รวมเปิดยุคบุญนิยม เล่ม 1.-2563.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์4.23 MB
วันที่แก้ไข10 ตุลาคม 2548

เนื้อหาในไฟล์

1รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑) 2รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑)รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑)ISBN 978-616-91398-9-8พิมพ์ครั้งแรก : สิงหาคม ๒๕๖๓จ�านวนพิมพ์ : ๓,๐๐๐ เล่มแบบปก : แสงศิลป์ เดือนหงาย เพชรพันศิลป์ มุนีเวชจัดพิมพ์โดย : ส�านักพิมพ์กลั่นแก่นโทรศัพท์ : ๐๘ ๖๔๘๖ ๗๘๖๘, ๐๘ ๖๗๕๕ ๙๔๘๖พิมพ์ที่ : บริษัท ฟ้าอภัย จ�ากัด ๖๔๔ ซ.นวมินทร์ ๔๔ ถ.นวมินทร์ คลองกุ่ม บึงกุ่ม กทม. ๑๐๒๔๐ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา : นางสาวลัดดา ปิยะวงศ์รุ่งเรืองจัดจ�าหน่ายโดย : ส�านักพิมพ์กลั่นแก่น ๖๔๔ ซ.นวมินทร์ ๔๔ ถ.นวมินทร์ คลองกุ่ม บึงกุ่ม กทม. ๑๐๒๔๐โทรศัพท์ : ๐๘ ๖๔๘๖ ๗๘๖๘, ๐๘ ๖๗๕๕ ๙๔๘๖ราคาบุญนิยม : ๐ บาท (แจกฟรี) 3รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑)v ค�าน�า v “รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑)” เป็นการรวบรวมเนื้อหาจากคอลัมน์ “เปิด- ยุคบุญนิยม” โดยเก่าสมัย ใหม่เสมอ (สมณะโพธิรักษ์) ในหนังสือพิมพ์ “เราคิดอะไร” ตั้งแต่ฉบับที่ ๒๘๖ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ จนถึงฉบับที่ ๓๑๙ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ จ�านวน ๓๖๘ หน้า บรรจุเนื้อธรรมบรรยายลึกละเอียดให้อ่านศึกษาเต็มอิ่ม วิถีชีวิตชาวอโศกซึ่งมีสมณะโพธิรักษ์เป็นผู้น�านั้น เป็นการด�าเนินตามธรรมะ ค�าสอนของพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตลอด กล่าวคือเป็นชาวพุทธที่ฝึกฝนปฏิบัติขัดเกลาลดละกิเลสอย่างมีสัมมาทิฐิถูกตรง ไม่ใช่แค่เป็นชาวพุทธตามทะเบียนส�ามะโนครัว วิถีชาวพุทธเช่นนี้ก็คือวิถีชีวิตแบบ “บุญนิยม” ค�านี้หลายท่านไม่คุ้นหู บางท่านเพิ่งจะได้ยินเป็นครั้งแรกยังงงอยู่.. “บุญนิยม” เป็นค�าที่สมณะโพธิรักษ์บัญญัติเรียกขึ้นมาให้ใกล้เคียงกับค�าว่า “ทุนนิยม” เพื่อเปรียบเทียบแนวคิดแนวปฏิบัติโดยตรง อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นค�าใกล้เคียงกัน ก็มีวิถีชีวิตคนละขั้วกัน แต่แม้จะเป็นคนละขั้วกันก็ไปด้วยกันได้ สมณะโพธิรักษ์กล่าวว่า “คนหนึ่งยินด

อ่านต่อ

ีให้ อีกคนหนึ่งยินดีเอา แล้วจะขัดแย้งกันตรงไหน ไม่แย่ง ไม่ทะเลาะ บุญนิยมกับทุนนิยมไม่ใช่ศัตรูกัน ‘บุญนิยม’ ตระกูล ‘ให้’ กับ ‘ทุนนิยม’ ตระกูล ‘เอา’ อยู่กันได้อย่างดี สงบสันติแน่” ชาว “บุญนิยม” นั้นเข้าใจสัจจะว่า ผู้ให้ คือ ผู้มีค่า ผู้มีประโยชน์อยู่ในโลก ในสังคม จึงตั้งใจเสียสละให้ผู้อื่นมากๆ แต่ “ทุนนิยม” นั้นฉกฉวยพร้อมจะเอาอย่างยิ่งยวด ทั้งหาเลศเล่ห์ซับซ้อนหลอกลึกหลอกแล้วหลอกเล่าจนสังคมทั้งโลกสับสนร้อนเร่า เข่นฆ่าจมอยู่ในนรกเดือดไม่รู้จบสิ้น เป็นสังคมที่ออกจากห้องไอซียูไม่ได้แม้สักชั่วขณะ ในวาระนี้สมณะโพธิรักษ์จึงขอ “เปิดยุคบุญนิยม” โดยเชื่อมั่นว่า “โลกุตรธรรมหรือบุญนิยมนี้จะกอบกู้มนุษยชาติ กอบกู้โลกที่ป่วยหนัก โลกนะไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้น จะกอบกู้ได้ก็เพราะแต่ละคน ๆ ได้พากเพียรปฏิบัติประพฤติให้มีมรรคมีผลอย่างแข็งแรงและสมบูรณ์ ทั้งเพื่อตน และเพื่อสังคม เพื่อโลกทั้งโลกนี้.....” (มาฆบูชา ๘ ก.พ. ๔๔) กราบนมัสการขอบพระคุณพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ผู้เป็นสัมมาสัมพุทธสาวก ที่เปิดยุคบุญนิยมน�าแสงสว่างมาสู่มวลมนุษยชาติ ขอมอบ “รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑)” แด่ทุกท่านผู้ใฝ่หาแก่นธรรมด้วยจริงใจ ด้วยความปรารถนาดี ส�านักพิมพ์กลั่นแก่น 4รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑)ยุคปัจจุบันนี้ที่สังคมทั่วไปเป็นกันอยู่จริงๆมันคือยุคอะไร? ยุค“ทุนนิยม” ใช่มั้ย?คนทั้งหลายก็คงจะยอมรับว่าใช่แล้ว“บุญนิยม”ล่ะ..มันแตกต่างกันไหม แน่ยิ่งกว่าแน่ ว่า แตกต่างกัน ก็นี่แหละ เราจะใช้คอลัมน์นี้แจกแจงความแตกต่างให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง 5รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑) ระบบ“บุญนิยม”นี้ ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นในใจจริงๆ ว่า จะช่วยสังคมมนุษยชาติที่ถูกพิษและฤทธิ์ของระบบ“ทุนนิยม” ก�าลังต้อนเข้า มุมอับอยู่ในปัจจุบันนี้ได้แน่ๆ หากประชาชนได้ศึกษาช่วยวิจัยกันต่อ และอบรมฝึกฝนร่วมมือสร้างสรรให้เกิดให้เป็นผู้เจริญตามระบบ“บุญนิยม” นี้กัน จนมีคุณภาพ(quality) และปริมาณ(quantity)เพียงพอ ตอนนี้คนจะเห็นจะรู้ยังยากอยู่ ยิ่งจะเชื่อตาม ยิ่งยากใหญ่ เพราะยังมีผู้พอรู้พอเป็น หรือ ด�าเนินชีวิตในระบบ“บุญนิยม”ได้แล้ว จ�านวนน้อยเหลือเกิน เฉพาะอย่างยิ่ง คนทั้งหลายเกือบทั้งโลกทุกวันนี้ก็ล้วนด�าเนินชีวิตกันอยู่ ด้วยระบบ“ทุนนิยม” อย่างสนิทสนมและตายใจว่า ไม่เห็นจะมีระบบอะไรอื่นอีกเลย กันทั้งนั้น ส่วนผู้ที่เห็นและเข้าใจถึงได้ว่า ระบบ“ทุนนิยม”ก�าลังเข้ามุมอับ ไปไม่รอด ช่วยมนุษยชาติในโลกให้เกิดสุขสันติอย่างอุดมสมบูรณ์ เป็นสังคมที่ดีตามอุดมการณ์ ไม่ได้นั้นก็ยังมีน้อยอยู่ด้วย จึงเป็นเรื่องยากที่ยากสุดๆ จริงๆ แต่ข้าพเจ้า ก็ยังไม่เห็นทางออกอื่นใดเลยที่จะดีกว่า ต้องปรับตัวมาเป็นระบบ “บุญนิยม”นี้ให้ได้ แล้วสังคมมนุษยชาติในโลกไปรอดแน่ๆ • สมณะโพธิรักษ์✵✵ ✵ จนแต่มีเกียรติ (สุจริต) ดีกว่าร�่ารวยแต่อัปยศ (ขี้โกง)๑. ศาสนาบุญนิยม๒. ชุมชนบุญนิยม ๓. การศึกษาบุญนิยม๔. บริโภคบุญนิยม ๕. พาณิชย์บุญนิยม๖. กสิกรรมบุญนิยม๗. อุตสาหกิจบุญนิยม๘. การเมืองบุญนิยม ๙. ศิลปวัฒนธรรมบุญนิยม๑๐. สื่อสารบุญนิยม ๑๑. สุขภาพบุญนิยม๑๒. สถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ 6รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑)ฉบับที่ ๒๘๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คอลัมน์นี้บอกว่า “เปิดยุคบุญนิยม” ท�าไมต้อง“เปิด”ด้วยล่ะ? เอ้า..อ้าว... ก็“ไม่ปิด”ไง! ขออภัย พูดหวัดไปนิด ไม่ได้ยียวนนะ “ไม่ปิด”ก็หมายความว่า ตั้งใจแง้มออกมาแล้ว เผยออกไปแล้ว ไม่ปกปิดไว้ในที่จ�าเพาะหรือในกรอบขอบอยู่อย่างเก่าเท่านั้นแล้ว เริ่มเผยตัวออกมาแล้ว ผู้เปิดเผยเขาตั้งเจตนาใหม่แล้ว เขามุ่งหมายตั้งใจไม่สงวนความเป็น“บุญนิยม”ไว้แต่ในหมู่ หรือสงวนไว้แต่ในขอบเขตจ�ากัด เหมือนแต่ก่อนแล้ว ไม่สงวนตัวอย่างเก่าแล้ว เขาทั้งออกตัว ทั้งสื่อสาธารณะทั่วไป ทุกวันนี้เผยแพร่ให้ได้เห็น ได้รู้ ได้ยินได้ฟัง ได้สัมผัสกันอยู่โต้งๆ แต่คนยังไม่รู้ความส�าคัญนี้ แต่ก่อนนั้นยังไม่ได้เปิด ยังไม่ยอมเผยเพราะเขายังไม่พร้อมพอ เขาปฏิบัติตนเองในกลุ่มหมู่ของตนเองอยู่เท่านั้น ยังฟูมฟัก กันและกัน ช่วยกันก่อร่างสร้างตัวอยู่ ความมีสภาพของ“บุญนิยม”ที่เกิดจริงเป็นจริงได้ในตัวของบุคลากรแต่ละคนก็ดี ทั้งที่เกิดจริงเป็นจริงได้ในหมู่มวลแสดงภาวะองค์รวมจนผนึกเป็นปึกแผ่นก็ดี ทั้งคุณสมบัติหรือคุณวุฒิในความเป็น“บุญแบบพุทธ”อย่างสัมมาทิฏฐิก็ดี หรืออื่นๆอีกนั้น เขาต้องมีภาวะแห่งคุณธรรมที่ถึงขั้น 7รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑)คุณวิเศษ(อุตตริมนุสสธรรม = ธรรมฤทธิ์ที่เปลี่ยนจิตปุถุชนคนโลกีย์เป็นโลกุตระ) และ“คุณวิเศษ”นั้นก็จะต้องมีคุณนิธิ(ผู้มีคลังแห่งความดี) เพียงพอ จนกระทั่งมีคุณราศี(คุณธรรมที่มีนั้นๆต้องมีมากจนแผ่พลังออกไปให้ผู้อื่นสัมผัสได้)พอสมควรกันก่อน ก่อนจะเปิดตัวให้คนทั่วไปสัมผัส“คุณราศี”ได้บ้างแล้ว จึงจะพอเผยแพร่ความรู้เรื่อง“บุญ”ให้รับได้ รู้ได้ คนถึงจะมี“คุณ”นั้น และขอย�้าก�าชับนะว่า คุณสมบัติ หรือคุณวุฒิของบุญนิยมนั้น ต้องเป็นคุณธรรมขั้นคุณวิเศษ(อุตตริมนุสสธรรม) ดังนั้น“บุญนิยม”แบบพุทธที่สัมมาทิฏฐิ จึงเป็นอุตริมนุสส-ธรรม คือเป็นคุณวิเศษ ซึ่งมันไม่ใช่แค่“คุณธรรมสามัญโลกีย์” เพราะคุณประโยชน์ที่ว่านี้ ไม่ว่าเรื่องทาน-ศีล-ภาวนา ก็ต้องเป็น“คุณธรรม”ขั้นโลกุตระทั้งนั้น มิใช่แค่คุณธรรมขั้นโลกียะเท่านั้น แต่เป็นคุณประโยชน์อันมีคุณค่าเข้าขั้น“วิเศษ”ต้องส�าเร็จผลถึงจิตใจได้สละกิเลสจางคลายหรือหมด(ดับ)ไปจริง ที่เรียกกันว่า คุณวิเศษ(อุตตริมนุสสธรรม)ปานนั้นทีเดียว ซึ่งคุณวิเศษนั้นมิใช่คุณธรรมแค่สามัญธรรมดา แต่เป็นคุณธรรมที่สามารถช�าระกิเลสได้ส�าเร็จจริง แล้วตกผลึกผนึกเป็นแก่นที่เจริญ“ปริสุทธา-ปริโยทาตา-มุทุ-กัมมัญญา-ปภัสรา”วิเศษยิ่งๆขึ้น ต้องมีคุณประโยชน์ถึงขั้นนี้เป็นตัวชี้บ่งคุณค่าแห่งคุณประโยชน์ และต้องเป็นชนิดที่สัมผัสแตะถูก“ตัวตน”(อัตตา)จริงๆแท้ๆของกิเลสในสันดานนั้นๆด้วย แล้วช�าระกิเลสจากสันดานนั้นได้ จึงจะนับว่าเข้าขั้นชื่อว่า“บุญ”ตามที่เราหมายถึงนี้ นี่คือ “บุญ” ที่เราก�าลังจะ“เปิดสัจจะความเป็นบุญ”ในยุคนี้ 8รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑) ผู้ได้“บุญ” หมายถึงต้องมีผลแห่ง“คุณวิเศษ”กันถึงขั้นนี้ และค�าว่า“ได้บุญ”นั้น ก็คือ“เสียกิเลส”ออกไป ไม่ใช่ได้อะไรเข้ามาใส่จิตตนด้วยซ�้า ในความเป็น“บุญนิยม”นี้ เรามีเนื้อหากันตามที่ว่านี้ทีเดียว ที่จริง“บุญนิยม”นี้ เป็นระบบที่เก่ามาก มีตั้งแต่พระพุทธเจ้าอุบัติตรัสรู้ขึ้นในโลก กว่า ๒,๖๐๐ ปีมาแล้ว ก็ต้อง“เก่าสมัย”แน่ แต่เป็นระบบเก่าที่ไม่เคยเก่าเลย แม้จะเป็นระบบเก่ามานานสมัย ก็ยังล�้าหน้าสมัยใหม่ที่ใหม่ที่สุดเอาด้วย จึง“ใหม่เสมอ” เพราะเป็นระบบที่มีคุณค่า แม้แต่คนสมัยนี้ในจิตลึกๆก็ถวิลหา พยายามแสวงหาค้นหาระบบที่จะท�าให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ปลอดภัย ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่แก่งแย่งใคร มีแต่ความเป็นอยู่ที่มีน�้าใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูลเสียสละแก่กันและกัน ไม่รุนแรงโหดร้ายต่อกัน จะมีน้อยมีมากก็แบ่งกันอยู่กันกินจริง “บุญนิยม”เป็นระบบสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข ชนิดที่คนไม่วิปริตไปด้วยกิเลสจัดจ้าน หรือมีกิเลสวิตถาร จะต่างถวิลหาความลึกล�้าวิเศษล้นของสังคมแบบนี้ และผู้มีสุขชนิดนี้(วูปสมสุข,ปรมังสุขัง)นั้น คือคนที่ต่างก็มีชีวิต ท�าประโยชน์ให้แก่มวลชนเป็นอันมาก(พหุชนหิตายะ) เป็นผู้สร้าง“สุข” อันพิเศษ สร้างสวรรค์อันแสนสุขในเมืองคน ให้แก่มวลชนเป็น อันมาก(พหุชนสุขายะ) เพราะเป็นคนรับใช้โลก(โลกานุกัมปายะ) ยิ่งกว่าระบบที่คนยุคทุนนิยมมีกันอยู่ เป็นกันอยู่ ดังนั้น “บุญนิยม”จึงเป็นระบบที่ใหม่อยู่เสมอ หรือล�้าสมัย ไม่เลยล้าสมัย ไม่เคยเก่าเลยสักเสี้ยววินาทีแห่งสัจธรรม 9รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑) ถ้าใครศึกษาจากพุทธศาสตร์ได้อย่างสัมมาทิฏฐิ และปฏิบัติเป็นสัมมาปฏิบัติก็จะเข้าสู่ความเป็นคนระบบ“บุญนิยม”ได้จริง แต่ที่ในศาสนาพุทธทุกวันนี้ คนปฏิบัติแล้วเกิดผลเป็น“บุญ-นิยม”กันได้นั้นไม่ค่อยจะมีแล้ว ก็เพราะการศึกษาพุทธศาสตร์ในยุคนี้เพี้ยนผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิกันไปไกล จนแทบจะไม่เหลือเชื้อพุทธที่เป็นบุญนิยมอย่างสัมมาทิฏฐิกันแล้ว ปานนั้นทีเดียว จนกระทั่งแม้แต่พุทธศาสนาส่วนใหญ่ก็เข้าสู่ระบบทุนนิยม เต็มรูป แก่งแย่งลาภยศไม่อาย ไม่มี“หิริ”แม้แต่น้อย ไม่เดียงสาเลย ไม่รู้“บุญ” ไม่รู้“กุศล” ว่า อะไรเป็นโลกียะ อะไรเป็นโลกุตระ เช่น เอา“บุญ”มาเป็นสินค้าหน้าตาเฉย ค้า“บุญ”ในศาสนาตามแบบทุนนิยมเขา ไม่ผิดไปจากเดียรถีย์คนนอกศาสนาพุทธเลยสักนิด เพราะค�าว่า “บุญ” หรือ“ได้บุญ” ก็พากันเข้าใจผิด จนกล่าวได้ว่า พูดกันยังไง พยายามแก้ผิดให้ถูกปานไหน ก็ไม่รู้เรื่องแล้ว มิจฉาทิฏฐิกันจนเกือบจะหาสัมมาทิฏฐิในวงการศาสนาพุทธจะไม่ได้เลย เพราะยึด“บุญ”เป็นภพเป็นชาติ แม้ชาวพุทธบางผู้บางคนจะไม่ค้าลาภยศชื่อเสียงกามสุขัลลิกะเป็น“ทุนนิยม” แต่ก็ยังค้าอัตตาเป็น“ทุนนิยม” แสวง“บุญ”เพิ่ม“อัตตา”ใส่จิตตนเองกันอยู่ไม่ถด ถอย ไม่รู้สีรู้สา จึงก่อกิลมถะ(ความล�าบาก,ความเหน็ดเหนื่อย)ไม่มีหยุด เพราะเข้าใจค�าว่า“บุญ”ยังไม่สัมมาทิฏฐิ หรือยังมีมิจฉาทิฏฐิ(ความเห็นผิด)ในค�าว่า“บุญ”อยู่ มืดบอดคงเดิม นั่นคือ ยังเข้าใจผิดกันว่า “บุญ”นั้นเป็น“การได้” ได้ความร�่ารวยคือได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข นี่คือกามคุณ ๕ 10รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑) ส่วนการได้ตามใจอยากทุกสิ่งอย่าง บ�าเรอตนนั้นคืออัตตา ๓ ซึ่งผิดไปจากความหมายที่แท้จริงของค�าว่า “บุญ” คนละทิศคนละทางเลย “บุญ”นั้นตามสัจธรรมที่แท้จริงแล้ว หมายถึง การช�าระกาม-ช�าระอัตตาออกไป คือ ช�าระกิเลสในสันดานให้สะอาดหมดจด “บุญ”จึงเป็นการเอาออกไปจากตน ซึ่งมิใช่แค่สละ“วัตถุ” ออกไปเท่านั้น แต่“บุญ”คือ การช�าระกิเลสออกไปจากสันดาน มันเป็นเรื่องของ“จิต”โดยตรงแท้ๆ เป็นปรมัตถะชัดๆ จึงไม่ใช่ให้หรือสละแค่วัตถุออกไป แต่จิตใจกลับ“อยากเอา”กลับคืน กล่าวคือ กรรมหรือกิริยาของจิตยัง“เอามา-อยากได้คืนมาอยู่” ก็เลยตั้งจิตขอเอาคืนอยู่ ยังตั้งจิตอยากได้อยากเอาอยู่ ถ้าเป็นดังว่านั้น ก็ยังไม่ใช่“บุญ”เลย เพราะยังช�าระกิเลสภายในจิตใจที่ผนึกเป็นสันดานอันสืบต่อกันอยู่ในจิตใจ ไม่เป็นจริง “บุญ”ซึ่งมาจากบาลีว่า ปุญฺญ บาลีอธิบายว่า สันตานัง ปุนาติ วิโสเธติ อันแปลว่า ช�าระสันดานให้หมดจด (พจนานุกรมบาลี-ไทย-อังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุ ๒๕๓๑ หน้า ๒๔๑๖) ถ้ายังไม่มีผลส�าเร็จปานดังที่กล่าวมานี้ ก็ยังไม่มีคุณสมบัติ จนเป็นคุณภาพถึงขั้นปรมัตถ์ จึงเรียกว่า “บุญ”ไม่ได้ เพราะยังไม่ได้เกิดการ“ช�าระกิเลสขึ้นในจิตใจ” ก็“มิจฉาทิฏฐิ”กันตั้งแต่ข้อที่ ๑ ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง “สัมมาทิฏฐิ ๑๐”ไว้ให้ศึกษาปฏิบัติ(พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๔-๒๕๕) “ทานแล้วไม่มีผล-ไม่มีอานิสงส์”ตามทิฏฐิเดิม เพราะจิตใจยังมีอาการของ“การเอา-การได้”อยู่ จิตใจยัง ไม่เป็นอาการ“ให้”หรือ“ทาน”ที่สัมมาทิฏฐิถูกต้อง 11รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑) จึงยังไม่มีแม้แค่กิริยาอาการของจิตใจที่เรียกว่า ผลิ คือ ผลิส่วนแรกของบุญ เมื่อภาวะจิตใจยังไม่งอกหรือยังไม่“ผลิ”อาการบุญ จิตใจก็ ไม่มีหวังจะได้“ผลิตผล”ที่เป็นบุญ เพราะจิตยังไม่ถึงผลิต ก็เป็นผลไม่ได้ และถ้าผลิตผลยังไม่มีองค์ประชุม(กาย) จนกระทั่งเห็นสภาพแห่งองค์ประชุม(กาย)ที่ประกอบวิเศษแล้ว(วิปปยุตต)ของรูปและนามเพียงพอให้สัมผัสรู้ประสิทธิภาพแห่งความเป็น“บุญ”กันได้ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะแสดงตัว หรือยืนยันเปิดเผยยุคบุญนิยมกัน ในช่วงบ่มเพาะความเป็น“บุญนิยม”ให้มีผลผลิตกันอยู่ ชาว อโศกยังไม่เป็นตัวเป็นตน จึงยังไม่เปิดตัว จนกระทั่งพอมีความเป็น“บุญนิยม”อันมีพฤติภาพที่พอสัมผัสแล้วรู้ได้ พอจะเผย จะเปิดเพื่อให้คนได้รู้ ได้เห็น พอจะมองออก สัมผัสแล้วพอรู้ได้แน่ จึงได้เปิดเผยตัว เมื่อกลุ่มสังคมชาวอโศกประมาณตนว่ามีสภาวธรรมความ เป็น“บุญนิยม”ของเขาพอเพียง เขาจึงเปิดตัว ซึ่งแน่นอนว่าย่อม มาพร้อม“บุญนิยม” ออกมาสู่สังคมภายนอกตามเหมาะตามควร ประชาชนในโลกจึงได้สัมผัส ได้รู้จัก ได้เห็น“คุณ”แห่งความเป็น“บุญนิยม” ปรากฏขึ้นในโลก สังคมโลกจึงได้รู้จัก ได้เห็นคุณธรรมที่แปลกใหม่เกิดขึ้นในยุคนี้ อันมีทั้งลักษณะ-ทั้งสมบัติของความ“เป็นบุญเป็นคุณ”ใน“บุญนิยม” ผู้เขียนก็ได้สัมผัสร่วมรู้ร่วมเห็นภาวะที่เป็น“บุญนิยม”ตามที่พอรู้ได้แล้ว ประชาชนท่านใดที่ได้สัมผัสก็คงจะได้รู้ได้เห็นเช่นเดียว 12รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑)กับผู้เขียนได้รู้ได้เห็น คุณลักษณะ-คุณสมบัติของบุญนิยม เป็นไฉน ต่างก็รู้กันไปจริง ตามภูมิแต่ละคน ซึ่งก็ใช่ว่าจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันได้ง่ายๆ ผู้เขียนก็พอรู้ตามภูมิของผู้เขียน ก็จะขอน�าเอาความเป็น “บุญนิยม” เท่าที่ผู้เขียนจะสามารถรู้ สามารถเข้าใจ น�ามาถ่ายทอดได้ ด้วยนิรุตติปฏิภาณ ขยายผลต่อ เพราะมันน่าเผยแพร่ให้ได้รู้กันมากๆอย่างยิ่งจริงๆ คอลัมน์“เปิดยุคบุญนิยม”จึงปรากฏขึ้น ณ ที่นี้ ด้วยประการฉะนี้ ซึ่งก็จะได้สาธยายกันด้วย“พยัญชนะ”สู่กันฟัง ขอบอกก่อนว่าผู้เขียนมี“สภาวะ”เป็นหลัก-พยัญชนะอ่อนด้อย เอาละ ทีนี้เราก็มาสาธยายกัน ตามทฤษฎีที่เราได้มาจากพระพุทธเจ้าและที่ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า “อย่างนี้ๆคือทฤษฎีที่ถูกต้อง”(สัมมาทิฏฐิ)ตามภูมิของผู้เขียน ขอถามก่อนว่า ยุคปัจจุบันนี้ที่สังคมทั่วไปเกือบทั้งโลก เป็นกันมีกันอยู่จริงๆอย่างเป็นสามัญนั้น มันคือยุคอะไร? ยุค“ทุนนิยม” ใช่มั้ย? ที่เป็นอยู่กันในยุคนี้จริงๆ คนทั้งหลายในโลกก็คงจะยอมรับว่า ใช่ แล้ว“บุญนิยม”ล่ะ..มันแตกต่างกันไหม? แน่ยิ่งกว่าแน่ ว่า แตกต่างกัน ก็นี่แหละที่เราจะได้ใช้คอลัมน์นี้แจกแจงความแตกต่าง ให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง “บุญนิยม” นี้ เป็นภาษาไทยที่บัญญัติขึ้นใหม่ ซึ่งเจตนาก�าหนดหมายให้เป็นภาษาไทยที่ใกล้เคียงกับค�าว่า “ทุนนิยม” 13รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑) เพื่อจะได้ใช้เปรียบ ใช้เทียบกันระหว่าง“ทุนนิยมกับบุญนิยม” ให้ได้เห็น ได้ศึกษาว่า ๒ แบบนี้ แบบไหนที่เราน่าจะทุ่มชีวิตให้ ภาษานั้นใกล้เคียงกัน จนถ้าฟังไม่ดีระวัง! จะเผลอเผินเป็นค�าเดียวกันได้ง่ายๆ แต่นัยส�าคัญของเนื้อแท้ ๒ ค�านี้นั้น กลับแตกต่างกันไป คนละทิศคนละทาง ถึงที่สุดตรงข้ามกัน ๑๘๐ องศาเลยทีเดียว ส�าหรับ“บุญนิยม”นั้นผู้ปฏิบัติต้องมี“ปัญญา” โดยเฉพาะ “ความยินดี”(ฉันทะ)เป็นสิ่ง แรกส�าคัญ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน“มูลสูตร ๑๐”ก็ดี(พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๕๘) ใน“แสงอรุณ ๗”ก็ดี(พตปฎ. เล่ม ๑๙ สุริยเปยยาลสูตร ข้อ ๕๘) เป็นต้น ซึ่งถ้าไม่มี“ความยินดี”ในจิต น�าหน้าขบวนการปฏิบัติธรรม อิทธิบาท ๔“พลังแท้มนุษย์”ก็เกิดบริบูรณ์ทั้ง ๔ ได้ยาก การปฏิบัติที่จะเกิดผลหรือ“ได้บุญ”สูงถึงที่สุดก็เป็นไปไม่ได้ “บุญ”ที่ได้ถึงขั้นสูงสุด ก็คือ ในใจได้ช�าระกิเลสหมด ในใจ ไม่มีกิเลสเกลี้ยง จึงเป็นผู้สิ้นบาป ไม่มีบาปที่จะต้องช�าระอีกแล้ว ซึ่งบาปก็คือ กิเลสนั่นเอง เมื่อกิเลสหมดเกลี้ยงจากจิตใจ ก็ไม่ต้องช�าระกิเลสกันอีก จึงไม่ต้องท�าบุญกันอีก นั่นคือ ไม่ต้อง“มีบุญ” ไม่ต้อง “ได้บุญ”ใดอีกแล้ว ไม่ต้องช�าระบาป นั่นแล ชื่อว่า ผู้หมดบาปหมดบุญ(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) เพราะปฏิบัติส�าเร็จถึงขั้นเป็นจริงเต็มที่และสัมบูรณ์แล้ว ผู้หมดบาปหมดบุญนี้ แต่ยังมีขันธ์ ๕ หรือยังมีชีวิตอยู่คนนี้ แหละคือผู้“ไม่ท�าบาปทั้งปวง”(สัพพปาปัสสะ อกรณัง) เป็นผู้“ท�าแต่ดี” 14รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑)(กุสลัสสูปสัมปทา) เพราะได้“ท�าใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์”(สจิตตปริโยทปนัง)เสร็จสิ้นแล้ว “บุญนิยม” จึงได้แก่ ระบบ“บุญ”ที่เจริญเข้าขั้นปรมัตถสัจจะ(ความจริงตามนัยที่สูงพิเศษขั้นอาริยะหรือโลกุตระ) ซึ่งการ“ได้บุญ” ดังกล่าวนี้เป็น“บุญ”แบบโลกุตระ ซึ่งต่างจาก“บุญ”ที่เคยรู้ๆกันมาก่อนแน่ๆ (จบฉบับที่ ๒๘๖) ฉบับที่ ๒๘๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ เป็นไง...? เปิดฉาก“บุญนิยม” หรือระบบ“บุญ”ที่เจริญเข้าขั้นปรมัตถสัจจะ(ความจริงตามนัยที่สูงพิเศษขั้นอาริยะหรือโลกุตระ) ซึ่งการ“ได้บุญ” ดังกล่าวนี้เป็น“บุญ”แบบโลกุตระ ซึ่งต่างจาก“บุญ”ที่เคยรู้ๆกันมาก่อนแน่ๆ ที่ผู้เขียนได้สาธยายสู่ฟังไปในฉบับที่แล้ว ก็เพิ่งเริ่มแค่หน่อยหนึ่งเท่านั้น ผู้อ่านที่เพิ่งจะแรกรู้ค�าว่า “บุญนิยม”และได้รับรู้นิยามของค�า ว่า “บุญ” ในนัยะที่แปลกไปจากที่เคยได้รู้ ได้ยึดถือมาเก่าก่อน เมื่อมาได้รับรู้ค�าจ�ากัดความ หรือค�าอธิบายความหมายที่ใหม่แปลกไปจากที่เคยเข้าใจมาแต่เดิม แปลกไปจากที่ได้เชื่อถืออย่างนั้นมาแต่เดิม แน่นอนว่า ต้องสะดุดใจ เพราะมันจะแปลกเกินคาด ซึ่งยึดถือกันว่า “บุญ” ก็ต้องหมายความอย่างที่เชื่ออยู่ทั่วไป แทบจะกล่าวได้ว่า ทั้งวงการพุทธ “บุญ”มีความหมายอย่างที่ยึดถือ 15รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑)เชื่อกันว่าหมายความอย่างนั้น นั่นแหละ เมื่อมาได้ยินได้ฟัง การยืนยันบ่งชี้ว่า“บุญ”มีความหมายแท้ๆอย่างนี้ ที่ใหม่หู แปลกกับที่เคยยึดถือ เข้าใจมาแต่ไหนแต่ไร ก็คง จะงงบ้าง หรือจะพอเข้าใจเพิ่มขึ้นบ้างหรืออาจจะไม่เข้าใจเอาเลย หรืออาจจะมีผู้หัวเราะฟันร่วงหลุดออกมา ๒ ซี่เลยก็ได้ ว่า โอ้โฮ..ช่างฝันเพ้อไปได้ จะเห็นไปว่า เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้บ้าง เป็นเรื่องเลอะเทอะสุดๆบ้าง สร้างวิมานฝันหวานจินตนาการไปไม่เข้าท่าบ้าง ก็แล้วแต่ ค�าว่า “บุญนิยม”นี้ผู้บัญญัติค�า คิดตั้งค�าความนี้ขึ้นมาก็เพราะได้มี“พฤติลักษณะ”ที่เป็นจริงเกิดขึ้นแล้วจริง เป็นไปได้จริงแล้ว คนท�าได้ เกิดจริงได้ มีความจริงยืนยันกันขึ้นมาปรากฏได้แล้ว ความจริงที่ว่านั้นก็คือ ท�า“บุญ”ถูกต้องตรงแท้กับความหมายของค�าว่า“บุญ” อันเป็น“โลกุตระ” เป็นคุณธรรมขั้นที่เรียกได้ว่า “คุณวิเศษ”(อุตริมนุสธรรม)หรือ“คุณความดีขั้นเหนือกว่ากุศลสามัญโลกียะ”(อุตริมนุสธรรม) ชัดๆก็คือ “คุณความดีที่ถึงขั้นสามารถช�าระกิเลสออกได้” เดินทางสู่นิพพานแน่ จึงจะนับว่า เข้าขั้นเกิด“คุณวิเศษ” ที่ภาษาศัพท์ ก็คือ อุตริมนุสธรรม ซึ่งเขียนตามบาลีคือ อุตตริมนุสส ธัมม ท่านผู้รู้ท่านตัดอักษรซ�้ากัน คือ ต. กับ ส. ออกไป คนผู้เข้าใจพยัญชนะค�าว่า“บุญ”ผิดเพี้ยนไป โดยเข้าใจว่า“บุญ”เป็นอย่างเดียวกันกับค�าว่า“กุศล” สภาวธรรมก็ผิดไปแน่ ซึ่งค�าว่า“บุญ”นั้น ไม่ใช่“สภาวะ”ที่เป็น“กุศล”ดังที่เข้าใจผิดกันเด็ดขาด เพราะ“บุญ”ไม่สะสมเป็น“สมบัติ”เลย “บุญ”ไม่สร้าง-ไม่เสริม-ไม่ก่อ-ไม่ต่อ-ไม่ติด 16รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑) มีแต่“ตัด-ก�าจัด-ท�าลาย-สลาย-ท�าให้หมด-ท�าให้สูญ” เพราะ“บุญ”เป็น“สภาวะ”ที่มี“คุณวิเศษ”ท�าหน้าที่ประหารหรือก�าจัด-ท�าลายแท้ๆคือ “ประหารกิเลส”ให้“วิบัติ” กิเลสหรือบาป“วิบัติ”หมดสิ้นเกลี้ยงแล้ว “บุญ”ก็หายไป เลย ไม่มี“บุญ”เกิดในจิตคนผู้นั้นอีก “บุญ”เกิดได้ในกาละ“ปัจจุบัน”เท่านั้น “บุญ”เกิดใน“ทิฏฐกาล” เป็น“ปัจจุบันชาติ” “บุญ”เกิดนอกปัจจุบันไม่ได้ ไม่มี“บุญ”นอกปัจจุบัน นอกปัจจุบัน“บุญ”ไม่มี “บุญ”ไม่เกิดนอกกาละปัจจุบัน “บุญ”เป็นพลังงานท�าหน้าที่เดียวคือ “ประหารหรือก�าจัดบาป” หรือก�าจัดกิเลสเท่านั้น ใน“ปัจจุบันนั้นๆ”เท่านั้นด้วย กิเลสหมดเกลี้ยง “บุญ”ก็สิ้นสุดหายไปเลย ไม่มีในผู้นั้นอีก “บุญ”ไม่มีสะสมอยู่ในที่ใดๆเป็นอันขาด แม้“อรหันต์”จะจ�าได้ ว่า เราท�า“บุญ”ส�าเร็จลงเมื่อนั้นเมื่อนี้ แต่“บุญ”ย่อมไม่ใช่“ความมี”เป็น“ของตัว”เลย อย่าส�าคัญผิด “บุญ”คือ การท�า“ความไม่มี”ต่างหาก ก�าหนดให้ชัดๆ คมๆ “วิบาก”หรือ“ผล”ของ“บุญ”คือ “ความสูญสนิท” ไม่มีอะไร และ“บุญ”คือ “ความเป็นอย่างเดียว”เท่านั้น บาลีว่า เอก�ส, เอกังเสนะ ไม่มีโค้ง ไม่มีงอ ไม่มีเอนเอียง มีแต่ความตรง ตรงอย่างเดียวแม้แต่ .๐๐๐๐๐๑ องศาก็ไม่มี เมื่อเสร็จหน้าที่แล้วก็หายไปเลย จุดนี้แหละที่เป็น“ความวิเศษส�าคัญยิ่งใหญ่”ที่เข้าใจยากที่สุด ศาสนาพุทธจบที่สุดคือ“ความไม่มี” ไม่เหลืออะไรอีกเลย ศาสนาพุทธ ดับ“เทฺว”คือ “ดับ ๒ เป็น ๐”ได้เด็ดขาด 17รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑) นั่นก็คือ “ดับบุญ-ดับบาป” หรือ“ดับสุข-ดับทุกข์”แท้ๆ ซึ่งความส�าคัญยอดยิ่งใหญ่ก็อยู่ที่ค�าว่า “บุญ”และค�าว่า“บาป” นี่เอง ที่จะต้องท�าความเข้าใจชัดเจนถ่องแท้ เป็นสัมมาทิฏฐิให้ได้ ไม่เช่นนั้นละก็ ความเจริญเข้าขั้น“คุณวิเศษ”ถึงนิพพาน หรือถึงอรหันต์ เป็นที่สุดนั้น มิอาจสามารถเกิดได้ แน่ยิ่งกว่าแน่ จึงต้องตีความค�าว่า“บุญ”ให้แตกˇ ท�าความเข้าใจกันอย่างส�าคัญกันจริงๆ กับค�าว่า “บุญ”นี้แหละ ให้รู้รอบลึกสุดถ่องแท้ ทั้ง เปลือก ทั้งเนื้อ ทะลุไปถึงแก่นแท้ กันดูให้รอบถ้วนแทงทะลุเถิด และจะมีค�าว่า “กุศล” เข้ามาวิจัยวิจารณ์เทียบเคียงให้เห็นอย่างส�าคัญ เพื่อจะได้กระจ่างทะลุถึงเนื้อแท้ของค�าว่า “บุญ”ได้ ชัดลึกแม่นตรงครบถ้วนกันถึงที่สุด พจนานุกรมฉบับปรับปรุงใหม่ ของพระอุดรคณาธิการ(ชวินทร์ สระค�า) กับ รศ.ดร.จ�าลอง สารพัดนึก ท่านให้ค�าแปลไว้ว่า ปุญฺญ แปลว่า บุญ, ความผ่องแผ้วแห่งดวงจิต, ความสะอาด, ความสุข, ความดี ค�าแปลค�าแรกที่ว่า บุญ นั้น นั่นแหละคือค�าแปล จากภาษาบาลีที่ว่า ปุญฺญ ก็กลายมาเป็นภาษาไทย คือ บุญ ปุญฺญ หรือ บุญ ก็ค�าเดียวกันนั่นเอง ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลความค�าว่า บุญ ไว้ว่า บุญ คือ การกระท�าดีตามหลักค�าสอนในศาสนา ; ความดี, คุณงามความดี. ว. ดี เช่น คนใจบุญ, มีคุณงามความดี เช่น คนมีบุญ [บุญ มาจากบาลีคือ ปุญฺญ สันสกฤตคือ ปุณฺย] ซึ่งเห็นชัดว่า ความหมายทั้งหลายที่คนไทยในประเทศกระทั่ง 18รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑)เพราะนิยาม“บุญ”เป็น“กุศล”ไปหมดค�าว่า“บุญ”จึงหมดความหมายของตัวเองไปสิ้น “บุญ”ถูกผู้อวิชชาท�าลายเสียหายฉะนี้“บุญ”เลยกลายเป็น“กุศล”ไปอย่างสนิทสนม “บุญ”เป็นเครื่องท�าลาย เกิด“วิบัติ” บุญไม่ใช่เครื่องอาศัย “กุศล”เป็น“สมบัติ”เป็นเครื่องอาศัย แม้แต่พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ก็ต้องอาศัย“กุศล”ขณะยังมีชีพชนม์ “สังขารขันธ์”ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน 19รวมเปิดยุคบุญนิยม (เล่ม ๑)ปราชญ์ราชบัณฑิตได้เข้าใจและยึดถือกันแล้วนั้น ล้วนยึดเอาได้แค่ความหมายผิวๆกว้างๆของค�าว่า บุญ สรุปที่ยึดเอาได้ก็หมายเอา “ความดี” เป็นหลัก เช่น คนใจบุญ ก็คือคนใจดี หรือคนใจมีความดี นั่นเอง และคนมีบุญ ก็คือ คนมีดี หรือ คนมีความดี กว้างๆกลางๆ อยู่เท่านี้ เท่านั้น “ความดี”นัยนี้ มันมีความหมายตรงกับค�าว่า“กุศล”ในภาษาสันสกฤตหรือ“กุสล”ในบาลีเป็นไวพจน์ ซึ่งยังเป็นความดีกว้างๆ กลางๆ ทั่วๆไปเป็นโลกียธรรมปกติธรรมดาสามัญ ไม่แปลกต่างใดๆ จนแทบจะกล่าวได้ว่า มีแต่“ความดี”อันคือ“กุศล”นี้เท่านั้น ที่เป็น“สมบัติ” เป็นเครื่องอาศัยในชีวิตมนุษย์ ไม่มี“สูญ” ไม่มี“บุญ” เพราะนิยาม“บุญ”เป็น“กุศล”กันไปหมด ค�าว่า“บุญ”จึงหมดความหมายของตัวเองไปสิ้น “บุญ”ถูกผู้อวิชชาท�าลายเสียหายฉะนี้ “บุญ”เลยกลายเป็น“กุศล”ไปอย่างสนิทสนม “บุญ”เป็นเครื่องท�าลาย เกิด“วิบัติ” บุญไม่ใช่เครื่องอาศัย “กุศล”เป็น“สมบัติ”เป็นเครื่องอาศัย แม้แต่พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทุกพระองค์ก็ต้องอาศัย“กุศล”ในขณะยังมีชีพชนม์ “สังขารขันธ์” ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน และพระพุทธเจ้าตรัสด้วยซ�้าว่า ท่าน“ไม่สันโดษในกุศล” “ไม่สันโดษในกุศล

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน