเสียนี่มันบูดๆอร่อย อย่าบอกใครนะ แต่บอกไปแล้ว อ้าว เล่าให้สนุกๆ ภาพตอนนี้ที่ออกอาตมาเรียนอยู่เพาะช่าง แต่ตอนที่เล่านั้นอาตมายังอยู่ ม.7 ม.8 อยู่ จบม.6 จากเบญจมฯไปอยู่โรงเรียนเศรษฐบุตร โรงเรียนราษฎร์ ภาพอาตมาอยู่ทางซ้ายอยู่ริมสุด นอกนั้นเพื่อนรุ่นเดียวกันเพื่อนรุ่นเพาะช่าง ตายไปเกือบหมดหรือหมดแล้วก็ไม่รู้ ดูเหมือนจะไม่เหลือใครเลย หมด เอ๊ สุเทพ ยังอยู่หรือเปล่ายังเหลือสงสัยยังเหลือสุเทพ นอกนั้นนี่ตายหมดแล้ว นี่ดูหน้า อาตมายังหนังเหนียวอยู่คนเดียว อาตมาก็โอ้โห ลำเอียงจนกระทั่งอาตมาทนไม่ไหว ก็เลยพอดีได้มาสมัครร้องเพลงที่พี่ล้วน พี่ล้วนเมียเขาก็หนี ทิ้งลูกน้อยไว้เจาะใจอีก 2 คนไม่มีใครเลี้ยง อาตมาก็ไปคบหากับคุณล้วนพี่ล้วน แกก็ให้เลี้ยงเด็กเลี้ยงน้องเลี้ยงลูก ไม่มีใครทำกับข้าว อาตมาก็ต้องทำ ซักผ้าให้เขา เขาก็ชวนอยู่ อาตมากำลังไม่มีที่ออกจากวัดนี้ไปเลย ไม่เอาแล้วเจ้าคุณลำเอียงขนาดหนักเพียงนี้ ก็ออกมา ไม่ชอบความลำเอียงก็หนีมาอยู่กับพี่ล้วน แล้วเราก็ชอบด้วย ก็ตั้งใจจะมาเป็นนักร้องว่างั้นเถอะ แกก็ไม่ได้ให้ร้อง แกก็ไม่สนับสนุนอะไรเลย แกก็ให้เป็นแม่บ้าน ทำกับข้าว ซักผ้า ถูบ้านไปนั่นมานี่ แม้แต่ขายหนังสือให้แก หนังสือแกก็ทำขาย ก็ขี่จักรยานไปเร่ขายให้ หนังสือก.ไก่ ข.ไข่ ข.ขวด ค.ควาย ค.คน เล่มละบาท แต่ก่อนขายเล่มละบาท ประวัติยาวเยอะเล่ายาว เขาว่าคนเล่าเรื่องเก่านี่คนแก่ ก็สรุปแล้วก็อยู่ในวงการอยู่กับพี่ล้วนก็รู้จักพี่ตุ๋ย รู้จักใครต่อใคร พี่ไศล ไกรเลิศ อย่างที่เคยเล่าไปแล้ว นี่เพลงธารสวาทก็มีประวัติมีเกร็ดเยอะที่จะเล่า เล่าสนุก อาตมาก็เล่าได้สนุก ผ่านอายุ 90 มาแล้วนะ พวกนั้นผ่านมาตั้ง 60 กว่าปีไม่น้อย เรื่องเกร็ดพวกนี้มันก็ผ่านไป แม้แต่เรื่องเกร็ดของโทรทัศน์ เริ่มๆแรกๆ เพราะว่าอาตมาอยู่ในโทรทัศน์รุ่นแรกของประเทศไทย โทรทัศน์ช่อง 4 รุ่นแรกของประเทศไทย โทรทัศน์เมืองไทยเกิดเมื่อ พ.ศ. 2498 โทรทัศน์เมืองไทยขาวดำ โทรทัศน์ตั้งไม่กี่เดือนวันที่ 24 มิถุนายน 2498 เป็นวันเปิดสถานีโทรทัศน์ อาตมาก็เริ่มไปทำงานเดือนธันวาคม 2498 ยังเรียนหนังสืออยู่ ที่โรงเรียนเพาะช่าง อาตมาเข้าโรงเรียนเพาะช่าง 2496 ตอนนั้น 2498 กำลังเรียนอยู่ปี 3 อาจารย์สมจิตร สิทธิชัย ไปตามหาคนจะให้ไปทำรายการเด็ก ก็ไปชมรมดรุณสารน์ของอาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทอง ก็ไปพบน้องแดงก็ชอบใจน้องแดง นิภา ธรรมปรีชา เขาจะให้เป็นโฆษกเป็น mc ของรายการ ทีนี้ นิภา เขาศรัทธาอาตมา เขาอยู่ในชมรมเขาก็ยังไม่มั่นใจในการไปจัดรายการ ก็ยังเด็กๆอยู่ เขาก็มีข้อแม้ว่าถ้าจะเอาเขามาจะต้องเอาพี่รักไปด้วย อาตมาตอนนั้นใช้นามแฝงว่า รัก พงษ์มงคล นั้นก็ยังชื่อแท้ๆกับมงคล แต่อาตมา shut in ใช้ชื่อเล่นว่า แป๊ก อย่างพี่ล้วนพี่ไหล สุเทพ วงศ์คำแหงเขาไม่รู้จักแต่อาตมาว่าชื่อแป๊ก ไม่รู้จักชื่อจริงหรอ มารู้จักเมื่ออาตมาเข้าวงการโทรทัศน์เป็นชื่อว่า รัก รักพงษ์ จะมาเปลี่ยนชื่อแล้ว จะมาใช้นามปากกาว่า รัก พงษ์มงคล มาพักใหญ่ ไปในชมรมนี้ก็ไปในนามของ รัก พงษ์มงคล ชื่อมงคลแล้วก็เลยตั้งนามปากกาว่า รัก พงษ์มงคล พออาจารย์สมจิตรเอาน้องแดง น้องแดงก็มีเงื่อนไขว่าต้องเอาอาตมามาด้วย อาจารย์สมจิตรก็ต้องยอม เสร็จแล้วก็คุยกันมาทำรายการยังไงยังไง ก็เลยว่าถามปัญหาเด็กๆที่อายุสัก 7-15 ขวบ อาตมาก็ออกความเห็น เขาก็ว่าดี ตั้งชื่อ อาตมาก็คิดให้ว่ารายการ “คนเก่งรุ่นจิ๋ว” เป็นรายการเด็กรายการแรกของเมืองไทยที่ออกโทรทัศน์รายการคนเก่งรุ่นจิ๋ว ก็จัดการทำกัน มาเริ่มทำกัน ตั้งแต่นั่นแหละตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ธันวาคม ก็เริ่มออกอากาศ พ.ศ. 2498 ตั้งแต่นั้นมา ในภาพที่ออกมาเป็นรายการอื่นๆอีกเป็นรายการเด็กแตกหน่อต่อเนื่องออกไปอีกเยอะ ภาพนี้เป็นรายการคนเก่งรุ่นจิ๋วถามปัญหา ที่ยืนอยู่ก็คือพี่อุ๊ แก่กว่าอาตมา 2 ปีคนนี้ หม่อมราชวงศ์พิศวาส นาควานิช แม่ของ ผบ.ทบ. พลเอกอะไร 2 คน ก็ทำงานด้วยกันมา แกเป็นบก.หนังสือแม่บ้านของหนังสือโทรทัศน์ อาตมาก็ช่วยทำในกองบรรณาธิการ ทำเรื่องถ่ายรูปอยู่ในนั้น ยังไม่รู้ว่าเสียหรือยังหม่อมราชวงศ์พิศวาส นาควานิช อาตมาก็เรียกพี่ เขาแก่กว่าอาตมา 2 ปี ที่มาทำนี่มาเป็น mc แทนน้องแดง เพราะน้องแดงป่วย ไม่สบายออกไม่ได้ แล้วอาตมาก็ช่วยอยู่ในรายการนี้แหละ อาจารย์สมจิตรก็ยังไม่ให้อาตมาเป็น mc ให้พี่อุ๊มาแทน พี่อุ๊ก็มาแทนได้ครั้งหนึ่ง เพราะครั้งที่ 2 ก็ไม่เอามาแทน อาจารย์สมจิตรก็ต้องจำนนให้อาตมาทำคนเดียวเลย วันแมนโชว์เลย ไม่มีผู้ช่วย ทำเองหมด จัดการถามไถ่ แจกรางวัลเด็ก อาตมาก็ทำคนเดียว พอทำเข้าเท่านั้นคนเดียว ข้าวของ ส่งอะไรต่ออะไรมันก็มีชีวิตชีวา หนังสือพิมพ์ก็ชม คอลัมน์ที่เขียนรายการบันเทิงก็ชม เป็นหนังสือของค่ายจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชมใหญ่ โอ้โห ทีนี้ อาตมาได้รับคำชมเขาก็ยอมจำนนอาตมา อาตมาก็เลยกลายเป็นโต้โผใหญ่เลย ทำงานขยายไปอีกไม่รู้กี่รายการ อาตมาเป็นคนที่ออกรายการโทรทัศน์มากที่สุดกว่าใครๆ เพราะรายการซอย เป็นรายการเด็ก รายการวิชาการ รายการสัมภาษณ์ รายการอะไรต่ออะไรอีกเยอะแยะ อาตมาทำ คือขยัน อาตมาขยัน นี่ไม่ได้พูดชมตัวเองพูดตามจริง ทำแล้วมันก็ทำได้ก็เลยมีรายการ แต่ราคาค่าตัวอาตมาต่ำกว่าเขาเพื่อน ตั้งแต่ต้นจนออกจากโทรทัศน์ 12 ปี ราคาค่าตัวอาตมาต่ำกว่าเขามาตลอด 80 บาทต่ำสุด สูงสุดของอาตมา นานๆจะได้ 120 สักที สูงไปก็ได้ร้อย ประมาณ 80-100 120 เก็บเบี้ยใต้ถุนร้านไป ทำเยอะ แต่อาตมารวมแล้วได้มากกว่าพวกดารา พวกดาราสู้รายได้อาตมาไม่ได้ อาตมาขี่รถติดแอร์คนแรก ไม่ใช่คนแรกของสถานีโทรทัศน์หรอก แต่เป็นรถติดแอร์คันแรกของประเทศไทย ขี่รถ corsair เป็นรถ Demonstrate เขาเอามา ยังไม่มีแอร์นะเป็นรถ Demonstrate Ford Corsair อาตมาไปเห็นเข้าก็ชอบ ให้รถ Demonstrate จะต้องเป็นรถดี อาตมาว่าเอาคันนี้ เสร็จแล้วเขาก็มีแอร์เขาก็บอกว่าเอาแอร์ใหม่ มันยังไม่ได้ติดมานะยังไม่ Practical มันอยู่ต่างหาก แต่มันมีแล้วแอร์ติดรถยนต์ ค่าสมัครก็ว่าเอา เขาก็ประกอบใส่เป็นรถติดแอร์คันแรก ไดนาโมมันก็ยังเก่า ไม่ได้ Apply มันก็ไม่ค่อยพอ มาจึงต้องไปเข็นหลังตลาดอยู่บ่อย แต่ได้ชื่อว่าเป็นคนขี่รถติดแอร์คันแรกของเมืองไทย ไม่ได้ถ่ายภาพไปเลย ตอนทำงานอาตมาก็ใช้รถฟุ่มเฟือยอยู่บางทีชื้อรถdemonstrate 2 คัน 3 คัน มาพูดถึงเรื่องเพลง อาตมานี่ดัง ก็อาศัยมันเป็นกุศลของอาตมาก็ได้ อย่างพี่ตุ๋ยเขาแต่งทำนองเพลงไว้เยอะ อาตมาก็แต่งเนื้อของเขาหลายเพลง อย่างที่ผู้กล่าวถึงเพลงธารสวาท ก่อนสิ้นแสงตะวัน ผกาดังนารี มีอีก เพลงค่ำแล้ว หลายอันอยู่ ก็เอามาใช้ แต่ที่จริงลิขสิทธิ์ของเพลงพวกนี้ของพี่ตุ๋ยนี่นะ บูรพาลูกชายเขา เขาเอามามอบให้อาตมาหมดแล้ว จริงๆไม่ใช่มอบหรอกขาย อาตมาก็สงสารให้เงินเขาไปก้อนใหญ่ ก็เหมามาหมด เพราะฉะนั้นเพลงพี่ตุ๋ยทั้งหมดซื้อลิขสิทธิ์เป็นของอาตมาหมด ทำนองนะ ทั้งหมด เขามีลูกชายคนเดียว เอามาให้อาตมา ซึ่งไม่มีใครซื้อแต่อาตมาก็เลยซื้อ อาตมาก็สงสารเขา เพราะอาตมานึกถึงบุญคุณพี่ตุ๋ย อาตมาไม่มีก็ไปขอเขาตอนเรียนหนังสืออยู่ ก็ไปขอเงินเขานั่นแหละมา ก็เลยได้ เพลงนี้ยังมีเกร็ดต่างๆนานา อย่างเพลง ก่อนสิ้นแสงตะวัน อัดแผ่นเสียงตั้งแต่อาตมาก็ยังเรียน ม.7 ถึงม.8 อยู่ ยังนุ่งกางเกงขาสั้นไปซื้อโอเลี้ยงให้เขา สวลี ผกาพันธ์เขาก็รู้ เขาก็เห็นว่าซื้อโอเลี้ยงให้เขาอยู่ ตอนที่อัดเสียงกัน เขากำลังท้องลูกชายคนแรก(นายใหญ่)ท้องโต ก็ร้องเพลงอัดเป็นเสียงกัน เขาก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นเพลงอาตมา เขานึกว่าเป็นเพลงพี่ตุ๋ยคนเดียว ของ สง่า ทองธัช เขาเล่นเปียโนเป็น Arranger ด้วย ไม่รู้จนกระทั่งมาพบกันที่ทีวีแล้ว อาตมาก็เรียกคุณสวลีว่าพี่เชอรี่ เพราะเขาแก่กว่าจะมา 2 ปี สวลี เป็นนาม เขา เล่นละครชื่อสวลี ผกาพันธ์ เขาชื่อเชอรี่ นามสกุลเศวตนันท์ นามสกุลสามีเขา มาเจอกันแล้ว ก็มาบอกว่า เพลงนี่ เพลงก่อนสิ้นแสงตะวัน พูดถึงเรื่องเพลงนี้อาตมาก็เลยบอกว่าผมแต่งเอง เขาก็งงๆไม่ค่อยเชื่อ เพราะอาตมาตอนนั้นยังไม่ได้ดังทางด้านเพลง ทำงานอยู่ทีวี เพลงยังไม่ดังยังไม่ขึ้น ยังไม่มีใครรู้จักว่าอาตมาเป็นผู้แต่ง รู้กันแต่ในวงในเล็กๆน้อยๆ อาตมาก็ยังไม่รู้ว่า เขาเชื่อหรือไม่เชื่อจนป่านนี้ เขาก็ตายไปแล้ว ว่าอาตมาเป็นผู้แต่งไม่รู้เขาเชื่อหรือไม่เชื่อไม่รู้เลย เพลงก่อนสิ้นแสงตะวัน นี่ก็เล่าไปเวลาก็จะหมดแล้ว ก็แถมมาให้ตามที่ยืนยันยังเหลืออีก 14 นาที _นาง จับใจ ธนะโภค กราบนมัสการท่านสมณะเดินดิน ท่านสมณะดินไท ท่านสมณะแสนดิน ด้วยความเคารพอย่างสูง วันนี้ฟังธรรมได้ประโยชน์ตรงที่เหมือนกับมา"ดับเบิ้ลเช็คกิเลส"ให้เห็นหน้ากิเลสมากยิ่งขึ้น (เตือนความประมาท) ค่ะ พ่อครูว่า…ดี ติดตามฟังก็ได้ประโยชน์ดี อย่างนี้ล่ะ

วันที่เสาร์ 9 กย 66 จากรายการมองโลกมองธรรม _เพียรผ่องพุทธ กล้าจน . กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง นมัสการสมณะด้วยความเคารพทุกท่านค่ะ วันนี้ได้ฟังเพลง ที่สันติอโศก ภาษาเพลงหวนคิดถึงอดีตตนเอง มีเหตุการณ์บางอย่างเหมือนเคยเกิดขึ้นในชีวิตจริง ขณะที่จิตกำลังคล้อยตามเนื้อเพลงและเสียงดนตรี และบรรยากาศ แว๊บหนึ่งที่เกิดผัสสะ ก็มีสติรู้เท่าทัน ว่าเราก็เคยเป็นเช่นนี้มานี้เอง ทุกข์หนอ เรื่องความรัก สุขหนอ เรื่องความรัก แต่ก็ไม่มีอะไรเที่ยง มีสุขมีทุกข์ วนไปวนมาอยู่แบบนี้ในโลกีย์ก็ไม่พ้นทุกข์อยู่ดี ปัจจุบันได้หลุดพ้นจากโลกีย์มาปฏิบัติตาม อ.หมอเขียว และตามพ่อครู ก็เห็นการเปลี่ยนแปลง ได้ฟังเพลงที่ พ่อครูแต่งก็รู้สึกเฉยๆ ในภาษาเพลง แต่ก็มีความยินดี ถึงดนตรี และท่าทางของนักร้องและการเคลื่อนไหวที่สื่ออารมณ์ความรู้สึกที่มี พลังเสียง อันไพเราะ ก็รู้ตามความเป็นจริง ถึงสภาวะของภาษาพูดที่คนใช้มีความสำคัญ ในการสื่อสาร เพื่อตนเองและให้ผู้อื่นเข้าใจ และภาษาพูดนี่เองที่สื่อให้ภายในใจ ชำระกิเลสเราบริสุทธิ์แจ่มใส ไม่หลงติดในสุขในทุกข์ที่ต้องเผชิญ และยินดีที่ได้ฟังเพลงของพ่อครู ซึ่งมีการแต่งที่เข้าใจอารมณ์ความเป็นจริงของมนุษย์ที่ต้องการสื่อถึงกันทั้งนอกใจและในใจค่ะ พ่อครูว่า…ตอนนี้ก็มีผู้เข้าใจมากขึ้นในเรื่องเพลงซึ่งเป็นเพลงโลกุตระสื่อความกระเถิบสูงขึ้นไป โดยยังอยู่ในกระบวนการของ ทั้งศิลปะดนตรีทั้งนั้น มีทั้งสุ้มเสียงสำเนียงจังหวะองค์ประกอบที่มันเข้ามาแล้วก็มีนักร้อง แล้วก็รู้สึกว่าตอนนี้ยังจะมีผู้เข้าใจเพิ่มขึ้น คือพวกเราเป็นคนจน ในวงการเพลงนี้เขาเป็นวงการระดับสูงราคาแพง เข้าใจนะ ในวงการเพลงระดับสูงจะราคาแพง แต่เราก็ไปกระทบไหล่ดาราเขา แล้วเขาก็ยอมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลเอื้ออวยพวกเราบ้าง ก็ขอบคุณพวกเขาอย่างยิ่งเลย ในวงการอย่างคุณหนึ่ง จักรวาล อย่างนี้เป็นต้น เขาก็อยู่ในระดับแนวหน้าในยุคนี้ แต่ก่อนนี้ก็มีแนวหน้า แต่มันไม่เฟื่องเท่ายุคนี้ ในยุคนี้มันกว้างกว่า แล้วเขาก็ดัง เพราะพวกเรานี่ ทำนองเมโลดี้อะไรต่างๆ มันจะไม่สมัยใหม่ใช่ไหม แต่เขาก็มา Apply พยายามที่จะให้มันมีสมัยใหม่ มีสภาพสมัยใหม่เข้าไปปรุงร่วม ประกอบขึ้นมาให้มันดูดี อันนี้ก็เป็นความสามารถเป็นความเก่งของคนที่เขาทำ อย่างคุณหนึ่ง จักรวาล ตัวอย่างง่ายๆ เขาเอาไวโอลินที่มาสีให้ดูคลาสสิค ประกอบขึ้นทำ introduction ประกอบเสียงประสานอะไรอย่างนี้เป็นต้น หลายๆอย่าง ปรุงแต่ง สรุปแล้วก็คือเป็นการ compose ขึ้นมา ประกอบการขึ้นมาก็ได้สภาพต่างๆที่มันออกมา เสนอต่อสังคม วัยรุ่นวัยกลางวัยอะไรก็ได้พอสมควร พวก Hard Rock อะไรก็ช่างเขาเถอะ แต่พวกที่สามารถรับได้ก็จะมา อาตมาไม่ได้แต่งเพลงเร็วไว้เยอะ แต่งเพลงเร็วไว้น้อย ส่วนมากมีแต่เพลงช้าพวกนี้ อยู่ประมาณกลางๆ ก็เห็นว่ามันจะเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่จะจูงนำเข้าไปหาให้คนเข้ามา เป็นเครื่องจูงนำเข้ามาหาเนื้อหาสาระของธรรมะได้ เพราะอาตมาเจตนาทำ แล้วก็มีคนเข้าใจได้ แล้วอาตมาก็ต้องค่อยๆอธิบายไปด้วย บางทีภาษากวีของอาตมามันเป็นภาษากวีมากๆ จนกระทั่งต้องแปลความ ในพวกเราเองก็ยังยาก แปลความ ก็ค่อยๆทำ ค่อยๆแปลไป ก็ใช้พวกนี้แหละจูงนำ เราจะไปใช้เป็นโลกๆไปทีเดียวมันก็คงไม่คือ คงไม่เข้าท่า ก็ใช้ทางศิลปะอันเป็นมงคลอันอุดม คือหมายความว่าศิลปะเป็นมงคลอันอุดม หมายความว่า ศิลปะนี้จะต้องนำพาไปสู่ อุตมะหรืออุตระ สู่โลกุตระ ไปสู่ความลดกิเลส เข้าเนื้อหา ศิลปะต้องพาให้ลดกิเลส อาตมาเคยนิยาม ศิลปะต้องกิเลสลดถึงจะเรียกศิลปะ ถ้ากิเลสไม่ลดไม่ใช่ศิลปะ เช่น คุณเขียนรูปนู้ด ปั้นก็ตามเขียนก็ตาม รูปนู้ดคนสัมผัสรูป นู้ดแล้วกิเลสลดอย่างนี้เป็นศิลปะ แต่คนสัมผัสรูปนู้ดที่คุณเขียนก็ตามคุณปั้นก็ตามกิเลสขึ้น ไอ้อย่างนี้มันเป็นอนาจาร ไม่ใช่ศิลปะ นี่เป็นเครื่องตัดสินง่ายๆ เพราะฉะนั้นสัมผัสงานนี้แล้วกิเลสลดลงไปอย่างนี้เป็นศิลปะ ถ้ายิ่งไปติดเข้าไปเลยนะ โอ้โห.. ทั้งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ติดเข้าไปเลยอันนั้นเป็นอนาจาร เพราะฉะนั้นศิลปะเขาจึงพยายาม ล้ม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (โผฏฐัพพะ) เป็น Abstract อย่าง Picasso นี่ เขียนรูปนู้ดบางรูปของเขาดูแล้วอ้วกเลย เป็นแบบคิวบิสซึ่ม ดูแล้วอ้วกแตกเลย ดูแล้วไม่เกิดกิเลสอะไร บางรูปดูแล้วกิเลสขึ้น บางรูปดูแล้วกิเลสลดอะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็ค่อยๆศึกษาไป เรื่องศิลปะที่เป็นโลกุตระนี้ยังมีอีกเยอะทีเดียวที่จะเข้าใจ 660911 พ่อครูเล่าความหลังเมื่อตอนอยู่ในวงการบันเทิง รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #40 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน