สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน จะเข้าถึงโลกุตระได้อย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน จะเข้าถึงโลกุตระได้อย่างไร _เราโน่...ในมหาวิทยาลัยมี รัฐศาสตร์โลกุตระ ไหม พ่อครูว่า...มี แต่ไม่มีโลกุตระ ความหมายทางโลกียะอย่างไรโลกุตระอย่างไร คุณ เราโน่ เป็นคนฟินแลนด์ถามมา อาตมาว่าไม่ง่ายหรอก ทางตะวันตกที่จะมาเข้าใจโลกุตระได้ง่ายๆ เริ่มมาศึกษาก็ดีแล้ว ในมหาวิทยาลัยของโลกไม่มี มีในชาวอโศกที่เป็นวิทยาลัย ไม่มีมหาวิทยาลัย แม้ว่า ทางโลกยังไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร เราไม่เอาสากลเราไม่เอาข้างนอกเป็นเริ่มต้น เราเอาภายในเราเป็นตัวเริ่มต้น แล้วสากลจะมารับรองทีหลังก็แล้วแต่ อย่างไรเราก็ได้แล้ว แต่สากลรับรองอย่างไรก็ไม่ได้ มันเท่ากับเน่าใน มันเท่ากับการหลอก ปลอมเปลือก เราเข้าใจอย่างนี้นะ เจาะลึกว่าโลกียะเป็นอย่างไร โลกุตระเป็นอย่างไร อาตมาก็พยายามวิจัยให้เห็นว่า จุดแยกจากโลกียะมาเป็นโลกุตระจุดแยกอยู่ตรงไหน จุดแยกคือ คุณต้องอ่านใจในใจของคุณเป็น คุณต้องดูอาการใจในใจของคุณให้ได้อย่างเป็นจริง คุณมีสัญญาธาตุกำหนดรู้ ทุกคนมีสัญญา สัตว์เดรัจฉานก็มีสัญญากำหนดรู้ แต่มันกำหนดรู้โดยอัตโนมัติโดยสัญชาติญาณธรรมชาติ ยังไม่มีสติสัมปชัญญะ ปัญญา ที่กำหนดรู้แล้วควบคุมแยกแยะความรู้ เลือกเอาความรู้ที่ควรต้องทำ ควรต้องปฏิบัติแล้วมีอำนาจ เหนือที่จะเอาอะไรได้ ไม่เอาอะไรก็ได้ อย่างจริงจังเด็ดขาด Absolute นี่คือคุณธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เรียกว่าจิตสูงสุด เจโตวัสสิปัตโต แล้วก็สามารถที่ควบคุมจัดการกับจิตตัวเองให้เป็นไปตามต้องการ อย่างซื่อสัตย์ อยากมีภูมิปัญญารู้ว่าอะไรสมควรอะไรไม่สมควรได้ดี เราก็ทำแต่ดีทำแต่สิ่งที่ควร สิ่งที่ไม่ดีไม่ทำ เป็นความซื่อสัตย์จริงใจทำอย่างนั้นให้แก่โลก โลกียะยังไม่สามารถอ่านจิตพวกนี้ได้แยกไม่ออก เทวะจึงแปลว่าสอง มีตั้งแต่ดีชั่ว ควรไม่คว
อ่านต่อ
รจนกระทั่งละเอียดถึงรูปธรรมนามธรรม มีตัวรู้กับสิ่งที่ถูกรู้ จิตของเราไปรู้ ดูวัตถุรู้ได้ง่าย แต่รู้จิตของตัวเองอีก ให้จิตใจตัวรู้ รู้จิตของตัวเอง จิตตัวรู้เป็นประธานใหญ่ ไปรู้จิตที่จะถูกรู้ จิตของตัวเองเป็นได้ทั้งตัวถูกรู้และตัวรู้เอง และตัวรู้นี่แหละเป็นตัวประธาน หรือจะยอมให้ตัวถูกรู้เป็นประธานก็ได้ มันเป็นสภาพนั้นจริงเราไม่ยอมก็ต้องรู้ คนที่ยอมให้ถูกรู้ ยอมเป็นผู้แพ้ ยอมเป็นผู้รับใช้ ยอมให้เขาหลอก แม้แต่ ยอมให้เขาเข้าใจว่าเป็นผู้ผิด จริงๆแล้วเรารู้ดีว่าเราผิดหรือเราไม่ผิด เราเองเราไม่ได้ผิด เราจะบังคับให้เขารู้ว่าเราถูกไม่ได้ เขามีภูมิรู้เท่านั้น และเขารู้ว่าสิ่งที่ผิดถูกนั้นมันเป็นการรู้ที่ยังกลับไปกลับมาอยู่ เขายังไปยึดถือเอาสิ่งที่ผิดเป็นสิ่งที่ถูก เป็นอย่างนี้ เราก็รู้ว่าเขามีภูมิเท่านี้ ก็ต้องยอมเขา เขาจะเห็นสิ่งที่ผิดเป็นสิ่งที่ถูกอยู่ เราจะไปบังคับเขาได้อย่างไร ก็ได้แต่อธิบายยืนยันได้แต่แนะนำพยายามที่จะทำอย่างไรให้เขาเข้าใจถูกต้องจริงๆเท่าที่เราจะสามารถ เมื่อหมดความสามารถของเราแล้วก็ต้องจบก็วาง ดึงดันไปมากกว่านั้นไม่ได้ เราก็รู้ที่จบ พระพุทธเจ้าจบที่ความเห็นของเธอก็อย่างหนึ่งความเห็นของเราก็อย่างหนึ่ง โลกุตระคือจิตเจตสิกที่รู้ละเอียดถึงขั้นเวทนา 108 แล้วก็แยกโลกุตระแยกโลกียะ อันหนึ่งเป็นแบบโลกีย์ที่ไม่ออกไปจากความรู้ในแวดวงเก่า ซึ่งความรู้ทางโลกีย์นั้นยังเป็นความนิรันดร ไม่มีทางที่จะลดลงมาไม่มีตัวตนลดลงจาก 2 มาเป็น1 โลกียะตี 2 ไม่แตกแล้วอยู่กับ 2 นี้ตลอดกาลเป็นเทว หรืออ่าน ดะเว แปลว่า 2 ถ้าอ่าน ดะเว เป็นสอง ถ้าอ่านเทวะไปทางมีตัวตนเป็นเทพเทวดา มีตัวตน ทวิ ทะเว แปลว่า 2 แต่เขายึด 2 เป็น 1 ตีไม่แตกแยกไม่ออก เขายึดอย่างนั้นแล้ว อันนี้เป็นเรื่อง ความไม่รู้เป็นอวิชชาของโลก มีการปรุงแต่งเรียกว่าสังขาร พวกอวิชชาก็มีการสังขาร สังขารอย่างโลกียะ ถ้าแยกออกก็รู้รูปนาม อยากรู้รูปนามต้องมีผัสสะ แล้วจะเกิดรูปนาม จากอายตนะ ผัสสะแล้วเกิดอายตนะมีเวทนา เวทนาคือ ความรู้สึกอารมณ์ ก็เข้าไปเรียนรู้เวทนาที่แยกออกเป็น 108 ถ้าเข้าใจจุดสำคัญเวทนา 108 เข้าใจสภาวะครบ โดยเฉพาะแยกมโนปวิจาร 18 ที่แยกเป็นอย่างโลกีย์ทั่วไป เป็นโลกุตระที่มีความรู้ลึกซึ้งในโลกีย์แล้วแยกโลกีย์ออก ไม่เป็นไปอย่างโลกีย์ โลกีย์จะมีอยู่อย่างนิรันดร โลกุตระไม่อยู่นิรันดร โลกีย์ ยังมีสุขมีทุกข์ โลกุตระไม่แล้ว สุขทุกข์ก็หลอก แล้วก็เป็นสอง นอกจากจิตใจของคุณเองไปยึดถือเป็นทุกข์เป็นสุข ผู้ที่เข้าใจแล้วไม่ไปหลงใหลได้ปลื้ม สุขก็ไม่ดีใจทุกข์ก็ไม่ดีใจ หรือไปกดข่มเอาว่า สุขกับทุกข์ไม่มี แบบนี้ก็เป็นนิรันดรเหมือนกันจมไปนิรันดร เราต้องแยกทุกข์สุขเป็น เราสุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ แต่ทุกข์เราไม่เอา มันไม่ประกอบด้วยความดีงาม เราก็เอาสุข แต่ไม่ยึดในความสุข เราไม่ยึดถือทั้งสุขทั้งทุกข์ ก็หมดพลังงานหมดตัวตนเมื่อตายหรือจบ พลังงานที่ไม่ยึดก็สลาย ความเป็นตัวตนก็หายไปเลยทุกๆอย่างมันก็ไม่เหลือความยึดถือ ไม่มีสังขารไม่มีความเป็นตัวตนแล้ว
สรุปอีกที ที่เราโน่ถามมา โลกุตระเป็นอย่างไร เอาแต่ถามให้ตายก็ไม่สามารถรู้ได้ต้องมาปฏิบัติจึงจะรู้ได้ ต้องมีธาตุรู้ที่ชื่อว่าปัญญาเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ปัญญาต้องรู้ด้วยตนเอง คนอื่นรู้แทนไม่ได้อธิบายแทนกันไม่ได้ ตนเองต้องรู้เองต้องอาศัยการอธิบาย จนปฏิบัติแล้วฉันรู้แล้ว เธอไม่ต้องอธิบายหรอกฉันอธิบายได้ ถ้ายังถามอยู่อย่างนี้ไม่มีวันสำเร็จ จนกระทั่งต้องรู้จนไม่ต้องถามใคร มีแต่อธิบายให้คนอื่นฟัง อย่างนี้คือปัญญา เพราะว่าปัญญารู้จนไม่ต้องถามใครมีแต่จะอธิบายให้คนอื่นต่อ แล้วซักไม่จนด้วย ปัญญา ปัญญานี้ซักอย่างไรก็ไม่จนด้วย จะรู้มากกว่าเขาอธิบายให้เขาได้ ปัญญาจะต้องเหนืออยู่อย่างนั้น 611223_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สิริมหามายาเอาความแพ้ไปชนะผู้ชนะ