ลำธารชีวิต.pdf
เนื้อหาในไฟล์
ล�ำธำรชีวิตจัดท�ำโดย โพธิรักษ์ (รัก รักพงษ์)ISBN 000-000-000-000-0พิมพ์ครั้งที่ ๑ : มิถุนายน ๒๕๖๔สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดย โพธิรักษ์ (รัก รักพงษ์) ห้ามลอกเลียนแบบไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของหนังสือเล่มนี้ นอกจากได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ โพธิรักษ์ (รัก รักพงษ์). ล�าธารชีวิต.-- กรุงเทพฯ: วิสคอมเซ็นเตอร์, 2564. 336 หน้า. 1. ................... I. ........................... 000.0 ISBN 000-000-000-000-0ออกแบบปก : สู่แดนธรรม นาวาบุญนิยมภาพประกอบ : สู่แดนธรรม นาวาบุญนิยมออกแบบและรูปเล่ม : พัชระฉัตร พัฒนพีระเดชพิมพ์ที่ : บริษัท วิสคอมเซ็นเตอร์ จ�ากัด ๒๙-๓๑ แฮปปี้แลนด์ ซอย ๒ ถนนลาดพร้าว แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๗๓๔ ๐๗๗๓-๖ www.viscomcenter.co.thล�ำธำรชีวิตโพธิรักษ์ISBN 978-616-582-632-7พิมพ์ครั้งที่ ๑ : สิงหาคม ๒๕๖๔สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดย โพธิรักษ์ ห้ามลอกเลียนแบบไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของหนังสือเล่มนี้ นอกจากได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ โพธิรักษ์. ล�าธารชีวิต. -- กรุงเทพฯ: วิสคอมเซ็นเตอร์, 2564. 336 หน้า. 1. วิญญาณ. 2. ชีวิต. I. ชื่อเรื่อง. 128.1 ISBN 978-616-582-632-7ออกแบบปก : สู่แดนธรรม นาวาบุญนิยมภาพประกอบ : Su Dantham (IWS Member)ออกแบบและรูปเล่ม : พัชระฉัตร พัฒนพีระเดชผู้จัดพิมพ์ : ธรรมทัศน์สมาคม ๖๗/๗-๘ ซ.นวมินทร์ ๔๘ ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐ โทร. ๐ ๒๓๗๕ ๔๕๐๖, ๐๙๕ ๖๑๘ ๙๑๕๔พิมพ์ที่ : บริษัท วิสคอมเซ็นเตอร์ จ�ากัด ๒๙-๓๑ แฮปปี้แลนด์ ซอย ๒ ถนนลาดพร้าว แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๗๓๔ ๐๗๗๓-๖ www.viscomcenter.co.th ความเข้าใจผิด และ
อ่านต่อ
ความหลงผิดสองตัวนี้แหละ ที่เป็นอาวุธส�าคัญของธรรมชาติ ที่เอามาใช้กับ “คน” ให้หลงวนติดอยู่เป็นเหยื่อ ถ้าเราปล่อยตน เราก็ต้องลอยชีวิตไปตามสายธารนั้น ถ้าเราขืนแข็งไว้บ้าง เราก็จะไม่ถูกสายธารพัดพาไปตามชอบใจ ค�ำน�ำ “ชีวิต” เป็นสิ่งที่ “เล็ก” เกินกว่าคนจะเข้าใจแจ่มแจ้งได้ง่ายๆ และ “ชีวิต” ก็เป็นสิ่งที่ “ใหญ่” และ “กว้างไกลยืดยาว” เหลือเกิน จนยากยิ่งที่คนจะเข้าใจได้ง่ายๆ เช่นกัน ข้าพเจ้ากล่าวดังนี้ มิใช่แกล้งเล่นส�านวนแต่อย่างใด ทว่านั่นแหละคือค�ากล่าวที่เป็นจริงอย่างแท้จริง เปิดไปอ่านดูเถิด ตั้งแต่บรรทัดแรกของหนังสือเล่มนี้ไปจนบรรทัดสุดท้าย เมื่อพิจารณาตามไปดีๆ ท่านจะเข้าใจได้ว่า ข้าพเจ้ามิได้เล่นส�านวนเลยจริงๆ แต่ข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้รับรองหรือชี้ขาดตัดสินหรอกนะว่า ข้อเขียนทั้งหมดในหนังสือนี้ จะถูกต้องหรือเป็นจริงเสียทั้งหมด จงอ่ำนและใคร่ครวญเอำเองเถิด ควำมเห็นและควำมเชื่อจะเกิดได้กับผู้เข้ำใจ และเห็นแจ้งจริงตำมเท่ำนั้น “ล�าธารชีวิต” นี้ เป็นหนังสือ ส.ค.ส.๑ เล่ม ๓ ที่ข้าพเจ้าได้ท�าขึ้น ซึ่งได้รวบรวมมาจากข้อเขียนคอลัมน์ “ล�าธารชีวิต” อันได้เคยลงพิมพ์เผยแพร่มาแล้วในหนังสือ “ไทยโทรทัศน์” แต่เมื่อจะน�ามารวมเล่ม ข้าพเจ้าก็ได้ เขียนขยาย ให้กระจ่างเพิ่มเติม พร้อมทั้งน�าเอาส่วนที่ยังค้างๆ อยู่ ยังไม่ได้น�าลงพิมพ์ มารวมไว้ด้วย๑ สมัยนั้นการส่งบัตรอวยพรในช่วงเทศกาลปีใหม่ เรียกว่าส่งความสุข (ส.ค.ส.) แต่พ่อครูรัก รักพงษ์เขียนหนังสือให้เป็น ส.ค.ส. แทนการส่งบัตรอวยพร ยังจะมีหนังสือ ส.ค.ส. อีกหนึ่งเล่มคือเล่ม ๔ ที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้แล้ว และจะได้พิมพ์ออกเผยแพร่แก่มวลชนต่อไป นอกจากนั้น ก็จะมีหนังสือ “โพธิรักษ์เพ้อ” อันต่อเนื่องและล้นออกมาเกินขอบเขตอีกหนึ่งเล่ม ต่อจากนั้นไปก็เป็นเรื่องของ อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา ซึ่งไม่อยู่ในสภาวะที่ ข้าพเจ้า จะก�าหนดและยึดถือแล้ว จึงเท่ากับข้าพเจ้าได้ “จบ” หนังสือของข้าพเจ้าลงแล้ว ตรงจุดที่ยังไม่จบนั่นเอง ผู้ใดเห็นว่า “ธรรม” เป็นรสที่ควร “เสพ” ก็จงเชิญเถิด และเมื่อได้ “เสพ” แล้ว เห็นควรจะได้หนังสือไว้ หรือน�าไป แจกแก่ผู้ควรเสพอื่น ก็แจ้งแก่ข้าพเจ้าไปเถอะ ข้าพเจ้าจะส่งมาให้ทันที ขอท่านเพียง “แสตมป์” เพื่อการส่งหนังสือนี้จากท่านเท่านั้น หรือ จะติดต่อขอรับโดยตรงกับข้าพเจ้า ตามที่อยู่ข้างล่างนี้ หรือแม้จะติดต่อขอรับได้ที่โรงพิมพ์ห้องภาพสุวรรณ ๑-๓ สี่แยกบางขุนพรหม ซึ่งพิมพ์หนังสือเผยแพร่ “ธรรมะ” ของข้าพเจ้าตลอดมาตั้งแต่เริ่มต้นทีเดียว ก็ได้ “โพธิรักษ์” วัดอโศการาม ปากน�้า จ.สมุทรปราการ ๖ ธันวาคม ๒๕๑๓ ๑เริ่มต้นปีใหม่ด้วยชวนไขปริศนำ ........................................................... ๑๒• “คน” คือ “เหยื่อของธรรมชาติ” สิ่งหนึ่ง ในหลายๆ สิ่งที่มีอยู่ประดับโลก ........................................................ ๑๓• ส�าหรับเรื่อง ทรงเจ้า-เชิญวิญญาณ อะไรนั้น ..................................... ๑๗๒รู้จักสภำวะวิญญำณแท้ๆ ก่อน ............................................................ ๒๐• เปรียบวิญญาณเหมือนพลังงานคู่กับสสาร ........................................ ๓๑๓แยกรู้ภำวะสองสิ่งทั้งโลก : มี/ไม่มี ...................................................... ๓๘• ไขข้อข้องใจพลังงาน วิญญาณ ภูติ ผี ................................................. ๔๓• กายทิพย์ของพรหมที่เป็นวิทยาศาสตร์ .............................................. ๔๖• อาจารย์ใหญ่สุดควรรู้ สิ่งที่เล็กที่สุดว่าไปมายังไง ................................ ๔๘• มิติที่ ๗ ญาณสังหรณ์เกิดได้อย่างไร .................................................. ๕๒• ปาฏิหาริย์ ของทิพย์ แท้/ปลอม ล้วนเกิดจากเหตุ .............................. ๕๕สำรบัญ ๔เมื่อคนสำมำรถหยุดควำมเป็นคนได้ ................................................... ๖๒• ความส�านึกละอายใจของพรหม ........................................................ ๖๙๕หยุดปล่อยชีวิตไปตำมล�ำธำรแห่งยถำกรรม ....................................... ๘๒• นรกแท้ ต้นงิ้วกระทะทองแดงแท้ เป็นไฉน? ....................................... ๘๔• สุขคุ้มบาปไหม? ................................................................................ ๘๘• พุทธวิธีสลายซากศพและพิธีศพปัจจุบัน ............................................ ๙๒• จะไม่เกิดได้ไหม ................................................................................ ๙๖๖อะไรคือพลังจิตพิสดำรเหนือสำมัญ ................................................... ๑๐๐• สิ่งที่เกิดปาฏิหาริย์ก็เกิดได้เช่นนี้เอง .................................................. ๑๑๑๗รู้ให้แจ้งในสภำวะ ๒ อย่ำงพ้นควำมหลง ............................................ ๑๑๘• รู้สิ่งที่เกินมนุษย์รู้ เขารู้ได้อย่างไร ...................................................... ๑๒๒• ท�าอย่างไรจึงจะรู้แจ้งครบ ทั้งผลและเหตุอันล�้าลึก ............................ ๑๒๘• สิ่งใดเคลื่อนไหวอยู่ในภูมิ ผู้มีภูมินั้นย่อมรู้เห็น .................................. ๑๓๑• อาจารย์ผู้เก่งมาก ก็เหมือนได้ครองฝิ่นไว้เสพมาก ............................. ๑๓๓ ๘ชีวิตแท้ของคน คืออะไร? .................................................................... ๑๔๐• อุทิศส่วนกุศลอย่างถูกธรรมเป็นอย่างไร ........................................... ๑๔๖• ประโยชน์อะไรในการละความอร่อยของชีวิต .................................... ๑๕๒• ธรรมชาติให้การต่อพันธุ์ แต่คนดันเสพติดรส .................................... ๑๕๖• พระอาริยะจึงตัดขาดการเสพติดรสชาติ ............................................ ๑๖๓• ความอร่อยลิ้น คือเครื่องผูกสัตว์ไว้แน่นกับโลก ................................. ๑๖๗• แยกแยะธัมมวิจัยในรูป-รส-ธาตุ ให้ดี................................................ ๑๗๐• หลงติดรสของเคี้ยวเล่น สูบเล่นไปท�าไม? ......................................... ๑๗๑• ผู้ไม่อิ่มจึงหลงความจ�าเป็นในการเสพ .............................................. ๑๗๕• ความหลับดับดิ่งยิ่งนิโรธมีความต่างกัน ............................................ ๑๗๙• พระอรหันต์มีนิพพานคือท�าหลับดับอย่างผู้ตื่นอยู่ ............................ ๑๘๓• สรรพรสย่อมท�าหน้าที่ของรส แต่เราไม่ติดรส .................................... ๑๘๗• ระวังอาหารจะพาตั้งลงสู่ความหลงเพลินในตัณหา............................ ๑๘๘• ความต่างกันของ ธรรมดาสองอย่าง ................................................. ๑๙๒• ประโยชน์สูง ประหยัดสุด ................................................................. ๒๐๑• การรู้แจ้งแทงทะลุ คืออย่างไร ........................................................... ๒๐๔• เรามาลองพิจารณา ธัมมวิจัยลงไปกันทีละขั้น................................... ๒๐๖• อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นอย่างนี้นี่เอง .................................................. ๒๐๙• ความล�้าลึกย่อมประณีตยิ่งไปตามล�าดับ........................................... ๒๑๐ ๙วิญญำณมีจริงหรือ? คืออะไร? .......................................................... ๒๑๒• ธรรมะมีค่าสูงส่งเพียงใด อยู่ที่การเคารพธรรม .................................. ๒๑๓• ควรศึกษาวิญญาณให้รู้ไปตามล�าดับ ................................................ ๒๑๖• ควรรู้ธรรมะ ๒ อย่างไปทีละชั้น ........................................................ ๒๑๙• สิ้นวิญญาณคืออย่างไร .................................................................... ๒๒๑• ดับวิญญาณทีละขั้น ......................................................................... ๒๒๓• ฉายภาพสโลว์ วิญญาณเกิดขึ้นกับความอยาก ................................. ๒๒๕• ดับความอยากแห่งวิญญาณ ดับตรงไหน? ........................................ ๒๒๖• ผู้ไม่รู้รส ย่อมบอกรสได้ยาก ............................................................. ๒๓๒• วิธีดับวิญญาณอย่างสัมมา ............................................................... ๒๓๕• นี้คือรู้แจ้งการเกิด/ดับวิญญาณภายในตนก่อน .................................. ๒๓๘• จิตวิญญาณขั้น “รูปาวจร-อรูปาวจร” ................................................ ๒๔๐• พ้นสักกายทิฏฐิคือพ้นความเห็นผิดในอะไร? .................................... ๒๔๒• ความมี/ไม่มี โลกหน้า ...................................................................... ๒๔๔• เข้าสู่การเห็นวิญญาณโดยวิปัสสนา .................................................. ๒๔๗• ลองตั้งหลักเรียนรู้วิญญาณด้วยอุปมาอื่น ......................................... ๒๔๙• ที่มาของค�าว่า “ไม่มีเขา-ไม่มีเรา” (แต่มีอะไร?) .................................. ๒๕๒• พลังอะไรดึงดูดเหนี่ยวรั้งเราไว้ในโลก ................................................ ๒๕๕• ท�าไมจึงเกิดไม่รู้จบ จะจบยังไง? ....................................................... ๒๕๗• สิ้นสงสัยในการเข้าทรง จึงเข้าใจสภาวธรรมอื่น ................................. ๒๖๐• การเกิดโดยมโนลมๆ แล้งๆ จนส�าเร็จขึ้นมา ..................................... ๒๖๔• ท�าไมคนจึงหลงรักตัวตนสมมุติว่าจริง ............................................... ๒๖๗• ผู้รู้ผู้เห็นจริง ย่อมไม่หลงในสิริมหามายา .......................................... ๒๖๙ • ความรู้ส�าคัญตนจึงไม่พ้นสักกายทิฏฐิ ............................................... ๒๗๑• รู้แจ้งธรรมปัญญาด้วยจิตแต่ขอพูดด้วยปาก ...................................... ๒๗๔• การบรรลุหลุดพ้นจบชั้นประถม ........................................................ ๒๘๐• ตายแล้วก็หมดสิ้นหรือ? ................................................................... ๒๘๔• อย่าเล่นลิ้นดิ้นวนเสพไม่ขาด ............................................................ ๒๘๗• เห็นกายในกาย-เห็นจิตในจิต คือมีตาทิพย์ ....................................... ๒๙๐• แค่คุมสติได้ไม่ใช่อาการหลุดพ้น ........................................................ ๒๙๔• แก่นแกนสุดของเอกภพคือสุญญตา ................................................. ๒๙๖• อภิญญา-ปาฏิหาริย์ คืออะไร? ......................................................... ๒๙๗• อะไรท�าให้หลงยึดมั่นในความเห็นต่าง? ............................................ ๓๐๕• ต่างกันตรงไหนในพระอรหันต์/พระโพธิสัตว์ ..................................... ๓๐๙• จะยึดถือความเห็นปักมั่นตายตัวได้ในที่ไหน? ................................... ๓๑๑๑๐วิญญำณมี? วิญญำณไม่มี! ................................................................. ๓๑๖• สร้างก่อสรรค์เกิด-หลงเพริศเตลิดล�้า ................................................. ๓๒๓• ความลึกของค�าว่า “สมมุติ” อย่างสัมมาทิฏฐิ .................................... ๓๒๖• ก่อนจากขอฝากค�า .......................................................................... ๓๒๗จำกสมุดบันทึกของผู้เขียน ................................................................. ๓๓๒ควำมหมำยของค�ำว่ำ รัก รักพงษ์ ....................................................... ๓๓๕
ถ้ามีใครถามข้าพเจ้าว่า ท�าไมจึงตั้งชื่อคอลัมน์นี้ว่า “ล�าธารชีวิต” ข้าพเจ้าก็ต้องตอบได้แน่ๆ เพราะเป็นถึงเจ้าของคอลัมน์ก็ต้องรู้ แต่ว่า ขณะนี้ ยังไม่มีใครถามมา ก็ยังไม่มีหน้าที่จะตอบ ก็ต้องท�าเฉยๆ ไว้ก่อน จนกว่า จะมีคนเขียนจดหมายถามมา ก็จะลงมือตอบทันที หรือใครจะมีเรื่องอันใด อันเกี่ยวกับความเป็นไปของชีวิต เป็นต้นว่า อาจจะสงสัยแม้กระทั่งว่า “ชีวิต คืออะไร?” ก็ถามมาได้ หรือจะถามลึกๆ ไปเลยว่า “ตำยแล้วไปไหน?” ก็ยังไหว แต่ก็อีกนั่นแหละ ยังไม่มีคนถามมา ที่ข้าพเจ้ายกตัวอย่างปัญหาขึ้นมานั้น ข้าพเจ้ายกขึ้นมาเอง บางคนก็คงจะทราบดีถึงสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้วก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าขืนข้าพเจ้าถามเองตอบเอง จึงดูจะไม่เข้าที เพื่อให้มันเข้าทีดังกล่าวแล้ว ก็จะยังไม่ตอบเองใดๆ ทั้งสิ้น ในข้อสงสัยที่ข้าพเจ้าได้ยกตัวอย่างมาแล้วเริ่มต้นปีใหม่ด้วยชวนไขปริศนำ๑๑๒ | ล�าธารชีวิต แต่ถ้าใครอ่านแล้ว มีความสงสัยขึ้นมาอยากจะรู้จริงๆ ว่า ... “ชีวิต คืออะไร?” ... และ “ตำยแล้วไปไหน?” และหรือ แม้ชื่อคอลัมน์นี้หมำยควำมว่ำยังไง? ก็เขียนจดหมายถามมาจริงเสียก่อน แล้วข้าพเจ้าจะตอบจริงๆ ในคอลัมน์นี้แหละ พูดมาถึงตรงนี้ ก็เลยขอบอกแนวทางของคอลัมน์นี้ไว้ให้ทราบเสียเลยว่า คอลัมน์นี้เปิดขึ้นมา เพื่อจะคลี่คลายขยายข้อข้องใจสงสัยในเรื่องอันเกี่ยวเนื่องกับชีวิต ตั้งแต่เกิดจนถึงตำยนั่นแหละ ดังได้ยกตัวอย่าง ข้อข้องใจมาให้ดูแล้ว ดังนั้นถ้าใครรู้สึกว่าชีวิตเกิดมามันต้องสาป มีบาปหรืออย่างไร? ก็ลอง เล่าข้อเศร้า ข้อทุกข์นั้นมาดู จะมีทางแก้ไขกันได้อย่างไร จะได้ช่วยกันบ้าง หรือใครไปท�าบาปท�าบุญอะไรไว้อย่างไร แล้วก็เกิดไม่สบายใจอยู่ครามครัน หรือยังข้องใจอยู่ไม่หาย ก็ลองเขียนจดหมายมาถามไถ่เล่าสู่กันฟังดู อันใดมันควรจะเป็นยังไง ก็จะได้เล่าสู่กันฟัง“คน” คือ “เหยื่อของธรรมชำติ” สิ่งหนึ่งในหลำยๆ สิ่งที่มีอยู่ประดับโลก………………… เพราะฉะนั้น ถ้าใครไม่รู้ตัวว่ำ ตนเองก็คือเหยื่อของธรรมชำติ ก็จะต้อง เกิดแล้วก็ตำย ตำยแล้วก็เกิด แล้วก็ตำยแล้วก็เกิด หมุนวนหมุนเวียนขึ้นมำประดับโลกอยู่แล้วๆ เล่ำๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ตราบโลกแตก ก็จะถูกโลกนี่แหละยึดเอาตัวไว้ใช้เป็นเครื่องประกอบโลก และถ้าไม่รู้ตัว อยู่ตราบใด ก็คงถูกธรรมชาติครอบง�า ต้มย�าท�าแกงเอาตามอ�าเภอใจอยู่ตราบนั้นล�าธารชีวิต | ๑๓ ดังนั้น ถ้าใคร “รู้ตัว” และไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างของธรรมชาติ รู้จักครองตนและน�าตนออกมาจากการเป็นเหยื่อของธรรมชาติ และสุดท้ายก็จะพาตนพ้นโลกนี้ไปได้ ผู้นั้นแหละชื่อว่า ผู้เจริญ ผู้ชนะ ผู้ฉลาด ผู้เห็นความแท้จริงได้ พุทธศาสนาเรียกคนเช่นนั้นว่า “ผู้บรรลุธรรม” เพราะฉะนั้น “ธรรม” จึงคือ “ควำมแท้จริง” ใครยังไม่รู้ควำมแท้จริง เรียกว่า ยังไม่รู้ธรรมะ และถ้าใครยังนึกว่า สิ่งที่ตัวเองรู้แล้วนั้นเป็นความแท้จริง แต่ความจริงยังเป็นความแท้จริงที่ผิดๆ อยู่ ก็เรียกผู้นั้นว่า “ยังหลงผิด” ภาษาพระก็เรียกว่า ยังมี “โมหะ” และถ้าผู้ใดได้ไตร่ตรองดีแล้วถึงสิ่งนั้น สิ่งนี้ และแล้วก็ลงมติเอาเองว่า สิ่งที่ตนได้ไตร่ตรองแล้วนี้ถูกต้องแล้ว แท้จริงแล้ว หรือแม้คนอื่นอีกหลายๆ คน ก็เห็นพ้องด้วยว่า ถูกแล้ว ต้องแล้ว แท้จริงแล้ว แต่โดยความจริงมันก็ยังเป็นการเห็นที่ยัง “ไม่ถูกแท้” ยังเข้าใจได้ไม่ถูกแท้ เป็นความจริงอันเปลี่ยนแปลงได้อยู่ สิ่งนั้น อันนั้นก็คง ยังเป็น “ความเห็นผิด” อยู่ ภาษาพระก็เรียกว่า “มิจฉาทิฐิ” และก็ตัว “โมหะ” กับ “มิจฉำทิฐิ” สองตัวนี้แหละ ที่เป็นอำวุธส�ำคัญของธรรมชำติ ที่เอำ มำใช้กับ “คน” ให้หลงวนติดอยู่เป็นเหยื่อ ผู้ใดยังรู้แจ้ง “โมหะ” (ความหลงผิด) และ “มิจฉาทิฐิ” (ความเห็นผิด) ไม่ได้ ผู้นั้นก็ยังคงมี “อวิชชา”อยู่ คือยัง “ไม่รู้แจ้งความแท้จริง” อันแท้จริง ฟังภาษาพระมา ๔-๕ ค�า บางคนคงร้อง ยี้! แสนจะไม่น่าสนใจ หรือแสนจะไม่รู้เรื่อง ถ้าผู้ใดมีความรู้สึกดังนี้ และแล้วก็รีบละมือละใจจากสิ่งนี้ หรือไม่ก็โยนเรื่องนี้ทิ้งทันทีอย่างไม่ไยดี ก็จงทราบไว้เถิดว่า ข้าพเจ้าก็จะต้องขอบอกว่า “ปล่อยเขาไป-ปล่อยเขาไป” เพราะเขายังพอใจจะเป็นเหยื่อของธรรมชาติอยู่ อย่างรัดแรงแข็งขัน ยังไม่ยอมหันมารู้ “ความแท้จริง” และยังไม่ยอมเรียนรู้เพื่อตนจะได้ชื่อว่า “เจริญ ชนะ ฉลาด” นั่นคือ ยังยอมตนเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า ดักดานแพ้ธรรมชาติ และโง่เง่า อยู่นั่นเอง จึงต้องปล่อยเขาไปๆๆ ที่พูดมาถึงขั้นนี้ หลายคนคงจะนึก เขม่น ข้าพเจ้าเต็มที เพราะท�าตัวราวกับเป็นศาสดา จะมาสอนเหมือนตนเองรู้มาก เป็นพหูสูต ยังงั้นแหละ๑๔ | ล�าธารชีวิต เปล่า ข้าพเจ้าไม่ได้ท�าตนเป็น “ศาสดา” เพราะค�านั้น ข้าพเจ้าเคารพและขอยกย่องเทิดทูนให้กับ “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” และข้าพเจ้าก็ไม่ หาญกล้าจะใช้ค�าว่า “สอน” ใครๆ ได้ แม้พระพุทธองค์ก็ยังไม่ทรงรับว่า ท่านสามารถสอนใครได้ นอกจาก “เล่ำสู่กันฟัง ชี้ทำง แนะทำง” ให้กัน แล้วผู้ได้รับกำรแนะ ได้รับกำรชี้นั้น ก็น�ำไปปฏิบัติลองดูเอง แล้วผู้นั้นจะทรำบเองว่ำ เขำได้อะไรมำจำกกำรปฏิบัตินั้น แล้วเขาก็จะได้รู้เองในขั้นสุดท้ายว่า “ธรรมะ” ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของ “พระพุทธเจ้า” แต่เป็นของสาธารณะ เป็นของที่มีอยู่คู่กับโลก มีมานานแล้ว ใครคว้าเอา ใครก็ได้ ใครเฉยเมยไม่คว้า จะให้มันเข้ามาหานั้น ไม่มีทาง! แต่ เจ้า “ธรรมชาติ” สิ ไม่ต้องไปคว้า ไม่ต้องไปเพียรพยายาม มันจะมาหา ตัวเอง เข้ามาสิงสู่ เข้ามาคลุกคลี เร่งใจ เร้าใจเอง โดยไม่ต้องเพียรพยายามแต่อย่างใด เพรำะมันมีหน้ำที่ผูกคนให้อยู่กับโลก! ข้าพเจ้าหาญกล้าเปล่งวาจาประหนึ่งท้าทายออกไปว่า “ถามมาสิ!” แต่เบื้องต้นมานั้น มิใช่ว่า ข้าพเจ้ารู้แจ้งหมดสิ้นแล้ว ข้าพเจ้ารู้เท่าที่ตัวเองรู้เท่านั้น และแน่นอน จะต้องตอบได้เท่าที่ตัวเองตอบได้ สิ่งอันใดยังไม่แจ้ง ขืนข้าพเจ้าตอบออกไป มันก็คือสิ่งที่ยังไม่แจ้ง ท่านย่อมรู้ได้เห็นได้ ส�าหรับ ผู้ที่มี “ตา” พอจะสามารถเห็นได้ มี “ปัญญา” พอจะสามารถรู้แจ้งได้ ดังนั้น ก็เป็นของแน่นอนว่า ถ้าใครคิดว่า รู้มากกว่าข้าพเจ้าแล้ว ก็ไม่ต้องถามข้าพเจ้าเลย แต่ถ้าใครคิดว่ายังไม่รู้ อยากรู้บ้าง ก็ถามมาเถิด ข้าพเจ้าจะพยายามเท่าที่ปัญญาตัวเองมี และถ้าข้าพเจ้าตั้งค�าถามขึ้นมาแล้ว ลองตอบข้าพเจ้าหน่อยได้ไหมว่า ท�ำไม? คนจึงกินสัตว์ และสัตว์จึงกินพืช และพืชก็กินดิน และดินจึงกินคน มันเพรำะเหตุอันใด? ไปยังไง? มำยังไงกันแน่ใครพอรู้ก็ลองตอบมาดู แต่ถ้าไม่มีใครรู้ ข้าพเจ้าก็จะน�ามาเขียน ถึงในคราวหน้า ส�าหรับคราวนี้ ก็คุยกันเล่นนิดหน่อยเท่าที่หน้ากระดาษมี ใครเคยคิดบ้างไหมเอ่ย? ว่า.............ล�าธารชีวิต | ๑๕ “หมอดู” เป็นเรื่องจริงหรือเปล่ำ? และ “ทรงเจ้า-เชิญวิญญาณ” อะไรนั่นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า? ข้าพเจ้าเองเคยศึกษาเล่าเรียนค้นคว้า โดยเอาตัวเองนี่แหละ กระโดดเข้าไปค้นเข้าไปคว้าจริงๆ จนกระทั่งได้ยอมรับว่า ความจริงนั้น ทุกสิ่งทุกอย่ำงจริง แต่ที่ไม่จริง เพรำะทุกสิ่งทุกอย่ำงคน ไม่เก่งจริง และไม่รู้จริง สิ่งนั้นจึงกลำยเป็นของไม่จริง ยกตัวอย่าง “หมอดู” ถ้าค�าจ�ากัดความของค�าว่า “หมอดู” คือผู้ท�านายทายทัก หรือที่แท้ที่ถูกก็คือ ผู้รู้ “ชะตาชีวิต” ของคนอื่น ได้ทะลุปรุโปร่ง อย่างแท้จริง แม้ในอดีต-ปัจจุบัน และอนาคต ผู้นั้นเรียกว่า “หมอดู” ถ้าเป็นดังนี้ คุณเชื่อไหมล่ะว่า วิชา “หมอดู” เป็นวิชาที่มีจริง และเป็นจริงได้อย่างแท้จริงด้วย หากผู้ใดมีความสามารถเจนจบในการฝึกฝนร�่าเรียนเพียรตน ให้ตนเองเป็น “หมอดู” ได้อย่างแท้จริง วิชา “หมอดู” ของหมอดูผู้นั้นก็เป็นจริง และท�านายทายทักความจริงออกมาได้อย่างถูกต้องละเอียดลออ แต่เพราะ หามนุษย์ที่จะฝึกฝนร�่าเรียนเพียรตนให้ตนเองเป็น “หมอดู” ที่เก่งเยี่ยมจริงๆ ได้ยาก จึงหา “หมอดู” ที่แท้ไม่ค่อยได้ คนจึงเหมาเอาว่า วิชา “หมอดู” ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่ของจริง แต่ถ้าหากได้พบ “หมอดู” ที่แท้จริง ที่เก่งเยี่ยม วิชา “หมอดู” ก็ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเลย ดังนั้น จะหา “หมอดู” คนที่ว่านั้น ได้ที่ไหน? ข้าพเจ้าจะบอกให้ “หมอดู” ที่เก่งเยี่ยมที่สุด และสามารถดูชะตาราศี ของคนได้ทุกคน ดูได้ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ดูได้แม้กระทั่งตัวเอง คนผู้นั้นเป็น “หมอดู” จริงๆ เพราะดังได้กล่าวแล้ว ถ้าค�าจ�ากัดความค�าว่า “หมอดู” คือ “ผู้รู้ชะตาชีวิตของคนอื่น ได้ทะลุปรุโปร่งอย่างแท้จริง” ละก็ “หมอดู” ตัวอย่างที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงนี้ ท่านก็คือ “พระสัพพัญญู- อนุตตรสัมมำสัมพุทธเจ้ำ” นี่แหละเป็น “หมอดู” ที่แท้ เพราะพระองค์ท่านสามารถดูได้แม่นย�าจริงๆ อย่าว่าแต่จะดูให้คนใดว่า จะตกนรกขึ้นสวรรค์ มั่งมีร�่ารวย ทุกข์ จน อย่างไรเท่านั้นเลย แม้แต่ใครจะเป็น “พระพุทธเจ้า” ๑๖ | ล�าธารชีวิต องค์ต่อไปในอนาคตอันยาวไกล พระองค์ท่านก็สามารถรู้และดูได้อย่างไม่มีผิดพลาดด้วย แล้วจะหาว่าวิชา “หมอดู” ไม่มีในโลกนั้นไม่ได้ หรือจะหาว่า วิชา “หมอดู” เป็นวิชาไม่จริง ก็ไม่ได้ ดังนี้เป็นต้น ข้อส�าคัญจึงอยู่ที่ว่า ใครเรียนรู้สิ่งนั้นจริงแค่ไหน? และมีความสามารถในสิ่งนั้นได้แค่ไหน? ต่างหาก โดยนัยเดียวกันเรื่อง ผีสางเทวดา ภูติวิญญาณ อะไรต่างๆ ก็เป็นเรื่องจริง แต่ผู้เรียนรู้จะรู้ได้แค่ใดต่างหาก และจะสามารถกระท�าการเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ ได้แค่ใด ถ้าท�าได้ดีเยี่ยม เก่งเยี่ยม ก็เรียกว่าจริง ถ้าได้น้อยไม่ได้มาก ก็ไม่จริงมากกว่าจริง เรื่องก็มีอยู่แค่นี้เท่านั้นเองส�ำหรับเรื่อง ทรงเจ้ำ-เชิญวิญญำณ อะไรนั้น………………… ข้ำพเจ้ำจะขอเล่ำประสบกำรณ์ให้ฟัง ข้าพเจ้าเคยไปศึกษาร�่าเรียนวิชาเกี่ยวกับการทรงเจ้า-เชิญดวงวิญญาณ นี่อยู่นานหลายปีพอดู โดยแต่แรกก็ไปศึกษาเพราะอยากรู้ และมีความ ไม่เชื่อว่าจะมีเจ้ามีวิญญาณจริงนั้นเอง ตอนแรกก็ติดตามไปดูไปเห็น ดูไป ยังไง เห็นมายังไง มันก็ยังไม่สนิทใจอยู่นั่นเอง คือยังไม่เชื่อว่า มีเจ้า มีวิญญาณอะไร? การเชิญทรง หรือเชิญวิญญาณนั้น มันก็เหมือนๆ การสะกดจิตตัวเอง เนื่องด้วยข้าพเจ้าเคยศึกษาค้นคว้าวิชาเกี่ยวกับทางจิตมา ในด้านวิทยาศาสตร์คือทางสะกดจิตมาก่อน ก็เลยท�าให้คิดไปเอาเองว่า การเชิญทรง นั้น คือการสะกดจิตตัวเองให้จิตมีสมาธิ เมื่อจิตมีสมาธิมากๆ จิตนั้น ก็มีความสามารถ อาจจะแสดงอะไรต่ออะไรออกมาได้ แม้จะสามารถมีตาทิพย์ หูทิพย์ หรือระลึกชาติตนเองได้ หรือทายปัจจุบัน อนาคตของผู้อื่นก็ดี ก็อาจจะท�าได้ตามหลักธรรมดาธรรมชาติของทางวิทยาศาสตร์ล�าธารชีวิต | ๑๗ ดังนั้น แม้การจะไปเชิญเจ้า เชิญวิญญาณที่ไหน? เมื่อใด? อย่างไร? ข้าพเจ้าก็ยังคลางแคลงใจอยู่ตลอดเวลาว่า มันไม่มีวิญญาณ ไม่มีเจ้าที่ไหนกันหรอก มันก็เราเอง ตัวของเราเองนี่แหละเป็นไปเอง คือ จิตใต้ส�านึกของเราเอง เมื่ออยู่ในสมาธิดิ่ง “จิตใต้ส�านึก” นั้นก็ปรากฏขึ้นมาท�างานทุกทีไป ข้าพเจ้าเชิญวิญญาณนับครั้งไม่ถ้วน เจ้าธรรมดาไปจนขั้นอินทร์ ขั้นพรหม ก็เคยเชิญหมด วิญญาณคนธรรมดาตายดี ตายโหง ก็เคยเชิญมาแล้วทั้งสิ้น ก็ไม่ปัก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive