150000 จะมีดวงตาเห็นธรรมจนดับอวิชชาได้ด้วยวิธีใด-พ่อท่าน-วัดธาตุทอง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2515
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์377 KB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

150000 จะมีดวงตาเห็นธรรมจนดับอวิชชาได้ด้วยวิธีใด-พ่อท่าน-วัดธาตุทอง พ่อท่านเทศนาที่วัดธาตุทอง ปี 2515 ไม่ทราบวันที่และเวลาเทศน์ พ่อครูว่า... เราก็มาพูดกัน จะดับอวิชชาด้วยวิธีใด ฟังแล้วก็คือเราจะเป็นพระอรหันต์กันได้อย่างไร? ด้วยวิธีใด เราจะเป็นพระอรหันต์กันได้อย่างไร ถ้าเราไม่เอาความหมายอย่างนี้ เราก็จะรู้ว่า ที่เราจะพูดกันด้วยธรรมะ ที่อาตมาพูดอย่างนั้นก็หมายความว่า คำว่า “อวิชชา”นั้น โดยความหมายของมันอย่างแท้จริงแล้วล่ะก็ ต้องหมายความว่า เราจะมีนิพพานที่จะได้นิพพาน หรือเป็นพระอรหันต์ จึงเรียกว่า อวิชชา แต่ถ้าเราจะเอาคำว่าอวิชชามาพูดธรรมดาๆ แล้วล่ะก็ วิชชาทั่วๆ ไปในโลกนี้ แปลว่า ความรู้ เพราะฉะนั้นความรู้อะไรก็แล้วแต่ที่เราเองไม่รู้ ก็เรียกมันว่า อวิชชา ได้เหมือนกัน ที่พูดกันอย่างโลกๆ ทั่วไป ใครที่ไม่รู้อะไรก็ เรียนเอา เรียนเอา เรียนเอา ไอ้คนนั้นก็ได้หรือพ้นอวิชชาแบบโลกๆ ไปได้ทั้งหมด ทุกอันทุกสิ่ง นับไม่ถ้วน เหมือนใบไม้ เหมือนต้นไม้ เหมือนๆ ใบไม้ทั้งหมดน่ะ ที่หล่นอยู่ใต้ต้นไม้ และหมดต้นไม้ทั้งหมด นั่นเรียกว่าเป็นวิชชาทั้งนั้น พระพุทธเจ้าของเรา รู้หมดแล้ว รู้ทั้งใบไม้บนต้น รู้ทั้งใบไม้ที่หล่นอยู่ นี่พระพุทธเจ้ารู้นะ แต่พระพุทธเจ้าของเรานั้น ท่านเค้นเอามาหรือคั้นเอามา หรือคัดเอามา ว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุด ที่จะเป็นวิชชาที่ควรเรียนนั้น คั้นออกมาแล้วเหลือกำมือเดียว ท่านเอาใบไม้กำมือเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้ใดทำใบไม้กำมือเดียวนี้ให้ได้รู้แจ้งแทงทะลุแล้ว รู้เท่านี้ พ้นอวิชชาเท่านี้ หรือได้วิชชาเท่านี้ จำกัดความลงไปเหลือแค่ใบไม้กำมือเดียวนี้ ท่านบอกว่าเท่านี้แหละจำเป็นที่สุดในชีวิตของสัตว์โลกที่เรียกว่า มนุษย์ นอกจากนั้น ท่านไม่วุ่น ท่านไม่วุ่นแล้ว เพราะฉะนั้น เราจะต้องมา

อ่านต่อ

ทำคำจำกัดความ หรือมารอบรัดกันซะก่อนว่า ไอ้แค่ใบไม้กำมือเดียวกันนี้ล่ะ ใบไม้กำมือเดียวของที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบให้ฟังที่ป่าศีรษะเนี่ย ศีรษะป่าเนี่ย ที่ท่านเรียก ท่านถามภิกษุเนี่ย เรามารอบรัดกันซะก่อนว่า มันกินความแค่ไหน มันกินความแค่ไหน มันก็กินความอยู่แค่ว่า เราจะต้องมีความรู้ ที่เรารู้กันมาทั้งหมดแล้วง่ายๆ พื้นๆ ทุกคนก็ได้ฟังกันมาจนหูจะแฉะแล้ว คือ รู้อริยสัจ 4 รู้ทุกข์ กำหนดรู้มันให้ได้ ปริญเญยยะ หรือเรียกว่า ปริญญายติ ปริญเญยยะเนี่ย รู้ ทุกข์เนี่ยกำหนดรู้ ไม่ใช่วิชชาที่จะไปตามรู้เรื่องอื่น เป็นความรู้ที่จะต้องรู้ทุกข์ ทำปริญญายติ ปริญเญยยะ ให้รู้ตัวนี้ กำหนดรู้มัน เมื่อรู้ทุกข์แล้วทำยังไง เมื่อรู้ทุกข์แล้วท่านก็บอกว่า ให้รู้พ่อแม่ของทุกข์ด้วย รู้ทุกข์แล้วให้รู้พ่อแม่ของมันด้วย คือรู้ตัวที่มันทำให้มันเกิดอยู่ ตัวที่มันทำให้เกิดนั้น เราเรียกว่า สมุทัย หรือต้นเหตุ หรือต้นทาง หรือพ่อแม่ หรืออะไรก็ตามแต่ ไอ้ตัวสมุทัยนี่ นอกจากจะรู้ทุกข์แล้ว เราจะต้องทำความรู้ต่อไปอีก จนกระทั่งไปรู้ถึงสมุทัย แล้วไม่รู้เปล่าด้วยนะสมุทัยเนี่ย ต้องทำการละทุกข์ด้วย แม้รู้สมุทัย เข้าใจสมุทัยแล้ว ต้องละด้วย เรียกว่า ปหานกิจ หรือ ปหานปธาน ต้องประหารมัน ต้องฆ่ามัน ต้องละมัน ต้องเลิกมัน สมุทัยนี่ ต้องฟังให้ดีนะ รู้ทุกข์ ไอ้ตัวทุกข์นี่ไม่ได้ดับเลย อย่าเข้าใจเพี้ยน เราสิ้นทุกข์โดยที่เราไม่ต้องดับทุกข์ เราไม่ต้องฆ่าทุกข์ แต่เราไปฆ่าสมุทัย ฟังให้ดี พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ละเอียดลออ ท่านสอนเอาไว้ใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ทุกข์นั้นต้องกำหนดรู้ สมุทัยต้องละ ต้องทำการละ ทีนี้ทำการละแล้วเป็นยังไง ละแล้ว เราก็จะถึงซึ่งนิโรธ จะถึงซึ่งความดับ จะถึงซึ่งความหมด จะถึงซึ่งความหยุด มันจะเป็นอย่างนี้ พอเราละสมุทัยแล้วมันจะถึงซึ่งความดับ ความหยุด ความหมด ความจบ ท่านเรียกว่ามันจะถึงซึ่ง ปฏิกโรติ ต้องมีปฏิกโรติ คือ ทำตัวนี้ให้มันแจ้งให้มันเข้าใจ ให้มันรู้พร้อม ให้มันแจ้งให้มันเข้าใจ ปฏิกโรติ ทำให้แจ้ง ทำให้รู้พร้อม ถ้าเข้าใจแล้ว อ๋อ อย่างนี้เองเหรอนิโรธ ต้องให้รู้อย่างนี้ อ๋อ..สภาพนิโรธเป็นอย่างนี้เองหรือ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดรู้ทุกข์แน่นอน อ๋อ.. อย่างนี้เองที่เรียกว่า ทุกข์ แล้วก็รู้ด้วยว่าเหตุที่มันเกิดทุกข์นี้ ก็เพราะอย่างนี้เอง อ๋อ.. อันนี้คือสมุทัยอย่างนี้ เอาละ ไอ้สมุทัยอันนี้ฆ่าให้ได้ ดับให้ได้ เลิกให้ได้ ละให้ได้ ทำลายให้ได้ ประหารมันลงไปให้ได้ พอละเแล้วเสร็จ ผลก็เกิดขึ้นแล้วอ่อ ละสมุทัย หรือฆ่าสมุทัย ดับสมุทัยแล้ว ผลที่มันเกิดมาเป็นอย่างนี้เอง ภาษาโลกเรียกมันว่า นิโรธ หรือ วิมุติ ภาษาเค้าเรียกว่า นิโรธ หรือ วิมุติ ทำนิโรธหรือวิมุติ นี้ให้เห็นขึ้นมาที่ในนี้เป็นปัจจัตตัง ขึ้นมาในนี้ ไม่รู้จะที่ไหนก็ตามแต่ อาตมาจิ้มไม่ถูก ให้มันเกิดที่ไหนก็ช่างเถอะ ให้มันเกิดในขันธ์ 5 นี่แหละ ให้มันเกิดนิโรธขึ้นมา จนกระทั่งรู้ว่า อ๋อ..อย่างนี้นะหรือนิโรธ จึงเรียกว่า ทำให้แจ้ง นิโรธต้องทำให้แจ้ง ปฏิกโรติ ต้องทำให้แจ้ง ทำให้แจ้ง เหตุที่มันแจ้งด้วยนิโรธ เพราะว่าเราดับเหตุตัวสมุทัย ดับเหตุตัวสมุทัยแล้วก็แจ้ง รู้ว่านิโรธเป็นอย่างนี้เอง ทุกวันนี้เราเข้าใจนิโรธกันไม่ถูก เราเข้าใจนิโรธกันไปเยอะแยะเป็นนิโรธแบบไหนก็ได้ นิโรธมีต่างๆ นานา อภิสัญญานิโรธก็มี สัญญาเวทยิตนิโรธก็มี ซึ่งล้วนแล้วแต่เรียกว่า นิโรธสมาบัติ ทั้งนั้น อภิสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็เรียกว่านิโรธสมาบัติ สัญญาเวทยิตนิโรธ เขาเรียกว่า นิโรธสมาบัติ แต่มันยังไม่เป็นนิโรธที่แท้จริง ที่เรียกว่านิโรธอริยสัจ ของพระพุทธเจ้า เราเรียกว่า นิโรธอริยสัจ คือเป็นนิโรธที่แท้จริงของผู้ฉลาด นิโรธอริยะ แปลว่า ฉลาด สัจจะ แปลว่า แท้จริง เป็นนิโรธที่แท้จริงของผู้ฉลาด เพราะฉะนั้น ต้องเอาคำจำกัดความอันนี้ มาเรียกให้ได้ว่า นิโรธของผู้ที่ฉลาดอย่างแท้จริง มันเป็นรูปร่างลักษณะอย่างไร รูปร่างลักษณะของนิโรธอริยสัจนั้นก็คือ มันดับ ดับอย่างสว่างๆ แหม! ฟังแล้วเมา เมาแน่ๆ ดับยังไง ดับอย่างสว่างๆ ฟังให้ดีนะ มันดับอย่างสว่างๆ มันไม่ดับอย่างมืดๆ ตามธรรมดาแล้วเราดับอะไรก็ตาม เราดับแล้วมันจะมืด แต่ของพระพุทธเจ้าของเราดับแล้วสว่างๆ แหม! มันยาก มันต้องแจ้งตรงนี้แหละ ถึงบอกว่ามันถึงยากตรงนี้ จึงต้องแจ้งตรงนี้ เพราะมันดับอย่างสว่างๆ ไม่ใช่ดับอย่างมืดๆ มืดตึบตื๋อ ยังไงก็ไม่รู้ ไม่ใช่ แต่ที่นี้อาตมาจะยกตัวอย่างให้ฟังอีกนิดนึง ก่อนจะยกตัวอย่าง จะขออธิบายอริยสัจ 4 ให้ครบ 4 ตัวก่อนประเดี๋ยวจะขาดไป ผู้ใดทำความรู้แจ้งให้ได้ว่า รู้ทุกข์แล้ว แล้วก็รู้ตัวสมุทัยต่อลงไป นอกจากรู้สมุทัยแล้ว ไม่รู้เปล่า ดับลึก ต้องประหารหรือฆ่าด้วย ต้องทำการปหานกิจ ปหานปธานให้ได้ พอปหานกิจนี้หมดแล้ว เป็น ปหานปธาน จบแล้วเราก็จะเกิดนิโรธ เป็น ปฏิกโรติ เป็นการแจ้งสว่างในนิโรธ มาเข้าใจนิโรธ รู้แจ้งถึงนิโรธบรรลุล่วงในนิโรธ นิโรธอันนี้มันบรรลุเป็นนิโรธเกิดอยู่ในนี้ เป็นสันทิฏฐิโกมีแล้วที่ตัวเรา หรือเป็นปัจจัตตัง หรือได้เองคนอื่นไม่เกี่ยว ถ้าคนไหนมีปัจจัตตังด้วยกัน คนนี้ก็มีปัจจัตตังตัวนี้ นิโรธตัวเดียวกันนะที่พูด ยังไม่ต้องคุยกันเลยแม้แต่สายตาก็จะรู้ว่ามีนิโรธเหมือนกัน แต่ถ้าคนมีนิโรธไม่เหมือนกันอย่าว่าแต่สายสายตาเลย พูดกันแล้วบอกกันแล้ว กรอกหูกันแล้ว อธิบายกันแล้ว บีบให้ดูแล้วชักให้ดูแล้ว ทุกวิถีทางก็จะไม่เห็น ไม่เห็นไม่เข้าใจไม่ลงตัวกัน แต่ถ้าคนที่มีสิ่งเดียวกัน ปั๊บ ลงตัวกันเป๊ะเลยไม่ต้องพูดกันหลายคำ นิโรธมันมีตัวของมัน มันเหมือนมันมีอะไรก็ไม่รู้มันบอกไม่ถูกมันเป็นวิญญาณอันนึงก็ได้ ใครทำนิโรธนี้ให้แจ้งแล้วเรียบร้อย ผู้นั้นทำได้จนกระทั่งมากพอ จนถ้วนทั่ว รอบถ้วนหมด ในทุกเหลี่ยมทุกมุมแล้ว ทำรอบถ้วนเป็นทุกเหลี่ยมทุกมุมพร้อมแล้ว คนนั้นก็จบอวิชชา ทำแค่นี้ให้จบ ทำทุกข์รู้ทุกข์ให้ได้ รู้สมุทัยของทุกข์ให้ได้ แล้วก็ทำให้มันเกิดนิโรธให้ได้ ทำให้ดับไม่เกิดนิโรธให้ได้ทำอย่างนี้แหละ ให้จบ พอจบปั๊บคนนั้นก็รู้มรรคถ้วนทั่ว คนนั้นก็รู้มรรคถ้วนทั่ว ทำไมถึงว่ารู้มรรค ก็เพราะเหตุว่าคนนั้นมีมรรคถ้วนทั่ว ทำไมถึงเรียกว่ามีมรรค ก็เพราะเหตุว่า คนใดก็ตามแต่ ถ้ารู้ทุกข์ และรู้สมุทัยของทุกข์ และฆ่าสมุทัยนี้ ดับสมุทัยนี้ได้จนเกิดการดับการหยุดการจบการตาย การดับสิ้นหมดรอบหมดแล้ว เป็นนิโรธได้ คนนั้นก็จะรู้วิธีทำและรู้นิโรธที่แท้จริง วิธีนั้นทำยังไงจึงจะดับสมุทัยได้ รู้วิธีที่อย่างแท้เที่ยง รู้หนทางที่จะดับนั่นเอง ถ้าดับได้อันนึง รู้วิธีหนึ่ง ดับได้สอง อันก็รู้สองอัน ดับได้สามอัน ก็รู้สามอัน ดับได้สี่ ดับได้สิบ ดับได้ร้อย ดับได้พันอัน ก็รู้ ดับได้ร้อย ได้หมื่น ได้แสน ดับได้ทุกอันทุกอัน ก็เรียกว่าได้มรรคทุกอัน ทุกอัน ทุกอัน จนกระทั่งรู้หมดแล้ว ดับได้รอบแล้วกิเลสหมดนี้ก็รู้ กามตัณหา ภวตัณหาก็รู้ รู้ไปจนกระทั่งถึงชั้นลึกสุด เป็น อาสวะ อ๋อ..หมดเป็นกามาสวะ ภวาสวะเกลี้ยงเลย อวิชชา ก็ถึงซึ่งอวิชชาสวะได้จริงๆ ด้วย อวิชาก็ถึง อวิชชาสวะ ด้วย จึงเรียกว่าเป็นผู้ค้นอวิชชา จนถึงขั้นลึกสุดในอาสวะได้แล้ว คนนั้นก็มีมรรคเต็ม เพราะฉะนั้นมรรคนี้จึงเรียกว่าต้องมี มรรคต้องมี ต้องเป็นภาวนาจิต คือสำเร็จกำหนดบรรลุประสบผล ภาวนาหมายความว่าเกิดประสบผล เกิดการประสบผลเรียบร้อยแล้ว เรียกว่าภาวนา หรือ ภเวติ มรรคต้องเป็นภเวติหรือมรรคต้องเป็นภาวนาจิต มรรคต้องมีนั่นเอง ผู้ใดบรรลุล่วงเสร็จเรียบร้อยจบแล้ว ก็ต้องอยู่กับมรรคเท่านั้นเอง พระอรหันต์ทุกองค์มีมรรค บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นองค์ 8 อยู่พร้อมตั้งแต่ สัมมาทิฏฐิถึงสัมมาสมาธิ ต้องเต็มพร้อมอยู่แล้วในองค์มรรค ทุกอย่างเป็นไปในอัตโนมัติ แล้วมีมรรคเป็นองค์ 8 พร้อมแล้วกันอยู่สบายเลย พระอรหันต์เป็นอย่างนั้นเพราะฉะนั้นต้องมีมรรค เป็นมรรคที่มีในตนพร้อมเลย อาตมาจะขอเขียนย่อๆ สำหรับอริยสัจ 4 นะ มันสั้นๆ ต้องตั้งที่ว่า “ทุกข์ควรรู้ สมุทัยควรละ นิโรธควรแจ้ง มรรคควรมี ” จำง่ายๆ ไม่ต้องไปจำเอาบาลีมันเลอะ บาลีเอาไว้พูดขู่คนเท่านั้นแหละ อาตมาก็รู้เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน รู้ไว้ขู่คน รู้ไว้ขู่คนเก่ง เอาจริงๆ เนื้อๆ แท้ๆ ไม่ต้องไปท่องบาลีอะไรหรอก จะท่องก็เอาถ้าใครอยากจะท่องไว้ขู่คนบ้างก็เอา แต่รู้ไว้บ้างก็ดี ไม่ได้ประหลาดอะไรหรอก รู้มันก็กำไรถ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นไร ขอให้ได้มีเนื้อๆ ก็แล้วกันเข้าใจให้ได้ ถ้าเข้าใจไม่ได้แล้วมันปนกันนะ มันเฝือเหมือนกันนะ ควรรู้ควรละ ควรแจ้ง ควรมี ที่อาตมาพูด อธิบายมาเมื่อกี้นี้แล้ว ค่อยๆ ไล่ระดับๆ มาให้ฟัง อย่าไปจำผิดว่า ทุกข์นั้นเราจะไปดับมัน เราพูดกันเรียกว่า พูดเร็วๆ พูดหวัดๆ พูดกันรวบเลยว่าดับทุกข์ดับทุกข์ แต่คุณเอ๋ย คุณยังไม่ตายดับดิ้น คุณจะดับทุกข์ไม่ได้ ไม่ได้เพราะ สัพเพ สังขารา ทุกขา แม้แต่ใจมันปรุงขึ้นมานิดนึงเป็นอุทธัจจะ ก็ทุกข์แล้วคุณทุกข์แล้ว ใครจะรู้ได้ละเอียดล่ะ คนผู้รู้เท่านั้นถึงรู้ว่าแม้แต่ใจมันคิดขึ้นมานิดนึงมันก็ทุกข์ คนไม่รู้มันก็ไม่รู้ มันก็บอกว่าสบายสิ ทนได้นี่นา เหงื่อตกซอกๆ ก็บอกว่าสบาย มันส์ อร่อย มันไม่ได้ทุกข์เลย ขนาดเหงื่อตกซอกๆ มันก็ยังบอก มันอร่อย เพราะอะไร เพราะเขาไม่รู้ว่าทุกข์เป็นยังไง ทุกข์มีลักษณะยังไง เขาไม่รู้เขาถึงบอกว่ามันอร่อย ไม่มีอะไรในโลกเลย สัพเพสังขาราทุกขา ไม่มีอะไรเลยที่ไม่เป็นสังขารที่มันจะไม่ทุกข์เลยไม่มี ทุกสิ่งทุกอย่างยังเกิดอยู่ ย่อมเป็นการปรุงแต่ง ย่อมเป็นสังขารทั้งนั้นเลย แม้แต่จิตเริ่มเกิดเป็นตัวตนขึ้นมานิดนึง มันก็เป็นสังขารแล้ว พระพุทธเจ้าท่านถึงได้ตรัสเอาไว้ว่า ผู้ที่จะรู้ทุกข์ได้นั้น เป็นการยากยิ่ง จะมีบุรุษหนึ่ง ยิงลูกศรจากที่ไกล ให้ไปเสียบที่รูกุญแจ ให้ไปเสียบอยู่ที่รูกุญแจซ้อน ๆ กันเข้าไปร้อยดอก ที่รูกุญแจรูเดียวนั้น ยากยิ่งเหลือเกินแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ยากเท่า ผู้ที่จักเส้นผมเส้นหนึ่ง ให้ออกเป็นร้อยแฉก แล้วเส้นผมแต่ละแฉกที่จักนั้นต้องเท่ากันด้วยนะ อันนี้ยิ่งยากกว่าผู้ที่ยิงลูกศรไปให้เสียบที่รูกุญแจรูเดียว ณ ที่ไกล จักเส้นผมให้เป็นร้อยแฉกนี้ยากกว่า ถึงกระนั้นก็ตาม ยังไม่ยากเท่า ที่จะรู้จักทุกข์ได้หมดสิ้น คุณคิดเอา ถึงขนาดนั้นยังไม่ยากเท่าที่จะรู้จักทุกข์ให้ได้หมดสิ้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้อย่างนี้ คิดดูซิ มันยากแค่ไหนที่จะรู้ทุกข์ถ้วนทั่ว ใครไม่เข้าใจนี่อาตมาลงไว้ในหนังสืออโศกนานแล้วประโยคนี้ เอาลงไว้ในหนังสือเล่ม 1 เลยทีเดียว จริงๆ อย่างพระพุทธเจ้าท่านว่ามัน โอ้โห! ถ้าใครไม่รู้ทุกข์แบบนี้นะ คุณเอ๋ย เหลือเศษไว้เกิดทั้งนั้นแหละ เหลือกิเลสไปเกิดทั้งนั้นแหละ มันจะรู้สึกว่าสบายดีนี่หว่า นี่มันก็ยังสบายนี่เลยว่ะ นี่มันไม่ทุกข์อะไรเลย คุณยังเหลือเศษไว้ทั้งนั้นแหละ กว่าคุณจะรู้จริงๆ ด้วย ว่าอะไรที่มีแม้ตั้งแต่ขั้นอุทธัจจะ ก็ทุกข์ขึ้นมาเท่านั้นเองก็ทุกข์แล้ว ทุกข์แล้ว ฉะนั้นเราจะต้องมาไล่กันดูซิว่าทำยังไงเราจะดับอวิชชาได้สิ้น จะต้องรู้จนกระทั่งทะลุถึง อุทธัจจะ แล้วเราก็จะดับอวิชชาได้ อาตมาจะเขียนสูตรไว้ที่บนกระดานซะก่อนและอาตมาจะค่อยๆ ไล่มาจนกระทั่งอวิชชา นั่นคือสูตร ตั้งแต่ข้อ 1 มายันข้อ 10 นั่นคือสูตรที่เราจะต้องกระทำ เราจะต้องรู้ รู้เป็นลำดับๆ มา สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดนี้แหละ มันผูกเราไว้ มันดึงเราไว้ มันล่ามเราไว้ ให้เราติดอยู่ในโลก พ้นจากโลกไปไม่ได้ มีอยู่ 10 ข้อนี่แหละ และข้อที่ 10 นั้นคือ อวิชชา เราไม่ไปเรียนวิชชาอื่น วิชชาที่เราจะเรียนนั้นคือ 1. เรียนรู้ สักกายะ 2. เรียนรู้ กามราคะ 3. เรียนรู้ รูปราคะ 4. เรียนรู้ มานะ 1. เรียนรู้สักกายะ 2. เรียนรู้กามราคะ 3. เรียนรู้รูปราคะ ถ้าละเอียดขึ้นก็เรียกว่า อรูปราคะต่อ ที่จริงเราไม่ไปอ่านซ้อนเราไม่ไปเอาซ้อนถ้ารู้ละเอียดแล้ว แล้วอีกลักษณะหนึ่งก็คือมานะ 4 จะเอาให้ชัดอีกอันนึงก็ได้ อุทธัจจะ คือสภาวะแห่งการเกิดที่ละเอียดที่สุดคืออุทธัจจะ ถ้าใครรู้อุทธัจจะ อันแท้จริงของคนได้แล้ว ใครรู้จักอุทธัจจะเจตสิก หวานเลย รู้จักอุทธัจจะเจตสิกที่มันคลิกขึ้นมา แฮ่ จับได้แล้ว เริ่มแล้วไหมล่ะ ก่อตัวขึ้นไหมล่ะ จับได้ไล่ทันอย่างนี้แล้วนะ พอรู้ว่ามันพลิกขึ้นมาปั๊บ เอาสติคุมเลย เอ๊ยเกิดมาแล้วสติคุมเลย พอเอาสติคุมไปได้ตลอดเวลาแล้วที่นี้คุณจะทำอะไรล่ะ ถ้าคุณเห็นว่าในโลกนี้ควรทำให้ดี สิ่งที่ทำนี้เป็นกุศล เชิญเลยทีเดียว เพื่อการเกื้อกูลโลก โปรดโลกก็ทำ แต่ถ้าสิ่งใดเป็นอกุศล สติเรารู้ดีอยู่แล้ว แยกแยะออกแล้ว ว่าเป็นอกุศล หยุด เพราะเรารู้เสร็จแล้วนี่ อะไรเป็นสมุทัยแห่งตัวนี้ พอรู้อุทธัจจะแล้ว ดับอุทธัจจะปั๊บเลย อาตมาพูดย้อนตั้งแต่ปลายมาหาต้น ดับพรึ่บเลย อย่าปรุงอย่าฟุ้ง ถ้าฟุ้งมาเพื่อตัวตนนี้อย่าฟุ้ง ดับเลย พอดับพรึ่บลงแล้ว มันก็ไม่มีอะไร มันก็อยู่สบาย เพราะฉะนั้น อวิชชาตัวนั้นไม่เรียกว่า อวิชชา อวิชชาตัวนั้นเรียกมันว่า วิชชา ว่ารู้เท่า รู้ทัน รู้แจ้ง รู้สว่าง เข้าใจชัดแจ๋เลย นี่แหละเรียกว่า สว่างไสวอยู่ในการดับ หรือดับอย่างสว่างโล่ง นี่แหละ คือมีวิชชา เป็นวิชชาสว่างไสวรู้แจ้งแทงทะลุอยู่ชัดเจนเลย ไม่ใช่ดับอย่างอภิสัญญานิโรธ เพราะว่าถ้าไปดับอย่างอภิสัญญานิโรธแล้ว มันไม่สว่างไสว มันมืดตึ๊ดตื๋อเลย ไม่รู้เรื่องเลย ดับอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าไม่เอา ไม่เอา ดับอย่างนั้นไม่เอา พระพุทธเจ้าท่านสอนพระอานนท์อยู่ในสูตร โปฏฐปาทสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ 9 ข้อ 275 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 1 ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค) ท่านสอนพระอานนท์เอาไว้ คือ ปาทะพราหมณ์มาถามพระพุทธเจ้าว่า ท่านผู้เจริญ อภิสัญญานิโรธนี้มันเป็นยังไง มาทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสบอก อภิสัญญานิโรธ มันเป็นอย่างนี้แหละเธอ แล้วท่านก็อธิบายให้ฟังว่า ถ้าผู้ใดทำตนให้รู้ในฌาน เป็นรูปฌานเสร็จแล้ว แล้วเราก็พยายามทำรูปฌานนี้ให้ละเอียดยิ่งขึ้นอีก กระทั่งว่างลง ว่างลงเป็น อากาสานัญจายตนะ แล้วก็รู้ให้ได้นะว่าที่เรามี อากาสานัญจายตนะ เรายังมีตัวมีตนนะ ยังมีรูปมีนาม รูปของอากาสานัญจายตนะ ยังมีนามซ้อนอยู่ตัวหนึ่ง เรียกว่า วิญญาณ เพราะฉะนั้นทำความรู้ในวิญญาณนี้ให้ได้ ถ้าใครระลึกรู้ว่า อ๋อ.. วิญญาณนี้เราเข้าไปเสพ อากาสานัญจายตนะ เธอเข้าไปเสพอากาศมันเป็นอย่างนี้เองนะ ผู้นั้นก็จะเกิดวิญญาณัญจายตนะ ผู้ใดทำวิญญาณัญจายตนะได้แล้ว ก็จะรู้ว่าตัวเองยังมีตัวรู้อยู่ในตัวอีกตัวนึง ให้ดับตัวรู้นี้ลงไป ให้สิ้นซากอย่าให้เหลือหลอ ดับตัวรู้นี้ลงไปให้ไม่มีเหลืออะไรเลย ให้ไม่มีตัวรู้เลยเป็น อากิญจัญญายตนะ ดับลงไปๆ ให้สนิท เป็นอากิญจัญญายตนะ ให้ตัวเองไม่รู้อะไร จะพยายามให้ไม่มีทุกสิ่งในโลก ดับไปอย่างที่คนจะไม่มีชีวิตอยู่ในโลกเลย ก็เป็น อากิญจัญญายตนะ ถ้าผู้ใดเกิด อากิญจัญญายตนะ นิดหนึ่ง น้อยหนึ่ง อะไรก็ไม่มีหมดแล้วเรียบร้อยแล้วนะ ท่านให้ดับต่อไปอีกเลย แล้วดับให้มันสนิทที่สุดเท่าที่มันจะสนิทได้ ต่อจาก อากิญจัญญายตนะเลย ดับพรึบให้ยิ่งกว่านั้นเลย อายตนะก็ไม่ให้เหลืออะไรก็ไม่เหลือ ดับสูญที่สุดเท่าที่เราจะสามารถ อันนี้และเรียกว่า อภิสัญญานิโรธ ไม่ต้องไปต่อ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ต้อง ไม่ต้องไปต่อ ดับให้ยิ่ง อภิ แปลว่ายิ่ง นิโรธ แปลว่าดับ อภิสัญญานิโรธ คือดับสัญญานี่แหละ ในตัวคนที่จะเหลืออยู่ก็มีสัญญากับอัตตา อันใดเป็นอัตตา ก็เรียกว่ายังมีรูป อันใดมีสัญญาอยู่ก็เรียกว่า มีรูปมีนาม นามเราเรียกว่า สัญญาตัวสุดท้าย รูปเราก็เรียกว่าอัตตา ใครเหลือนามเหลือรูป ก็เป็นอย่างนี้ถ้าใครไม่เหลือนามเหลือรูปก็ไม่ต้องมีอะไร อย่างนี้เป็นต้น พระพุทธเจ้าท่านให้ดับอย่างนี้ นี่ท่านทรงสอนเอาไว้ใน โปฏฐปาทสูตร คือ โปฏฐปาทพราหมณ์ ไปทูลถามท่าน การดับดับอย่างนี้เท่านั้น แต่พระพุทธเจ้าท่านเคยเรียนมานะ เรียนมากับพวกศาสดาจารย์ต่างๆ อาฬารดาบส อุทกดาบสก็ดีสอนท่านสอนถึงขั้น อากิญจัญญายตนะแล้ว ยังมียิ่งกว่านี้อีกนะยังเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ พระพุทธเจ้าเคยเรียน ก็มันมีดับแล้วมันก็มีรู้ รู้แล้วมันก็ดับ ดับแล้วก็รู้ รู้แล้วก็ดับ ดับแล้วก็รู้ รู้แล้วก็ดับ พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจท่านก็เลยบอกว่า ปัดโธ่ ไม่รู้จักจบ อยู่แค่นี้เอง ที่มันไม่จบเพราะอะไร เพราะคนมันยังมีรูปมีนาม มันยังมีกายยังมีใจ เมื่อมันยังมีกาย ยังมีใจ มันยังไม่ตายแท้นั้นมันยังไม่ตายจริงหรอก แต่คนจะพ้นทุกข์ไปได้จริงแทนนั้นจะต้องรู้กิเลสตัณหาให้ชัด เมื่อรู้กิเลสตัณหาให้ชัดแล้วดับกิเลสตัณหา ให้เปลื้องจากตัวตนไม่ให้เหลืออยู่ จิตก็ให้เหลืออยู่ กายก็ให้เหลืออยู่ ก็จบ แล้วคนนี้ก็เหลือแต่กายกับจิตที่ไม่มีของใคร เป็นของโลกเป็นของว่างๆ เป็นของสาธารณะ มีจิตกับกายอย่างสาธารณะ แต่ไม่ทำเหมือนคนสาธารณะ แบบผู้หญิงสาธารณะ ผู้ชายสาธารณะ ไม่ใช่นะไม่ทำอย่างนั้นนะ แต่สาธารณะในสิ่งที่ดีที่ควร ใครจะมาเอาสิ่งที่ดีที่ควรจากท่าน ท่านผู้บรรลุนี้ ท่านผู้ที่หมดแล้วจากกิเลสตัณหาทั้งหลายนี้ จะมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ จะให้เป็นสาธารณะในสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่เป็นสาธารณะในสิ่งที่ชั่ว ไม่เป็นเลย นี่เรียกว่า เป็นผู้ดับที่รู้ว่าชั่ว ดับอย่างฉลาดดับอย่างรู้เท่าทันคำว่า ชีวิต เพราะชีวิตมันไม่ตายจริง มันไม่ดับจริง ดับให้เหลือน้อยหนึ่ง จนไม่รับรู้อะไรเลยก็เหลือแต่รูปเปล่าๆ เหลือแต่ร่างกายแข็งทื่อเฉยๆ ไม่รับรู้โลกเลย เป็นอาสัญญีอย่างนี้ท่านไม่เอา หรือเป็นอภิสัญญานิโรธท่านไม่เอา ไม่เอา อภิสัญญานิโรธ หรืออสัญญีสัตว์ ไม่เอา ท่านไม่เอา อย่างนี้ไม่ได้ประโยชน์อะไรท่านไม่เอา จงเข้าใจให้ได้ แบบนี้ใบไม้กำมือเดียวของพระพุทธเจ้า คือ นิโรธอริยสัจ นี่แหละ เพราะฉะนั้นก็หันกลับเข้าไปหาสิ่งที่ถูก ก็นิโรธต้องรู้ว่าอย่างนี้หนอ ต้องเรียกว่า สักกายะ อย่างนี้เรียกว่า กามราคะ เศษของกามราคะ เรียกว่า ปฏิฆะ ก็รู้ให้ได้ อย่างนี้เรียกว่า รูปราคะ รู้ให้ชัด ลึกละเอียดลงไปเข้าไปกว่ารูปราคะเรียกว่า อรูปราคะ ซ้อนไปอีก ก็รู้ให้ชัด และรู้ว่าอย่างนี้เรียกว่า มาน ะ พอรู้มานะ มานะนี่คือใจ คำว่ามานะเนี่ยแปลว่าจิต คือรู้ให้ชัดว่านี่แหละคือมานะ ถ้ามันถือดีในจิต ใหญ่เป็นปรมาตมันอยู่ก็รู้มันให้ชัด พอรู้มานะชัดแล้ว หมดมานะ ละ ไอ้ที่มันยึดมั่นถือมั่นในตัวตนว่าฉันใหญ่ ฉันเล็ก ความใหญ่ความเล็กไม่มีแล้ว รู้ละเอียดจนกระทั่งว่า ถ้ามันเริ่มเกิดขึ้นมานิดนึงเป็นปฏิกิริยาในจิตวิญญาณเล็ก เป็นปฏิสนธิวิญญาณขึ้นมาน้อยหนึ่งได้แล้วนี่ เริ่มเป็นโอปปาติกะสัตว์ขึ้นมาในโลก พอเริ่มนิดขึ้นมาเป็นอุทธัจจะก็รู้ได้ คราวนี้แหละ หวานเลย คุมได้เลย ตอนนี้คุมติดตลอดเลย รู้ละเอียดได้ถึงขนาดอุทธัจจะผุดขึ้นมานิดนึงคุมได้ตลอดเลย ตอนนี้ล่ะ โอปปาติกะก็โอปปาติกะเถอะ จิตของเราเองเราคุมได้เลยอย่างนี้ มันไม่เป็นผีแน่ โอปปาติกะตัวนี้ไม่เป็นผีแน่ และไม่ใช่เทวดาหลงกามแน่ เพราะรู้เสียแล้วนี่ว่ากามเป็นยังไง ฆ่ากามแล้ว ไม่เป็นเทวดาชั้นพรหมแน่ด้วย ที่มันใหญ่ มันยิ่ง มันโต ไม่เป็นด้วย เพราะฉลาดรู้เท่าทันหมดแล้ว มีวิชชาซะแล้ว พ้นอวิชชาซะแล้ว เข้าใจได้ซะแล้ว ก็คุมได้สบายเลย แต่การคุมนี้ไม่ได้คุมเปล่า การที่จะรู้นี้ วิชชาที่รู้นี้ ของผู้ที่เป็น พระอาริยเจ้าของท่านหมดจริง ท่านมีแต่กุศลจริง แต่ของคนอื่นไม่เท่าของท่าน ฟังให้ดีนะจุดนี้สำคัญ ของท่านหมดจริง ท่านไม่ยึดแม้แต่เศษเสี้ยวของโอปปาติกะ แม้แต่เศษเสี้ยวของวิญญาณ แม้แต่เศษเสี้ยวของปฏิสนธิวิญญาณที่เกิดมาเป็นตัวตนแรกเริ่ม ท่านก็ไม่หลงยึดอะไรเลย แต่ว่าของคนอื่นนั้นยังทำไม่ได้เท่านี้ ของคนอื่นคนนี้ๆ บางคนยังมีเศษของกามอยู่ก็มี เศษของปฏิฆะอยู่ก็มี ยังมีเศษของรูปราคะ อรูปราคะ มีเศษของมานะก็มีอยู่ทั้งนั้น พวกนี้ยังตามรู้ถึงขั้นที่เป็นอุทธัจจะเจตสิกยังไม่ได้ พระอรหันต์ก็จะเข้าใจจิตของผู้นี้ว่า อ๋อ..คนนี้ยังมีกาม เศษกามยังมี ผู้นี้เศษของรูปราคะยังมี ผู้นี้เศษของมานะยังมี พระอรหันต์จะรู้เท่าทัน พอรู้แล้วก็เขียนไว้ คนนี้ กามราคะยังไม่หมดเลย จะให้ไปละมานะไม่ได้ ไม่ได้ ก็สูตรมันบอกอยู่แล้วนั่นน่ะ อาตมาขีดเส้นใต้ไว้ระดับที่ 5 นะ ระดับจาก 5 ไปหา 1 เรียกว่า โอรัมภาคิยสังโยชน์ หมายความว่าสังโยชน์เบื้องต้น ที่ขีดเส้นใต้เอาไว้สังโยชน์เบื้องต้น เพราะฉะนั้นเมื่อเบื้องต้นเรื่องหยาบเรื่องตื้นยังไม่หมดได้ สังโยชน์เบื้องสูงจากข้อ 6 ไปจนกระทั่งทะลุรวดถึงอวิชชาเลยนี่ ที่เรียกว่า อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ย่อมยังไม่ได้ อ๋อนี่เห็น กามก็ยังไม่หมดเลย ย่อมไม่ใช่พระอนาคามี พระอนาคามีหมดแล้ว 5ข้อทั้งหมด พระอนาคามียังเหลือแต่เศษ รูปราคะ อรูปราคะ ไปถึงอวิชชา เหลือแต่ อุทธัมภาคิยสังโยน์ แต่นี่กามก็ยังไม่รู้เลย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พักไว้ก่อน ไปเล่นภพชาติอยู่ข้างใน ในจิตเลย ไปเล่นมานะ อาตมาบอกแล้ว มานะ แปลว่า จิต จิตอะไร รูปจิต ที่เป็นรูปราคะ อรูปจิตที่เป็นอรูปราคะ แล้วก็ไปมานะ ไปดับไปฆ่าในโน้น แต่กามราคะไม่รู้เรื่องเลยไม่ได้ทำมาเลย คนนี้จึงเรียกว่า จะเป็นผู้ที่ดับได้สิ้นรอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเรียนรู้เป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ให้ถูกคำสอนพระพุทธเจ้ามันลงรอยลงร่องกันหมด ผู้ใดจะเริ่มต้นทำก็จะต้องหัดตั้งแต่ นิวรณ์ 5 นิวรณ์ 5 ท่านสอนว่ายังไง หัดเรียนรู้กาม อ้าว กามเบื้องต้นอีกแล้ว ให้เรียนรู้พยาปาทะ ให้เรียนรู้พยาบาทให้รู้ ถีนมิทธะ ให้เรียนรู้อุทธัจจะ ซึ่งอุทธัจจะมันเข้าไปหาข้างล่างแล้ว ก็คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ ถีนมิทธะ ฟังให้ดี นิวรณ์ 5 นี่นะ แบ่งครึ่งกามกับพยาบาทเป็นตัวหยาบเป็นตัวต้น ถีนมิทธะ อุทธัจจะเป็นตัวปลาย วิจิกิจฉานั้นอย่าไปพูดถึงมัน เพราะวิจิกิจฉามันไม่มีอะไรมันเป็นตัวไม่รู้แจ้งยังลังเลสงสัย มันยังไม่ทะลุทะลวง ยังคล่องๆ คาๆ อยู่ ยังไม่เข้าใจชัดอย่างแท้จริงแค่นั้นเอง วิจิกิจฉา เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจอย่างแท้จริงพ้นวิจิกิจฉาแล้วนะ วิจิกิจฉามันก็หลุดไปเอง ไม่ต้องไปทำอะไรในตัววิจิกิจฉาคือ มันเป็นตัวที่ยังไม่รู้แจ้งแทงทะลุรอบถ้วนนั่นคือวิจิกิจฉา ซึ่งอาตมาอธิบายสังโยชน์ 10 อยู่ อาตมาถึงยังไม่ได้พูดถึงวิจิกิจฉาเลย เพราะไม่ต้องไปทำอะไรมันนี่ วิจิกิจฉา คือตัวจิตของเราที่บรรลุเป็นปัญญาอย่างแท้จริงเท่านั้นเอง พอบรรลุซึ่งปัญญารอบถ้วนอย่างแท้จริง วิจิกิจฉามันก็ผล็อยลงไปเองไม่มีอะไรเหลือวิจิกิจฉา เพราะฉะนั้น ตัววิจิกิจฉาไม่ต้องไปทำอะไรมัน ไม่ต้องไปทำอะไรมันเลย เป็นแต่เพียงว่าพยายามทำให้รอบสิ้นเป็นรอบๆๆ ไปเท่านั้นเอง วิจิกิจฉา นี่เรียกว่า เราเข้าใจ แม้แต่นิวรณ์ 5 ก็เหมือนกันเห็นไหม อาตมาแบ่งหยาบๆ ให้ฟังเหมือนกัน ไม่ขัดกับสังโยชน์ 10 นิวรณ์ 5 ก็ไม่ขัดกับสังโยชน์ 10 ไม่ขัด เพราะฉะนั้น ก็ขอมาเริ่มต้นที่ เบื้องต้นซะก่อน มาเริ่มต้นที่ สักกายะ เราจะรู้ว่าสักกายะเป็นอะไร เราก็ต้องมาเรียนรู้ภาษาซะก่อนว่า สักกายะท่านหมายความว่าอย่าง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน