150215 ใครจะเลือกตายเกิดหรือตายสูญ-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม.docx
เนื้อหาในไฟล์
150715 ใครจะเลือกตายเกิด หรือ ตายสูญ โดยพ่อครู ที่วัดนรนาถสุนทริการาม ต่อจากนี้ไปท่านจะได้ฟังบรรยายธรรมะ ในหัวข้อเรื่อง… ใครจะเลือกตายเกิด หรือ ตายสูญ ซึ่งบรรยายโดย ท่านพระโพธิรักษ์ บรรยาย ณ.ที่วัดนรนาถ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2515 ขอเชิญท่านรับฟังได้แล้วครับ
พ่อครูว่า... ที่อาตมาได้ตั้งชื่อ ของเรื่องที่จะพูดไว้ว่า ใครจะเลือกตายเกิด หรือ ตายสูญนั้น ที่จริงไม่ใช่อาตมาตั้งทีเดียวหรอก คุณสมพงษ์เป็นคนกล่าวขึ้นเองว่า จะให้ตั้งชื่อเพราะคราวที่แล้วไม่มีชื่อ พอไม่มีชื่อจะให้อาตมาตั้งชื่อ หรือว่าเราควรจะตั้งเรื่อง อาตมาก็ไม่ได้ตั้งเรื่อง คุณสมพงษ์ก็ยกตัวอย่างว่าควรจะตั้งชื่อเรื่อง เช่นว่า ใครจะเลือกตายเกิดหรือตายสูญ อาตมาก็เอามาตั้งสิ ใครจะเลือกตายเกิด หรือ ตายสูญ ก็เลยตั้งขึ้นมาได้ชื่อหนึ่ง แล้วทีนี้มันจะต้องมี 2 เสาร์ เสาร์หน้าอีกเสาร์หนึ่ง อาตมาก็ถามว่าใครจะฟังเรื่องอะไร คุณวิจิตราใช่ไหม ก็เลยบอกว่าอยากฟังเรื่องผี อ้าวผีก็ผี ก็เลยตั้งเป็น 2 ชื่อไม่ใช่อาตมาตั้งเองสักชื่อหรอก ใครจะตั้งก็ได้ พวกคุณ ตั้งเองจะเอาเรื่องอะไรก็ตั้งชื่อมาบ้างก็ได้ เสาร์ต้นเดือนใครจะตั้งอะไรก็ตั้งตามๆ กันมา เสาร์ที่ 2 เสาร์ต่อไปใครจะตั้งเรื่องอะไรก็ตั้งขึ้นมาแล้ว อาตมาก็จะพยายามแจกแจงในมุมเหลี่ยมต่างๆ มันจะได้ครบเหลี่ยมครบมุมทุกเหลี่ยมทุกมุม เพราะธรรมะนั้นเหลี่ยมมุมไหนมันก็เป็นวัฏฏะ เหลี่ยมมุมไหนมันก็เป็นวัฏฏะ ในเมื่อเราครบอธิบายปริวัฏฏ์มันแล้วมันก็จะรู้สภาพสิ่งนั้นอย่างชัดไม่ไปไหนเสีย ถ้าเราขีดวงรอบของมันไว้หมดครบปั๊บไม่ดิ้นแล้วตัวนี้ชัดเจนเลยอยู่ในเอกภพนี้ชัดเจน จุลินทรีย์ตัวหนึ่งก็เป็นเอกภพอันหนึ่งโตขึ้นมา กว่าจุลินทรีย์เป็นสัตว์เซลล์เดียวขึ้นมา ก็เป็นเอกภพอันหนึ่งโตขึ้นมาแล้ว ถ้าเราร
อ่านต่อ
ู้มุมเหลี่ยมของเอกภพของสัตว์เซลล์เดียวเราก็รู้ โตขึ้นมาตัวสัตว์และเซลล์เดียวมีหลายๆ เซลล์ เรารู้รอบทุกเหลี่ยมทุกมุมของมันหมดก็รู้ไอ้ตัวนั้นขึ้นมาอีกแล้ว โตขึ้นมาเรื่อยๆ ขึ้นไปอีก เราก็รู้รอบเลยว่า ขนาดโตขึ้นมามีอะไรเพิ่มขึ้น เหลี่ยมมุมมันหมุนทวนหรือไม่หมุนทวนก็รู้ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งโตปรุงแต่งขึ้นมาเป็นตัวเราเราก็รู้เราก็เห็นเอกภพอันนี้ รู้เอกภพอันนี้ เข้าใจเอกภพอันนี้ได้รอบถ้วนก็เป็นอันสบายที่สุด พอเรารู้มากจนแม้กระทั่งนี่แหละ กายยาววาหนาคืบกว้างศอก นี้รู้เอกภพนี้ชัดเจน ทุกเหลี่ยมทุกมุมแล้วล่ะก็ มันก็เป็นที่สุดท้ายถึงแก่เอวัง เป็นอย่างนั้นเป็นที่สุดท้ายถึงแก่เอวังได้ เป็นที่สุดท้ายเอวังดังนี้ ที่นี้เราจะมาพูดให้ตรงหัวเรื่อง ใครจะเลือกเอาตายเกิดหรือตายสูญ อาตมาไม่ว่า ใครจะเลือกอันไหนอาตมาไม่ว่า แต่อาตมาจะอธิบายทั้งตายเกิดตายสูญใครจะเลือกเอาอันไหนเชิญ เรามาเริ่มกันที่ตายเกิดเสียก่อน ที่เราเถียงกันอยู่ทุกวันนี้เราเถียงกันว่าตายเกิด หรือตายสูญกันนั้น เถียงเพราะเหตุว่าเราไม่รู้ เราไม่เข้าใจ เราไม่เอาจริง เราก็เถียงกันไป แต่ผู้ที่เข้าใจแล้ว ผู้เอาจริง ก็ไม่เถียง ต้องมารู้ก่อนตายเกิดตายสูญเป็นยังไง ถ้าใครบอกว่าตายเกิดไม่ตายสูญ มี หรือไม่อันอย่างนั้นมันก็มีอยู่ทั้งมวล พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ท่านบอกเอาไว้ท่านตรัสเอาไว้กับ วัชชโคตร ดูกรวัชชะ คำว่าตายและเกิดนี้ เราตถาคตบัญญัติใช้แก่ผู้ที่มี อุปาทาน ฟังให้ดีนะ คำตรัสของพระพุทธเจ้า คำว่าตายและเกิดนี้ เราตถาคต บัญญัติใช้แก่ผู้ที่มีอุปาทานเท่านั้น หาได้บัญญัติแก่ผู้ไม่มีอุปาทานไม่ เพราะฉะนั้นผู้ใดไม่มีอุปาทานแล้ว ใครจะว่าตายว่าเกิดใครจะเอาตายกับเกิดมาเถียงกันยังไงก็ช่าง อาตมาว่าตายกับเกิดเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้นผู้ใดยังไม่เข้าใจก็เถียงกันตายเกิดตายสูญ ตายสูญ ตายเกิดอะไรก็ตามแต่ เถียงกันอยู่นั่นแหละ ผกผันกันอยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้นเราไม่เถียง ถ้าเราเห็นอนัตตา เรารู้ว่านี่เริ่มต้น นี่ต่อมาอันนี้เป็นอันนี้เรื่อยไปเลย เป็นปฏิจจสมุปบาทเรื่อยไป เราก็รู้ความเรื่อยไปเหล่านั้น ถ้ามันจะครบวงเราก็จำกัดเข้าไปเป็น 3 ก่อน 1 2 3 เรียกว่า ไตรลักษณ์ ครบวง 3 เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปก็เป็น 3 สภาพนี้เกิดอยู่เป็นรอบแรก เพราะรอบ 3 นี้เป็นรอบ 3 อย่างโตขึ้นมายกกำลัง 3 เรียกว่าปริวัฏฏ์ 3 ท่านก็เรียกว่าเป็นรอบที่ใหญ่ขึ้นไปอีกซึ่งเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน อาตมาใช้คำว่าสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนอาตมาแปลคำว่า ปริวัฏฏ์ 3 เป็นอย่างนี้ เพราะว่าปริวัฏฏ์ 3 นี้มันไม่ใช่ไตรลักษณ์มันเก่งกว่าไตรลักษณ์ ถ้าไตรลักษณ์มันก็มี 3 ตัวเท่านั้น จะอะไรก็ตามแต่สภาพ 1 2 3 รูป นาม สังขาร ก็เป็นไตรลักษณ์ จะเป็นสังขาร วิญญาณ นามรูปก็เป็นไตรลักษณ์ มันทำงานวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ก็เป็นไตรลักษณ์ทั้งนั้น สภาพหมุนรอบสั้นๆ เรียกว่าไตรลักษณ์ แต่ปริวัฏฏ์ 3 นั้นมันหมุนเป็นวัฏฏะครบ 3 ระบบ เรียกว่า หมุนวัฏฏะครบ 3 ระบบ ไม่ใช่ระบบต่อกันเป็นช่วงๆ นะ ถ้าต่อกันเป็นช่วง ๆ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ฟังให้ดีนะอันนี้ขึ้นมาเกิดมาเป็นสังขารแล้วก็มาเป็นวิญญาณแล้วก็มาเป็นนามรูปมาเสร็จก็มาเป็นอายตนะ อายตนะก็มีผัสสะ ผัสสะเกิดเวทนา เกิดตัณหาอะไรต่อยืดยาดไปจนกระทั่งครบปฏิจจสมุปบาทนี้ นั่นก็เป็นการติดต่อ โยงใยเรื่อยๆๆ ไปแต่ละอันนี้มาเป็นอันนี้เราเรียกว่าบทบาทของมันแล้ว เรียกว่า อิทัปปัจจยตา อันนี้มาเป็นอันนี้เพราะอันนี้มีปัจจัยมาเป็นอันนี้ อันนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นอันนี้เรียกว่า เป็นปัจจัยต่อกันไปเป็น อิทัปปัจจยตาซ้อนอยู่ในปฎิจจสมุปบาท ถ้ามันเป็นวงๆ วนๆ กันหมดเลย เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทถ้าวนไปข้างหน้ามีแต่เกิดเกิดไม่รู้จักจบก็เรียกว่า สมุทัยวาร ถ้าเผื่อว่าย้อนกลับซิ ย้อนกลับจาก ปลายของปฏิจจสมุปบาทดับตั้งแต่ทุกข์ย้อนมาหาสังขารท่านเรียกว่า นิโรธวาร หมายความว่า สายดับ ถ้าเอาแต่เกิดมีแต่เหตุเกิดเรื่อยไปมีเหตุผสมด้วยอิทัปปัจจยตา มีเหตุเกิดเป็นปัจจัยอิทัปปัจจยตาหมายความว่า มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยก็เกิดเป็นสิ่งนี้ มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยก็เกิดเป็นสิ่งโน้นมีสิ่งโน้นเกิดปัจจัยก็เป็นสิ่งที่เกิดต่อไปเรื่อยๆ เรียกว่าเป็นอาการของอิทัปปัจจยตา แต่ถ้าอยู่ในรอบวนอย่างนี้ท่านเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท มีบาทเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ขออธิบายสูงหน่อยอธิบายตัวยากเสียก่อนเดี๋ยวจะอธิบายตัวต้นให้เข้าใจศัพท์ทั้งหลายก่อน เพราะฉะนั้นศัพท์ที่อาตมาพูดถึงนี้มี 1. เรียกว่าไตรลักษณ์สภาพ 2. ปริวัฏฏ์ 3 ซึ่งอาตมาตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่าสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนเพราะไม่ใช่มันหมุนรอบธรรมดานะ มันวนเข้า ค่อยๆ พูดไปแล้วจะค่อยๆ เข้าใจเหลี่ยมมุมของมัน เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน นอกจากปริวัฏฏ์ 3 แล้วก็เป็นปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทกับ ปริวัฏฏ์ 3 ก็ไม่เหมือนกันคนละเรื่อง และอีกศัพท์หนึ่งท่านพุทธทาสเอามาอธิบายอาตมาก็ยังไม่ได้อ่านเหมือนกันว่า ท่านพุทธทาสอธิบายอิทัปปัจจยตาไปแค่ไหน แต่อาตมาอธิบายในฐานะของอาตมาเหมือนกันอาตมาก็เข้าใจ ของอาตมาจะตรงกันกับของท่านพุทธทาสหรือเปล่าอาตมาไม่รู้ อาตมายังไม่ได้อ่านที่ท่านพูด ดูเหมือนจะเล่มโตทีเดียวที่ท่านบรรยายแล้วเอามารวมกันเป็นเล่มโต อิทัปปัจจยตา นั้นอาตมาเข้าใจโดยภาษาบาลีและเข้าใจโดย อรรถะ เนื้อหาของมันว่าเป็นอีกอันหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่วมกันกับปฏิจจ สมุปบาท ซึ่งหมายถึงการเรียกตัวนี้เป็นตัวนี้ไปเรื่อยๆ ท่านตั้งชื่อเป็นวงเลย ถ้าเป็นอิทัปปัจจยตาเป็นปัจจัยมาร่วมกัน ปรุงแต่งกันต่อไปเรื่อยๆ อาตมาว่าถึงบทบาทสิ่งที่มันเกิดอยู่และมันไม่รู้จักจบสิ้นสักทีให้ฟัง ถ้าจะจบสิ้นเราก็จะต้องรู้วงกลับของปฏิจจสมุปบาท คือนิโรธวาร พอเป็นสังขาร ถ้าเรามีอวิชชาอยู่มันก็จะปรุงยาวไปข้างหน้าเรื่อยๆเรียกว่า สมุทัยวาร ถ้าจิตเรายังไม่พ้นอวิชชาเป็นสังขารเป็นวิญญาณเป็นนามรูป ก่อนามรูปมีอายตนะ 6 มันก็ก่อไปเป็นเป็นผัสสะพอได้เป็นผัสสะเกิดเวทนา เกิดตัณหา ก็เกิดอุปาทานก็เกิดภพ ชาติ ชรา มรณะ เป็นอะไรต่ออะไรทุกข์ยากขึ้นจนถึง อุปายาส นั่นเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท เราจะทำเป็นนิโรธวาร แล้วจะต้องทำกลับกันพอมาเป็น อุปายาส ตัวสุดท้ายดับถอยหลังถอยลงมาจนกระทั่งถึงสังขารแล้วมาแจ้งชัดสังขารให้ได้ ย้อนมาถึงสังขารพอแจ้งชัดสังขารได้ทีเดียวหมดเกลี้ยงเลยครบทุกอย่างในสังขารทั้งปวง เป็นสัพเพสังขารา เรารู้หมดเลย เรารู้สัพเพ สังขาราเมื่อไหร่ล่ะก็เมื่อนั้นแหละเรารู้ทุกข์เกลี้ยงทั้งสิ้น ถ้าเรารู้สัพเพสังขาราหรือสังขาราทั้งปวงรู้หมด มันจะปรุงมาเป็นสภาพของกายสังขารจะปรุงมาเป็นวจีสังขาร จะปรุงมาเป็นมโนสังขาร ตัวนี้แหละร้ายกาจที่คนไม่รู้กับมัน กายสังขารยังพอเข้าใจได้ง่ายๆ ยิ่งวัตถุสังขารแล้วยิ่งสบายใหญ่ ถ้ามันเป็นกายสังขารก็ยังพอเข้าใจได้ง่ายหน่อย อย่างผู้ชายกับผู้หญิงสืบพันธุ์สังวาสกันนี่ เป็นสังขารธรรมดาธรรมดาของกายสังขาร จากข้างนอกข้างนอก พอมาสังขารที่ตัวเองตัวเองมีกายทวารรับผัสสะเข้ามา ผัสสะด้วยทวารข้างนอก 5 ทวาร 5 ข้างนอกเรียกว่า กายสังขารแท้ พอกายสังขารแท้มันก็ก่อรูปก่อเรื่องอะไรต่ออะไรเป็นบทบาทของผัสสะ เป็น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ก็เป็นตัวเรารู้อยู่ที่ใจนี่แหละ สังขารนี้เราจะรู้ได้ด้วยความรู้สึกของแต่ละคนก็ยังพอเทียบเคียงกันได้อย่างเอาอะไรมาตีร่างกายเรา มันมีลักษณะอย่างไรคุณก็รู้อาตมาก็รู้มันก็เข้ากันได้มันไม่ค่อยผิดกันนักหรอก นอกจากกายสังขารแล้วก็เอามาพูดออกมาได้ด้วยเรียกว่า วจีสังขาร เป็นนิรุตติท่านเรียกว่าพูดเป็นภาษาหรือเป็นบัญญัติ เป็นภาษาแทนสภาวะ แทนสัจจะสภาวะ อย่างสมมุติว่าเจ็บอย่างนี้ คำว่าเจ็บนี่เป็นภาษาเป็นนิรุตติเป็นบัญญัติ แต่ถ้าผู้ใดรู้สภาวธรรมว่าเจ็บคืออาการยังไง คุณก็รู้ในใจของคุณเลยว่า อ๋อเจ็บอย่างนี้ ที่คุณมีสภาวะรองรับอยู่แล้วคุณก็อ๋อ ที่ท่านเรียกว่าเจ็บ นิรุตติหรือว่าบัญญัติที่พูดออกมาว่าเจ็บ สัจจะสภาวะของคุณคุณก็นึกรู้ทันทีเลยว่าลักษณะอาการของเจ็บมันเป็นอย่างนี้หมดเลยคุณรู้หมดเลย เจ็บมันแตกต่างกับไม่เจ็บอย่างไรคุณก็รู้ เพราะฉะนั้นอาการของเจ็บกับอาการของไม่เจ็บแตกต่างกันอย่างไรคุณก็รู้เรียบร้อย คุณพอใจอันไหนล่ะ คุณก็ยึดอันนั้นเป็นส่วนใหญ่ ถ้าคุณไปยึดอันไหนอันนั้นแหละเป็นอุปาทานอันนั้นแหละเป็นเรื่องยากที่สุดที่เราจะแคะ ถ้าคุณเองคุณไม่ชอบอันไหน ก็เป็นสภาพที่คุณยึดอีกนั่นแหละยึดด้วยลักษณะ อยากให้มันพ้นตัว ถ้าชอบอันไหน ยึดในลักษณะอยากเอามาให้แก่ตัว มีอยู่ 2 สภาวะนี้อยู่ในโลก 2 สภาวะแค่นี้ เพราะฉะนั้นถ้ายึดเอามาให้แก่ตัวท่านเลขภาษาบาลีว่าโลภะ ถ้ายึดอยากให้มันไปพ้นตัวท่านเรียกว่าโทสะ เท่านั้นเองเท่านั้นแหละในโลก เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจละเอียดๆ และเข้าใจย่นย่อมาได้แค่นี้ก็ไม่มีสภาพทำอะไรมากมายเลย มันจะเกิดกายสังขารหรือเอามาพูดกันเป็นบัญญัติเป็นภาษาแทนเข้าไปเป็นวจีสังขาร แม้แต่การไปยึดวาทะหรือยึดภาษาหรือยึดนิรุตติ ท่านก็เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน เหมือนกัน ไม่มีตัวตนมากนะ อัตตวาทุปาทาน มีแต่บัญญัติมีแต่ภาษาหรือมีแต่นิรุตติเท่านั้นแล้วก็ไปยึดอยู่แต่ภาษานั้น ทั้งที่ตัวสภาวะไม่ได้พวกมีอุปาทานอย่างนี้เดี๋ยวนี้แยะที่สุด คือพวกเรียนปริยัติเอาแต่เรียนปริยัติหรือเรียนภาษาหรือไปพยายามฟังๆ หรือพยายามอ่านอ่านท่องๆ มา ได้แต่ภาษาหรือได้แต่นิรุตติได้แต่บัญญัติเหล่านี้มา จึงเรียกพวกนี้ว่า อัตตวาทุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นอยู่แค่วาทะ ฟังให้ดีนะ อัตตวาทุปาทาน ต้องรู้ตัวให้ชัดแล้วใช้ไม่ได้เลยตลอด ตายไม่มีเนื้อหาสภาวะเลยอย่างที่อธิบายให้ฟังแล้วว่ามันมีสภาวะอย่างไร เจ็บมันเป็นวาทะ แต่ถ้าคนไม่มีสภาวะนะไม่รู้ว่าเจ็บคืออะไร เด็กเกิดใหม่ๆไปบอกว่าเจ็บคืออะไรเขาก็บอกไม่ได้ แต่ก็น้อยที่จะไม่รู้ได้แค่เจ็บ แต่คุณนี่ภาษายากๆ บอกว่านิพพานคืออะไร เขาก็คำนวณเอาเองเลยโดยภาษาทั้งหมดเลย นิพพานคือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่นความไม่วางหมดแล้วสิ้นเกลี้ยงรู้แจ้งเห็นแจ้งเป็น ยถาภูตญาณทัสสนะ พูดอย่างไรก็ได้นี่นิพพานภาษาบอกไว้เยอะเลยคุณเอามาอ่านอีกเท่าไหร่ก็ได้ที่ท่านอธิบายสภาพนิพพานอีกเยอะแยะนิพพานคือกาลวิมุตติอะไรอีกเยอะแยะ แต่คุณยังไม่รู้ว่า กาลวิมุตติ สภาพหรือสภาวะจริงๆ ที่อยู่ในตนมีอะไร มีรูปร่างเป็นอย่างไรคุณไม่รู้คุณไม่รู้จริงๆ แต่คุณได้แต่วาทะได้แต่นิรุตติได้แต่บัญญัติพูดได้ละเอียดด้วย แต่เนื้อหามันไม่มีเลย จึงเรียกผู้นั้นว่ามีแต่วาทะอัตตาโต้งๆ แบกหามอยู่จึงเรียกว่า อัตตวาทุปาทาน คุณจะมองเห็นว่าเดี๋ยวนี้คนเก่งแต่บัญญัติภาษามีเยอะแยะเลยแบกอยู่มากมายไม่เข้าเรื่องเลย ฟังให้ชัดนะ ถ้าเราเป็นอย่างนั้นบ้าง ก็จงรู้ด้วยว่าเราเองเป็น อัตตวาทุปาทาน ก็เป็นโมฆบุรุษตายเปล่า ไม่ได้อะไรเลย จงระวังให้ดีทีเดียวอย่าทีเดียวอันนี้เรื่องนี้อันนี้กำชับกำชาก่อนจะเข้าเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญเดี๋ยวจะเข้าเรื่อง ตอนนี้กำชับกำชาเรื่องเหล่านี้ก่อน ที่มาฟังๆ นี้อาตมาไม่ได้ให้คนฟังเอาแต่ภาษาเอาแต่วาทะ เอาแต่นิรุตติหรือเอาแต่บัญญัติไปไม่ใช่นะ ให้คุณได้ภาษาให้คุณเข้าใจไปแล้วเอาไปทำไปปฏิบัติดูซิ จะทำให้มันวิมุตติลงไปมันเป็นอย่างไรคุณเข้าใจได้ด้วยปัญญาญาณของคุณ คุณรู้แค่ภาษาเอาแค่ สุตะ ไปคิดเห็นเข้าท่าแฮะก็เรียกว่า จินตามยปัญญา เอาไปภาวนาเอาไว้ให้เกิดสภาพจริงๆ ว่ามันเป็นยังไงวิมุตติจริงๆ สภาพมันเป็นอย่างนี้จริงๆ มันเป็นอย่างนี้หนอมันหลุดมันหมดมันขาดเป็นอย่างนี้หนอ วิมุตติ คือตัวที่มันหลุดออกไปแล้วเราไม่มีกิเลสตัณหาอันนี้ในใจเราแล้วเรารู้ว่ากิเลสตัณหาอันนี้วิมุตติไปแล้วอย่างนั้น นอกจากรู้ตัววิมุตติอย่างนั้นแล้วยังมารู้ตัวสภาพของจิตของเราที่มัน กำลังผัสสะ การที่วิมุตติอยู่เรียกว่าวิมุตติญาณทัสสนะ คือขณะที่เรากำลังขาดจากกิเลสตัวนี้นี่ เรามีความรู้เห็นอยู่ในตัวเราเลยสัมผัสอยู่ในสภาวะว่า การที่ขาดจากกิเลสตัณหาตัวนี้นี่ จิตของเราเป็นอย่างไร รู้จิตของเราที่ขาดจากกิเลสตัณหาเป็นวิมุตติอยู่เป็นอย่างไร และรู้ตัวกิเลสตัณหาที่มันขาดออกไปแล้วด้วย ไม่ใช่เราไม่รู้นะเรารู้ทั้งสองอย่างนะรู้ทั้งตัวกิเลสตัณหาที่ขาดออกไปจริงๆ ด้วยหลุดออกไปแล้ว จากตัวเราไม่มีที่ตัวเราแล้ว แล้วก็กลับมาดูที่ตัวเราอีกจิตของเราสบายอย่างนี้เอง มันขาดจากกิเลสตัณหาตัวนี้มันสบายอย่างนี้ มันว่างมันเปล่ามันเบา มันโอ้โห แสนสุข ปรมังสุขังอย่างนี้เอง เราจะรู้สภาพนี้เป็น วิมุตติญาณทัสสนะ นี่อธิบายภาษาที่เขาเรียกกันพูดกันให้ชัดๆ เพราะฉะนั้นเรากำลังมาเรียนสิ่งนี้และกำลังจะมาเอาสิ่งนี้ในฐานะของโลกที่จะขึ้นไปเหนือโลก ขณะนี้เราเป็นตัวโลกและจะขึ้นเป็นเหนือโลกเราจะมาเอาสิ่งนี้ อ้าวที่นี้ เราอยู่ในโลกเราจะขึ้นไปเหนือโลก เราก็มาอธิบายแต่โลกซะก่อน อาตมาก็จะเริ่มเข้าหาชื่อเรื่องเลยว่าใครจะเลือกเอาตายเกิดหรือตายสูญ ชั่งคุณใครจะเลือกเอาอะไรก็ตาม แต่อาตมาจะอธิบายทั้งตายเกิดและตายสูญ จริงทั้งสองอย่างและไม่จริงทั้ง 2 อย่าง ฟังให้ดีนะอย่าเมา เอาให้ละเอียดก็ได้วกกลับมาที่ อัตตวาทุปาทา อัตตะ หมายความว่ามันยังเป็นตัวเป็นตน วาทะ หมายความว่าเป็นสิ่งที่ออกมาเป็นวจีสังขาร วาทะเป็นคำพูดเป็นวาจาก็ได้ อุปาทาน เป็นสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นเอา อัตตะ + วาทะ + อุปาทาน บาลีสามตัวนี้พอสมาส กันเข้าก็เป็น อัตตวาทุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ให้ความหมายว่าเรายังล้างอัตตาไม่ได้ก็เพราะว่า ไปยึดเอาแต่แค่คำพูดภาษาหรือบัญญัติที่ตัวเองมีอยู่รู้แต่ภาษา ยึดมั่นถือมั่นอยู่อย่างนั้นไม่ทำให้มันเกิดสภาวะจริงๆ ที่เรารู้แท้ เห็นแท้เป็นเนื้อหาอันที่เป็น ยถาภูตะ ยถาภูตะ อ้าว มีเติมอีกตัวหนึ่งแล้วเมื่อกี้นี้มีแต่วิมุตติมีแต่ญาณทัสสนะอันนี้เกิดมาเป็น ยถาภูตะ ภูตะ คือชีวิต อาตมาใช้คำว่า ชีวิตแกนกลาง คือชีวิตจริงๆ มันมี 1. ชีวะ 2. ภูตะ 3. ปาณะ อันนี้อาตมาไม่อธิบายเอาไว้อ่านหนังสือศีลของอาตมา อาตมาเขียนไว้ละเอียด ชีวะ ภูตะ ปาณะ ที่อาตมากำลังอธิบายเพราะมีศัพท์คำว่า ภูตะมาผ่าน ยถาภูตะ ตัวภูตะเป็นชีวิตขั้นกลาง ชีวิตแกนกลางก็คือมัชฌิมานั่นเอง เพราะตัวใดที่มันเกิดเป็นอย่างนี้ ยถา หมายความว่า เป็นไปตามบทบาท ยถากรรม ก็คือเป็นไปตามบทบาทของกรรม ยถาภูตะ เป็นไปตามบทบาทการเกิดแกนกลางที่เราชัดแจ้งเป็นกลางๆ แล้วเรียกว่าเกิดเป็นอย่างนั้นเป็นจริงแท้จริงเป็นอย่างนี้ไม่มีอะไรเพี้ยนไม่มีอะไรเติมไม่มีอะไรบกพร่อง ไม่มีทั้งขาดไม่มีทั้งเพิ่มเรียกว่า ยถาภูตะ ถ้าต่อคำว่า ยถาภูตญาณก็หมายความว่า มีปัญญารู้ ยถาภูตะ ตัวนี้ มีปัญญารู้มันจริงๆ เราเห็นสภาพธรรมดาของมัน แต่จะเห็นได้นั้นจะต้องไม่ใช่คำศัพท์แค่ว่า ยถาภูตญาณ นะ เติมญาณ ว่ามีปัญญารู้ ยถาภูตะ รู้แค่ฟัง รู้เอาไปแค่ทบทวน เป็นจินตามยปัญญาก็ได้แต่รู้จริงยิ่งกว่า ยถาภูตญาณ จนเรียกศัพท์ว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ เป็นหลังจากภาวนามยปัญญา มีคำจำกัดความตรงเผลงเข้าไป เพราะฉะนั้นเราจะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงจนเรียกว่า เกิดยถาภูตญาณทัสสนะแล้วละก็ เมื่อนั้นต้องผลหลังจากภาวนามยปัญญา ต้องเกิดผลอย่างนั้นจริงๆ ถึงจะเรียกว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ ผู้ใดเกิดอย่างนี้แท้จริงเห็นตัวหนึ่งก็พ้น อัตตวาทุปาทาน ตัวหนึ่งเห็นสองตัวก็พ้น อัตตวาทุปาทาน 2 ตัว แต่ถ้าใครยังไม่เกิดเป็นแค่สุตมยปัญญาก็ยังเป็นแค่ อัตตวาทุปาทานอยู่ หรือแม้แต่แค่จินตามยปัญญาก็ยังเป็นแค่ อัตตวาทุปาทาน อยู่ เข้าใจไหมมันซ้อนกันอยู่ จะให้พ้น อัตตวาทุปาทาน ต้องให้เป็นภาวนามยปัญญาแล้วเท่านั้นพ้นจากภาวนามยปัญญาจึงจะเกิดเป็น ยถาภูตญาณทัสสนะ เมื่อเห็นเป็นวิมุตติก็เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ เราเองเป็นวิมุตติใครจะมารู้กับเราเป็นความจริงที่แท้ที่สุดเป็นญาณทัสสนะ หรือเรียกว่าวิปัสสนาญาณก็ได้ เป็นวิชชา 8 ประการข้อต้นเลย ญาณทัสสนะตัววิปัสสนาญาณเป็นข้อต้นเลยอันนี้แหละเกิดตัวนี้แหละถ้าไม่ทำตัวนี้เกิดไม่มีอะไรเลยในโลกที่จะมาปฏิบัติธรรม สูญเปล่า ก็ได้แต่เพียงฟังได้แต่เพียงรู้ได้แต่เพียงคิดไปเฉยๆ สภาพทำไม่เกิดที่เรา ชัดนะอันนี้นะ ที่นี้จบหวังว่าคงเข้าใจแล้วนะว่า อัตตวาทุปาทาน เลยเกิด ยถาภูตญาณทัสสนะขึ้นมาต่อ ที่อาตมากล่าวเมื่อกี้แล้วว่าตายเกิดก็จริง ตายสูญก็จริง และตายเกิดก็ไม่จริง ตายสูญก็ไม่จริง ฟังแล้วเมา เมาทีเดียวล่ะ ทำไมอย่างนั้นก็เพราะเหตุว่า เมื่อกี้อ่านแล้วพระสูตรเมื่อกี้อ่านแล้วคำตรัสพระพุทธเจ้าบอกว่า เราบัญญัติตายเกิดนั้นกับเฉพาะคนที่ยังมีอุปาทานเท่านั้น ถ้าคนที่ไม่มีอุปาทานแล้ว จะพูดตายก็ช่างใคร จะพูดเกิดก็ช่างใคร จริงก็ได้ไม่จริงก็ได้เพราะวางทั้ง 2 ส่วน เพราะวางทั้ง 2 ส่วนวางทั้งสิ้นไม่มีอะไรเพราะฉะนั้นคนที่ยังมีอุปาทานอยู่เท่านั้นที่เขายังมีเกิดมีตาย คนไม่มีอุปาทานแล้วไม่มีเกิดไม่มีตาย เฉยๆ มีแต่คำตรัสกับพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ วัชชโคตร หมายถึงอย่างนี้ ถ้าไม่มีเกิดไม่มีตายนั่นแหละ กาลวิมุตติล่ะ ไม่มีเกิดไม่มีตาย อธิบายเป็นระดับไปเอาเข้ามาเรื่องจริงเลยไม่จริงไม่ต้องอะไรประเดี๋ยวจะกลายเป็นนัตถิก เป็นลัทธิที่ผลาญโลกเลยนะ ท่านบอกว่า มักขลิโคสาลเป็นความเห็นแบบนัตถิกทิฏฐิ พวกนี้ไม่มีอะไรเลยคนก็ไม่เป็นคน สัตว์ก็ไม่เป็นสัตว์ สิ่งของก็ไม่เป็นสิ่งของฆ่าคนก็ได้ทำบาปทำกรรมอะไรไม่มีบุญไม่มีบาปหมดเลยพวกนัตถิกทิฏฐิ เป็นลัทธิผลาญโลกพระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ได้หรอกเป็นมิจฉาทิฏฐิร้ายกาจมาก ถ้าเราจะเห็นว่าอันนี้ก็ไม่จริงอันนี้ก็ไม่จริงเกิดก็ไม่จริง ตายก็ไม่จริง ระวังนะ ระวังนะถ้าเกิดบอกว่าตายก็ไม่จริง เกิดก็ไม่จริง ถ้าคุณไม่มีส่วนจริงในใจแล้วจนพ้นอุปาทานแล้วคุณจะพูดแต่ปากไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่า ตายเกิดจริง ตายสูญจริง ก็ได้ ตายเกิดไม่จริงก็ได้ ตายสูญไม่จริงก็ได้ แต่อันไม่จริงเอาไว้พูดทีหลังแต่ตอนนี้ขอพูดคำจริงไว้ก่อน พระพุทธเจ้าไม่เอนเอียงไปข้างไหนเลย ถ้าเราบอกว่าตายเกิดแล้วก็เชื่อตายเกิดตลอดกาล พระพุทธเจ้าท่านก็เรียกความเห็นแบบนี้ว่า สัสสตทิฏฐิ คือเห็นว่ามันเกิดเรื่อยๆ เกิดชาตินี้เกิดเป็นชาติหน้าเกิดเป็นชาติโน้นเกิดไปเกิดไปไม่รู้จักจบสิ้นเลยเกิดไป ถ้าเกิดอยู่ตลอดกัปตลอดกัลป์ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยนะ มีเปลี่ยนแปลงเหมือนกันแต่เปลี่ยนแปลงไม่รู้จักจบต่ำบ้าง กลางบ้าง สูงบ้างเละๆ เทะๆ อยู่อย่างนี้ ตลอดกัปตลอดกัลป์นะ ถ้าใครเชื่อว่าชีวิตเป็น สัสสตทิฏฐิแบบนี้คนนั้นก็เป็นปุถุชนธรรมดาๆ ยังไม่มีทิฏฐิอะไรดีเลย ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างแท้อยู่ อาตมาจะแบ่งความเห็นของสัสสตทิฏฐิเป็น 2 อย่าง สัสสตทิฏฐิอย่างหนึ่งคือเห็นว่าอย่างนั้นมันก็เกิดเป็นของมันอย่างนั้นเอง ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายทำไปตามเรื่องตามราวมันก็เป็นอยู่อย่างนี้เป็นความธรรมดาอยู่อย่างนี้ คุณทำบาปก็ได้บาปคุณทำบุญก็ได้บุญ แต่คนที่มีความเห็นอย่างนี้ไม่คิดว่าบาปไม่คิดว่าบุญด้วยนะ เขาจะทำอะไรตามที่เขาทนได้ก็ทนอะไรทนไม่ได้เขาก็ปล่อยให้มันเละไป พวกนี้ก็จะเกิดเวียนตายเวียนเกิดแล้วๆ เล่าๆ โลกแตกไป 500 ลูกเขาก็เกิดๆ ตายๆ อยู่ในสภาพอย่างนี้ เกิดๆ ตายๆ อยู่นี้ไม่มีรู้จบอย่างนี้ก็จริง อย่างนี้ก็จริงนะฟังให้ดีก่อนนะอย่าเพิ่งค้านทำใจกลางๆ ดีๆ อย่างนี้ก็จริง คนนี้ไม่มีปัญญาอะไรเลย ปล่อยตามยถากรรม เรียกว่าคนปล่อยตามยถากรรมคือเป็นไปตามบทบาทอย่างนั้นแหละแล้วแต่กรรม กรรมดีก็ขึ้นดีหน่อยกรรมชั่วก็ชั่วลงไป ทำอย่างนั้นแหละฉ่ำแฉะไม่รู้จักจบจักสิ้นนี่เรียกว่าสัสสตทิฏฐิแบบหนึ่ง แต่สัสสตทิฏฐิอีกแบบหนึ่งดีขึ้นมาแล้ว เช่น พวกอาจารย์ฤาษีดาบสต่างๆ ที่เขาเข้าใจ เขาเข้าใจว่าทุกอย่างมันไม่จบแต่ว่ามันมีสูงขึ้นได้ และเขารู้วิธีทำให้สูงขึ้นด้วย เช่น ถ้าเราเองตัดบาป ไม่ไปฆ่าสัตว์ ไม่ไปลักทรัพย์ ไม่ไปหลงกามไม่ไปทำอะไรที่เขามีแล้วแต่ศีลของเขานะ นี่อาตมายกตัวอย่างศีลของศาสนาอื่นเขาก็มีของเขา ถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้วเขาจะสูงขึ้นๆๆ ขึ้น หรือประเภทศาสนานิครณ ทรมานตนเข้าไปฆ่าดับทุกสิ่งทุกอย่างให้หมดจนกระทั่งหมดความทรมานสิ้นเกลี้ยงจนตัวเองไม่ทนอีกแล้ว เป็นไปได้แล้วนั่นแหละเกิดปรมาตมัน เกิดตัวจบเกิดตัวสุดท้ายแต่ไม่มีที่ยังเกิดอยู่นะยังเป็นปรมาตมันเป็นสัสสตทิฏฐิเหมือนกันว่าง เบาพ้นกิเลสไปได้เยอะเหมือนกัน แต่เป็นการพ้นกิเลสแบบที่เรียกว่ายังจะต้องกลับมาเกิดอีก เพราะว่ามันยังเป็นปรมาตมัน ยังมีวิญญาณใหญ่ ยังมีวิญญาณใหญ่อยู่ เข้าไปดับเสพสุขอยู่ที่แดนปรมาตมันประมาณนั้น ตามอายุกัปัปของเขา แต่ไม่เอาภาษามาพูดว่านานเท่าไหร่มันนานสายหลายแสนโกฏกัปไปจมอยู่ตรงนั้น กับกบจำศีลสุขเงียบนิ่งอยู่อย่างนั้นเหมือนกบจำศีล ก็เหมือนคนเข้านิโรธสมาบัติ อย่างบางคนเข้านิโรธอยู่ 7 วันนะแล้วออกมาอย่างนี้เป็นต้น เหมือนกบจำศีลแต่เป็นปรมาตมันไม่ใช่แค่ 7 วันมันเป็น อสงไขยกัป จมดิ่งอยู่อย่างนั้น แต่พอเวลาถึงวาระแล้วก็จะออกมาจากปรมาตมัน มาหมุนเวียนในโลกอีก นี่เรียกว่าสัสสตทิฏฐิอีกแบบหนึ่ง ไม่สูญสิ้นนะเหมือนกัน ไม่เป็นนิพพานที่แท้ที่ของพุทธพวกเราที่พระพุทธเจ้าเราตรัสรู้ เป็นสัสสตทิฏฐิเหมือนกัน เราจะพูดถึงสัสสตทิฏฐิกันก่อน อุจเฉททิฏฐิเอาไว้พูดทีหลัง สัสสตทิฏฐิแบบนี้ ประเภทที่เวียนว่ายตายเกิดเป็นไปตามยถากรรมเป็นสัสสตทิฏฐิแบบที่ 1 เราจะไม่พูดถึงกันก็เพราะว่าเป็นคนธรรมดาแหละ แต่พวกคนไม่ธรรมดาแล้วดีกว่าไปยถากรรมนอกวัดข้างนอกตะลุ่งตุ้งแช่อยู่ข้างนอกอย่างนั้นเกิดตามยถากรรมแน่ แต่พวกคุณดีกว่าเขาแล้ว มาเข้าวัดเข้าวาอย่างน้อยที่สุดคุณก็ดีกว่าเขาแล้ว แต่ถ้าคุณศึกษาไม่ดีนะ คุณจะได้แค่ขั้นฤาษีหรือดาบสต่างๆ ที่เขาสอนหรือลัทธิอื่นที่อาตมาว่าเป็นสัสสตทิฏฐิแบบหนึ่ง จบสูงสุดก็ได้แค่ปรมาตมันได้แค่นั้น ที่นี้ลักษณะแค่นั้นมันเป็นยังไงมันก็คืออย่างนี้ ก็คือคุณพยายามที่จะมาทำตนนี่นะ เมื่อคุณเป็นฆราวาสคุณก็ปฏิบัติตนไปทีเดียว พยายามอ่าน พยายามทำตัวเอง คือว่าสร้างสมาธิหรือว่าสร้างปฏิบัติก็ตามแต่ ให้คุณทำใจของคุณให้มันขาดจากกิเลสโลก หรือไม่ปรุงแต่งกับกิเลสโลกก็ได้ ลักษณะการไม่ปรุงแต่งกับกิเลสโลกนั้น ทำอย่างแนวของพุทธก็มีโดยบังเอิญ ทำอย่างแนวของฤาษีชีไพรก็มี ทำอย่างของพุทธเป็นยังไง แหมมันซ้อนหลายซ้อนฟังให้ดีนะ ทำอย่างฤาษีชีไพรที่เขาคิดกันได้ง่ายๆ ที่สุดคือไปนั่งหลับตาเข้า นั่งหลับตาๆๆ แล้วก็ทำจิตให้มันนิโรธ ให้มันดับๆๆๆ จากโลกนี้ไม่รับรู้ไม่มีอายตนะ ไม่มีอาการ ดับเข้าไปดับเข้าไปฌานที่ 1 ฌานที่ 2 ฌานที่ 3 ฌานที่ 4 เรียกว่ารูปฌานดับเข้าไปในจิต ฌานที่ 1 ก็ยังมีนึกคิดอยู่ยังมีอารมณ์รับรู้อยู่เรียกว่ามีวิตก วิจาร จิตยังมีตัวปรุงแต่งเรื่องนั้นเรื่องนี้แต่ไม่ปรุงแต่งเรื่องอื่นหรอกปรุงแต่งแต่สภาพของจิตที่มันจะไปจะเป็น พยายามถ้าไปปรุงแต่งในกามก็รู้เรื่องกามถ้าปรุงแต่งอะไรก็รู้เรื่องนั้นแต่พวกนี้เข้าใจว่าแม้เอากามไปปรุงมันก็เป็นเรื่องของร้าย เพราะฉะนั้นพอมันปรุงกามคุณก็พยายามวิตก วิจาร และคุณก็พยายามฆ่า ถ้าคุณดับได้คุณก็ดีใ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive