ขอไทยจงเป็นไทยคู่ฟ้าดิน.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์9.81 MB
วันที่แก้ไข31 พฤษภาคม 2546

เนื้อหาในไฟล์

ขอไทย เย้ยใน 匯 รักเธอประตู เจ้าของ พิมพ์ครั้งที่ จํานวน พิมพ์ที่ : : มูลนิธิธรรมสันติ ๖๗/๑ ถ.นวมินทร์ ซอย ๔๔ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๔ โทร. ๐-๒๓๗๔-๕๒๓๐, ๐๒-๓๗๕-๔๕๒๑ FAX ๐๒-๓๗๔-๙๕๗๐ www.asoke.info e-mail : [email protected] : เมษายน ๒๕๕๔ : ๑๐,๐๐๐ เล่ม : ธีระการพิมพ์ ๑๗๘/๒๕-๒๖ ซ.วุฒิพันธ์ ถ.ราชปรารภ แขวงพญาไท เขตราชเทวี กทม. ๑๐๔๐๐ โทร.๐-๒๒๕๑-๕๘๑๕ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา : นายธีระ อุษณกรกุล แจกฟรี • เบรส เกิน-ลําปาง ๓ E คํานํา เมื่อ “นักการศาสนา” เข้ามา “เอาภาระ” กับสถานการณ์บ้านเมือง แนวคิดทางการเมืองที่ค่อนข้างลึกซึ้ง จึงทยอยออกมาไม่ขาด สาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะแนวคิดบนฐานโลกียะ เราต่างรับรู้มานาน มากแล้ว จนประเทศชาติแทบจะล่มสลาย! ลองศึกษาแนวคิดทางการเมืองเชิงโลกุตระบ้าง จะเป็นไร ธรรมบรรยายข้างทําเนียบรัฐบาล โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ชุดนี้ ได้อธิบายที่มาของตึกไทยคู่ฟ้าไว้อย่างน่าชวนคิด อย่างไร และฟ้ากับดินต้องผนึกกําลังร่วมมือกัน มีความหมายมีนัยยะ ในสถานการณ์ที่ร่อแร่ของบ้านเมือง บัดนี้ปรากฏชัดแล้วว่า ผู้ เป็นภัยแห่งความมั่นคงกลับเป็นนักการเมือง เราจะช่วยกันแก้ไขอย่างไร? การเปรียบเทียบ นักการเมืองและข้าราชการเปรียบเสมือน แค่ “คนครัว คนสวน” และประชาชนคือเจ้านาย บทบาทหน้าที่จึง แตกต่าง และอย่ากําเริบ ! ที่ขาดไม่ได้ก็คือ การชุมนุมแสดงความคิดเห็นอย่างสงบของ ชาวกองทัพธรรม เขาอยู่กันอย่างสาธารณโภคีเป็นไฉน เขาใช้หลักธรรม อะไรในการดํารงชีวิตและอยู่ร่วมกัน ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ อย่ารอช้า รีบอ่านเลย ! * อุบาสก ชอบทํางาน HARKW 桂 29 ขอไทยจงเป็นไทยคู่ฟ้าดิน ๑๖๘ วันของ“ชุมชนไทยคู่ฟ้าด

อ่านต่อ

ิน” ๔ วันนี้วันจันทร์ที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๔ แรม ๒ ค่ํา ค่ํา เดือน ๔ ปีเถาะ วันนี้เป็นวันที่ ๖๘ ที่เรามาอยู่ที่ “ชุมชนไทยคู่ฟ้าดิน" ที่เรียกว่าชุมชนไทยคู่ฟ้าดิน จริงๆแล้วมันก็เป็นเรื่องที่มันจะ เป็นไป มันจะต้องเป็นอย่างที่เป็นนี้ เรียกเป็นภาษาที่พวกเรารู้กันดีว่า มันเป็น“อจินไตย” ซึ่งหลายผู้หลายคนก็อาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องผิวๆเผินๆ เป็นเรื่องมุขๆ เป็นเรื่องเล่นๆ แต่จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องลึก เป็นเรื่องที่ รู้ได้ยาก ใน“สิ่งจะเกิดมันก็ต้องเกิด !”นั้น มันมีเหตุมาจากอะไร ประกอบ ด้วยอะไร ซึ่ง “ทุกสิ่งอย่างล้วนมาแต่เหตุ” ไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอยๆ นี่คือ สุดยอดแห่งความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แต่เมื่อเรายัง ไม่มีภูมิสามารถรู้องค์ประกอบ รู้เหตุที่พาเกิดพาเป็นได้ เราก็รู้เห็นแต่สิ่งที่ เกิดนั้น!” ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสุดวิสัยของผู้ที่ไม่มีภูมิจะรู้ถึง"เหตุ อันเป็น ที่มาของสิ่งนั้นได้ ก็อย่าไปคิดเลย มันสุดวิสัย เรียกภาวะนี้ว่า “อจินไตย” อาตมาเป็นคนที่พยายามที่สุด ที่ชาตินี้มันอยู่ในยุคสมัยใหม่ ย ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าเป็นวิทยาศาสตร์ อาตมาจะต้องพยายามทํา ความเป็นวิทยาศาสตร์ให้ปรากฏ คือ จะต้องทําเรื่องจิต เจตสิก-รูป- นิพพานให้มันรู้แจ้งเห็นจริงกันให้ได้ จนสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตน ชัดแจ้ง ได้ด้วยตน ไม่ใช่เรื่องลึกลับ ไม่ใช่เรื่องที่เอามาหลอกกัน แต่ลึกล้ําแน่นอน อาตมาพยายามจะเอาความรู้ความจริงมาแสดง มาเปิดเผย มาทําให้เห็น ซึ่งผู้เข้าใจได้ ปฏิบัติบรรลุ สัมบูรณ์แล้วเถียงไม่ออก ปัจจัตตังของตนจะยืนยันเป็นหลักฐาน มีสิ่งที่สืบสาวราวเรื่องกันได้ หยิบมาพูดกันได้ เห็นแจ้งเห็นจริงร่วมกันตรงกันอยู่หลัดๆ ทั้งๆที่สิ่งนั้น เป็นสิ่งลีกสุดถึงขั้นนิพพาน บ •ความหมายของไทยคู่ฟ้า จริงๆ คําว่า “ไทยคู่ฟ้า” มันเป็นภาษาที่ยืนยันความจริง อันหนึ่ง คือ “ไทย” ต้อง “คู่ฟ้า” แล้วคําว่า “ไทยคู่ฟ้า” ก็มีที่มา ตึกไทยคู่ฟ้าตึกนี้ก็เป็นของ“ฟ้า” แต่เดิมแล้วก็ยืนยาวมาจนถึง วันนี้ แม้จะดูเหมือนยักย้ายถ่ายเทไปไม่ชื่อว่าเป็นของ“ฟ้า”ตามนิตินัย แต่ก็ยังคงเป็นของ “คู่ฟ้า”ด้วยนัยสําคัญที่ลึกล้ําอยู่นั่นเอง 9 ในระบอบประชาธิปไตยที่ยืนยาวมาถึงวันนี้ ดําเนินมาและต้อง มาใช้ตึกไทยคู่ฟ้า"เป็นตึกเอกของรัฐบาลจนได้ ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญใน ความเป็นอจินไตย” ซึ่งไทยก็ยังใช้เป็นตึกเอกของประเทศไทยอยู่ คือ เป็นสํานักงานของผู้บริหารประเทศ ที่ทําการบริหารประเทศอยู่จริงๆ ตึกนี้ก็ยังสง่า และยังไม่ได้ทรุดโทรมอะไร ยังจะใช้ไปได้อี เป็นร้อยๆปี โดยที่ไทยต้องเป็นของฟ้า และไทยต้องคู่ฟ้า ! ความขัดแย้งคือสงคราม เมืองไทยจะไม่เหมือนเมืองอื่นเขา ตอนนี้ประเทศอื่นๆเขาก็มี ๗ การต่อสู้กัน ถ้าจะว่ากันด้วยศัพท์แสงก็คือ ต่อสู้กันระหว่างความเป็นอยู่ ของสังคมของเขา ไทยเราก็ต่อสู้กันระหว่างความเป็นอยู่ของชาวไทย อาตมาเคยอธิบายว่าการต่อสู้ การขัดแย้งกันเรียกว่าสงคราม! คนโง่-คนฉลาดความขัดแย้งที่แตกต่าง ขัดแย้งกันนี้ “คนโง่”ก็ฆ่ากันแกงกัน ทะเลาะกัน ทําร้ายกัน แต่“คนฉลาด”ขัดแย้งกัน แล้วทําให้เกิดปัญญา ทําให้เกิดการสํานึก ทําให้เกิดการรู้อะไรเป็นอะไร สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร สิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ทีนี้คนที่ดีที่เจริญก็สํานึกในสิ่งที่ผิด แก้กลับ เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงก็เกิดการแก้ไข เกิดการปรับตัวก็เกิดความสงบ ความ เรียบร้อย สามัคคี อยู่กันอย่างอบอุ่นตลอดไปอีกเป็นธรรมดา ส่วนพวกที่ยังไม่เป็นเช่นนี้ เขาก็จะขัดแย้งกันแล้วก็จะ ปราบปรามกัน ทําร้ายกัน จนกระทั่งใครที่หมดแรงสู้ หมดท่าสู้ ไม่มีฤทธิ์ที่จะมาต่อต้านต่อที่อีก ก็ต้องถอย ต้องยอมหยุด พักกันไป แล้ว หลงว่า นี่คือความสงบ ทําร้ายได้ ! สงบชนิดหนึ่งจริง แต่สงบไม่แท้ ยังมีเชื้อแห่งความไม่สงบอยู่ ผู้ที่ชนะนัยนี้ คือผู้ที่มีเรี่ยวแรง มีอํานาจบาตรใหญ่ ข่มเหงได้ ซึ่งยังเป็นสัญชาตญาณของสัตว์โลกชั้นต่ํา! ยังมีเชื้อเดรัจฉานอยู่ ส่วนผู้ที่สูงแล้ว เจริญแล้ว จะเลิก จะไม่ทําเช่นนี้กัน จะใช้ ปัญญา ใช้ความรู้ ใช้ความสํานึก รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด แล้วผู้ผิดยอมแพ้ อย่างสัมบูรณ์ นี่คือ ความสงบจริง ไม่ใช่การท่าให้ผู้ถูก"ยอมแพ้ แล้ว ผู้ผิด ยังคงเป็นผู้ชนะอยู่ และที่โลกของผู้มีปัญญารู้ดีกัน ก็คือ รู้ว่าความรุนแรงนั้นไม่ใช่ ความเจริญ ความรุนแรงเป็นความเลวร้าย! ระวังต่างประเทศ ตอนนี้ลิเบียก็ถล่มกัน ซึ่งร้ายแรงใช้ Tomahawk ก็ถล่มกัน เป็นร้อยลูกหรือเปล่าไม่รู้ ซึ่งเกิดอยู่ขณะนี้หลัดๆ แต่อยู่อีกถิ่นหนึ่งที่หนึ่ง ลิเบียก็เกิดเหตุการณ์ของมนุษย์นี่แหละตั้งแต่อยู่ข้างในประเทศ ขัดแย้งกันเอง จนกระทั่งบานปลายไปสู่นอกประเทศ ทําร้ายทําลายกัน สุดท้ายก็เลวร้ายลามไปจนดึงเอาคนจากประเทศอื่น ถิ่นอื่น เข้ามาร่วม มาถล่ม มาทําลายฉิบหายตน เมืองไทยเราจะให้เกิดเช่นนั้นหรือ ไปดึงเอาต่างประเทศเข้ามา ทําร้ายประเทศเรา ไทยไม่มีภูมิพอที่จะทําให้ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้หรือ ? สงครามที่สวยงามเป็นไฉน? ประเทศไทยขณะนี้ก็มีการ “สู้” หรือที่อาตมาใช้คําว่า “สงคราม” ในความหมายที่จะต้องพูดกันอย่างปัญญาชน แต่สงครามของประเทศไทยเราเป็นสงครามอันสวยงามของ ปัญญาชน ของคนเจริญ ของคนศิวิไลซ์ อาตมากล้าพูดได้อย่างนั้นจริงๆ ว่าเป็นความเจริญ มันเป็น ความศิวิไลซ์ของมนุษยชาติแท้ๆ เพราะเราไม่ได้ทําโหดร้ายรุนแรงเหมือน ประเทศอื่นๆ มันเป็นการต่อสู้ที่สวยงาม เป็นแต่เพียงว่าคู่ต่อสู้ดึงดัน ดื้อ ด้าน ยึดกิเลส เพื่อที่จะเอาชนะคะคาน บําเรออัตตาตนเอง ที่ตนเองยัง หลงในลาภยศสรรเสริญ หลงในโลกียะที่จะต้องเอาชนะคะคานให้ได้ มันหลงยึดจริงๆ หลงติดหลงยึดว่าไอ้นี่เป็นเรื่องยิ่ง เรื่องใหญ่ ใครจะลําบากลําบน ใครจะทุกข์ร้อนไม่สนใจ ไม่รับรู้ หรือไม่รู้ อย่างพวกเรานี่มาลําบากลําบนเพื่อประเทศชาติแท้ๆ ไม่ใช่เพื่อตน เลย เขาก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรหรอก คนลําบากอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อเนื่องไป ยิ่งกว่าพวกเรา มี พวกเราก็ลําบากขนาดหนึ่ง แต่พวกเรานี่เป็นพวกที่ได้พัฒนา ศึกษา ศิวิไลซ์ เจริญมาแล้วจึงไม่ลําบาก หรือลําบากน้อย ทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลําบาก...เพราะจิตของเราได้ลดกิเลสลงไปจริง จึงเกิดฌานกัน หรือหลายคนก็ไม่รู้สึกว่ามันจะต้องทนอะไร มันก็เป็นเรื่องปกติ มันเป็นเรื่องที่สามัญ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จะนั่ง จะนอน จะเดิน จะ กิน จะอยู่ จะทํางานก็เป็นคนเลี้ยงง่าย (สุภระ) เป็นคนบํารุงง่าย สุโปสะ) เพราะว่าเรามักน้อย (อัปปิจฉะ) เราสันโดษ (สันตุฏฐิ) ทั้งมีศีลเคร่ง (ธูตะ) เราขัดเกลาตน (สัลเลขะ) จึงเป็นคนมีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่ สะสม(อปจยะ) และยอดขยัน(วิริยารัมภะ) อันนี้เป็นคุณสมบัติของจิตวิญญาณที่ได้พัฒนาแล้ว ได้ฝึกฝน เรียนรู้ จนกระทั่งเข้าถึงความเป็นจริง (บรรลุธรรม) เจริญไปตามธรรมะ พระพุทธเจ้าเลย เรียกว่า “วรรณะ” นี่ชัดเจน เรามาทํางานนี่เพื่อขัดเกลา ใครที่ยังมีส่วนเหลือของกิเลสหรือของกรรมกิริยา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของใครก็ตาม ที่ยังเห็นว่ามันยังไม่สวยงาม มันยังไม่ เรียบร้อย มันยังมีอะไรที่จะต้องขัดต้องเกลาอีก เราก็ขัดก็เกลาสัลเลขะ ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทั้งกรรมกิริยาที่ทําอยู่ทั้งหมด เรียกว่าเป็นเรื่องของชีวิตที่ดําเนินไป เราก็ทําอย่างขัดเกลา ของ ตนเองก็ขัดเกลาไปด้วย พร้อมกันนั้นเราก็ขัดเกลาผู้อื่นด้วย ด้วยกุศลเจตนา การขัดเกลานั้นสําหรับสังคมพวกเราขัดเกลากันรุนแรงที่สุดก็แค่ ใช้อาวุธปาก ไม่ลงมือลงไม้ ไม่ทํารุนแรงทางกายถึงขั้นตบตี ปะทะกันด้วยแรงกายไม่ทํา อย่างเก่งก็ทําแค่ปากหอก (มุขสัตตี) ท้วงกัน ค้านกัน ว่ากันหนักๆ ด้านกันแรงๆ (ปฏิโกสนา) ผู้ที่เห็นต่าง หรือผู้ที่ขัดแย้งกันอยู่ hoolish ASTVENANTS www.manager.co.th คอมพลิน Anda www.manager.dogh อะไร • ใช้วาจาเป็นอาวุธ ด เมื่อพูดกันดีๆ พูดกันอย่างเรียบร้อยก็ไม่ฟัง ไม่สะดุ้งสะเทือน เพราะฉะนั้นก็จะต้องให้สะดุ้งสะเทือนกันด้วยการใช้ปากใช้ภาษา ใช้ลีลา นัจจะ(ท่าทาง ท่าที) คีตะ (สุ่มเสียง, สําเนียง) วาทิตะ (คําพูด,ภาษา) ใช้ท่าทาง ลีลา สุ่มเสียง สําเนียง ภาษา จะเรียกว่าทิ่มแทง เป็นหอกก็แค่ปากหอกอย่างที่เป็น นี่สุดๆแล้ว สูงสุดแล้ว รุนแรงสุดแล้ว ในสงครามของมนุษย์ที่สุภาพที่สุด พยายามที่สุดก็จะระมัด ระวังวจี ๔ ที่มันจะเป็นมิจฉา ข้อ ๑. อย่าปิด อย่ามดเท็จ อย่าผิด 9 ข้อ ๒. อย่าให้มันลุกล้ําออกไปให้เสียดแทงกันจนทะเลาะวิวาท ทําร้ายกัน ทํารุนแรงกัน เรียกว่าส่อเสียด ต้องประมาณอย่าให้มันเป็น เหตุเกิดลุแก่อํานาจที่จะทําร้ายกันถึงขั้นลงมือลงไม้ ก็ต้องระมัดระวัง ข้อ ๓. อย่าให้มันหยาบ ซึ่งก็รู้กันดีว่า หยาบนั้นอะไรแค่ไหน ส่วนเพ้อเจ้อนั้นก็เป็นคนโง่ คนโง่ก็คือคนออกแรงไปแล้วก็ได้ สูญเปล่า ไม่ได้อะไรเลย ไม่มีผล ลบก็ไม่เกิด บวกก็ไม่เกิด ออกแรงพูด ไปสูญเปล่า เสียเปล่า ไร้สาระ ไร้ค่า เรียกว่าเพ้อเจ้อ ! เพราะฉะนั้นก็ระมัดระวังอย่าให้มันเกิดลักษณะดังกล่าวนั้นให้ได้ บ สูงสุด แต่ก็มีขอบขีดของมัน ขอบขีดของมันก็คือ มันก็จะต้องมีลักษณะ ไม่ปิด ก็ไม่ปิดแล้วหละ ไม่ผิด ไม่ผิดนี่ดีแล้ว ไม่ปิด ไม่ผิดนี่ถือว่าไม่มี ทุจริต แต่หยาบ ส่อเสียดบ้างมันก็เป็นตัวที่สุดวิสัย ก็ยืดหยุ่นกันบ้าง รบทุกวันด้วยหอกปาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดอยู่นี้ ที่พวกเราเห็นกันอยู่ขณะนี้ พวกเรา ๑๒ กําลังทําสงคราม สงครามชุมนุมประท้วง ก็จะเห็นได้ว่าพวกเราชุมนุม ประท้วงกันในพวกเรานี่ คือ คนต้องมารวมกันเรียกว่าชุมนุม มาช่วยกัน คนละไม้คนละมือ มาอุดหนุนกันให้มีพลังรวมเป็นกลุ่มกําลังหรือกลุ่ม อํานาจของมวลประชาชน ที่จะนําเสนอออกไปให้รัฐบาลรับทราบ ทํากันอยู่ทุกวัน แต่ละวันๆๆ ก็รบกันด้วยหอกปาก แล้วก็รบกันอย่างผู้ดี รบกันอย่างเป็นอยู่กันอย่างนี้แหละ อยู่ข้างเคียงกันนี่แหละ ไม่ห่างกันเลย ก็ที่นี่ไทยคู่ฟ้า พวกเราก็เป็นดิน ก็อยู่ด้วยกัน ไทยคู่ฟ้า-ดิน ก็เป็นไทยคู่ฟ้าดิน อยู่อย่างนี้แหละ! ทีนี้ก็อยู่กัน ทํากัน จะรบกันก็ตาม จะช่วยกันก็ตาม มันก็เป็น พฤติกรรมที่เห็นอยู่แล้ว เป็นพฤติกรรมเป็นพฤติภาพที่เปรียบเทียบได้ กับโลกเขารบกัน ที่เกิดอยู่ขณะนี้ แต่จะไม่เป็นอย่างที่เขาเป็นกันเลย เพราะเราไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาจะมุ่งเอาชนะคะคานกันอย่างรีบ ร้อนเร็วรี่ รุกราน รุนแรง เราจึงมีกลุ่มชุมนุมประท้วงอย่างเป็นระบบ ระเบียบวิธี สุภาพ สงบ เรียบร้อย ตามปรัชญา “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ” เราพยายามจริงๆและเป็นได้จริง และจุดมุ่งของเรา คือ เอาความรู้ ความจริงมาสู้กันให้ยอมรับ และแก้ไข ผู้ผิดแพ้ ผู้ถูกชนะ ไม่ใช่เอาอํานาจบาตรใหญ่เข้าข่ม เข้าทําลายทําร้ายให้อีกฝ่าย กลัวเกรงหยุดสู้ แพ้ไป ผู้มีกําลังมาก มีอํานาจมาก ดุร้ายมากกว่าชนะ สิ่งที่โลกประชาธิปไตยต้องการ ถ้าจะว่ากันแล้วต่างก็ต้องการที่จะให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง เปลี่ยนแปลงการบริหาร เปลี่ยนแปลงทั้งวิธีการ เปลี่ยนแปลงทั้งบุคคล อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งตอนนี้พฤติกรรมของสังคมทั้งโลกประชาธิปไตยมันก็เหมือน กัน รูปรอยเดียวกัน ขณะนี้ประเทศไทยก็จะเปลี่ยนแปลงการบริหารปกครอง เปลี่ยนคณะ จะเปลี่ยนคณะบุคคล ซึ่งเปลี่ยนคณะบุคคลนั้นก็เปลี่ยนอย่างปลอมๆ เปลี่ยนอย่าง เล่นลิเก เป็นแต่เพียงเปลี่ยนชุด ไม่ได้เปลี่ยนการเมืองเน่า” แต่อย่างใด เลือกตั้งนํ้าเน่า ถ้าเผื่อว่ายุบสภาแล้วก็มีการเลือกตั้งใหม่ การเลือกตั้งนี้ก็ใช้ รูปรอยเดิม ใช้วิธีการเดิม แต่มันไม่เดิมตรงที่มันเลวร้ายกว่าเก่าแยะ! การเลือกตั้งครั้งนี้ หรือครั้งไหนๆก็ตาม เลือกมาแล้วก็คน พวกเดิมนี่แหละที่เกาะอํานาจ หลงอํานาจ ยึดอํานาจ ให้แก่ตน ให้แก่คณะ เขาพยายามสร้างอํานาจให้แก่ตนเองกันมา ๗๙ ปีในเมืองไทย ประชาธิปไตยในเมืองไทยไม่ได้สร้างอํานาจให้ประชาชนกันเลย หรือแม้แค่ บอกสอนให้ประชาชนรู้ความมีอํานาจของตน มีแต่ครอบงําประชาชน กรรมกรไม่ใช่กรรมการ “อํานาจเป็นของประชาชน” ในหลวงรัชกาลที่ ๗ ท่านตรัส ทั้ง มีลายลักษณ์อักษรชัดเจนทุกอย่างว่าท่านไม่ได้มอบอํานาจให้แก่ใคร คณะ ใด ท่านมอบอํานาจให้แก่ประชาชน แต่เมืองไทยนั้นตั้งแต่เริ่ม พ.ศ. ๒๔๗๕ มาถึงวันนี้ คนที่ไป อํานาจ ไม่ใช่ใช้อํานาจหรอก “เขาให้อํานาจ” ประชาชนให้อํานาจ ใช้อํานาจนั้นบริหารประเทศ จริงๆเรียกอํานาจว่า “ให้แรง” ให้ไปออก“เรี่ยวแรง” เพราะเป็น ไทย เครือข่ายประชา A PRINCESS ssume une รักที่สุดคือในหลวง หวงที่สุดคือแผ่นดิน www ww ๑๕ กรรมกร ภาษามันจะเพี้ยนไปหน่อย แล้วหลงว่าตัวเองเป็น “กรรมการ” จะ ตัดสิน จะทําอะไรใหญ่ไปเองหมด ซึ่งความจริงไม่ใช่อย่างนั้น! ความจริงโดยสัจจะนั้น ผู้ที่ไปบริหารบ้านเมืองนี่คือ เคือ“กรรมกร” คือกรรมกรบริหาร ไปใช้แรง” แรงความสามารถและความรู้ ถ้าเรียกว่า “อํานาจ”มันจะโก้ไป “ใช้แรง”มาบริหารประเทศ มาทํางาน แต่เสร็จแล้วหลงตนไปเสียนี่ เลยสร้างอํานาจบาตรใหญ่นึกว่า ฉันเองฉันเป็นเจ้าของอํานาจ ฉันเป็นเจ้าของประเทศ ประชาชนคือเจ้าของบริษัท ซึ่งอาตมาได้อธิบายมาแล้วว่า “ประชาธิปไตยนั้น” ประเทศ เป็นของประชาชน สมบัติทุกอย่างเป็นของประชาชน ประชาชนเป็น เจ้าของบริษัทใหญ่คือประเทศ เสร็จแล้วก็ให้คนมาทํางาน เจ้าของประเทศก็คือเจ้าของ ก็ดูแลผลประโยชน์ ดูแลสมบัติ ของประเทศของตนคนไทย ให้คนมาทํางานก็คือให้คนมาพัฒนา ให้มาช่วย จ้างมาเป็นคน สวน จ้างมาเป็นคนครัว พ่อครัว แม่ครัว ทําสวน นี่ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ก็ต้องทําหน้าที่ มีสิทธิเท่าที่เขามอบให้ คนที่มีหน้าที่ทําครัวก็ ทําอาหารไป คนมีหน้าที่ทําสวนก็ทําสวนไป มีสิทธิเท่าที่มอบให้ทําตามหน้าที่ อย่าเบ่งออกนอกหน้าที่ และ ได้ให้ทั้งหมดนะ ที่สําคัญไม่ได้ให้สมบัติ ! จ้างมาทําหน้าที่ ครัวก็คือแหล่งอาหาร คุณหลงว่า ทุกอย่างเป็นของคุณ คุณทํา เสร็จแล้วคุณจะเอาไปขายกินส่วนตัว คุณจะยักยอกไป ไม่ได้ คุณทําสวนคุณก็ทําให้สวนนั้นเจริญ ประชาชนเขาเป็นเจ้าของ สมบัติในสวนทั้งหมดเป็นของประชาชน คุณยักยอกไม่ได้ 9 ๑๖ อย่าสําคัญตนผิด จริงๆแล้วคุณทําสวน สวนเจริญ ก็ถูกต้อง ถ้าสวนไม่ดี เจ้าของก็บอก เฮ้ย! อันนี้ไม่ดี เขามีสิทธิเตือน เมื่อทําไปแล้ว ไม่ได้เรื่อง เสียหาย ไม่ไหว ก็ให้ออกไป หา คนใหม่มาทําสวนแทน คุณคนสวนหรือคุณนักการเมืองทั้งหลายไม่มีสิทธิ์อย่าหลงว่า สวนเป็นของตน หลงแอบแฝงเอาประโยชน์จากสวน ใบไม้หนึ่งใบคุณก็ยักยอกไม่ได้ คุณมาเป็นคนรับใช้ทํางาน ให้ เงินเดือนคุณนะ ให้คุณทํางานให้ดี หรือสมมุติว่าเป็นพ่อครัว แม่ครัว คุณก็มาทําอาหารให้กิน จริงๆ แล้วคุณไม่มีสิทธิ์กินอาหารนั้นด้วยนะ เพราะจ้างคุณแล้ว คุณไปซื้อกินเอง แม้แต่อาหารที่คุณทําให้เจ้าของเขากินคุณไม่มีสิทธิ์แบ่งเลย คอมมิชชั่น คอร์รัปชั่นไม่ได้ คุณแบ่งกินไม่ได้นะ ให้เงินเดือนคุณแล้ว คุณไปซื้อกินของคุณเอง พิจารณาดีๆ อาตมาสมมุติให้ฟัง เพราะฉะนั้นถ้าใครมาขบถ มาทําผิด มาเป็นคนสวน มาเป็น พ่อครัว แม่ครัวแค่นั้นนะ แต่โห! มาทําเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ฉันปรุงเอง ฉัน จะต้องกิน แล้วฉันจะให้ใครกิน ฉันก็จะเป็นคนแจกให้กิน คนไหนไม่กิน ฉันก็ไม่ให้กิน ผิดๆ ผิดหมด ผิดหน้าที่ สิทธิของคุณมีไม่มากถึงขนาดนั้น สิทธิของคุณมีเท่าที่มอบให้ ขอให้เข้าใจคําว่าสิทธิและหน้าที่ให้ดี แล้วคุณต้องทําหน้าที่ให้ สมบูรณ์ หากทําหน้าที่ไม่สมบูรณ์เขาให้แก้ไข เจ้าของย่อมมีสิทธิ์ เพราะฉะนั้นประชาชนทุกคน หนึ่งคนหนึ่งเสียง เป็นเจ้าของที่ จะดูแล“กรรมกร” ดูแลพ่อครัวแม่ครัว” ดูแล คนสวน” லெ ลูกจ้างบบกยึดร้าน อาตมาสมมุติอย่างนี้ไม่ใช่ไปลบหลู่แต่เพื่อให้ชัดเจน เพื่อให้ เข้าใจชัดเจนว่า ประชาธิปไตยคืออะไร แล้วคนไทยนี่ถูกผู้ที่มาบริหาร นึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของ เป็น ใหญ่ ที่จริงเป็นกรรมกร เป็นลูกน้อง เป็นคนใช้ แต่เสร็จแล้วมาหลงตน สร้างอํานาจบาตรใหญ่ ทําอะไรต่ออะไร รวบอํานาจตลอดกาลเลย พยายามที่จะเป็นเจ้าของอํานาจ ยึดอํานาจไปจากประชาชน ประชาชนจะต้องเป็นคนใช้ - เป็นทาส - เป็นลิ่วล้อ ฉันเป็น ผู้ใหญ่ เบ่งอํานาจ อย่างที่เบ่งกับพวกเรานี่ 9 9 เขาผิด ทั้งนั้นเลย ทําผิดระบอบประชาธิปไตย เขาจะต้องเคารพเรา เมื่อเราบอกสิ่งนี้ไม่ควร สิ่งนี้มันเป็นเรื่อง ยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องที่จะเสียสมบัติ เป็นโทษ จะเสียทรัพย์สินของประเทศ จะเสียดินแดน เสียอํานาจอธิปไตย เขาจะต้องฟังเรา! ต้องรับพิจารณา เอาไปปฏิบัติ อย่าโอหัง สิ่งที่ถูกต้อง ต้องปฏิบัติตาม จับคนไทย อภิสิทธิ์แกล้งโง่ คนไทยเป็นสมบัติของประเทศคนไทยถูกริดรอนอํานาจอธิปไตย ปล่อยให้ชาวต่างประเทศมารุกราน ปล่อยให้ชาวต่างประเทศมาแสดง อํานาจบาตรใหญ่ จับพวกเราไป จนพวกเราไม่มีศักดิ์ศรี ไร้อํานาจเลย เอาไป ขึ้นศาล เอาไปพิพากษาเอง ทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งผู้มี หน้าที่ดูแลรักษาต้องทําหน้าที่รับใช้เจ้าของทรัพย์สิน เพราะมันอยู่ในถิ่นไทย แต่ผู้บริหารดูแลทําหน้าที่ ดูแลสิ่งเหล่านี้ทําผิด ไม่รักษา ไม่ ป้องกัน ทําให้ประชาชนเสียอํานาจไป ถือว่า ทําผิดอย่างร้ายแรงเลย ๑๘ คนไทยนี่มีพ่อองค์เดียวกัน ทั้งหมดล้วนเป็นลูกของพ่อ ทุกคน คือพี่น้องของเราทั้งหมด เสร็จแล้วจ้างคนมาดูแล คนดูแลกลับปล่อยปละละเลยทําอย่าง....ขออภัยเถอะทําอย่างโง่ๆ อาตมาว่าเขาไม่โง่ อาตมาว่าเขาแกล้งโง่ ! เบื้องหลัง! เพราะฉะนั้นไอ้สิ่งที่ทําอย่างแกล้งโง่นี่แหละ มันมีอะไรซับซ้อน สู้กับคนหน้าด้าน เมื่อสิ่งนี้เห็นแล้วว่าไม่ซื่อตรง ไม่ซื่อสัตย์ ก็น่าจะต้องสํานึก อย่าเป็นคนเสแสร้ง อย่างนางจิญจมาณวิกา นักเสแสร้ง หลอกลวงโลก! ตามบทสวดพาหุงฯ ๘ กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา พวกเราก็ประท้วง ประท้วงข้อผิดนั้นๆให้แก้ไข อย่างสงบ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า คนที่หลอกลวงโลกแบบนี้เราควรสู้แบบไหน เจอะเจอนางจิญจมาณวิกาผู้หน้าด้านหน้าทน จะทําอย่างไร เราก็ต้องสู้ ด้วยความสงบ เพราะผู้กล่าวสิ่งผิดก็ย่อมรู้ว่าตัวผิด แล้วจะเอาสิ่งผิดมา อวดกับกระจกเงา ก็มีแต่ผู้ผิดกับกระจกเงาเท่านั้นที่เห็นความจริง เธอทําของเธอเอง ใครผิด ใครถูก ใครชั่ว ใครทําให้เธอท้อง ไม่มีนี่ เธอทําของเธอเอง เธอรู้ตัวเธอแก้ไขเถอะ โวยวายไปให้ขายหน้าก็ ยิ่งขายหน้าหนักขึ้นๆ เราไม่เกี่ยวความผิดนั้น เราเมตตาบอกให้เธอรู้ตัว เอาความจริงมาเปิดเผยให้เธอรู้ตัว สงบแต่มีหอก เพราะฉะนั้นเราสู้สงครามนี้ สงบด้วยการใช้ปากหอกขนาดนี้ นี่เป็นสงบสุดแล้ว และในสงบใช้ปากหอก ก็มีสงบจริงๆ ๑๙ พวกเรานี้เป็นแกนแก่นในของความสงบ ! เปลือกนอกก็มีสีสัน อันนี้เป็นสัจจะที่ลึกซึ้งซับซ้อนอยู่ในตัวของมันเอง มันเป็นภาวะ ที่ซับซ้อน นี่คือการต่อสู้! สงครามที่มีองค์ประกอบถึงขั้นมีความสงบเป็นธรรมาวุธนี้ ความสงบเป็นอาวุธธรรมะที่สุดยอด สร้างธรรมฤทธิ์อยู่ภายใน สวยงาม ไม่เหมือนสงครามที่เขากระหน่ํากันด้วยโทมาฮอกที่เขาซัดกันตูมๆ นั่น ไม่ใช่สงครามแบบใหม่ ไม่ใช่การชุมนุมประท้วงแบบใหม่ คนละเรื่องเลย นี่เป็นสิ่งที่อจินไตย เป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง สวยงามมาก! ในโลกส่วนใหญ่การชุมนุมประท้วง เขายังไม่สามารถใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหวกัน มีแต่เบ่งความรุนแรงกําราบคู่ต่อสู้ ขณะนี้ได้ เป็นไปด้วยดี เลือกตั้ง...พอทีเถอะ อาตมาก็ยังหวังอยู่เลยว่า เราจะแก้ไขสงครามในประเทศไทย ในประเทศไทย มาถึงวันนี้แล้วเราก็ต้องพยายามช่วยกัน ให้ ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ พยายามอย่าลุแก่อํานาจให้มันมากไปกว่านี้เลย ยาวไปเถอะ สักวันหนึ่งก็เปลี่ยนแปลง แม้ว่าเขาจะยุบสภา จะเลือกตั้งใหม่ ได้คณะที่อาตมาไม่ต้อง พยากรณ์หรอก อาตมาจะพูด แล้วก็ถูกต้องด้วย คือจะได้คณะใหม่ที่ เลวกว่าเก่ามา ขอพูดอีกร้อยครั้งพันครั้งหมื่นครั้ง แต่พูดครั้งเดียวนะ เมื่อย ไม่เอาล่ะ คุณไปใส่ไม้ยมกเอาเอง ตราบใดที่คนเก่า มีแนวคิดเก่า มีกิเลสเก่าๆรวมหัวกันอยู่ อย่างเป็นกลุ่มเก่าๆ สร้างค่ายกลการเมืองไว้เป็นกับดักให้ตนให้คณะตน ๒๐ กันสุดฤทธิ์ แล้วก็จะได้คุยโก้ว่า ตนได้รับเลือกตั้งมาเป็นผู้รับใช้ด้วยวิธีการ ของสังคมประชาธิปไตยแบบที่นักการเมืองเน่าๆทําอยู่นี้ เลือกตั้งนั้นที่จริงก็เป็นแบบวิธีของประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง แต่ มันต้องสุจริต ถูกธรรม แต่ แต่นี่มันไม่ใช่ มันทุจริตสกปรกเลอะเทอะ ก็บอกแล้ว“เลือกตั้ง”นี่เป็นเรื่องนิดเดียวของประชาธิปไตย คําว่าประชาธิปไตยมันยิ่งใหญ่กว่า มันมากกว่าคําว่า การเลือกตั้ง เยอะ แม้จะเลือกตั้งใครเข้าไปทําหน้าที่กี่คน กี่ครั้ง ผู้ได้รับการเลือก ตั้งนั้นก็ไม่ใช่เจ้าของอํานาจเต็ม ประชาชนเองต่างหากที่เลือกตัวแทน เข้าไปทํางานแทนประชาชน ให้มีอํานาจตามหน้าที่เท่านั้น ไม่ใช่เจ้าของ อํานาจเต็มที่จะทําอะไรก็ได้ตามใจ ประชาชนคือเจ้าของอํานาจเต็มตลอดกาลในความเป็น ประชาธิปไตย ซึ่งไม่มีใครถอดถอน ไม่มีใครไปเลือก ไม่มีใครไปแต่งตั้ง แต่มันเป็นโดยสัจจะของประชาชน เจ้าของประเทศ เจ้าของสมบัติอยู่แล้ว ตามระบอบนี้ เบ่งขี้แตก เป็นเจ้าของอํานาจ เพราะฉะนั้นจึงเท่ากับ เจ้าของบ้านจะปฏิบัติงานก็ไปจ้างคนมา มอบหน้าที่ส่วนหนึ่ง ให้มาทําหน้าที่ให้มาทํางานอย่างที่สมมุติไปแล้ว คนนี้ทําครัวก็ทําไป คนนี้ทําสวนก็ทําไป ทําหน้าที่ของตนให้ดี อย่าขบถ ทําให้ถูก ถูก ทําไม่ดี เจ้าของมีสิทธิ์ที่จะไล่ออก มีสิทธิ์ที่จะให้เปลี่ยนแปลง ถ้าทําไม่ ทีนี้ผู้ที่เลือกตั้งเข้ามานี่ มันก็เป็นเพียงเลือกเข้ามาชั่วคราว ให้ มาทํางานชั่วคราว ไม่ใช่คุณเป็นเจ้าของอํานาจ แต่มาเบ่งอํานาจ โอ้โห ทุกวันนี้นี่ ๒๑ เบ่งจริงๆนะ ผู้ที่เขาเลือกมาให้บริหารให้ทํางานของประเทศนี้ เบ่งขี้แตก เลย! หลงตนจริงๆ หลงไม่พอ สอนประชาชน หาวิธีใช้จิตวิทยา ใช้วิธีการให้ ความรู้แก่ประชาชนว่า ประชาธิปไตยนั้นคืออํานาจอยู่ที่ผู้บริหาร อํานาจ ใหญ่ที่สุดคือนายกฯ รองลงมาคือคณะรัฐมนตรี คณะกรรมาธิการ นั่นคืออ่านาจอยู่ที่เขา ประชาชนนั้นเป็นเศษสวะอยู่ข้างล่าง จะต้องปฏิบัติตามอ่านาจนี้ เสร็จแล้วบอกว่าจะต้องออกกฎเอง ออกกฎมาตามใจ นี่ก็จะ ออกกันใหญ่เลย นี่ก็จะเข้าครม.อะไรกันวันนี้ ซึ่งก็บอกแล้วเข้าครม.วันนี้ หายนะ แน่ะ! เจบีซีอย่าอนุมัติ เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันคัดค้าน วันนี้วันสําคัญ วันจันทร์วันนี้ ถ้าเอาเจบีซีนี้เข้าสภา คณะเจบีซีนี่แหละจะเข้าไปให้สภาอนุมัติ ถ้าผ่านอนุมัติสภา ดินแดนส่วนหนึ่งของไทย จะตกเป็นของ เขมรตามเกณฑ์ หนึ่งต่อสองแสน ซึ่งมันเป็นเรื่องอิทัปปัจจยตา เป็น เรื่องเพราะเหตุนี้ จึงเป็นสิ่งนี้ เพราะสิ่งนี้จึงเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน