150401 จะพึ่งอะไรดี-พ่อท่าน-วัดมหาธาตุ.docx
เนื้อหาในไฟล์
150401 จะพึ่งอะไรดี-พ่อท่าน-วัดมหาธาตุ https://www.boonniyom.net/53884.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1czqKoNhkPQDuDNGUwSJydNrLvVScI53S/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true พ่อท่านเทศนาที่วัดธาตุทอง 15 เมษายน 2515 พ่อท่านว่า... เรามาเริ่มต้น อธิบายความกันหน่อย เรื่องที่คุณพหลตั้งเอาไว้วันนี้ จะพึ่งอะไรดี ที่เราจะบรรยายกัน เป็นชื่อที่ดีที่สุด แล้วก็รู้สึกว่าจะบรรยายกัน ต้องตั้งใจฟังให้มากหน่อย เพราะเหตุว่าถ้าอาตมาจะบรรยายโดยที่เรียกว่า พื้นๆ ธรรมดา มันก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรและมันก็ซ้ำซาก แต่ที่อาตมากำลังจะบรรยายนี้ไม่ใช่เล่นลิ้น แต่ว่าด้วยเป็นถึงความเป็นจริง ไม่ใช่เป็นแต่เพียงภาษาพูดเท่านั้นด้วยนะ สงสัยว่าจะต้องมีใครมาคอยหมุนซะแล้วมั้ง (เทป) ไอ้นี่มันหนักพอหนักแล้วไม่ค่อยเดิน ไอ้นี่มันไม่ค่อยดีสงสัยจะต้องไปล้างเครื่อง สายพานจะหย่อนหรืออะไรก็แล้วแต่ เรื่องจะพึ่งอะไรดีนี้ ถ้าอาตมาพูดไปเดี๋ยวนี้ บอกว่าจะพึ่งอะไรดีนะ คนจะต้องค้านทันทีเลย ด้วยภาษา ถ้าถามบอกว่าจะพึ่งอะไรดี ถามกันโป้งๆ ขนาดนี้ และโดยเฉพาะนักธรรมะที่ได้เรียนธรรมะแล้วมาพูดธรรมะกันนี่ ถ้าเราจะถามกันเปรี้ยงเลยว่า จะพึ่งอะไรดีอาตมาตอบเรื่องเหมือนกันเลย พึ่งอัตตา เพราะถ้าบอกพึ่งอัตตาเท่านั้นบอกว่าคนข้างนอกพูดแล้วคนทั้งหลายที่เราเรียนธรรมะกันโดยเฉพาะเรียนพุทธศาสนาจะต้องหาว่าอาตมาที่พูดนอกพุทธศาสนา เพราะพระพุทธเจ้าท่านสอน ไม่ให้หลงอัตตา ไม่ยึดถืออัตตา แต่อาตมาบอกจะพึ่งและพึ่งยึดถือมันก็อันเดียวกันนั่นแหละ ที่พึ่งสรณะที่ยึดถือก็สรณะ อันเดียวกันนั่นแหละ คืออัตตานั่นแหละ และอาตมาก็ยืนยันว่า เราจะพึ่งอัตตา นี่ไม่ใช่อาตมาเป็นคนพูด ถ้าอาตมาพูดอย่างนี้แล้วก็หาว่าอ
อ่านต่อ
าตมานี่พูดเอาเอง เพราะฉะนั้นอาตมาจะต้องขอยกบาลีที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอาไว้แล้ว และบาลีอันนี้เป็นที่กว้างขวางใครๆ ก็รู้ พูดขึ้นมาก็ อ๋อทันที พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถ โกหินาโถ ปโรสิยา ชัดไหม ให้พึ่งอัตตา อัตตาหิ อัตโนนาโถ โกหินาโถ ปโรสิยา นาโถ แปลว่า ที่พึ่ง ที่พึ่งใด ก็อัตตาของเรา อันเป็นส่วนของเรานี่แหละ เป็นที่พึ่งที่ยิ่ง ตัวตนนี่แหละอัตตา ตัวตนของตนนี่แหละ โกหินาโถ ปโรสิยา นอกจากตนแล้วจะพึ่งใครได้ ไม่มี ไม่มีที่พึ่งอื่น นอกเหนืออัตตา หรืออัตตาแปลว่า ตัวกูของกูที่ท่านพุทธทาสว่า หรือ ตัวตนของตนนี้แหละ เรียกว่า อัตตาแท้ๆ ที่เราพึ่ง พระพุทธเจ้าท่านก็สอนอันนี้ เพราะฉะนั้นทุกคนก็คงจะไม่เถียงแล้ว ก็คงจะชักเอ๊ะอะไรยังไงๆ แล้วนี่ ศาสนานี้กลับไปกลับมาพูดกันยังไง แล้วก็เป็นจริงอย่างนั้นแล้วก็จะเห็นจริงอย่างนั้นมากขึ้น เมื่ออาตมาจะได้อธิบายเรื่อยๆๆๆ แยกแยะออกไปเป็นระดับๆๆ อาตมาจะแยกแยะออกไปเป็นระดับ ที่จะยืนยันคำว่า ทำไมอาตมาว่าจะต้องพึ่งอัตตา หรือพึ่งตัวตนหรือพึ่งตัวกูของกูซะก่อน ก็เพราะเหตุว่า บาลีบทนี้ยืนยันอย่างหนึ่งว่านอกจากยืนยันแล้ว อาตมาเห็นด้วยและคิดด้วยและถูกต้องด้วยไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านพูดแล้วถูก อาตมาก็เห็นด้วยด้วย เพราะอาตมาไม่ได้เชื่อพระพุทธเจ้าทีเดียว อาตมาเชื่อปัญญาของอาตมาด้วย พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนให้เชื่ออะไรดายไปทั้งหมดเลย ท่านสอนให้จะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจ และเป็นผู้ที่จะต้องเชื่ออย่างมีเหตุผล ไม่ใช่เชื่ออย่างงมงาย เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าบอกว่าแม้แต่คนนี้เป็นครูของเรา ท่านก็อย่าเชื่อ เช่นเดียวกันพระพุทธเจ้าเป็นครูของเราใช่ไหม ก็เท่ากับท่านบอกว่าอย่าเชื่ออาตมานะอย่าเชื่อตถาคตนะ เพราะว่าตถาคตเป็นครูของเราก็เท่ากับว่าอย่าเชื่อตถาคตก็เหมือนกัน แต่จะเชื่อก็ต่อเมื่อเราเองมีเหตุผลเข้าใจลึกซึ้งแทงตลอดถึงเหตุและผลเป็นปัญญาแทงทะลุว่า อ๋อ มันน่าเชื่อถือ และมันเชื่อถือได้ เพราะมันมีความจริงอันแท้จริงอย่างนี้เอง แล้วเราก็เชื่อ นี่เรียกว่าอาตมาเชื่อ อัตตาหิ อัตโน นาโถ โกหินาโถ ปโรสิยา เชื่ออันนี้ไม่ได้เชื่อด้วยปากเปล่า ไม่ได้เชื่อเพราะเป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าเท่านั้นด้วย และมีเหตุผลใดที่อาตมา เชื่อแล้ว จะมาชักจูงให้พวกคุณเชื่อและเห็นตามด้วย แต่ฟังแล้ว ต้องไปพิสูจน์ถึงเห็นตามและจะเชื่อได้ มีเหตุผลอะไรเพิ่มเติม เหตุผลอันนั้นก็คือว่า ในศาสนาพุทธของเรา เราทุกคนเป็นผู้ที่รู้ดีเป็นผู้ที่เข้าใจดีทีเดียวว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ผลที่สูงสุดที่เราเองยึดถือ กันทุกวี่ทุกวัน ที่เราใฝ่เอาโดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนของเราท่าน เรียกผลนั้นว่า อรหัตตผล อรหัตตผลมาจากภาษาบาลีคำว่า… อาตมาเริ่มเขียนเท่านี้ก็ชักจะอ๋อกันหน่อยแล้วมีอัตตาเข้ามาตัวหนึ่งแล้ว อรหะ วันนี้มาจากบาลีต้นรากศัพท์ว่า อรหะ หรือ อรหัง นี่แหละที่เราเคยสวดกันนี่แหละ ผสมกัน หรือว่าสนธิกันกับคำว่า อัตตา ก็เป็น อรหัตตะ และเราไม่เรียก อรหัตตะ ก็มีตัวต่อกันไปและเราไม่เรียกคำว่า อรหัตตา พอมีตัวต่อไปมีคำว่าผลต่อด้วยบางทีก็เรียกว่า อรหัตตผล หรือ อรหัตตมรรค ผลสูงสุดที่ทางพุทธศาสนาของเราต้องการและกำลังใฝ่หากันอยู่ พระพุทธศาสนิกชนต้องการก็คือ ผลของอัตตา ที่เราเรียกว่า อัตตาอย่าง อรหะ นี่คือผลที่เราต้องการ แม้แต่อรหัตตมรรคมันก็ยังเป็นทาง สูงสุดไปถึงอรหัตตมรรคเราก็ยังต้องการบอกว่าเป็นของดิบของดีอย่างยิ่ง ทวี อรหัตตผลมันก็ยิ่งสูง ถ้า อรหัตผลสูงขึ้นไปอีกเป็นที่สุด ถ้าเผื่อว่า อรหัตตผลมันมากๆ เข้ เราสั่งสมอัตตา ที่เรียกว่า อรหะ ให้มากเป็นที่สุด อันตะ แปลว่าที่สุด หรือแปลว่า ปลาย เพราะฉะนั้นเมื่อได้ครบ อรหัตตผลรวมยอดให้เป็นที่สุดแห่งที่สุดแล้ว ท่านเรียกคนผู้นั้นว่า บรรลุอรหันต์ ได้สั่งสมผลของความเป็นอัตตาที่เป็นอรหันต์ครบหมดแล้ว ก็เรียกว่า อรหัตตผล เท่ากับเราสั่งสม อัตตานั่นเองใส่เข้าไปเรื่อยๆ แน่ใจขึ้นไปอีกนิดนึงล่ะนะที่อาตมาตอบว่า จะพึ่งอะไรดีเราก็เพิ่งอัตตา นั่นเอง พึ่งตัวตนนั้นเอง หรือพึ่งรูปร่างของสิ่งหนึ่งก็ตามแต่ใครจะไปอย่างนั้นก็ตามแต่ อัตตา คือ ร่างของสิ่งสิ่งหนึ่งที่เรากำลังยึดเข้าไว้หรือสั่งสมเข้าไว้หรือสร้างเข้าไว้ ทีนี้ อัตตาตัวนี้ อาตมาก็ยืนยันด้วยภาษาบาลีว่า อัตตาหิ อัตโน นาโถ โกหิ นาโถ ปโรสิยา พระพุทธเจ้าท่านก็ยืนยันด้วยบาลีนี้แหละว่า ตนเองนั่นแหละ ตนเองหรือ อัตตานั่นแหละ เป็นที่พึ่งที่ดีที่สุด นอกจากตนหรือนอกจากอัตตานั่นแล้ว นอกจากอัตตาตัวตนของตนนั่นแล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นที่จะดีเหนือกว่า หรือไม่ใช่ที่พึ่งที่ดี ที่นี้เพิ่มขึ้นมาเมื่อเรารู้แล้วว่าอัตตา มันคือ ตัวตน อรหะ คืออะไรล่ะ อัตตา คือ ตัวตนที่เราสร้างขึ้นมา หรือ เป็นสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับเราเองเราเรียกว่าอัตตา แปลเป็นภาษาคนก็คือ อัตตาธรรมดาh หรือพระพุทธทาส ก็แปลว่า ตัวกูของกู หรือว่าตัวตน การเป็นตัวเป็นตนการยึดถือตัวยึดถือตนนี้แหละ อรหะนั้น โดยภาษามาแปลเป็นภาษาไทยว่า ความเหมาะสม อรหะ แปลว่า ความเหมาะสม หรือ ความเป็นไปอย่างควร ความเป็นไปอย่างพอเหมาะพอเจาะ แล้วแต่ จะขยายความไปอีกได้แยะ อรหะ นี่ คือ ความเป็นไปอย่างเหมาะเจาะ หรือ ความเป็นไปอย่างสมอย่างควรทีเดียวเรียกว่า อรหะ ทีนี้คำว่า อรหะ คำนี้ภาษามันกลายตัว อรหะ หรืออรหัง แปลว่า หมดกิเลส หรือใครก็คงได้ยินว่าแปลว่า หมดกิเลส ก็จริงอยู่ถ้าผู้รู้กิเลสแล้วท่านก็เป็นไปโดยเหมาะโดยควร โดยไม่จำเป็นต้องให้กิเลสมาเกี่ยวข้อง ก็หมดกิเลสเหมือนกันแล้วท่านก็เป็นอยู่โดยเหมาะโดยควรอย่างนั้น โดยสมควรอย่างนั้น ไม่มีกิเลส สิ่งที่เรียกว่า กิเลสเพราะท่านรู้ซะแล้วว่ากิเลสคืออะไร กิเลสคือตัวทำทุกข์และท่านรู้ซะแล้วว่าทุกข์นั้น มันเกิดด้วยกิเลสัตตะัวขนาดไหนขนาดไหน จะปล่อยให้มันเกิดขนาดไหนมันทุกข์มากทุกข์น้อยขนาดไหน พระอรหันต์ท่านเป็นผู้รู้ แล้วท่านก็ปล่อยให้มันเกิดอย่างไม่เป็นทุกข์ตามควรตามเหมาะที่สุดในโลก อันสมมุติอยู่ หมายความว่า พระอรหันต์ คือผู้ที่ยังไม่ตาย เมื่อยังไม่ตายเราก็จะต้องมีการปรุงแต่ง เราจะต้องมีสังขาร อย่างน้อยที่สุด กายสังขารของเราก็ยังเหลืออยู่ กายสังขารเหลือแล้วเราก็ยังจะต้องมี วจีสังขารที่จะต้องเราจะสร้างขึ้น อริยาบทต่างๆ ก็เป็นสังขาร มโนสังขารก็เป็นสังขาร ที่เราจะปรุงจะแต่งอยู่ในโลกนี้เหมือนกัน พระอรหันต์จะเป็นผู้รู้เองว่า จะทำกายสังขารให้อยู่อย่างไร ในขณะใด กาละใด เทศะใด มันจึงจะเป็นสุขที่สุด หรือเป็นประโยชน์ถูกต้องที่สุด แล้วก็สังขารที่จะเป็นวจี คือพูดปรุงแต่งออกมาเป็นภาษาคำพูดออกมา แค่ใดๆ มันจึงจะเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านสูงที่สุด ดีที่สุด หรือแม้แต่ที่สุด มโนสังขารขนาดใดที่ท่านจะปรุงแต่งออกมา ได้ประโยชน์สูงที่สุดเกื้อกูลโลก เป็นประโยชน์ท่านประโยชน์ตนดีที่สุด ทุกคนก็คงจะเคยได้ยินมาเรื่องประโยชน์ตนประโยชน์ท่านนี่ พระพุทธเจ้าท่านยืนยันเหลือเกินว่าคนเราเกิดมาแล้วต้องสร้างประโยชน์ตนสร้างประโยชน์ท่านให้บริบูรณ์พร้อม เพราะฉะนั้น พระอรหันต์เป็นผู้รู้ และท่านจะทำทุกทีไปอย่างนั้น ดังนั้นเราจะต้องเข้าใจคำว่า อรหะ หรือ คำว่าอรหันต์ ให้ดีที่สุดเราจะเข้าใจโดยปาก มันก็เท่านั้นเท่านั้นแหละ มันก็จะได้พอประมาณ แต่เราจะเข้าใจคำว่าอรหะได้ดีที่สุดนั้นไม่ใช่ด้วยปากเท่านั้น มันจะต้องปรุงแต่งให้เกิดที่ตนจริงๆ ให้รู้แจ้งแทงทะลุจริงๆ เลยว่า อ๋อ ความพอดีพอเหมาะพอสมที่ถูก รู้เองโดยตนเองเป็นผู้รู้ผู้เห็น คนอื่นเข้าใจด้วยไม่พอ แต่ถ้าขนาด อรหะ หรือ อรหันต์ด้วยกันจะรู้ด้วยกันพอได้เพราะมันตัวเท่ากันแล้วนี่มันก็เทียบเคียงกันได้ แต่ถ้าผู้นั้นไม่ใช่อรหันต์ด้วยกันนะมันจึงเทียบเคียงกันไม่ได้ไล่กันไม่ถูก ด้วยเหตุนี้เอง ท่านถึงตรัสไว้ว่า อรหันต์ย่อมรู้อรหันต์ด้วยกัน ไม่มีผิดตรงไหนเลยเพราะมีของเท่ากันมาเทียบเคียงแล้ว เพราะฉะนั้นสบายมาก แต่ถ้าไม่ใช่อรหันต์ด้วยกันแล้ว ก็เทียบเคียงไม่ค่อยลงตัวหรอกว่า อรหันต์นั้นที่เรียกว่า เป็นความพอดี พอเหมาะ พอสมพอควร ก็จึงไม่พอดี ไม่พอเหมาะ พอสมพอควร ความพอเหมาะพอสมควรนี้ หรือใช้แต่ภาษาเท่านั้น โดยสภาวะอาตมาบอกแล้วว่า เราจะต้องไปสร้างเอาเอง ไปทำเอาเองว่ามันจะพอดีพอเหมาะพอสมควรแต่ละขนาดไหน เราจึงจะเรียกว่า พอเหมาะพอควร จนทิ้งโลกได้ทิ้งสิ่งที่มันปรุงแต่งเป็นโลกียะ ทิ้งเอาไว้ในโลกียะ อะไรเรียกว่าโลกียะ อะไรที่มันปรุงแต่งรวมัตตะัวลงมา เรียกว่ายังติดข้องอยู่ในโลก ไอ้สิ่งเหล่านั้นเราจะต้องไปเรียนรู้โลก เมื่อเรียนรู้โลกแล้ว แล้วเราก็ไม่ติดไม่ข้องในโลกเหล่านี้เราไม่สร้าง ไม่สร้างโลก อรหันต์ไม่สร้างโลก สิ่งใดที่มันจะเป็นโลกไม่สร้างด้วย ไม่เอา ไม่ปรุงไม่แต่งไม่หนักไม่หนาด้วย แต่สิ่งใดที่จะสงเคราะห์โลกก็ยังพอทำบ้าง ฟังให้ดีนะคำนี้ อย่าไปเป็นคนพาซื่อกันเกินไป สิ่งใดที่จะสร้างโลกพระอรหันต์ไม่ทำไม่สร้าง แต่สิ่งใดจะสงเคราะห์โลก หรือ เกื้อกูลโลก พระอรหันต์จะทำบ้าง แต่ถึงแม้ท่านทำบ้างท่านก็ไม่ยึดไม่ติดด้วย ท่านสักแต่ว่าทำแต่ท่านทำบ้าง ฟังให้ดีนะประโยคนี้มันจะกินตัวเข้าไป ถ้าเข้าใจไม่พอแล้วประเดี๋ยวก็มันจะไปชนกันหมด เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จะทำอะไรทุกอย่างจึงใช้วิจารณญาณ หรือ ใช้ความพิจารณาของตนเองเสมอๆ ด้วยปัญญา พิจารณาตนเองเสมอด้วยปัญญาว่า อันนี้เหมาะควรว่าดีไหมจะสงเคราะห์โลกสงเคราะห์ตนได้พอเหมาะพอเจาะไหม เอาล่ะพอดีพอเหมาะท่านก็ทำ ถ้าเผื่อว่ากว่านี้ไหวไหม แหม..กว่านี้ไม่ไหวแล้วไม่ดีมันจะเอนเอียงไปข้างโลกมากไปจนกระทั่งเดี๋ยวเกิดเป็นตัวตนโลกหนักเกินไป ท่านไม่ทำ หรือบางทีก็เป็นทุกข์ให้ตัวเองนั่นแหละมากเกินไป ท่านก็ไม่ทำเหมือนกัน อย่างนี้ ก็มีขนาดอยู่ก็มีขนาดจำนวนมีความหนัก มีความเบาไม่เท่ากันกับพระอรหันต์สมัยพระพุทธเจ้า ไม่เท่ากันหรอก เพราะโลกมันไม่เหมือนกันแล้ว มันหนาแน่นไปด้วยกิเลสก็ไม่เหมือนกัน โลกมันเต็มไปด้วยไอ้โน่นยึดไอ้นี่ดึงก็ไม่เท่ากัน รูปก็ไม่เท่ากันนามก็ไม่เท่ากัน ในสมัยโน้นกับสมัยนี้ รูปที่เป็นสมมุติในโลกก็ไม่เท่ากัน นามที่สมมุติอยู่ในโลกนี้ก็ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นพระอรหันต์นั้นจึงยอมอนุโลมัตตะามสมมุติโลกจำนวนไม่เท่ากัน ขนาดไม่เท่ากัน เบาว่างก็ไม่เท่ากันนัก ถ้าพระพุทธเจ้ามาเกิดสมัยนี้ พระพุทธเจ้าก็คงไม่สอนคนเหมือนกัน อาตมาว่านะไม่สอนหรอก มันหนักหนาเหลือเกินนักหนาจริงๆ พุทธเจ้าจะมานั่งสอนว่าอ้าวนั่งอาสนะเดียวแล้วให้บรรลุเหมือนพระยสเหมือนพระปัญจวัคคีย์ไม่ได้หรอก อาตมาว่าไม่สำเร็จหรอก คนสมัยนี้มานั่งสอนอย่างนั้นไม่ได้หรอกไม่ได้จริงๆ อาตมาเชื่ออย่างนั้นเลย ถนนพระพุทธเจ้าถ้าเกิดสมัยนี้พระพุทธเจ้าไม่สอนหรอก จะกลายเป็นภาพปัจเจกพุทธะไปเลยไม่สอน แต่ทีนี้ต้องใช้อาศัยคนที่เรียกว่าทน ทนแดดทนฝนทนอึดทนไม้ทนปืนทนมีดทนผา ทนทุกอย่างอย่างอาตมานี่ทน ทนเขาว่าศาสัตตะร์กราบยังไงก็ทน ที่จริงก็ไม่ได้ทนหรอกแต่อาศัยภาษาพูดไม่ได้ทนหรอก ไม่ได้เจ็บไม่ได้ปวดอะไรหรอกแต่ว่าต้องทน พูดไปแล้วคนจะว่าอย่างโน้นอย่างนี้ก็ต้องทน แต่แท้จริง อาตมาไ่ม่ได้ทนเขาจะทำมายัง ก็ไม่ได้ทนหรอก เหมือนทนแต่ไม่ได้ทนทีเดียวหรอก ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดตาม กาละ เทศะ เกิดไปตามเวลาเท่านั้น ที่นี้ถ้าเราเองยังไม่ถึงได้เอาอรหัตตผลเราจะพึ่งอัตตาตัวนั้นอย่างไรมันถึงจะแจ่ม ถ้าบอกว่าให้ไปพึ่งอรหัตตผล หรือ อัตตาตรงที่เป็น อรหะ สงสัยไม่ได้พึ่งแล้วอัตตาหิอัตโนนาโถเปล่าเสียแล้ว มันจะไม่พึ่งอัตตาหิอัตโนนาโถแล้วเพราะอัตตาไปเล่นถึงขั้น อรหัง อรหันต์ ไม่ไหว คนเราก็เลยต้องพยายามถ้าเป็นผู้ที่มีความรู้เป็นผู้ที่อยู่ในวงศาสนาพระพุทธเจ้าท่านก็ให้พึ่ง รองลงมาก็คือ เมื่อพึ่งอรหะไม่ได้ แล้วมาพึ่งอัตตะที่อยู่ในอรหะไม่ได้ ก็ให้พึ่งอัตถะสิฟังให้ดีนะ เมื่ออัตตะตัวนั้น ยังพึ่งไม่ได้ก็ให้พึ่งอัตถะสิ อัตถะตัวนี้หมายถึงว่า แก่นเนื้อหาสาระ หรือสาระหรือพยัญชนะคำสอนของพระพุทธเจ้าเรียกว่าอัตถะ ถ้าพูดให้เต็มก็เรียกว่า อรรถปฏิสัมภิทาญาณ ญาณที่พระพุทธเจ้าท่านได้ถ่ายทอดไว้แล้วเรียกว่า อรรถปฏิสัมภิทาญาณ อัตถะตัวนี้ก็มาจากคำว่าอัตตะนี่เอง ภาษามันแปลงรูปเอามาเรียกใกล้เคียงกันแล้วมันเป็นตัวโตขึ้นมาหน่อยท่านก็เลยใช้คำว่าอัตถะก็คือ แก่นแท้เนื้อหานั่นเอง หรือไอ้ตัวตนเนื้อหาธรรมะนั่นเองแต่ไม่ใช่ตัวตน ไปยึดอยู่ที่ใครแต่เป็นเนื้อหาตัวตนอันนี้อยู่ใน สภาวะของ บัญญัติ อยู่ในสภาวะของบัญญัติของสิ่งหนึ่งที่ได้กำหนดขึ้นมาแล้วเรียกมันว่าคำพูดก็ตาม เรียกมันว่าเนื้อหาก็ตามแม้เรียกว่าคำพูดเราก็เรียกว่าอัตถะ แม้เรียกว่าเนื้อหาเราก็เรียกว่าอรรถแก่นสารก็เรียกว่าอัตถะ เป็น อัตถประโยชน์หมายความว่าเป็นประโยชน์ที่เป็นแก่นสารจริงๆ นี่เราก็พึ่งสิ่งนี้ต่อมา เรียกว่าพึ่งอัตถะซิ เมื่อเราจะพึ่งอัตถะเราก็ศาสนาพุทธเราก็มาเรียนอัตถะของพระพุทธเจ้า มาเรียนภาษาที่พระพุทธเจ้าท่านเทศน์เอาไว้ก็ตาม หรือพระสงฆ์ผู้ที่รู้อัตถะ เนื้อหาสาระของพระพุทธเจ้า จนกระทั่งเราเอาไปประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จนรู้ถึงอทะแท้ๆ รู้ถึงสภาวะตัวจริงๆ ก็เอามาถ่ายทอดอัตถะนั้นออกมาเป็นภาษาก็ตาม ก็เหมือนกัน แล้วเราก็มาพึ่งอัตถะนี้ เป็นชั้นรองลงมา คำสอนต่างๆ นี้ดังเช่นที่อาตมากำลังพูดอยู่นี้ อธิบายอยู่นี้เรียกว่า อัตถะทั้งสิ้น คือเป็นภาษาเป็นคำพูด และภาษาคำพูดอันนี้ ชักออกมาจากเนื้อหาแก่นแท้หรือแก่นสารของมันแท้ๆ เลยชักออกมา แล้วเอามาโยงใยมาพยายามชี้ให้พวกคุณได้ฟังเพื่อที่จะได้เกิดประโยชน์ในการฟัง เกิดปัญญาในการฟังจึงเรียกว่า สุตมยปัญญา เข้าใจจริงๆ ในการฟังให้ได้แน่นอนมากมาย จนกระทั่งคุณเอาไปคิดทบทวนที่บ้านที่ไหนก็ตามแต่เรียกว่า จินตามยปัญญาอีกทีหนึ่ง คิดทบทวนจนกระทั่งรู้เข้าใจซาบซึ้งว่า อ๋ออัตถะนี้หนอ ที่ภาษาที่ได้ฟังมานี้หนอ เป็นภาษาที่มันมีเหตุมีผลจริงๆ เป็นของที่ควรที่จะได้เอามาใช้ เป็นของที่ควรจะได้เอามาอบรมมัตตะ เอามาประพฤติปฏิบัติตามจริงหนอ แล้วเราเองก็จะได้เอาอัตถะนี้ไปประพฤติ การประพฤติการบำเพ็ญนั้นท่านเรียกว่า พต ก็คืออัตตะอีกนั่นแหละฟังให้ดีไม่ได้หนีจากอัตตะไปไหนเลย พต คือตัว พ กับ อัตตา พ.พาน สนธิกับความว่าอัตตะ หรือ อัตตา แปลว่าการประพฤติหรือการบำเพ็ญหรือการกระทำ ที่นี้เราจะไปประพฤติหรือบำเพ็ญสิ่งอันนั้นเราก็เอาสิ่งอัตตะที่เราได้มาแล้วจากการฟัง มาคิดทบทวนแล้วก็เอามาบำเพ็ญ เอาไปอบรมัตตะนเรียกว่า ภาวนาก็ได้ภาวนาก็อบรมัตตะนให้เกิดอย่างนั้นอย่างนั้นเรียกว่า ภาวนา หรือเรียกว่าเอาไป พต ก็ได้ หรือเอาไปประพฤติไปบำเพ็ญไปกระทำ พต อันนี้ก็คือเอาไปทำจริงๆ ให้มันเกิดในตัวในตนจึงเรียกว่า พ+อัตตะ ให้มันเป็นตัวตนเกิดมาที่ตัวที่ตนเรียกว่า พ หรือ พต อัตถะ สิ่งที่ได้มาตอนที่อาตมายกเหล่าเนื้อหาแก่นแท้ที่ได้มาเป็นภาษาที่พูดออกมาก็ตามพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ข้อควรเอาไปประพฤติ ได้ยินเป็นภาษามาทบทวนเป็นข้อเป็นหลัก เป็นหลักใจหรือเป็นกฏอันหนึ่ง ที่เราจะเอามาประพฤติตาม นอกจากภาษาที่เรียกว่า อัตถะ นั้นเอามาโน้มน้อมประพฤติแล้วท่านยังเรียกว่า ศีล อีกเหมือนกัน ฟังให้ดีนะมันคล้องจองกันหมดธรรมะ นี่มันเรื่องเดียวกันหมดท่านเรียกว่าศีลด้วย ศีลนั่นคือ หลักใจศีลนั้นคือข้อควรประพฤติที่เราได้ฟังได้รับมาจากครูหรือได้รับมาจากอาจารย์ ที่ท่านบอกให้ เช่น ท่านว่าปาณาติปาตาเวรมณี อ้าวพยายามประพฤติละเว้นศัตรูอันที่จะทำตนเองไปเบียดเบียนผู้อื่นเสีย เรียกว่าปาณาติปาตาเวรมณี นี่เป็นศีลหรือเป็นอัตถะเป็นภาษาที่ท่านกล่าวออกมาบอกให้เราประพฤติอย่างนี้ ผู้ที่ได้อันนี้ฟังอันนี้มา เรียกว่า ศีลแล้วก็เอาศีลข้อนี้เองมา พต มาประพฤติ ผู้ใดได้ศีลข้อนี้มาแล้ว หรือได้หลักใจอันนี้มาแล้วมาเห็นดีเห็นชอบมาคิดทบทวนว่าเออควรจะเอาศีลข้อนี้มาภาวนา แล้วก็เอามาลงมือภาวนาจริงๆ หรือทำให้มันเกิดที่ตนจริงๆ หรือทำให้มันเกิดอัตตาทำให้เกิดผลเป็นอัตตาตัวตน ขึ้นมากับตนกับตัวจริงๆ จนเรียกว่า พต ผู้นั้นก็จะได้ความจริงจะได้ตัวตนอันแท้จริงขึ้นมาให้ตัวเองเลยทีเดียว มันก็จะเป็นผลเรียกว่า อรหัตตผลแต่ผลขึ้นมาเรื่อยๆ ผู้ใดมีศีลแล้วก็มี พต มีการบำเพ็ญจริงๆ เกิดผลจริงๆ ผู้นั้นจะได้เอา อรหัตตะ จะได้ผลจะได้เอาอรหัตตผล แต่ที่นี้ผู้ใดเอาไอ้สิ่งที่ได้มาจริงๆ ที่เขาบอกมาอาจารย์บอกมาครูบอกมา แต่ครูบอกมาอาจารย์บอกมา ทว่า ผู้นั้นประพฤติไม่จริงประพฤติเป็นศีลที่เรียกว่าสักแต่ว่าศีลเฉยๆ ศีลลูบๆ คลำๆ ศีลที่ไม่แท้ศีลที่มีแต่ภาษาศีลที่ไม่มีเนื้อมีตัวไม่มีอัตตาศีลที่ไม่เกิดตัวเกิดตนเลยฟังแต่ภาษาแล้วเอาไปออกแขกออกลิเกอยู่ บางทีก็ไปนั่งฟังพระท่านมาถึงก็ไม่ยังภันเตวิสุงวิสุง รักขนถายะ ที่วัดพระท่านก็ออกลิเกพร้อมเลยขึ้นต้น ปาณาติปาตา เวระมณีสิกขาปะทังสะมาทิยามิ กว่าลิเกบทนี้กว่าจะมีบทร้องบทขับจนกว่าจะจบนะ ผู้ที่ไปขอมายังภันเตก็ตาม พอพระท่านสวดท่านขับร้องออกมาเสร็จแล้ว อุบาสกอุบาสิกาศึกษาทั้งหลายก็บอกว่าปาณาติปาตาเวรมณีสิกขาปะทังสะมาทิยามินี่เรียกว่ารับศีลได้ศีลมา เสร็จแล้วได้แล้วศีลมาแล้วจะเป็นศีล 5 ศีล 8 ก็ตาม พอได้ไปแล้ว ก็ถือเอาไว้ทีเดียวแบกเอาไว้ทีเดียว แหม ปานาเราก็ถือ อะทินนาเราก็ถือกาเมแล้วก็ถือ มุสาวาทาเวระมณีเราก็ถือ สุราเมระยะมัชชะปะมาก็ถือ บางคนถือไว้ร่าเลยเช้าวันนี้เราทำงานทำบุญวันเกิดนิมนต์พระมาขอศีลแล้วแต่เช้า พอตกบ่ายๆ หน่อยเพื่อนก็บอกว่า เฮ้ย เปิดกาขาวให้ทีสิ ไม่เปิดกาขาวเลย เพื่อนจะเลี้ยงวันเกิดนี่เจ้าภาพก็เปิดกาขาวเข้าให้ เพื่อนก็ดื่มกาขาว บอกว่าพระเจ้าภาพไม่กิน หรือ เจ้าภาพบอกว่ารับศีล เพื่อนก็บอกว่าศีลก็ศีลสิเราก็มาดื่มด้วยกัน เสร็จแล้วก็ดื่มเข้าให้ เสร็จแล้วลิเกบทนั้นก็ผ่านไปผ่านไปเหมือนสายน้ำไหลสุราเมระยะมัชชะปะมา ก็เทลงทะเลเลย ไม่มีเนื้อไม่มีตัวไม่มีตัวมีตนไม่มีการประพฤติไม่มี พต ไม่เกิดตัวเกิดตน พ+อัตตะ ไม่เกิด เรียกว่พระก็ได้ เราจะทำตัวให้เป็นพระก็ได้เราจะทำตนให้เป็นพระไม่เกิด พระอันนี้ไม่เกิดเพราะไม่มีโพไม่มีโพธิ พ. พานนี้สำคัญไม่เป็นพระเพราะไม่มีโพธิ โพธิ คือ ความรู้หรือปัญญา เมื่อไม่มีความรู้ไม่มีปัญญาเพราะตัวเองไม่ได้ปฏิบัติก็จึงไม่ได้เกิดความรู้ไม่ได้เกิดปัญญา โพธิสัตว์ หรือ โพธิสัตโต หลวงพ่อเณรโพธิสัตโต คำว่าโพธิสัตโตก็มาจากคำว่า โพธิ+สัตตะ สัตตะ คือ ส + อตต สัตว์โต สัตว์ รากศัพท์มันมาจากคำว่า สัตตะ ถึงแม้ตอนนี้ภาษาบาลี สัตตะก็แปลว่า สัตว์โลกอยู่เหมือนกัน ใครเรียนภาษาบาลีจะรู้แม้แต่คำว่า สัตว ภาษาบาลีก็ยังเรียกว่า สัตตะ มาจาก ส.เสือ บวกอัตตา แปลว่า สัตว์โลก ถ้าสัตว์โลกโดยตรงแล้วจะอธิบายต่อไปไว้ตอนท้ายๆ ก่อน จะเป็นสัตว์โลกตอนนี้ยังไม่เป็นสัตว์โลกตอนนี้ยังเป็นขั้นอรหัตตะอยู่ โพธิสัตว์คือผู้ที่มีความรู้ผู้ที่จะเป็นโพธิสัตตะได้ต้องเป็นผู้ที่มีอรหัตตะเป็นผู้ที่มีอรหัตตผลให้ตัวเองแล้วรู้ แล้วมีความรู้รู้อัตตา ตัวที่มีความเหมาะสมพอดีแล้วเรียกว่า เป็นผู้ที่มีปัญญาตัวอรหะหรืออรหันต์ หรือ ตัวความพ้นกิเลสรู้จักกิเลส รู้จักความพ้นกิเลสก็นึกว่ารู้จักความเป็นอรหันต์ รู้อรหันต์ ฟังดีๆ นะอาตมาใช้ภาษาที่พวกคุณเคยได้ยินได้ฟังทุกวัน แต่คุณไม่ได้เข้าใจภาษา อาตมากำลังเอาภาษามาคลี่คลายให้ฟัง เพราะฉะนั้นโพธิสัตตะ หรือ โพธิสัตว์นี่เราเรียกศัพท์ทับไปอีกเรียกว่าพระโพธิสัตว์ คือตัวบุคคลผู้หนึ่งที่มีความรู้มีปัญญาเรียกว่า โพธิ แล้วก็เป็นสัตว์โลกเป็นตัวตนจริงๆ เป็นสัตว์โลกจริงๆ แล้วก็เอา อัตตะ ที่เป็นอรหัง อรหัง หมายความว่าสิ่งที่พ้นกิเลส หรือรู้กิเลสและก็รู้การทำตนให้พ้นกิเลสอย่างที่อธิบายมาแล้ว เพราะฉะนั้นรู้ อรหัตตะตัวนี้ก็เอาอรหัตตะตัวนี้มาอธิบายสู่กันฟัง ทางมหายานเขานี่ เขาบอกว่าพระโพธิสัตว์นี่ เป็นผู้ที่ไม่บรรลุอรหันต์ก็จริงก็ได้เหมือนกัน เขาจะเป็นผู้ที่มีแต่อรหัตตผลเรื่อยไปแล้วก็เป็นโพธิสัตตะเรื่อยไปเขาจะไม่ยอมเกิดยอมสูญ เขาจะไม่ยอมเป็นอรหันต์ คือเขาจะไม่ยอมมีที่ปลายเขาจะไม่ยอมมีที่สุด อันตะ แปลว่าที่สุดเขาจะไม่ยอมที่สุดเขาจะเกิดๆ ช่วยคนทั้งโลกนี้จนกระทั่งคนสุดท้ายในโลกนี้เหลืออยู่เขาก็จะช่วยคนสุดท้ายนี่ แหม…รู้สึกว่ามีอธิษฐานจิต หรือว่ามีปณิธานสูงเหลือเกินฝ่ายมหายานจะช่วยคนสุดท้ายซะก่อนในโลก ให้พ้นโอฆะสงสาร แล้วตนเองถึงจะช่วยตอนนี้เรียกว่าทางมหายานเขาเอาร้ายกาจถึงขนาดนั้นก็ดีอยู่นะเป็นประเด็นทางที่น่าดูเหมือนกันแต่คิดดูซิมันจะเป็นได้ไหมหรือ มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเป็นแต่เพียงคำพูดอันหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นคำยั่วยุ เป็นอุบายโกศลอันหนึ่งยั่วยุให้คน มีความัตตะตั้งใจสูง การช่วยคนให้พ้นอรหันต์ โดยเอาอรหัตตคุณ หรือเอาอรหัตตผลก็เหมือนกัน อรหัตตคุณ หมายถึงคุณความดีที่รู้ว่าเอารหัสหมายถึงอะไร เป็นเนื้อเป็นตัวเป็นอัตตาขึ้นมาแล้วเอาอรหัตตาคุณ มาเผื่อแผ่มาสอน มันก็ดีผู้ใดมีอรหัตตคุณมีอรหัตตผลแล้ว เอามาแจกจ่าย แต่ถ้าใครเอาเงินเอาทองมาแจกจ่ายเฉยๆ ยังไม่ใช่ชั้นดีหรอก ถ้าใครมีเอาอรหัตคุณเอาอรหัตตผลมาแจกจ่าย เอาอรหัตตคุณเอา อรหัตตผลอันนั้นเราเรียกว่าตัวธรรมะแท้ๆ ล่ะ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดทำทานโดยเอาอรหัตตคุณ หรือ อรหัตตผลมาจากจ่ายคนนั้นเป็นผู้ที่มีการทำทานชั้นสูงสุด ผู้ที่มีอย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ ว่าผู้ที่มีธรรมทานผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่ชนะโลก เป็นผู้ที่ให้ทานสูงสุดในโลก ที่ท่านเรียกว่า สัพเพทานัง ธัมมะทานังชินาติ ไม่มีทานอันใดที่จะแจกจ่ายหรือการทำให้แก่ผู้อื่นจะได้ผลบุญที่ดีที่สุดสูงที่สุด หรือว่าเป็นการให้ทานที่ชนะเลิศทั้งปวง ทานให้ธรรมทานเป็นธรรที่สูงสุด ธรรมะอันนั้นคืออะไรที่ดีที่สุดคือ อรหัตตคุณ หรือ อรหัตผล คือความรู้อรหันต์ หรือเอาตัวตนของอรหันต์มาชี้แจงเอาตัวตนของอรหันต์มาแจกจ่าย และอรหังก็คือสภาวะของกิเลส และสภาวะของการฆ่ากิเลสหรือการทำกิเลสให้พ้นไปเรียกว่าอรหัง เราก็ทำอันนี้ให้ได้รู้ให้ได้แล้วจึงเอามาแจกจ่าย ผู้ใดไม่มีเลยไม่มีอรหัตตคุณในตนเลย ไม่มีเอาอรหัตตผลในตนเลยผู้นั้นจะเอาอรหัตตผลเอาอรหัตตคุณมาแจกจ่ายได้ไหม ได้ไหม ลองคิดดูซิ ไม่ได้เราจะเอามาจากไหนตัวเองไม่มีเลยไปเชือดเฉือนมาจากไหน แต่เอาเถอะเมื่อไม่ได้เมื่อไม่มี ท่านก็มีอยู่ในภาษาท่านจดไว้บ้างก็มีท่านลอกไว้บ้างก็มีท่านจำกันไว้บ้างก็มีเป็นภาษาบอกกล่าวกันในหูในอะไร เป็นอัตถะชั้นรอง เรียกว่า อรรถฎีกาอาจารย์ ก็ตาม เรียกว่า อาจารย์ท่านรองเขียนลงมาอีกอะไรพวกนี้ เราก็เชื่อ อรรถฎีกาจารย์ต่อลงมา คำข้อเขียนบอกไว้จดไว้ฎีกา จดบอกฎีกาจดบอกแล้วก็อาจารย์เหล่านั้น ก็เอาคำจดบอกเหล่านี้มากล่าวต่อๆ กันไปก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน แต่ว่าประโยชน์มันยังไม่ใช่ตัวแท้ตัวจริงยังไม่ใช่ป้อนออกมาจากตัวเองเลย มีอรหัตตะอยู่ในตัวเลย ไม่ใช่ ถ้าผู้ใดมีอรหัตตะอยู่ในตัวเลยจริงๆ ชักออกมาทีไร มันแน่นหนามันรู้สึกว่ามันลวดลายเลยมันออกฤทธิ์ออกเดช
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive