สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นสิ่งสูงมิใช่สิ่งต่ำ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข26 ธันวาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นสิ่งสูงมิใช่สิ่งต่ำ อีก 30 นาทีอาตมาจะเข้าสู่ธรรมะ ศีลเป็นหลักสำคัญเลย ความเป็นสัตว์ในโลกที่เป็นชีวะขั้นจิตนิยาม ตั้งแต่เกิดเป็นสัตว์เซลล์เดียวขึ้นมาจนถึงเป็นล้านเซลล์ จนเป็นสุดยอดปราชญ์ สุดยอด เป็นพระพุทธเจ้าได้ ก็จะต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ของศีลเหมือนกันหมด ขึ้นต้นด้วยศีล ศีลแล้วก็จะมาที่ กาย วาจา ใจ จิตต้องเป็นหลักกำหนดวัตถุ นี่คือศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ใช่วัตถุกำหนดจิต แต่ศาสนาพุทธจิตกำหนดวัตถุ เพราะวัตถุนั้นมันไม่มีความเจ็บปวด วัตถุไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะฉะนั้นเราจะทำอะไรก็ได้ อย่าว่าแต่วัตถุเลย แม้แต่พืชพันธุ์ธัญญาหารผลหมากรากไม้ ที่เป็นอาหารของคน ก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีบาปไม่มีบุญ จิตวิญญาณเท่านั้นที่มีบาปมีบุญมีสุขมีทุกข์ ขึ้นไป จิตวิญญาณแม้แต่เป็นเซลล์เดียว ชื่อว่าสัตว์เรียกว่าจิตนิยามแล้ว ถึงจะสะสมบาปบุญ สะสมความชอบความชัง สะสมความสุขความทุกข์ แต่แน่นอน สัตว์เซลล์เดียวสัตว์เดรัจฉานอเวไนยสัตว์ ที่ยังสอนไม่ได้ ข้ามเขตโลกียะออกมาเป็นโลกุตระไม่ได้ก็คืออเวไนยสัตว์ เวไนยสัตว์ต้องมีธาตุจิตที่เป็นโลกุตระ สามารถเข้าใจรับรู้มีความรู้ชนิดอื่นชนิดใหม่ ชนิดที่ไม่ใช่วนอยู่ในกรอบของโลกียะเท่านั้น โลกียะ=เอา แต่ที่ให้ต้องจำนนถึงให้หากไม่จำนนไม่ให้ แต่โลกุตระให้ด้วยความสมัครใจไม่ใช่ถูกบังคับไม่ใช่ถูกหลอก และเห็นว่าการให้นี้ดีกว่าเอา ให้นี้ประเสริฐกว่าเอา จบที่การให้ ไม่จบที่การเอา เขาให้มาหนึ่งเราต้องให้เขาเป็นล้าน สมณะฟ้าไทว่า..เขาให้เรากินข้าว 1 มื้อเราให้เขาทั้งวัน พ่อครูว่า..เหมือนคุณสมัคร สุนทรเวชบอกว่า ให้กล้วยกิน 1 หวีทำงานให้ทั้งวัน

ใครจะชมพระพุทธเจ้านั้น ชมว่ามีศีลนั้นยังต่ำนัก คำว่าต่ำในภาษาไทยเทียบกับคำว่าสูง

อ่านต่อ

ก็เลยเป็นศักดินาขึ้นมา อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจว่ามันไม่ใช่เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นคนต่ำเลย พระพุทธเจ้าเป็นคนสูงตลอด แต่เป็นขั้นต้นขั้นแรกแล้วต่อไปเป็นขั้นกลางขั้นปลาย การบอกว่าสูงต่ำ ก็อธิบายระนาบเดียว มันก็เหมือนกับขั้นสูงนี้ ข่มขั้นต่ำ แต่ถ้าอธิบายระนาบ ขั้นต้น กลาง ปลาย ก็เข้าใจได้ดีว่าไม่มีอะไร ข่มกัน แต่เดินหน้าจากที่ต้นไปหาที่ปลายสูงสุด อย่างนี้ก็เข้าใจได้ว่า ศาสนาพุทธไม่ได้ข่มกัน แต่มันมากกว่ากัน ทุกอย่างก็หมุนวนอยู่ในโลก จะหมุนวนทิศตะวันออกตะวันตกทิศเหนือทิศใต้ ก็เหมือนกับยืดเส้นโค้งนี้ให้เป็นเส้นตรงอันเดียวกัน มันไม่มีต่างกันตรงไหน แต่คนเข้าใจว่า คนก็วนกันไปสูงต่ำต่ำสูง แต่คนที่ไม่คิดไม่ติดที่แปลว่า อานิสงส์ให้นี้ต่ำ มีความแตกต่างกัน 2 1. มีความแตกต่างกัน 2. สูงกับต่ำมีจริง และจิตใจผู้นี้ไม่ได้คิดไปยึดมั่นถือมั่นว่า สูงจะต้องเหนือกว่าต่ำ ข่มต่ำได้เหนือกว่าต่ำ กลับกัน ว่า สูงต่างหาก สละให้คนต่ำ จึงจะถือว่าถูก ถ้าคุณจริงคุณมีมากกว่าคุณสูงกว่าคุณเหนือกว่า ก็ต้องเอามาแถมให้คนอื่นเขา มันก็จะได้ดูเสมอกัน ถ้าคุณสูงแล้วมีแต่สูงขึ้นไปมันก็ไม่เอามาให้ต่ำก็จะเกิดช่องว่างเกิดความแตกต่าง ยิ่งจะเกิดความทับถม ถ้าจะอย่างนี้คนที่รู้ยิ่งแล้วก็ไม่ให้เกิดสภาพนี้ จึงเกิดความเสมอภาคกัน ศาสนาพุทธไม่ใช้คำว่าเสมอภาค อาตมาแยกของเทวนิยมเขามี 1. อิสระเสรีภาพ 2. เสมอภาพ 3. ภราดรภาพ แต่ของเรามี อิสรเสรีภาพ (Independent) มีอิสรภาพพ้นอำนาจกิเลส . ภราดรภาพ (Fraternity) มีภาวะแห่งรักกว้างออกไปดุจดั่งญาติ สันติภาพ (Peace) มีภาวะสงบแท้ ไม่มีตัวเหตุเบียดเบียน สมรรถภาพ (Efficiency) มีความสามารถสรรสร้างประโยชน์สุข บูรณภาพ (Integrity) ปรับปรุงพัฒนาให้เจริญ ให้เต็มบริบูรณ์ สูญภาพ สวยภาพหรือสุนทรียภาพ

ทางเทวนิยมทางตะวันตกไม่มีสันติภาพเขาจึงไม่สงบ ในศาสนาก็ดี ในธรรมะก็ดีหรือในการเมืองเรื่องของมนุษยชาติ อันเดียวกันต้องมีร่วมกัน คานธีก็พูดชัดว่า ถ้าการเมืองไม่เอาธรรมะไปสถาปนาไว้ในการเมือง การเมืองก็ชิบหาย การเมืองก็จะเสียหายเดือดร้อนวุ่นวาย เพราะฉะนั้นในการเมืองต้องเอาธรรมะไปสถาปนาไว้ในนั้น ต้องมีคู่การเมืองกับธรรมะแยกกันไม่ได้ การเมืองหากไม่มีธรรมะก็จะพังเละ แล้วธรรมะจริงๆต้องฉลาดไม่โง่ ต้องรู้ว่าธรรมะคือการเมืองธรรมะคือประชาชน ธรรมะคือทำเพื่อประชาชน ธรรมะพยัญชนะแปลว่าทรงอยู่ ถ้าคุณอยู่อย่างไม่มีประโยชน์เพื่อประชาชนเช่นพวกมหาวีระพวกศาสนาเชน มักน้อยสันโดษไม่เบียดเบียนใคร ผ้าก็ไม่นุ่งกินวันละมื้อ แล้วก็หนีไม่เกี่ยวกับใครอยู่ป่าเขาถ้ำ อยู่ในส่วนตัว ใครจะเป็นอย่างไรไม่เกี่ยว จนกว่าตัวเองจะตายไป นั่นคือศาสนาสุดโต่งเป็นตัวเองมีอัตตาเต็มบ้อง ไม่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นไม่รู้จักผู้อื่นเลยศาสนาพุทธไม่เอา ศาสนาพุทธเอา 2 กับ 1 1 คือเรา 2 คือสังคม แล้วมีประโยชน์ต่อกันรู้ว่าเราจะสูญได้อย่างไรด้วย ศาสนาเชน 0 ไม่เป็น เพราะเขาไม่รู้ 1 มันตายตัวอยู่ที่หนึ่งมัน 0 ไม่เป็น ไม่มีอะไรเปรียบเทียบ เพราะความ 0 นั้นมันจะต้องมี 2 0 จากความหยาบความชั่ว 0 จากกิเลส แล้ว 1 ไม่มีตัวคู่มันก็จะมีแต่ชาติชรตา เสื่อมหายไปหมด หรือเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น จากพีชะก็มาเป็นอุตุ จากอุตุก็มาเป็นอุกกาบาต แล้วแต่พลังงานไหนจะเหวี่ยงไปให้เป็นอย่างไร อุกกาบาตไม่เป็นตัวของตัวเอง จนกว่าจะเป็นตัวของตัวเอง แล้วก็มีพลังงานอยู่ในวงจรของพลวัตรของอะไรก็แล้วแต่ แล้ววงจรของ cyclic order ถ้าคุณมีพลังงานเป็นประโยชน์ในวงนี้ cyclic order คุณมีพลังงานที่จะเป็นประโยชน์ได้ก็ได้พัฒนาขึ้น มวลในนี้ที่มีธาตุรู้ก็จะรู้ว่าคนนี้เป็นคนมีคุณค่าประโยชน์ ก็จะยอมรับด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ ให้เป็นผู้นำให้เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ สูงสุดในโลกีย์ ยิ่งใหญ่ในโลกียะก็ได้ยิ่งใหญ่ แต่เขาไม่รู้จักว่าสูงกว่านั้นแม้จะยิ่งใหญ่ก็ไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา ถ้าคุณยึดถือเป็นความยิ่งใหญ่ของตัวเองคุณก็จะเล็ก เดี๋ยวคุณก็ใหญ่เดี๋ยวคุณก็เล็กเดี๋ยวคุณก็ใหญ่ มันก็มี 2 ตลอดกาล จนกว่าคุณไม่ยึดถือใน 2 แม้แต่เขายกให้เป็นหนึ่งก็รู้ว่า ศูนย์ดีกว่า ก็แยกธาตุตัวเองออกได้ ผู้ที่แยกธาตุตัวเองออกได้ เราเป็นธาตุ 1 และ 0 ได้ จริงๆ 0 ไม่เป็นธาตุ 0 คือหมดความเป็นสิ่งที่จะรวมตัวกันได้แล้ว ก็จะแยกธาตุ แยกออกไปเป็นดินน้ำไฟลม ดินน้ำไฟลมกว่าจะรวมตัวกันมา เป็นสิ่งที่มันเป็นชีวะเป็นพืช กว่าจะมาเป็นจิตนิยามกว่าจะมาเป็นเวไนยสัตว์ ก็อีกเป็นล้านๆๆๆๆ ปี แล้ว มันก็ไม่มีตัวตนจริงแล้ว อัตตามาเป็นดินน้ำไฟลมแล้ว มันจะนานกว่าจะรวมตัวเป็นชีวะอีกกี่ล้านๆๆๆชาติ จนความเป็นตัวกูนั้นมันสลายหายไป ความเป็นอัตตา อัตภาพ อาตมันมันไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ก็ใช้พยัญชนะอธิบายสัจธรรมให้ฟังกันได้แค่นี้ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นพระพุทธเจ้าถึงบอกว่าการศึกษามี 3 มีศีล สมาธิ ปัญญา มีผลคือวิมุต และวิมุตจริงก็ต้องรู้ว่ามีวิมุตติญาณทัสสนะตรวจสอบกัน ญาณทัศนะคือความรู้ รู้ในวิมุติที่จบจริง เป็นของแท้ที่จบจริงสิ้นสุดแล้วนะ จบแล้วนะ ตัวที่จะปฏิบัติให้เกิดวิมุตก็คือศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติไปทีละคู่เริ่มต้นตั้งแต่สัตว์ ที่จะเป็นวิบาก ส่วนของกับพืชนั้นไม่มีวิบาก ตัดวิบากก่อน ผู้ตัดวิบากไม่มีวิบากชั่วเกิดในตัวเราแล้ว ถ้าจะมีก็มีแต่วิบากดีเพื่อช่วยเหลือเราเกื้อกูลเรา คุณก็สะสมดีไป แต่ซ้อนเข้าไปในดี เราก็ไม่ยึดในดีเป็นเราเป็นของเรา แต่มันเป็นเรา ต้องมารับใช้เรา ต้องมาอยู่กับเราต้องเป็นเราอย่างแยกไม่ออก แต่จิตใจของเรารู้ว่าเราอย่าไปยึดเป็นเราเป็นของเรา ใช้ภาษาได้แค่นี้ ที่จริงเป็นเราเป็นของเราแต่เราไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา ภาษามันจบแล้วเท่านี้ แต่สัจจะมันคือความจริง คุณจะรู้ว่าสัจจะความจริงมันเป็นจริงมันคืออะไร คุณก็ต้องพิสูจน์ของตัวเองตั้งแต่หยาบ เช่น คุณเองได้อันนี้มา ฉันชอบเพชร ได้เพชรที่ชอบมา ลองไม่ต้องมีเพชร สู้เกลือก็ไม่ได้เกลือยังเอามาทำอาหารได้ แต่ว่าเพชรเอามาทำอาหารไม่ได้ทำอะไรก็ไม่ได้ เลยไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากเอาไปตัดกระจก ไปตัดอย่างอื่นได้แข็งแรง นอกนั้นมันก็มีความใสที่สะท้อนแสง เพชรสะท้อนแสงได้มากเหลี่ยมมุมมากกว่าแก้วอื่นๆ เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปคิดมาก เชื่อไหมละว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่มีความตรัสรู้จริง แล้วเราก็มีตำราของพระพุทธเจ้าอยู่ และยังมีผู้ที่เป็นสัตบุรุษเรียนตามคำสอนพระพุทธเจ้ามา และเอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาย้ำขยายความให้เราเข้าใจเพิ่มเติมขึ้น แล้วเราก็เอาความรู้ เราไม่ได้พบกับพระพุทธเจ้าแต่ได้พบกับสัตบุรุษ ความรู้นั้นสัตบุรุษก็ยืนยันว่าเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ได้รับการถ่ายทอดมา แล้วเราไปปฏิบัติจนมีผลจริง มีผลจริงเราก็รู้ได้ด้วยตัวเองเป็นปัจจัตตัง ตัดสินได้เองว่า ก็จริง คุณเองเป็นผู้ตัดสินพิพากษาสุดท้ายแล้ว เช่น ความไม่มีสุข อารมณ์ไม่มีสุขไม่มีทุกข์เป็นกลางๆ อาตมาเคยยกตัวอย่างง่ายๆตื้นๆ ว่า ผู้ชาย เห็นลิปสติกก็เฉยๆ แต่ผู้หญิงเขาชอบอย่างโน้นอย่างนี้ คุณอ่านความรู้สึกในจิตของคุณว่าเป็นอารมณ์เฉยต่อลิปสติกนี้ได้ไหม แต่ถ้าคุณยังบอกว่ามันน่าเอามาทา คุณก็ยังมีเพศอิตถีอยู่ เพศหญิงอยู่ ถ้าเขาสมมุติว่าลิปสติกต้องเอามาทาปากได้มันจะงามตามสมมุติ ก็เท่านั้นเอง แต่เดี๋ยวนี้ก็เยอะ ลิปสติกก็ไม่ใช่แค่สีแดง สีดำก็ทาก็ว่าสวย บ้า สีอะไรก็ทาสีขาวก็ทาสีเขียวสีม่วงเลอะไปหมด ก็แล้วแต่จะไปยึดถือกัน อาตมาพยายามยกตัวอย่างว่ามันไม่มีหรอก ความจริงมันมีแต่สมมุติ เช่น แฟชั่น ปีนี้สีเหลืองขึ้น สวยที่สุดเลย เมื่อมาถึงปีนี้เข้า สีเหลืองสวย แต่ก่อนนี้สีแดงปีที่แล้วสีแดงสวย เขาก็บอกว่าปีนี้สีแดงไม่สวยแล้วเอาสีเหลืองสวย นี่คือความไม่เที่ยงถูกครอบงำทางความคิด แล้วคุณก็บ้าตามเขา แล้วไปถามสีเหลือง เรื่องนี้มันเก่งกว่าแดงหรือแดงเก่งกว่าเหลืองวะ มันก็ไม่รู้เรื่อง เอ็งสวยกว่าไหม เหลืองยอมให้แดงสวยกว่าไหม แดงยอมหรือเปล่าหรือเหลืองยอมให้แดงสวยกว่า มันไม่รู้เรื่องหรอกแต่คนสมมุติเอาเองบ้าไปยึดถือเอาเองว่ามันสวย ปีนี้สวยปีนี้ไม่สวย ส้นสูงปีนี้ต้องแหลม บอกว่าสวยนะ มันก็แหลมมากขึ้น ต่อมาต้องส้นหนาส้นตึกจึงจะสวย ปีนี้ต้องยาวลากดินถึงสวย ปีนี้ต้องสั้น ยาวก็เชยตายชัก ก็ทำสั้นมาจนอุจาด โถ แล้วก็สั้นอุจาดนี้อยู่นานกว่ายาวลากดิน เพราะสั้นอุจาดนี้ผสมกาม หนึ่ง ลากดินมันยาวเปลืองของ แต่สั้นนี้ไม่เปลืองและแถมกามด้วย ก็จบ เห็นไหม

เพราะฉะนั้นชาวอโศกไม่ต้องลากดิน เอาพอดี ลากดินก็เปลืองของ ทำงานลำบากก็เอาพอดีๆ อย่าให้อุจาด ชาวอโศกไม่มีใครมาแต่งตัวอุจาด ก็แต่งตัวพอดีพอดีสบายทำงานได้คล่องตัว ไม่ลำบากลำบนไม่อุจาดไม่โป๊น่าเกลียดก็สบาย นี่เป็นสัจจะที่มันเป็นจริง สรุป อีกที เรื่องสัตว์นี้มันเป็นชีวะเพราะมันมีวิบากมีการแก้แค้นมีรักมีแค้น ปลดวิบากอันนี้เสียแล้วคุณก็จะมีคู่วิบากน้อยลง ไม่ต้องเสียเวลากับคู่วิบาก รักก็ต้องแก้แค้นกัน ชังก็ต้องแก้แค้นกัน แก้แค้นคือบำเรอความดูดกับบำเรอความผลักเท่านั้นเอง เราไม่ต้องไปใช้ calory กับเรื่องนั้นนิทานนั้นจบ Story เลิกไปเถอะ คุณก็ไปเป็นประโยชน์ต่อสิ่งอื่น สุดท้ายคนที่ไม่มีวิบากต่อสัตว์ทั้งหลายมากได้ วิบากของสัตว์อื่น ก็มีเวลาจะมาสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารแจกจ่ายกัน คนจะมาเป็นนักกสิกรรมนี่แหละปลอดภัยที่สุดแล้วก็มีคุณค่าที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุด อุตสาหกรรมก็มีประโยชน์ แต่ว่าอุตสาหกรรมนั้นยังไม่เป็นสิ่งยังชีพ เป็นเครื่องใช้เป็นอุปโภค แต่ว่ากสิกรรมเป็นเครื่องกิน เป็นการบริโภค เพราะฉะนั้นชีวิตนี้เครื่องใช้มีน้อย อย่างชาวเชน พระมหาวีระ มีแต่ของใช้ใส่อาหาร กับไม้ปัดสัตว์ไม่ให้เบียดเบียนสัตว์เล็กสัตว์น้อย แม้แต่มีดโกนก็ไม่ใช้เลยถอนเอา มันก็เกินไปมันน้อยไป มันทรมานไป แล้วมันไม่มีประโยชน์ ประโยชน์ต่อคนอื่น ไม่สมดุล พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เราเป็นผู้ที่มีความสามารถทาง โลกจินตา คนอื่นมีความสามารถมากกว่าเรามีเยอะ เราก็เก่งเท่านี้ แม้แต่เก่งทางการสาธยาย พระกัจจายนะสาธยายได้ดีกว่าพระตถาคต อาตมาก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรเลย อาตมาก็ไม่มีปัญหาอะไรคนที่จะขยายความได้ดีกว่าจะมาทุกวันนี้ก็มี คนที่ถนัดเก่งในทางนั้นทางนี้ เช่นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านประยุทธ์ ปยุตโตท่านเก่งในทางนี้ สมเด็จพระสังฆราชท่านประเสริฐทางนั้นก็ให้ท่าน อาตมาก็ถนัดอย่างอาตมา ท่านไม่กล้าเท่าอาตมาหรอก อาตมากล้าอะไร กล้าว่าคนอื่น ท่านไม่กล้าเท่าอาตมาหรอก อาตมากล้าว่าคนอื่นก็เป็นวิบากนะ อาตมาสู้กับวิบากนะ กรรมเป็นอันทำ แต่อาตมาทำไมต้องทำ เพราะทุกวันนี้มันแข็งมันด้านเยอะ ต้องทำอย่างแรงไม่อย่างนั้นไม่เข้า สำนวนของพระพุทธเจ้าคือ เสกยาทิพย์เข้าขุมขนได้ แต่ทุกวันนี้ เสกให้ตายก็ไม่เข้าขุมขน ก็มันหนามันด้านไม่มีขุมขน ต้องเจาะต้องไชจึงจะเอายาเข้าไปได้ เรื่องจริงที่เป็นสัจจะ อาตมาถึงว่าไม่ดีไม่อยากทำนะ อยากจะทำเบา แต่ในลักษณะ วิการรูป 5 ถึงมีลหุตา เบา อาตมารู้ว่า จะทำให้เกิดประโยชน์ได้ต้องทำเอาขนาดนี้ เบาแรงๆ หากเบาเกินมันไม่เข้าไม่มีประโยชน์ อาตมาถึงว่า เบาแรงๆ แต่แรงกว่านี้ไม่ไหว อาตมารับไม่ได้แล้ว หยาบกว่านี้อาตมาทำได้แต่ไม่ทำหรอก ขนาดนี้ได้ผล ไม่ตะกละได้เท่านี้ก็เอาเท่านี้ ในเรื่องของชีวะจะมีภาวะตอบโต้กันใช้หนี้เวรหนี้กรรมตลอดเวลาในเรื่องของสัตว์ จึงต้องลดวิบากให้ได้ อย่าไปสร้างวิบากที่เสียเวลาดูดหรือเสียเวลาผลักทำร้ายกัน ไม่เอา มีภาวะที่เราต้องอิสระต่อภาวะดูดหรือผลัก ไม่ต้องดูดต้องผลักมีอิสระเต็มตัวเป็นกลาง ไม่มีใครมาดึงมาดูดเอาไว้ ไม่มีใครมาตั้งหน้าตั้งตาต้องคอยป้องกันคอยระมัดระวังอีกไม่ต้อง ไม่ต้องระวังคนอื่นมาทำร้าย เสียเวลาคนอื่นดึงเอาไว้เพื่อประโยชน์ของเขาก็ไม่ต้อง เราจึงมีแรงมาก เราจึงมีพลังงานที่จะช่วยคนอื่นได้มาก ไม่ใช่เรื่องยากที่จะอธิบายเป็นเรื่องจริง เรื่องของสัตว์ไม่ต้องทำวิบากกับสัตว์ใดๆ เรื่องของวิบากนั้นไม่จบง่ายๆพระพุทธเจ้าก็ยังต้องมีพระนางพิมพาต้องมีพระราหุล อาตมาจึงตั้งจิตว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าที่ไม่ต้องแต่งงาน จะไม่มีคู่ เมื่อไม่มีคู่มันก็ไม่มีลูก อาตมาจึงตั้งจิตให้เป็นพระพุทธเจ้าที่ไม่ต้องมีคู่ไม่ต้องแต่งงาน แต่ชาตินี้ก็ยังมีตั้งสองสามคน 611221_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ นักการเมืองแท้ต้องจริงใจรับใช้ประชาชน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน