150802_อริยสัจ 4 พิสดาร โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ แดนอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
150802_อริยสัจ 4 พิสดาร โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ แดนอโศก
พ่อครูว่า…ลองฟังดู อริยสัจ 4 ผมจะพยายามแจกแจงอริยสัจ 4 นี้ ออกพอสมควร ซึ่งอริยสัจ 4 ตามภาษา เราก็ได้ยินได้ฟังกันมามากมายแล้วแหละอย่าง กระจายความบ้าง อย่างที่ไม่กระจายความแปลกันในสภาพง่ายๆ ก็ฟังกันมา มากมายแล้วแหละ ตอนนี้ลองฟังดู ผมจะลองอธิบายดูอีกสักทีหนึ่ง ประกอบไปด้วย พระสูตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่แหละ ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจว่าด้วยความทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า คือ ความ เกิดเป็นทุกข์ ความชราเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ โสกะปริเทวเป็นทุกข์ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ และความแห้งใจเป็นทุกข์ ประจวบสิ่งที่ไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์ โดยย่อแล้วขันธ์ 5 ที่ยังมีความยึดถือเป็นทุกข์ ภิกษุทั้งหลาย นี่แลอริยสัจว่าด้วยความทุกข์ รวมความแล้ว ท่านบอกว่าทุกข์ที่ว่ามาทั้งหมดนี้แหละเป็นตัวทุกข์ ที่ว่ามาทั้งหมด ที่กล่าวถึงมาทั้งหมดเป็นข้อความสั้นๆ แบ่งหมวด แบ่งขยักอะไรเอาไว้นี่เป็นตัวทุกข์ทั้งสิ้น เป็นตัวที่มันกำลังเป็นอยู่ ต้องทนอยู่ ทุกข์ที่ว่านี้คือสิ่งที่ทนอยู่ สิ่งที่ยังเป็นอยู่ ยังเป็นตัวที่เรา ใช้ภาษาเรียกว่า ทุกข์ ที่เราจะรู้ ตัวมันให้ชัดนี่แหละเป็นปริเญยยะ หรือเป็นความรู้ที่รู้ยิ่ง ที่รู้ยอดที่สุด จะต้องรู้ตัวนี้ เราเรียกว่า ทุกข์ รวมความแล้วอันนี้แหละอริยสัจว่าด้วยความทุกข์ เอาทีนี้ก็ขอย้อนไปตั้งแต่ตัวแรกเลย ที่ว่าอริยสัจว่าด้วยความทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า คือความเกิด ฟังดูดีๆนะ ความเกิดเป็นทุกข์ ขณะนี้ท่านยังเกิดหรือท่านตาย ขณะนี้ท่านเป็นอยู่ หรือท่านตายอยู่? _ เกิดอยู่ครับ พ่อครูว่า… เกิดอยู่ใช่ไหม? ยังหายใจเข้าอยู่ใช่ไหม? แล้วยังมีหายใจออก ในขณะที่ยังมีหา
อ่านต่อ
ยใจออกนี้ ร่างกายข้างในนั้นดับเครื่องหรือยัง ยังเป็นตัวเกิดอยู่ใช่ไหม? ตัวนี้เป็นแท่งทุกข์ ใช่ไหม? ในขณะที่คนเรายังเกิดอยู่ หรือมีคำว่าเกิด เกิดด้วยลักษณะอย่างไรก็ตามแต่ อย่างละเอียดหรืออย่างไม่ละเอียดก็ตาม ความเป็นจริงที่ร่างกายขันธ์ 5 ของเราในรูปขันธ์ นามขันธ์ของเราทั้งหมดแท่งนี้ มันยังทำงานปะติดปะต่อกันอยู่ พูดกันอย่างง่ายๆ คือมันยังไม่ตาย ดับขันธ์ 5 สลายแยกออกจากกันหมดนี่แหละมันยังเป็นตัวเกิดๆ ชาติปิทุกขา ไม่ว่าเกิดในใครๆ ทั้งสิ้นมันก็เป็นตัวทุกข์อยู่ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เรารู้ความคำว่าทุกข์ เรารู้ว่าการเกิดคืออะไร เป็นจุตูปปาตญาณ รู้อย่างแน่ชัดเลยว่า อ้อ! ลักษณะสิ่งที่เกิด เกิดอย่างหยาบ เกิดอย่างละเอียด เกิดอย่างซ่อน ซ้อนเชิง เกิดอยู่ชัดเจน เราก็รู้ว่าตัวแท่งนี้มันยังเป็นความเกิดอยู่ ทุกวินาทีมันกำลังก่อความเกิดปะติดปะต่อกันอยู่ เลือดสูบฉีดโลหิต ลมหายใจเข้าลมหายใจออก ในขณะที่มันหายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้าเป็นเกิด แต่ถึงขณะนั้น หายใจออกมันก็ยังเหลือซ้อนอยู่มีตัวเกิด แม้เราจะหายใจออก เป็นสภาวะสูบฉีดลมหายใจออก แต่ไม่ใช่หมายความว่าข้างในนี้หยุดวงจรแล้ว ไม่ใช่ ข้างในนี้ก็ยังเดินวงจรอยู่ แม้แต่หายใจออกข้างในก็ยังเดินวงจรอยู่ สูบฉีดอะไรต่ออะไรอยู่ เป็นภาวะที่ยังเกิดอยู่ ยังไม่ตาย เพราะฉะนั้น ทุกข์ไปไหน ทุกข์ไม่ไปไหน ทุกข์อยู่ที่นี่ แท่งขันธ์ 5 นี่ทั้งหมด ทุกข์อยู่ที่นี่ ตัวทุกข์อยู่ที่นี่ทั้งหมด เราจะรู้ความทุกข์ ต้องรู้ทั้งหมด ตัวทุกข์ทั้งหมดอยู่ที่นี่ ไม่ใช่อยู่ ที่ไหน กาย ยาววาหนาคืบกว้างศอก พร้อมสัญญาและใจ หรือตัวกำหนดหมายที่รู้ของเราคือ ตัวที่รู้ว่า ไอ้นี่คือทุกข์หนอ เมื่อมันยังเกิดอยู่ตราบใด หรือว่ามันยังมีอยู่ตราบใด ยังเป็นอยู่ตราบใด มันยังยึดเอาไว้ตราบใด มันยังรู้ เรียกว่ามันยังรู้อยู่ตราบใด มันก็ยังเป็นทุกข์อยู่ตราบนั้น เพราะฉะนั้น จิตที่มันยังรับรู้อยู่ มันก็รู้อย่างเป็นทุกข์ รู้อยู่ว่าอย่างเป็นทุกข์ ทีนี้เราจะรู้ให้มันเป็นสุขหรือรู้ให้มันพ้นทุกข์นั้น เราจะรู้อย่างไร เราจะรู้อย่างไร รู้ให้มันเป็นสุข หรือจะรู้ให้มันพ้นทุกข์ ก็คือรู้ความเกิด เป็นตัวความเกิดเอง รู้ตัวทุกข์เป็นตัวของทุกข์เอง ทุกข์ไม่ใช่ของใคร เป็นตัวสิ่งนั้น ของสิ่งนั้นเอง ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา ไม่ใช่ที่จะต้องมายึดแบกหามไว้ รู้แล้วก็ตาย รู้แล้วก็วาง รู้แล้วก็ตาย รู้แล้วก็วาง การเกิด การดับจึงเป็นสภาวะของ ธรรมดาๆ ในโลกเท่านั้น การเกิดที่เกิดสั้นที่สุดเล็กที่สุดนั้นเกิดที่จิต จิตเกิด เกิดแล้วมันก็ชรา ชราอย่างเร็ว เสื่อมอย่างเร็ว จิตนี่เกิดเร็วเหลือเกิน เกิดแล้วชราเร็วเหลือเกิน เกิดแล้วเสื่อมเร็วเหลือเกิน แล้วตายเร็วเหลือเกิน หรือดับเร็วหรือตายเร็ว เร็วเหลือเกิน แต่เฉพาะแต่ละดวงๆ หรือแต่ละสภาพที่มันเกิดรู้ พอมันเกิดรู้แล้ว มันก็ดับ แล้วในขณะที่ร่างกายของเราก็ยัง ไม่ตายแล้วตัวจิตก็ยังไม่ยอมที่จะพรากจิต จิตก็ยังส่งสืบต่ออยู่ ยังทำงานรับช่วงกันอยู่ มันก็จะรับช่วงนั้นไป ถ้าผู้ใดรู้ว่าเกิดนี้ก็ไม่ใช่ของเรา พอเกิดรับรู้แล้ว พอเกิดปั๊บก็ตาย เกิดปั๊บตายๆ ในฐานะที่รูปขันธ์นี้ มันยังเป็นเครื่องประกอบทรงไว้ ให้จิตเกิดอยู่ แม้จิตของเราจะไม่ต่อ มันเกิดแล้วก็ไม่ต่อๆ เกิดแล้วก็ตายๆ จิตของเรามีความเชื่อมั่น จิตของเรามีความเห็นแจ้ง จิตของเราทำได้ ตรงตามที่เราปรารถนาด้วยว่า เกิดรู้แล้ว ก็ตาย รู้ก็สักแต่ว่ารู้รู้ๆๆแล้วก็ตาย และร่างกายมันยังไม่ตายจริง มันก็จะต้องทำให้จิตมันเกิดต่ออยู่จริงด้วย แม้เราจะไปทำความไม่รู้ดับนั่งหลับเป็นอสัญญี ไม่กำหนดรู้อะไรเลย เป็นการตายไปชั่วครู่ ไม่มีจิต ไม่มีอะไร รับรู้เลยจริงๆ ตัวจิตนั่นแหละ เป็นตัวเริ่ม ตัวจิตไม่รับรู้อะไรเลย แท้ๆ อยู่ก็ตาม ถึงแม้อย่างนั้น มันก็ยังมีสภาพที่หมุนเวียน สืบต่อด้วยความไม่รับรู้อยู่ก็ตาม มันมีการเดินทางอยู่ เป็นแต่เพียงว่า เราทำความกำหนด ทำความดับ ข่ม ติด ด้วยวิธีที่เราทำได้อย่างเก่ง ไม่ให้จิตของเรามันมารู้ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น อำนาจความกดข่ม อำนาจความที่สามารถติดสามารถดับ สามารถไม่ให้มันมารับรู้นั้นได้มีมากเท่าใดเราก็จะกดข่มได้มากนานเท่านั้น หมดอำนาจการกดข่มนั้น ได้แล้ว มันก็จะขึ้นมารู้อีก เพราะว่าส่วนนี้ มันยังทำงานอยู่เต็มขันธ์ 5 ของเรามันยังทำงานอยู่เต็ม มันจะไม่ไปไหนเสีย มันจะต้องทำงานอยู่ และมันจะต้องมีกิจ หรือมีสภาพพลังงานอันหนึ่งยังเกิดอยู่เต็มพลังงาน เพราะว่ามันสมอง เพราะว่าเซลล์ประสาท เพราะว่าแท่งก้อน เพราะว่า เซลล์กิจต่างๆ กลไกต่างๆ อะไรต่างๆ ยังครบบริบูรณ์ ยังไม่ได้หยุดทำงาน ยังไม่ได้บุบสลายยังไม่ได้ไปไหน มันจะต้องมีสิ่งหนึ่งที่เรียกมันว่าพลังงาน หรือเราเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าจิต หรือวิญญาณ มันจะต้องเกิดแน่ๆ ไปกดข่ม ทำเป็นไม่รู้ หาวิธีการที่จะไปดับมันสนิท มันเอาไว้อย่างไรก็ตามจะเป็นไปได้ ในชั่วระยะที่กดข่มไว้ที่ใช้พลังงานอีกชั้นหนึ่งมีซ้อนมันเข้าไว้ ซ้อนเชิง คือ ดับมันเข้าไว้ได้ขนาดหนึ่งเท่านั้น หมดอำนาจกดข่มนี้แล้ว มันก็จะขึ้นมารู้ เพราะว่ามันยังไม่ตายแท้ มันยังไม่เป็นอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ มันจะขึ้นมารู้ขึ้นมารู้จริงๆ เพราะฉะนั้น มันขึ้นมา มันก็ มารู้เต็มรูปของมันอยู่อย่างเก่านั้นแหละ จะไปนั่งกดนั่งดับนั่งอสัญญีอยู่อย่างไรๆ มันก็ไม่มีทางที่จะบริบูรณ์ได้ ถ้าไม่สามารถรู้ให้ชัดแจ้งว่า จิตนี้เมื่อเราแน่ใจแล้วว่าเราไม่มีเชื้อโลภะ โทสะ โมหะติด แม้เราจะไปอยากให้มันดับ มันก็ยังมีจิตตัวหนึ่งที่มันยังมีอยาก ยังมีตัณหา ยังมีความปรารถนา เพราะฉะนั้น สิ่งนี้เป็นของมันเอง เป็นความเกิดของมันเอง ตามธรรมดา เป็นความเกิดของมันเองไปตามธรรมดา แล้วเราก็รู้ว่า เออ! มันเกิดมารู้ เพราะไม่ให้ มันเกิดไม่ได้ มันเกิดมาแล้ว มันหลงสร้างมาแล้ว ตั้งไม่รู้ว่ากี่ชาติๆ จนเรามาได้ขันธ์ 5 แท่งนี้ ที่เรียกว่ามนุษย์โสนี่แหละ ได้สั่งสมจิตตัวนี้ได้สั่งสมตัวนี้จนมีประสิทธิภาพอย่างนี้แล้วนี้น่ะ แล้วมันก็ยังมีอยู่ เพราะว่าเครื่องยนต์เครื่องกลไกอันนี้ ก็ยังไม่ได้ถอดส่วนนั้น ส่วนนี้ออก เรายังมีมันสมองอยู่เต็ม เรายังมีเซลล์ประสาทอยู่เต็ม เรายังมีการเดินทางของพลังงานอะไร หรือว่าเรายังมีปมนั้นปมนี้ มีอะไรอยู่เต็ม เรายังไม่หยุดเครื่องกลไก เรายังไม่ทำการสลายเครื่องกลไกอันนี้ อันนั้นมันก็ต้องอาศัยอยู่หรือจะต้องขอเกิดอยู่ มันจะต้องขอเกิดอยู่หรือ ขอมีอยู่มันจะต้องขอมีอยู่ มันจะอยู่อย่างนี้มันยังไม่ไปไหนหรอก ก็ปล่อยให้มันเกิดอยู่ เป็นอยู่เถิด ก็ปล่อยให้มันเกิดอยู่ เป็นอยู่เถิด แต่เกิดอยู่เป็นอยู่ เมื่อเรารู้แล้วว่า มันทำให้มีเชื้ออยาก ไม่มีเชื้อตัวอยากนี่แหละ หรือตัวตัณหานี่แหละหรือตัวอุปาทานที่จะต้องยึดเกาะเอาไว้ต่อไปอีกนี่แหละ ไม่มีแล้ว อยากไม่ว่าอยากอะไรทั้งสิ้นอยากเป็น อยากมี อยากได้ ขนาดไหนๆ ก็ไม่มี เพราะแม้เราอยากดับ อยากตาย ก็ยังเป็นกิเลสตัณหา ก็ยังเป็นตัวที่จะพาเกิดอยู่อีกอยากตายนี่แหละจะพาเกิด ฟังดูดีๆ อยากตายนี่แหละจะพาเราเกิด เพราะฉะนั้น ไม่ต้องอยากตาย ไม่ต้องอยากเป็น มันจะต้องเป็นตามปกติ ของมัน เรารู้วิสัยของมันแล้ว มันจะต้องหมุนเวียนไป มีพัก มีเพียร เราตื่นอยู่ เราทำอะไรทีนี้เราอยู่ในฐานะที่เราเหนือจิตนี้อีกทีหนึ่ง เพราะรู้แล้ว อย่างไรมันก็เป็นไปอย่างนี้แหละ ถึงจะให้มันเป็นไปตลอดโลกแตก มันก็เป็นไปไม่ได้ มันย่อมเป็นไปตามภาวะที่สังเคราะห์มันอยู่ได้ มันสังเคราะห์กันอยู่ได้ตามนั้นๆ เอาอาหารให้มัน มันก็สังเคราะห์กันไป ถ้ามีพลังเนื้อดี มันก็จะใช้พลังเนื้อดีที่เป็นทุนนั้นน่ะดำเนินการส่งเสริมไป พลังเนื้อดีนั้น หมดแล้ว ก็จะเหลือพลังเนื้อย่อหย่อน แล้วก็จะส่งเสริมไปตามพลังที่ย่อหย่อน ทีนี้ก็เดินทาง ไปหาความเสื่อม ความชรา ก็ค่อยๆ ชราตะหรือชราติ ลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันก็จะถึง ความสูญจบ เมื่อสูญจบ ด้วยจิตที่เราปล่อยแล้วตั้งแต่ต้นเราวางแล้ว เราเข้าใจอย่างแท้แล้ว เรายอมให้มันเดินทางไปเฉยๆ โดยความรู้แล้วเราก็ใช้แท่งก้อนนี้ให้เป็นประโยชน์แก่โลกเป็นที่สุด โดยไม่มีตัวเรา ไม่มีอะไรเป็นเรา ไม่มีอะไรเป็นของของเรา แต่เรารู้อริยสัจเรารู้ความจริงว่า มันเป็นแท่งก้อนแท่งหนึ่ง มีขันธ์ 5 เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า มันยังเกิดอยู่ มันก็เป็นความเกิดของความเกิดเอง เรามีกินพอสมควร แล้วเราก็ไม่ต้องไปมีเกิดให้มันใหญ่โต ถ้าเกิดใหญ่โตขึ้นไปมากนัก มันก็ใหญ่โตขึ้นเกินไป ไม่ต้องไปแสวงหามากนัก หยุดแสวงไปเป็นพอไปพอดี ทีนี้มาเอาที่ตัวพอดี กินพอดี คืออะไร นุ่งห่มพอดี คืออะไร พักมีที่พัก ที่อยู่พอดีคืออะไร ยารักษาโรคไม่แดกดันไม่แกล้ง แม้มีโรคมีอะไรเบียดเบียน เราก็เอาอะไรมาแก้พอให้มันเป็นปกติพอดี ถ้ามีโรคมาเบียดเบียนมันก็ไม่พอดี ก็เอาอะไรมาแก้ไม่ให้มีโรค ให้มันอยู่อย่างกลางๆ พอดีๆ ไม่หนักไป ไม่เบาไป ไม่ถ่วงโน่นถ่วงนี่ เราก็หายามาแก้ก็พอดี และแม้เรารักษาตัวแท่งก้อนนี้ ขันธ์ 5 แท่งนี้พอดีได้แล้ว มันก็ยังมี บทบาท ที่จะกระทำ ผลประโยชน์ได้เหมือนเครื่องกล เครื่องกลเครื่องนี้พิเศษด้วย มันมีทั้งมันสมอง มีการรู้ดีรู้ชั่ว มีความฉลาดเฉลียว ก็ให้มันใช้งาน โดยพอดี โดยกระทำงานนั้นไปได้เท่าที่เราจะจูงมันเท่าที่เราจะดึงมันขึ้นมาทำ เพราะมันมีตัวดึง มันมีตัวรู้ มันมีตัวสิ่งหนึ่งที่อยู่เหนือที่กำหนดบังคับ ก็คือความรู้คือ ความรู้ดี คือ เจตนาดีคือ ความเจตจำนงดีที่จะสามารถทำดี ก่อดี สร้างดีนี้ให้แก่เขาทั้งๆ ที่จิตของเราไม่ได้เป็นของเราหรอก เราไม่ได้เอามาให้เราหรอก แต่เราก็ทำดีนั้นกอบก่อดีนั้นขึ้นไว้ในโลกไปๆเฉยๆ โดยที่เรารู้ว่าดีนั้นน่ะ มีขนาดใด แล้วสิ่งใด แล้วสิ่งใดที่จำเป็นที่สุดที่เรารู้ว่าเราควรจะสร้าง เราควรจะทำให้แก่โลกให้ดีที่สุด เราก็ทำสิ่งนั้นไปๆ โลกก็จะได้สิ่งดีนั้นโดยแท่งก้อนนี้ หรือโรงงานนี้ก็ไม่ใช่ของเสียหาย ถ้าเผื่อว่าโรงงานนี้จะปั่นสิ่งที่ดีทิ้งเอาไว้ให้แก่โลกจนกว่าไอ้เครื่องนี้มันจะเสื่อมชรา มันจะสูญ มันจะสิ้น มันจะดับไปเป็นที่สุด ซึ่งเป็นความจริงมันต้องดับไม่มีอะไรพ้นความตาย ไม่มีอะไรที่จะหนีความตายไปได้พ้น หรือหนีความสูญ ความดับไปได้พ้น และดับสนิทหมดเชื้อแล้วด้วย คือเชื้อจิตของเรารู้แล้วว่า เราไม่ต่อแล้ว เราก็ดับสภาพที่จะไม่ต่อ คือไม่อยากเป็น ไม่อยากมี อะไรก็ไม่มี อยากเป็น อยากมี อะไรก็ไม่มีเป็นภาวะกลางๆ ภาวะเฉยๆ แม้ทำนี้ก็เป็นแต่เพียงเจตจำนง ถ้าจะเรียกว่าความอยาก เหมือนอย่าง เมื่อวานนี้ มีความเพ่งเล็ง ก็มีความเพ่งเล็งจะบอกว่าไม่มีความเพ่งเล็ง พระพุทธเจ้าปฏิเสธ ปฏิเสธไม่มีความเพ่งเล็ง ไม่มี ต้องมีความเพ่งเล็ง มีความเพ่งเล็งเอาอย่างยิ่ง ที่จริงอภิชฌานี่น่ะ มันไม่ได้แปลว่า ความเพ่งเล็งอะไรหรอก อภิ+ฌา ฌายะ มันแปลว่าทำลาย แปลว่าเผา แปลว่าทำลาย แปลว่าจี้เข้าไป อภิแปลว่ายิ่ง เพราะฉะนั้น สนธิกับคำว่า อภิ เข้ากับฌา เป็น อภิฌา ตัวช. เป็นตัวอักษรวรรคเดียวกัน จะ ฉะ ชะ ฌะ ญะ เอาตัว ช. มาสะกด เป็นอภิชฌา มาแปลคำว่าเพ่ง มาแปลคำว่าหมาย เพ่งเล็ง หรือว่าจดจ่อ ให้มันติดต่อ อยู่ว่าอย่างนั้นก็ได้ หมายความว่า เพ่งชี้ จี้ อย่างยิ่ง ฌานี้หมายความว่า จี้อย่างยิ่ง เพ่งอย่างยิ่ง หรือเผา คือทำลาย เผาคือทำลายสิ่งใดที่มันเกิดมาอยู่มากๆ ก็มีภาษาโน้มเอนไปว่า ลดลง ทำลายลงหรือเผาไป สิ่งใดที่มันยังไม่มีมากก็ต่อขึ้นมา ต่อไว้ๆ หรือ จี้ไว้ เพ่งไว้ ให้มันติดต่อไว้ มีภาษาอยู่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เอนข้างมาข้างทำลาย ก็เรียกว่า เผา เอนข้างไปข้างที่เรียกว่าเกิด ก็ให้แค่จี้อยู่ติดต่ออยู่ ฌานี่นะ เพ่งอยู่จิตจ่ออยู่ จดจ่ออยู่ จี้อยู่ ให้มีเกิดอยู่ต่อๆไปอยู่ นี้เป็นสำหรับสภาพของเราเอง เพราะฉะนั้น สภาพของจิตใจของเรานี้ เราเองจะให้เกิด เราก็เกิด ให้มันเกิดเฉพาะที่ตอนเกิดรู้ เพ่งจี้ไว้ ติดต่อไว้ทำให้เกิดอยู่ ไหนๆ มันก็ยังไม่ตายก็ต่อเอาไว้ พอต่อแล้วก็ตัดๆ ต่อแล้วก็ให้เขาไปต่อแล้วก็เลิก เกิดแล้วก็เลิก เกิดแล้วก็ไม่ใช่ของเราเกิด ให้รู้เท่าทันความเกิดนี้ว่าไม่ใช่ของเราเกิดหรอก อะไรเกิดเราก็เกิดให้เขา แล้วเราก็พิจารณาแล้วไม่มีการแดกดัน มีแต่ความบริสุทธิ์ใจ มีความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริงเลย มีแต่สร้างสิ่งที่เป็นกุศล เสริมสิ่งที่เป็นประโยชน์ แล้วเรารู้โลกนี้ด้วย ว่าโลกนี้เขาต้องการอะไร อะไรที่คนอย่างเรานี่น่ะ จะทำให้เขาดีที่สุด ในชั่ววาระนี้กาละนี้ หมู่ชนนี้ดีที่สุด ที่เราจะทำให้เขาขณะนี้ จำเป็นที่สุด เราก็ทำ ทำขึ้นแล้ว ก็ไม่ใช่ของเรา ทำแล้วก็แล้วๆๆ มันก็เป็นสุดของมันทุกอย่าง พอทำเราทำเราปล่อย ชราก็เร็ว พอเราทำแล้ว ก็ตัดปล่อย มันก็ชราเร็ว มันก็ตาย เกิด แล้วก็ตายๆๆๆ เรามีตัวเกิดตาย โดยที่เราเอง เราเกิดเพียงรู้ คำว่าเกิดตัวนี้ เพียงแต่ว่ารู้แล้วก็มีตายอยู่ในตัวของมันตลอดเวลา เราก็อยู่กับพ่วงแพนี้ไปเท่านั้นเอง แล้วเราก็มีเจตนาดีไม่มุ่งร้ายแล้ว ก็ไม่ต้องอยากตาย มันต้องตายแน่ ถึงเวลาเสื่อม เสื่อมแน่ นี่เป็นธรรมดา ถึงจุดสุดท้ายแล้ว เราเห็นความจริงแล้ว โอ! ทุกอย่างเกิดมาแล้ว ก็เดินทางไป ทำมากสลายเร็ว จ่ายมากก็เปลืองมากก็ตายเร็วก็ไม่แปลก ถ้าจ่ายน้อยๆเกินไปก็ตายเร็วเหมือนกัน จ่ายน้อยเกินไปก็ตายเร็ว จ่ายพอดีๆ ก็ไปพอดีๆ เพราะฉะนั้น เราก็ทำพอดีๆ ไปทั้งหมด ความเกิดเป็นทุกข์ ก็ขอให้เข้าใจความเกิด เราหลีกพ้นความเกิดไปไม่ได้ในขณะนี้ เพราะมีสภาพปรมัตถ์ สัจจะอยู่ในตัวของเรา อยู่ว่าเรายังมีความเกิด แม้จิตของเรานั้น เราจะตายแล้ว จิตของเรา เราจะรักตายนี่ อาศัยภาษามาใช้คำว่ารักตาย คือจิตของเราที่ไม่ปรารถนาเกิด แม้ไม่ปรารถนาเกิดก็เป็นจิตที่ต้องการอันหนึ่งอยู่เท่านั้น แล้วถ้าเรารู้ความจริงว่าเราไม่ทำความเกิดให้แก่เรา แม้สิ่งใดเกิด เราก็รู้ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เรา เราไม่ได้รับสิ่งนั้น เราไม่ได้ยินดียินร้าย เราไม่ได้ชอบสิ่งนั้น และเราก็ไม่ได้ชังหรือผลักสิ่งนั้น การผลักก็ยังเป็นพยาบาท ยังเป็นส่วนที่จะต้องผูกพันกันไปเกิด การดูดก็เป็นส่วนที่จะไปติดเอาไปไว้เกิด เพราะฉะนั้นเราไม่มี เราทำความเกิดก็สักแต่ว่าความเกิด เราทำอะไรก็สักแต่ว่าอันนั้น ของอันนั้นเองดีที่สุด เท่าที่จะมีเจตจำนง มีความหมายดี มีความมุ่งดี มีความปรารถนาดี ไม่มีความแดกดัน ไม่มีความประชดประชัน ไม่มีความแกล้งในจิตของเราไม่มีความแกล้ง ในจิตของเราไม่มีความแกล้ง มีความกระทำดีอันนี้ไป ทำอะไรก็เจตจำนงดีเป็นที่สุด ดี ประกอบให้มันเต็มรูป เต็มร่าง เต็มสิ่งนั้น แล้วก็เป็นสิ่งนั้นประเสริฐที่สุด ดีที่สุด ใครรับได้ไปก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด งามพร้อมที่สุด ใครได้ไปก็เป็นของผู้นั้นแหละ ของใครก็ได้ ทุกคน เป็นผู้ที่มีส่วนได้ ถ้าใครได้รับสิ่งนี้ ก็รับไป ถ้าใครจะได้สิ่งนี้ก็ได้รับไป
เพชรชั้นยอด อริยสัจ 4 ตัวที่สูงที่สุด ตัวทุกข์ ถ้าผมจะพูดว่า ในขณะนี้ผมกำลังจะทำอะไรสิ่งหนึ่งอยู่ ผมกำลังประกอบสิ่งหนึ่งอยู่ กำลังเจียระไนเพชร กำลังเจียระไนยเพชรอยู่ เพชรชั้นยอดด้วย กำลังเจียระไนยเพชรเป็นเพชรชั้นยอดด้วย ผมกำลังพูดหรือผมกำลังกล่าวหรือผมกำลังปั้นธรรมะที่สูงสุดแล้ว ไม่มีอะไรมากกว่านี้อีก ยอดธรรมะ ผมกำลังทำยอด แห่งยอดธรรมะอยู่เดี๋ยวนี้กำลังปั้นอยู่เดี๋ยวนี้ ปั้นดีที่สุด ผมกำลังอธิบาย สิ่งที่สูงที่สุด คืออริยสัจ 4 ตัวที่สูงที่สุด ตัวทุกข์ แล้วกำลังจะอธิบายถึงตัวเกิดที่เป็นทุกข์ ไม่ว่าเกิดชนิดใดก็เป็นทุกข์ แล้วกำลังจะทำตัวนี้ ปั้นออกไปๆๆ ให้ผู้ที่สามารถผู้ที่เหมาะสมผู้ที่จะสามารถจะรับสิ่งนี้ได้ เอาสิ่งนี้ไปประดับ เอาสิ่งนี้ไปเป็นตัวได้ หรือตัวเกิด หรือตัวรู้ เอาสิ่งนี้ไปเป็นส่วนที่เอาไปเป็นส่วนที่เกิด หรือเอาไปเป็นส่วนที่รู้แจ้งเห็นจริง กำลังปั้นอยู่ด้วยภาษา ผู้ใดที่สามารถรับผู้นั้นก็ได้ไป ผู้ใดมีโอกาสฟัง ผู้นั้นแหละเป็นผู้เหมาะที่จะได้รับแม้ผู้ที่มีโอกาสฟังแล้ว ผู้ใดสามารถรับได้ ผู้ที่สามารถรับได้เอาไปเท่านั้น เป็นผู้ที่ใช้อันนี้ได้ หรือมีอันนี้ หรือเกิดอันนี้ หรือรู้แจ้งในอันนี้ รับอันนี้ไปเหมือนมงกุฎไปสวมที่ตน การเกิดนี้คือการตาย รับเอาความเกิดนี้ไปประดับ ก็ได้ตายลงสำเร็จ รับเอาความเกิดนี้ไปประดับตน ผู้นั้นก็ได้ตายลงสำเร็จ เพราะว่าความเกิดนี้เป็นแต่เพียงความรู้และความเกิดนี้ เกิดสักว่าเกิด เป็นตัวของมันเอง เกิดนี้ไม่ใช่ของใคร ผมกำลังปั้นสิ่งที่เป็นเพชรยอดเพชร หรือกำลังทำมงกุฏเพชรอันนี้ที่กำลังทำอยู่เดี๋ยวนี้ พวกคุณได้ฟังๆ ใครหลับใหลเสียไม่ได้ฟัง แล้วผมจะพูดอย่างนี้อีกเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้ อริยสัจ 4 ผมจะพูดอย่างนี้อีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อาจจะไม่ได้พูดอีกเลยก็ได้ ผู้ที่ได้นั่งฟัง และได้รับฟังอยู่เดี๋ยวนี้เป็นผู้ที่กำลังได้รับ ถ่ายทอดมงกุฏเพชรอันนี้ไป ถ้าคุณรับไม่ได้ ก็ได้แต่นั่งฟัง คุณรับได้ คุณเอาไปใช้ได้สวมได้ เป็นของใช้ของคุณเด็ดขาด โดยของใช้อันนี้ที่ผมปั้นให้เกิดอยู่นี้ เป็นความตายสนิท คุณได้รับความตายสนิทนี้ไป คุณก็ได้สิ่งนี้ ผู้ได้คือผู้ที่สามารถรู้สามารถรับ สามารถเอามาสวมได้เท่านั้น แม้สิ่งนี้ จะไปตกอยู่ที่มือใคร ใครอาจจะเห็น ใครอาจจะรู้ ใครอาจจะรับเป็นบัญญัติเป็นภาษา เป็นเสียง เขาก็เป็นแต่เพียงได้ฟังเสียงได้ฟังภาษา เขาจะเอาสวมลงที่ตัวไม่ได้ ถ้าตัวเขาไม่เหมาะสม ตัวเขาไม่มีความพร้อมความพอดี ที่จะสวมกันได้ จิตของเขาไม่ได้ละเอียดถึงปานนี้ ที่จะได้สวมมงกุฏอันนี้เขาก็จะสวมสิ่งนี้ไม่ได้ จะใช้สิ่งนี้ไม่ได้ จะเกิดสิ่งนี้ หรือจะเป็นผู้ตายสนิทไม่ได้ เพราะฉะนั้น ภาวะการเกิด เราจะต้องรู้ความจริง โดยสมมุติ ว่ามันเกิดอยู่ ร่างกายนี้เป็นแท่งสมมุติอันใหญ่ เกิดอยู่เราต้องรู้ร่างกายนี้ว่าเกิดโดยธรรม เกิดโดยธรรมดา เมื่อเรารู้แล้วว่าสัจธรรมสิ่งหนึ่ง ความจริงสิ่งหนึ่ง มันเป็นลักษณะที่เราได้หลงทำความเกิดนี้มานาน นานนับชาติแล้ว จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เราก็ได้มีความเกิด และมีจิตที่เกิดและเป็นจิตที่เก่ง จนสามารถรู้ว่าขณะนี้เพราะเรามีเชื้อ เพราะเราหลง โลภะ โทสะ โมหะ อันเป็นเชื้อแห่งความเกิดผูกติดไป หรือเรียกว่ากามฉันทะ พยาบาทเบียดเบียนก็ตามสิ่งพวกนี้ เป็นเชื้ออยู่ในจิตของเรานี่แหละ มันทำให้เราจะต้องไปกระทำงานผูกพัน เราเข้าใจมันแล้ว เข้าใจมันเด็ดขาด เราจะไม่ให้มันเป็นอย่างนั้นอีก แล้วก็รู้ตัวที่มันมาทำงานร่วมกับจิต โดยที่เราไม่ให้มันมาร่วมทำงานกับจิตเลยไม่มีโลภะมาทำงานร่วมกับจิต ไม่มีโทสะมาทำงานร่วมกับจิต ไม่ว่าจะอย่างละเอียดอ่อนบางขนาดใด เราก็หมดโมหะ ไม่มีที่จะไม่รู้ มีแต่รู้ รู้ชัดรู้เจน แม้น้อยนิดขนาดไหนเป็นอายตนะ ไม่ว่าจะผ่านเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ลิ้นกาย หรือเกิดแต่ใจเองอย่างน้อยอย่างนิดเท่าใดที่เรียกว่าอายตนะ ผมอธิบายอายตนะให้ฟังแล้วว่า เราหลงมัน มันเป็นประโยชน์จริง แม้จะเป็นประโยชน์น้อยนิดเท่าใดๆๆมันก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตะนะ มันไม่ใช่ตน ไม่ใช่ ตัวอัตตา ไม่ใช่ตัวเรา มันจะน้อยจะนิดเท่าไร มันก็เป็นประโยชน์ของประโยชน์เอง เป็นสิ่งนั้น ของสิ่งนั้นเอง มันไม่ใช่เรา จะต้องเอาเป็นของเรา แล้วก็เอาไปตีข่มคนอื่น เอาไปอวดคนอื่น เอาไปอ้างคนอื่นเอาไปถือว่าเป็นเรา เป็นของเราอยู่ ไม่ใช่มันไม่ใช่เด็ดขาด มันเป็นความเกิดของความเกิดเอง มันเป็นประโยชน์ของประโยชน์เอง ถ้าจะเรียกว่าเป็นสิ่งดี จนกระทั่งถึงเรียกว่ากำไร เป็นของควรได้ ควรมี ควรเป็นในโลก ก็เป็นของควรได้ ควรมี ควรเป็นของโลก ไม่ใช่ของเรา เป็นของควรมี ควรได้ ควรเป็นของโลก เพราะฉะนั้นเราเองนี่ สร้างของควรมี ควรได้ ควรเป็น ให้แก่โลก สร้างให้แก่โลกเท่านั้น ตราบที่ขันธ์ 5 ของเรามันได้หลงสร้างก่อมา มันก็เหลือเป็นโมเมนตั้มสุดท้าย มันเหลือเป็นโมเมนตั้มสุดท้าย มันเหลือเป็นตัวเฉื่อยสุดท้าย ซึ่งมันมีแรงมากแค่ไหน มันก็มีแรงยอดมากแค่นั้นน่ะที่มันมีอยู่ เราก็ใช้ทุนนี้ไปเท่านั้นเอง เราไม่มีอะไรเพิ่มเข้าไปเพื่อที่จะให้หมุนเร็วกว่าเก่าหรือเกิดอีก มันเป็นแท่งก้อนที่เราจะใช้มันเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้นเอง เราใช้ไปให้ดีที่สุด เพราะว่าตัวเบรค หรือตัวหยุดของเรามันมีแล้ว มันหยุดแล้ว เราไม่เกิดอีกแล้ว แล้วเราก็ดับตัวเกิด คือตัว โลภะ โทสะ โมหะดับได้สิ้นสนิทแล้ว ไม่มีรากเหง้า ไม่มีเชื้อ แม้แต่อ่อนบาง เราไม่มี ต้องรู้นะ ถ้าคุณไม่สัญญาเวทยิตกำหนดรู้ ไอ้สภาพโลภะ โทสะ โมหะ แม้แต่อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ถ้าคุณกำหนดรู้ไม่จริง มีแทรกซ้อนอยู่ มันก็จะเป็นความแทรกซ้อนของคุณ แต่ถ้าคุณมีเด็ดขาดแล้ว อย่างแน่นอนเลยว่า ความรู้อันนี้เด็ดขาดชัดเจน นานัตตสัญญา ไม่มี มีแต่สัญญาเวทยิตตะ คุณพ้น นานัตตสัญญา พ้นความกำหนดรู้อะไรต่างๆ ได้อย่างเด็ดขาดอะไรต่างๆ เป็นอัตตา นานะ+อัตตะ+สัญญา กำหนดรู้อัตตะหรือตัวที่มันเป็นสิ่ง อย่างนั้นแหละ อะตะ ซึ่งเคยอธิบาย อะตะ ให้ฟังแล้ว ที่เป็นอัตตา อัตตะ หรืออัตตา คือสิ่งที่มันเป็นไปอยู่ ตะ นี้มันเป็นไปอยู่ เป็นไปอย่างที่เรียกว่า ที่จริงเราไม่มีหรอก เราไม่มีไอ้สิ่งที่เป็นไปนี้ไม่ใช่ของเรา แต่มันยังเป็นไปอยู่ อะตะแท้ๆ ตานี้เป็นตัวนาม คำว่า ตา เติมท้ายตัวไหน แสดงว่าเป็นนาม เป็นปัจจัยที่เติมคำนั้นว่าเป็นนาม อะตัตตา หรืออัตตา จึงเป็นตัวสิ่งหนึ่งที่ยังเกิดอยู่เท่านั้นเอง ไม่ใช่ตัวเรา เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใด ตะถาคะตา เป็นผู้ที่เป็นตะถา เป็นตัวที่ดีที่สุด ที่ตั้งมั่นที่สุด ที่คงทนที่สุด ตะถาคะตา ให้ดำเนินไปอีกได้โดยที่เรียกว่า มีความเก่ง มีความกล้า มีความอาจหาญที่ให้มันเกิดไปได้ โดยที่ไม่กลัวความเกิด และรู้แน่ใจด้วยว่าความเกิดนั้น ไม่เหลืออยู่ที่เรา เราไม่ได้สร้างความเกิดอีก โดยที่ไม่หลงความเกิดนั้นเป็นเรา ไม่หลงเอาความเกิดนั้นมาเป็นเราอย่างแท้จริงจะดี จะสร้างดี จะสร้างเด่น ก็ไม่หลงติด หลงยึดว่าเป็นของเรา เพราะฉะนั้นผู้นั้นก็จะสร้างดีๆๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะสร้างได้ จะไม่หลงปีติใจ อิ่มเอมเปรมใจ ไม่ยึดดีนั้นเป็นของเรา คนเรารู้ชั่วแล้ว แล้วก็ไม่สร้างชั่วได้แล้ว ก็เป็นเลิศรู้ดี แล้วสร้างดี โดยไม่ติดดีนั้นอีกก็เป็นเลิศ ฟังดูตรงนี้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ ตถาคตา หรือตถาคตจึงเป็นผู้ที่เป็นไปอย่างดี สร้างดีไปอย่างที่เรียกว่าได้เป็นไปดีแล้ว เป็นไปด้วยดี คือยังเกิดในสิ่งดีอยู่ ยังเป็นไปแบบไอ้สิ่งที่ดีนั้น แล้วท่านก็ไม่หลงดีนั้นอย่างแท้จริงด้วย ดีนั้นไม่เป็นท่าน ท่านไม่หลงเอาดีนั้นเป็นเรา คนเรามันล้างชั่วได้แล้ว สร้างดี มันก็มาหลงติดดีแล้วก็ไปกำหนดขอบเขต ของดีไว้กว้างขวาง อย่าว่าจะไปหลงอัตตาว่าเรา อยู่ที่เราเลย ยังเอาจิตของเราไปผูกพันว่า คนนี้เป็นเรานี่เป็นอโศก ถ้าอโศกคนนี้บกพร่องเราก็จะทุกข์ อโศกคนนั้นบกพร่องเราก็จะทุกข์นั้นเรียกว่าเรายังหลงอัตตาอยู่ตั้งเยอะ อย่าว่าแต่พ่อแม่พี่น้อง ตัดญาติปริวัฏฏังมาได้แล้ว แม้ว่าญาติปริวัฏฏังของเราจะชั่วอยู่ ญาติโกโยติกาจะชั่วอยู่ก็ตาม พอเรามาถือว่าไอ้นี่เป็นญาต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive