ฌานวิสัย คืออจินไตย 4 ที่พ่อครูมีในตน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข17 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ฌานวิสัย คืออจินไตย 4 ที่พ่อครูมีในตน _ซึ้งซื่อ . วิเชียรครับ ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วย สุดเศียรสุดเกล้าครับ ผมขอให้พ่อท่านช่วยอธิบายคำว่า อจินไตย 4 ด้วยครับ อันมี 1.พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้า 2.ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน 3.วิบากแห่งกรรม 4.ความคิดเรื่องโลก ขอกราบขอบพระคุณ พ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า…อันนี้คงจะอธิบายกันได้ยาว อจินไตย คืออะไร อจินไตย แปลว่ามันไม่ใช่ความคิดของคนที่จะคิดเอาได้ ใช้ตรรกะใช้เหตุใช้ผล ฟังให้ดีนะใช้เหตุผล คนที่ศึกษาธรรมดาธรรมชาตินี่ใช้เหตุผล เหตุผลเป็นเรื่องสมมุติสัจจะ เป็นสมมุติธรรม มันไม่เข้าถึงปรมัตถธรรม หรือปรมัตถสัจจะ ปรมัตถสัจจะคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เพราะฉะนั้นคนที่ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า มันไม่ผ่านมันไม่พ้น อจินไตย มันยังอยู่ในภาวะที่ ยังไม่เข้าไปถึงปรมัตถธรรม-ปรมัตถสัจจะ รู้เยอะแยะ ในเถรสมาคมมีกองเจ้งเผ้งเลยผู้รู้ แต่รู้แต่พยัญชนะ รู้แต่สมมุติสัจจะ ไม่สามารถมี ภูมิธรรม ลึกเข้าไปอ่านจิตในจิต คือจะต้องรู้จักทั้ง-ตั้งแต่ กายในกาย คำว่า กายในกาย มันก็ต้องมีนอก ใช่ไหม ถ้าไม่มีนอกจะเรียก กายในกายได้อย่างไร ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ กายในกาย แล้วก็ เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เพราะฉะนั้นมี อจินไตย กันอยู่ ยังเข้าไม่ถึงสภาวะ กายคืออะไร และในกายคืออะไร คำว่า กายก็ยังไม่สัมมาทิฏฐิ แล้ว กายในกาย จะไปปฏิบัติเข้าไปถึงกายในกายได้อย่างไร เขาก็จะหลงผิดชัดเจน ชัดเจนคืออย่างไร เขาก็จะเข้าไปอยู่ กายในกาย ตามพยัญชนะเพราะฉะนั้นเขาก็หลับตา เห็นไหม ก็บอกกายในกาย เขาก็หลับตาทิ้งกาย เขาก็ไปข้างใน ข้างนอกไม่เอา ตัดข้างนอกทิ้ง เพราะฉะนั้นเมื่อตัดข้างนอกทิ้ง ผิดเลย เพราะคำว่ากาย ตัดข้างนอกทิ้งไม่ได้เลย ธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องมีข้างนอกด้วย ต้องมีข

อ่านต่อ

้างในด้วยเสมอไป เป็น เทวะ เป็นภาวะ 2 ปฏิบัติหลับตาไม่มีกายภายนอก โมฆะ ผิดเลย พูดเท่าไหร่ๆเขาก็ยัง อจินไตย อยู่นั้นเอง ไม่รู้เรื่อง คือ รู้แต่พยัญชนะ อาตมาพูดไปถึงปรมัตถสัจจะ ปรมัตถธรรม เขาก็ยังเหมือนไม่กระเตื้อง จบเปรียญ 9 ได้รับตำแหน่งยศศักดิ์ไปถึงขั้น ขออภัยถึงสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จทุกชั้น ถือว่า เป็นเครื่องชี้บ่งความสูงของทางพุทธ ศาสนาพุทธกระแสหลัก เพราะฉะนั้นคำว่า กาย คำแรกไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่พ้น สักกายทิฏฐิ คำแรก สังโยชน์คำแรกในสังโยชน์ 10 เขาไม่รู้เรื่อง ปฏิบัติธรรมะเป็น อจินไตย โมฆะ ได้แต่ ปทปรมบุคคล คือได้แต่ธรมรมโดยบท ได้ธรรมะแต่เพียงบท บทความ บทภาษา บทพูด ปทปรมบุคคล แปลว่าอะไร แปลว่า ผู้ที่ฟังพุทธพจน์ก็มาก บอกสอนก็มาก ซึ่งไม่ใช่ไม่รู้นะ ปทปรมบุคคล แปลว่า บัวใต้โคลน เป็นบัวเหล่าที่ 4 คือผู้ฟังพุทธพจน์ก็มาก บอกสอนก็มาก มีอีกอันคือ ทรงจำไว้ก็มาก บอกสอนก็มาก แต่ไม่ได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ นี่คือผู้ ปทปรมบุคคล แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าเขาเป็น ปทปรมบุคคล ไม่ใช่คนไม่รู้นะ เป็นคนรู้พระพุทธพจน์มากด้วย มีคนยกย่องนับถือกันเลยว่ารู้มาก จำได้มาก สอนได้มาก เป็นพระไตรปิฎกเคลื่อนที่อะไรอย่างนี้ แต่ ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ ไม่เข้าถึงธรรม ตัดกรอบบรรลุธรรม อาจจะพอพูดอย่างโมเมว่าน่าจะพ้นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อธิบายไปถึงจิต เจตสิก รูป ไปถึงนิพพานไหม เขาสาธยายไม่ได้หรอก อธิบายไม่ได้ ไม่เหมือนอาตมาชี้แจงสาธยาย เพราะฉะนั้นคำว่า อจินไตย จึงหมายความว่าได้แต่ตรรกะ ได้แต่ภาษา ไม่รู้สัจจะความจริงได้ อจินไตย4 พุทธวิสัยเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ไม่อาจเอื้อม อาตมาก็ต้องถือเป็น อจินไตย ยังล่วงล้ำเข้าไปไม่ถึงเขตขีดของพระพุทธเจ้า ไม่บังอาจ ถ้าอาตมาเป็นมหาโพธิสัตว์เป็นระดับ 8 เออ น่าจะพอพูดได้เพราะว่ามันชิดแล้ว ใกล้พุทธวิสัยแล้ว แต่อาตมายังคั่นอยู่ อาตมาเป็นแค่ระดับ 7 ยังไม่ประกาศ ไม่อาจเอื้อม แต่อาตมาพูดถึงส่วนหลายส่วนของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาฝึกเพื่อจะไปเป็นพระพุทธเจ้านี่แหละ แน่นอนอาตมาก็มีไม่ใช่น้อยแล้วเหมือนกัน แต่อาตมาก็ต้องรู้ระดับ รู้สัดรู้ส่วน เพราะฉะนั้นพุทธวิสัยคือวิสัยของพระพุทธเจ้า เราก็เอาไว้ก่อน 2. หมายถึง ฌานวิสัย ตัวนี้ต้องพูดกันนาน มาถึงฌานวิสัย คำว่า วิสัย คำเดียวนี้ หมายความว่า เป็นสิ่งที่เกิดอยู่ในตัวคนแล้ว ตั้งแต่ขั้น อาตมาอธิบาย สัย นี้หลายสัย 1.อาศัย 2.นิสัย 3.วิสัย 4.อนุสัย อาศัย นี่ พวกเราก็จะเข้าใจแล้วเพราะเป็นภาษาไทยไปแล้ว คำว่า อาศัย คือสิ่งที่จะต้องมี ช่วยตนอยู่ตลอดเวลา ต้องอาศัยมัน ก็ทับศัพท์ ก็ต้องอาศัยมันไปในชีวิตของเราก็ต้องอาศัย อาศัยอะไร อันนั้นแหละ กาย วาจา ใจ คุณมีพฤติกรรม อาการ ก็อาศัยมัน แม้แต่ที่สุดเจตสิกต่างๆก็ต้องอาศัย เจตสิกต่างๆ ตั้งแต่ กายิกเจตสิกเวทนา เจตสิกเวทนา กายิกเวทนา คำแรกเลยใน เวทนา 108 ต้องมีคำว่ากาย ต้องมี 2 เสมอ แล้วก็ชี้อีกทีคือ เจตสิกเวทนา ถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เข้าใจคำว่า เจตสิก แล้วเป็นเจตสิกระดับอาศัย เจตสิกระดับนิสัย เจตสิกระดับวิสัย เจตสิกระดับอนุสัย ซึ่งตัวท้ายนี้ฝังแน่นอยู่ในจิตเลยอนุสัย เป็นตัวหลักเลยที่จะถอดถอนยากที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าคุณเข้าใจสภาวธรรมของภาษาที่เรียกตั้งแต่ กายิก เจตสิกะ หรืออาศัย นิสัย วิสัย (สยะ แปลว่า ตน) แล้วก็อนุสัย พวกนี้ คุณไม่เข้าใจสภาวธรรม คุณไม่รู้ความแตกต่างของมันยังไง ศึกษาธรรมะไปก็ไม่มีความรู้พอ ละเอียดไม่พอ ลำดับอันเป็น ลาดลุ่ม เรียงลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่มีความละเอียดเหล่านี้ไม่อัศจรรย์ ต้องให้สมบูรณ์แบบเป็นลำดับลำดา ไม่รู้เรื่อง ฉะนั้นเรื่องของฌานขั้นวิสัยไม่ใช่แค่ขั้นอาศัย ไม่ใช่แค่ขั้นนิสัย แต่เป็นขั้นวิสัยมันติดตัวเป็นธรรมดาธรรมชาติ ที่ ถ้าว่าจริงๆแล้ว ประกอบไปด้วยปัญญา ถ้าไม่ประกอบไปด้วยปัญญาก็ได้ แต่นั่นแหละยิ่งจะถอนยาก ยิ่งจะล้างยาก ยิ่งจะแก้ยาก เหมือนอย่างชาวกระแสหลัก ชาวเถรสมาคม ที่อาตมาพูดอย่างนี้ไม่ได้ไปทำความแตกแยก แต่อธิบายความรู้ว่า ทางโน้นเขาเข้าใจอย่างนั้นเป็นนานาสังวาสกันกับเรา อย่างอาตมาเข้าใจเป็นอย่างนึงมันต่างกัน อธิบายความแตกแยกกับแตกต่าง เป็นนานาไม่ใช่ เอทะ ไม่ใช่แยกนิกาย เพราะฉะนั้นอย่ามาตู่พวกอาตมาว่าเป็นพวกนิกาย นอกจากทางโน้นเขาจะจัดอาตมาเป็นพวกนิกาย เขาก็หลง ก็เป็นอนันตริยกรรม พวกเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นสังวาสเดียวกัน เป็นพุทธเดียวกันอยู่ อาตมาไม่ไปล้มหรอก แม้เขาจะมีปาราชิกกองทับถมกันอยู่อย่างนั้นไม่ละอายก็ช่างของเขาเป็นเรื่องของใครของมันแล้ว เราเข้าไปรู้ว่ารู้ แต่ว่าพูดจังนักวิจัยวิจารณ์กันอย่างหนัก ปฏิกโกสนากันได้ แต่ว่าอย่าอธิกรณ์อย่าฟ้องร้องกัน แต่ทางโน้นฟ้องร้องพวกเราอย่างหนักเพราะอัตตาเขามากเขาก็ถือตัวหาว่าอาตมาผิด แต่เขาหารู้ไม่ว่าพวกเขาผิด ก็น่าสงสารแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร มันจบแล้วทุกอย่าง วันนี้มันลงตัวแล้ว เพราะฉะนั้น ฌาน มีฌานโลกีย์ครองโลก แล้วเขาก็แปลฌานหรือให้ความหมาย Concept องค์รวม เขาเข้าใจว่า ฌาน คือการเข้าไปหลับตา ฌานต้องเข้าฌานแล้วก็ต้องออกฌาน ฌาน ก็ไม่ใช่ไม่มี แต่มี เป็นของเดียรถีย์ เป็นของนอกรีต นอกทางพุทธ ฌานอย่างนั้น จะเรียกว่าวิสัยก็วิสัยของ เดียรถีย์ ไม่ใช่ของพุทธ เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นฌานของพุทธนั้นเป็น อจินไตย จริงๆ ข้อที่ 2 คือไม่ใช่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายๆไม่ใช่จะรู้กันได้ง่ายๆ ไม่ใช่วิสัยที่จะรู้ได้ด้วยสามัญหรือแม้แต่จะเป็นผู้เฉลียวฉลาด เป็นผู้มากความรู้ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ ฌาน ของพระพุทธเจ้านั้น 1.เป็น อจินไตย เพราะฉะนั้น อจินไตย ที่ว่านี้จึงเท่ากับ เหมือนกับบอกคนตาบอดว่าท้องฟ้าสวย ฌาน เป็น อจินไตย อย่างนี้กับคนทั่วไปเหมือนกับบอกคนตาบอดว่าท้องฟ้าสวย ถ้าตาบอดสอดตาเห็นก็จะบอกว่าท้องฟ้าสวย ถ้าคนตาบอดที่ยอมรับว่าเราตาบอด เรามองไม่เห็น ก็บอกว่าน่าเสียดายจังยอมรับตัวเองก็จบ แต่ส่วนมากตาบอดสอดตาเห็น บอกว่าสวยฟ้าสวย ที่จริงเขาไม่เห็นฟ้า แต่เขาก็นึกว่าเขานั้นเห็นฟ้า คนพวกนี้นี่เป็นคนที่ไม่เข้าใจตัวเอง ก็น่าสงสาร เพราะฉะนั้น ฌานวิสัยของเขา ก็เป็นการหลอกตัวเขาเอง เขาจะไม่มีวันเข้าใจ ฌานวิสัย ได้ง่ายๆเพราะเป็น อจินไตย ฌานอีกอันนึงของเขาก็คือฌานหลับตา เขาก็จะไปจมอยู่กับ ฌานหลับตา บอกว่าเป็นวิสัยก็เป็นวิสัย แต่มันไม่ใช่วิสัยของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่วิสัยของศาสนาพุทธ มันเป็นฌานโลกียะ จะว่าไม่มีมันก็ไม่ได้ มันมี แต่เขาก็หลงติดยึดว่าอันนั้นเป็น ฌาน มีความรู้อยู่ในกรอบความเข้าใจว่า ฌาน ต้องเป็นอย่างนั้น ฌาน ต้องนั่งหลับตาเอา คนล้อกัน คนที่นั่งเหม่อไม่รู้เรื่อง เขาก็ว่าเฮ้ย..เข้าฌานหรือ ฌานจะต้องจมอยู่ในภวังค์ ไม่รู้ข้างนอก และต้องเข้าต้องออก เข้าฌานออกฌาน เพราะฉะนั้น ฌานของพระพุทธเจ้าไม่มีเข้าไม่มีออก ฌาน เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีการหลับตา ต้องลืมตาด้วย ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัยด้วย แล้วต้องรู้ด้วย พิจารณาด้วยอปัณณกปฏิปทา 3 มีศีล เป็นหัวข้อหลัก แล้วปฏิบัติไปเกิดสัทธรรม 7 เกิดฌาน 4 ด้วยวิชชาและปัญญาเป็นยาดำร่วมรู้ทุกอย่าง นี่คือของศาสนาพุทธจะเห็นจะได้ว่าความเสื่อมของศาสนาพุทธขณะนี้ 2,500 ปีนี้ อาตมาทำงานมา 50 กว่าปีนี้กระเตื้องขึ้นมาเท่านี้ นอกนั้นกระดิกหูที่ไหน ไม่กระดิกหูเลย แล้วดูถูกดูแคลนอาตมาด้วย ไม่ฟังด้วย ตีทิ้งเลย ปรโตโฆษะไม่มี ไม่รับฟังเลยจากอาตมา ผู้ที่ใดยังแอบฟังอาตมาบ้างยังพอมีหวัง เพราะถ้าเขาเชื่ออย่างโน้นเลยนะ ที่อาตมาทิ้งเลย แหม สุดสงสาร สุดสาคร สุดสินสมุทรจริงๆ จริงๆนะอาตมาพูดไม่รู้จะใช้ศัพท์อะไรไปอธิบาย พูดอย่างจริงใจเลย ถ้าเผื่อว่าคนเหล่านั้นมาเข้าใจศาสนาพุทธมันจะดีเท่าไหร่ มันจะถูกทางเท่าไหร่ มันจะได้คนอย่างพวกเรา ประเทศไทยก็จะมีคนโลกุตรบุคคล อย่างพวกเรา เป็นอาริยะที่แท้ มันก็จะมีความอิสระ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนความเสียสละ อย่างพวกเรานี้เห็นไหม เพราะฉะนั้นการบริหารประเทศ นี่แหละอย่างที่อาตมาพาทำ อาตมาพาบริหารโดยเอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาบริหาร จึงได้ผล ผลอย่างนี้แหละ ถ้าบอกว่าผลที่อาตมาพาทำนี่มันผิดก็ผิดอย่างนี้ แต่อาตมายืนยันว่ามันถูก อย่างโน้นมันผิด มันถึงไม่เกิด อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนความเสียสละ อย่างที่พวกเราเป็น เห็นไหม มันจึงมี สาราณิยธรรม 6 ได้ จึงเกิดชุมชน สาราณิยธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา สาธารณโภคี แล้วก็อยู่กันอย่าง ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา จนกว่าจะตายจากกัน สุดยอดแล้ว เพราะฉะนั้นเขาไม่มีฌานที่เป็นโลกุตระ เพราะฉะนั้น ฌาน ของพระพุทธเจ้าแท้เป็นฌานโลกุตระ ฌานโลกุตระ ต้องมีปัญญาประกอบ ต้องมีวิชชา 8 ประกอบ ต้องปฏิบัติอธิบายได้ว่ามีศีล เช่น ศีลข้อ 1 ศีลข้อ 2 ศีลข้อ 3 คุณจะมี อปัณณกปฏิปทา 3 กับศีลข้อที่ 1 รู้จักความเป็นสัตว์ แล้วก็ต้องปฏิบัติกับความเป็นสัตว์ โดยที่คุณอย่าไปเบียดเบียนกัน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ สัตว์ทั้งปวงเราก็หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวง จึงไม่พยายามทำให้ถึงขั้น ปาณะไม่ให้ตกร่วง ฟังดีๆนะอธิบายอาจจะลึกซึ้งมากหน่อย เคยอธิบายผ่านมาแล้วละ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ศีลข้อที่ 1 อย่าทำ ปาณะให้ตกร่วง คือ ปาณาติปาตา ปาณะคือเชื้อจิตในระดับ ปาณะ ยังไม่ถึงสัตตะด้วยซ้ำ มันเป็นชีวะแล้ว มันผ่าน มหาภูติ มันผ่าน ภูตคาม ผ่านพีชคาม มามีเจตภูต ละเอียดลึกซึ้งขึ้นมาถึง ปาณะได้ ถึงปาณะธาตุ เป็นธาตุจิตถึงปาณะแล้ว สูงขึ้นไปก็เป็น สัตตะ แล้วเป็นจิตนิยามสมบูรณ์แบบ อาตมาอาศัยพยัญชนะบาลีมาสื่อสภาวะ อย่างพวกเราฟังพอเข้าใจไหม แต่ข้างนอกเขาจะไม่เข้าใจหรอก เขาจะ อจินไตย เลย พูดไปก็ไม่รู้เรื่อง เขาจะไม่รู้เรื่องเข้าใจอย่างพวกเราเข้าใจ มันต่างกัน เพราะฉะนั้น อาตมาถึงบอกว่า โอ้โห เกิดมานี้เป็นคนไทยศาสนา แล้วก็อยากได้นิพพาน เอาชีวิตเกิดมาก็สนใจศาสนา มันก็น่าจะได้ถ้าได้แล้วไม่เสียหายอะไรเลย ถ้าได้แล้วก็จะมาเป็นประชาชนที่มีคุณธรรมโลกุตรธรรม อาริยธรรมของพระพุทธเจ้ามันก็จะ โอ้โห..สุดยอด ประเทศในโลกอย่างประเทศไทยมีประชาชนมีมวลชน มีความรู้และมีจิต ทั้งความรู้ทั้งเจโต ทั้งเจโตทั้งปัญญา บรรลุธรรมพระพุทธเจ้าบรรลุจริงๆ บรรลุ คือ สามารถแยกจิตแยกกิเลสออกได้ จับอาการของกิเลสแล้วสามารถฝึกตน จนกระทั่งมีความรู้ที่มันมีประสิทธิภาพ มีธรรมฤทธิ์ถึงขั้นทำให้ตัวกิเลสมันหายไป กิเลสมันหนีไป นี่อันนี้เขาก็ลอกมา กิเลสถูกกำจัด ในตโปกรรม ในมารสังยุต ดูกรมารผู้กระทำซึ่งที่สุด ตัวท่านเป็นผู้ที่เรากำจัดเสียได้แล้ว ฯ ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ ปัญญารู้เข้าไป ปัญญาถึงบอกว่าเป็นธรรมฤทธิ์หรือประสิทธิภาพของธาตุรู้ที่เป็นปัญญาหรือฌาน พอเข้าไปดูหน้ามัมารหรือหน้ากิเลส พอเข้าไปรู้เท่านั้นแหละมารวิ่งหูตูบเลยอาตมาใช้ศัพท์นี้พูดมาหลายที มันเป็นธรรมฤทธิ์และมันเป็นประสิทธิภาพของธาตุรู้ ที่มีอำนาจของธาตุรู้ มีพลังสุดยอด เพราะฉะนั้นการสร้างปัญญาหรือความมีปัญญาขึ้นมาได้จริง จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มันเป็นธรรมาวุธสุดยอด ศาสนาพุทธมีปัญญาเป็นธรรมาวุธสุดยอด ที่จัดการทุกอย่างจัดการกิเลส คนเราถ้าจัดการกิเลสหมดดับเป็นอรหันต์ได้ พระพุทธเจ้าก็ปล่อยแล้ว ปล่อยแล้วพระอรหันต์ อรหันต์ระดับที่ 1นะ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อาตมาอธิบายอรหันต์ถึง 6 ระดับชั้น ซึ่งไม่มีใครมาพูดหรอกถ้าไม่ใช่อาตมา เพราะอาตมาศึกษามีแผนผังมีตำรา ที่จะต้องให้ถึงอรหันต์ที่ 6 อาตมาเป็นอรหันต์ระดับที่ 4 แล้ว กำลังเข้าระดับที่ 5 ถ้าได้ 5 ก็ไปถึง 6 เป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นอรหันต์ระดับที่ 6 เพราะฉะนั้นคนไม่เข้าใจอรหันต์ที่แยกระดับ จึงบอกว่ามาพูดอรหันต์อะไรต่างๆนานา แล้วเขาก็นึกว่า อรหันต์มีอรหันต์เดียว ซึ่งไม่ใช่ อรหันต์ไม่ได้มีอรหันต์เดียว อรหันต์มีตั้ง 6 ระดับ 6 ขั้น ที่อาตมาแจกแจงมาแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องตื้นๆ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆที่จะมาพูดเล่น อาตมาพูดไม่ใช่เรื่องเล่น มันเป็นเรื่องจริง เท่านั้นแหละทำปัญญาให้แจ้งกิเลสก็หายไปหมดสรุปง่ายๆ 660913 ฌานวิสัย คืออจินไตย 4 ที่พ่อครูมีในตน พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน