สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ฌาน บุญ และสมาธิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ฌาน บุญ และสมาธิ มาเข้าสู่ประเด็นที่จะอธิบาย เรื่องของสมาธิ เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เอาตั้งแต่บัญญัติก่อน คำว่าสมาธิหมายถึงอะไร สมาธิมันจะปนๆอยู่กับคำว่าฌาน ปฏิบัติฌานปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติอย่างไร ทั่วไปนั้นปฏิบัติการปฏิบัติสมาธิเขาจะพากันนั่งหลับตา ทั้งการทำฌานและสมาธิ วิธีที่จะปฏิบัติคือหลับตาและสะกดจิตเข้าไป สะกดจิตเข้าไปแล้วทำให้จิตนิ่ง แล้วบอกว่าทำฌานทำสมาธิ ดีไม่ดีบอกว่าทำสมาธิแล้วจะเกิดฌาน ที่จริงต้องทำฌาน แล้วฌานมีผลเป็นบุญ ก็ชำระกิเลสเสร็จ ฌานคือการปรุงแต่งพลังงานของจิตให้เกิดเป็นอุณหธาตุ เรียกว่าโดยบัญญัติว่าเป็นอุณหธาตุที่มีพลังงานสูง ที่จะเผา ฌาปนะ แปลว่าการเผา เราเรียกฌาปนกิจ กิจการเผา เผาอะไร? เป็นพลังงานที่เรียกชื่อด้วยศัพท์ว่าไฟ ไปเผาไฟราคะ เผาไฟโทสะ เผาไฟโมหะซึ่งเป็นพลังงานกิเลส พลังงานฌานจะไปเผา ใครปรุงแต่งพลังงานขึ้นมาได้ เป็นอภิสังขาร พลังงานนี้ก็เผากิเลสได้ เมื่อได้พลังงานขึ้นมาก็เป็น ฌาน เป็นอุณหธาตุ ก็เข้าไปทำหน้าที่ทำลายไฟราคะโทสะโมหะ ได้ผลขึ้นมาก็เกิดเป็นบุญ บุญคือการกำจัดกิเลส รายละเอียดของฌานกับบุญต่างกันอยู่นิดนึง เมื่อกิเลสลดลงจิตก็สะอาดขึ้น เมื่อจิตสะอาดขึ้นก็ตกผลึกเป็นจิตสะอาด เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่คือจิตที่ได้ถูกชำระกิเลสออก ก็จะเป็นจิตที่ปริสุทธา บริสุทธิ์ ปริโยทาตา คือทำต่อ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำต่อซ้ำที่มันได้ผลนี่แหละ ยิ่งทำความเจริญของมุทุธาตุ ธาตุจิตมุทุก็ยิ่งเร็วยิ่งไวทั้งธาตุตัวศรัทธาและปัญญา จะมีธรรมะ 2 Static และ Dynamic เป็นกายเป็นคู่ ธรรมะ 2 ก็จะยิ่งแววไวแคล่วคล่องดัดได้ปรับได้ เร็วไวๆ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นกัมมัญญา มีประสิทธิภาพสูงสุดก็ไปทำงาน กัมมัญญา กร
อ่านต่อ
รมการงานซึ่งจะมีอัญญาซึ่งเป็นธาตุรู้ของศาสนาพุทธ ธาตุปัญญา กัมมัญญา ก็ยิ่งเป็นการงานที่ดีที่เหมาะที่ควร ที่เจริญไปได้เรื่อยๆ ทำเสร็จแล้วจิตก็ยิ่งรวมเป็นผลสูงขึ้นเป็นอเนญชาภิสังขารสูงขึ้น เรียกว่าปภัสสรา ยิ่งเจริญผ่องแผ้วผุดผ่องงดงามสดใส เจริญสูงขึ้น ในความเป็นสมาธิของพุทธจึงไม่มีตรงไหนที่จะมานั่งแช่แข็งจิตเลย มีแต่จิตใช้อุณหธาตุตลอด แล้วเจริญขึ้น เป็นสภาวะจิตที่ตื่น เป็นพุทธะตลอดสาย ชาคริยาตลอดสาย พุทธตลอดสาย ไม่มีช่วงไหนที่บอกว่าไปนั่งหลับตา ไปทำให้ตกตะกอนนอนแช่แข็ง ไม่มี มีแต่ตกผลึกของตัวสะอาดบริสุทธ์ ตัวปริสุทธาตกผลึกขึ้นไปเป็นความตั้งมั่นเป็นสมาธิ สมาธิแปลว่าจิตตั้งมั่น อธิบายฌานจนถึงบุญถึงสมาธิ สามบัญญัติที่บอกสภาวธรรม อธิบายการสร้างพลังงานจิตให้เป็นฌาน ฌาณก็ไปทำหน้าที่เผาราคะ โทสะ โมหะ พอเผาได้ก็เป็นผลสำเร็จเป็นบุญ เผาเสร็จก็เป็นิจตสะอาดเป็นอุเบกขา ก็ตกผลึกเป็นอเนญชาภิสังขารขึ้นเรื่อยๆ ไปจนสุดเลยไม่มีที่จบ ยิ่งเจริญ จิตยิ่งเป็นสมาธิ
อาตมาทำงาน อาตมาประพฤติธรรมของพระพุทธเจ้า ยิ่งทำงานยิ่งมีอุเบกขา 5 เจริญขึ้นๆ อาตมาถึงบอกว่าอาตมามีสมาธิดี เพราะฉะนั้นสมาธิของอาตมาถึงแคล่วคล่องว่องไวด้วย นัจจะคีตะวาทิตะ พูดเร็ว ไว อย่างโน้นอย่างนี้ อายุตั้งเกือบ 85 แล้วก็ยังดีอยู่ คอยดูตอนอายุ 100 จะดีอย่างนี้ไหม ไม่ใช่ว่า ช้าลงๆๆ อาตมาคงไม่เป็นอย่างนั้น ติดตามไปอย่าเพิ่งรีบตาย อีกแค่ 15 ปี เศษๆ ก็จะถึง 100 ตอนนั้นก็ดูสิ โพธิรักษ์อายุถึงร้อยจะเป็นอย่างไร อาตมาตั้งเป้าไว้ 151 ปี เพื่อพิสูจน์ความจริงหลายๆอย่าง ที่อาตมาทำงานศาสนามา ศาสนาสอนให้ใช้ความรู้ที่ให้นี่เป็นความรู้ที่ทำให้ตัวเองเจริญ เมื่อตัวเองเจริญตามทิศทางศาสนาพระพุทธเจ้าพาเป็น แล้วก็จะมารวมกัน เมื่อหลายคนมารวมกันก็จะเกิดพฤติกรรมสังคม คนที่ทำกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมที่ดีมารวมกันก็เกิดพฤติกรรมสังคมที่ดี ก็จะชี้บ่งว่า นี่เกิดจากความรู้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าจึงเป็นสังคมแบบนี้ นี่คือสังคมพุทธ สังคมพระพุทธเจ้า ที่มีความรู้ของพระพุทธเจ้า เอามาปฏิบัติจนเกิดพฤติกรรมกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม เพื่อให้คนเรียนรู้ปฏิบัติคุณสมบัติที่ได้ พระพุทธเจ้าท่านสรุปคุณสมบัติที่เจริญก็มี 7 ตัว 1.สาราณียะ 2.ปิยกรณะ 3.คุรุกรณะ 4.สังคหะ 5.อวิวาทะ 6.สามัคคคียะ 7.เอกีภาวะ อโศกมีตัวอย่างลักษณะของประธานสิ่งทั้งปวงคือจิตของแต่ละคน มีลักษณะ สาราณียะ รำลึกถึงกัน ปิยกรณะรักกัน คุรุกรณะเคารพกัน สังคหะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อวิวาทะไม่ทะเลาะวิวาท สามัคคียะพร้อมเพรียงกัน ไม่มีตีกันหัวร้างข้างแตกตาย ก็อาจมีนิดๆหน่อยๆ ในฐานะที่ทำใจไม่ไหวแล้ว ก็แล้วแต่ แต่ก็ไม่เห็นเกิดเท่าไหร่ นานๆทีมีที ทำงานมาเกือบจะ 40 ปีก็ยังไม่มีเรื่องที่ต้องชำระความหนักมาในเชิงโทสะ อยู่กันอย่างพร้อมเพรียง เอกีภาวะ มีความเป็นปึกแผ่น ชาวอโศกเป็นปึกแผ่น แน่น เหมือนกับพระพุทธเจ้าตรัส กับวัสสการพราหมณ์ ว่า ตราบใดที่เขายังมีอปริหานิยธรรมจะไม่มีใครตีแตก อะไรจะมาล้มล้างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ได้อย่างนี้แล้ว พวกคุณจะเปลี่ยนแปลงไหม มีตัวอย่างสำนักต่างๆคุณจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบนั้นไหม ให้เป็นศาสนาโน้นศาสนานี้ อโศกจะไม่เปลี่ยนแปลง อวินิปาตธรรม ไม่แปรเปลี่ยนไปจากนี้ อสังหิรัง ใครก็ตีไม่แตก อสังกุปปัง ไม่กลับกำเริบอีก ไม่กลับกำเริบนี้ จะไม่กลับกำเริบ ตั้งแต่ฐานโสดาบัน ฐานโสดาบัน ก.) ส่วนที่สิ้นไปจากจิต . . 1. ขีณนิรยะ (สิ้นจากนรก, ปิดนรก ดับความเร่าร้อนได้) . 2. ขีณปิตติวิสยะ (สิ้นจากวิสัยความอยากอย่างเปรต) 3. ขีณติรัจฉานโยนิ (สิ้นจากความโง่ ที่ขวางเจริญ) 4. ขีณาปายทุคติวินิปาตะ (สิ้นจากอบาย ทุคติ วินิบาต) ข.) ส่วนที่เกิดทางจิต (โอปปาติกโยนิ) 5. โสตาปันนะ (เข้าสู่กระแสโลกใหม่คือโลกุตระ) . . 6. อวินิปาตธัมโม (ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา) 7. นิยตะ (เที่ยงแท้แน่นอนสู่มรรคผลที่สูงขึ้น) 8. สัมโพธิปรายนะ (มุ่งตรัสรู้ในภายหน้า) (พตปฎ. เล่ม 19 ข้อ 1475) เราจักเป็นผู้ไม่ถอยหลัง จักเป็นผู้มีพรหมจรรย์เป็นที่ไปในเบื้องหน้าฯ อนิวตฺติ ภวิสฺสามิ พฺรหฺมจริยปรายโนติ ฯ (ล.12 ข.478) นี่คือคุณสมบัติของจิตที่เจริญจริงๆอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส สู่แดนธรรมเขาจะช่วย insert ตัวอักษรได้อย่างดี บางทีรู้ล่วงหน้าเลยว่าอาตมาจะพูดอะไร
สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่มีการเกิดด้วยวิธีการหลับตา ฌานจะเกิดสมาธิ ฌานจะแคล่วคล่องว่องไวและมีอุณหธาตุ เป็นธาตุร้อนไม่ใช่ธาตุเย็น แต่เขาไปทำฌานแบบนั่งสมาธิมันทำให้เกิดความเย็น ไม่ใช่ยิ่งคล่องแคล่วยิ่งเป็นอุณหธาตุที่มีประสิทธิภาพในการทำลายสิ่งที่เป็นอกุศลสิ่งที่เป็นโทษ สิ่งที่เป็นกลิ กลิคือโทษ ภาาาที่ยืดก็คือ กาลี กายกลิ พจนานุกรม ก็แปลว่า สิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย กลิ คือสิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย ทีนี้ ความคิดของคน องค์รวมความคิด Concept ของคนไทย เมื่อบอกกาย Concept ของคำว่ากายก็หมายถึงเอา ร่างข้างนอกอย่างเดียว เขาก็เลยไปแปลว่า กายกลิ คือโทษทางกาย กายมันมีโทษ ก็ไปแปลกันง่ายๆ อย่างนั้น ความจริงกายกลิคือกิเลสในรูปนาม กายคือรูปนามคือธรรมะสอง ตัวกลิคือ ตัวที่เป็นโทษที่อยู่ในกายอยู่ในรูปนามนี้เรียกว่า กายกลิ นี่คือตัวที่เราจะเรียนรู้ เรียนรู้ตรงนี้แหละในองค์ประชุมกาย หัวใจของศาสนาพุทธคือ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เรียนรู้ เทวธัมมมให้เป็นเอกธัมมา เป็นจิตที่เป็นหนึ่งเป็นพิเศษเรียกว่า เอกัคคตา เป็นจิตที่พิเศษที่เป็นหนึ่งดำเนินไปได้ จิตที่ยังเป็นสองอยู่ ก็คือจิตที่ ยังไม่ได้ปฏิบัติ จิตยังไม่สำเร็จ คำว่าสองคือ เทวฺ ลัทธิที่ไม่มีความรู้ที่จะทำ 2 ให้เป็นหนึ่งจึงเรียกว่าเทวนิยม เขาก็แปล เทวะ นี้ว่า เทวดา ความเป็นเทวะ ถือว่าเป็นเทวดา เป็นจิตวิญญาณที่เป็นตัวตนชนิดหนึ่ง ตามเทวนิยม เขาว่า เทวะ เป็นตัวเป็นตนเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง สุดท้ายตัวตนนี้ คือจิตวิญญาณนี้ ในลัทธิเทวนิยมจะอยู่นิรันดร แล้วเทวะนี้เก่งมากใหญ่มาก ใหญ่จน 1.นิรันดร 2.สร้างทุกสิ่งได้ เทวะเลยกลายเป็นพลังงานที่ไม่ทำลายอะไรเลย มองแง่ดีอย่างเดียวเลย ยกให้เป็นปรมาตมันหรือปรมอัตตาตัวตนใหญ่สุด เรียกว่า ปรมาตมัน เป็นพลังงานพระเจ้า เป็นพลังงานที่ไม่รู้จักหรอก เขาไม่เห็นไม่รู้จัก อยู่ในห้วงความคิดจินตนาการเท่านั้น ไม่มีใครเคยเห็น ไม่มีใครเคยสัมผัสและไม่มีตัวตนด้วย พระเจ้าคือนิรมาณกาย พลังงานปรมาตมันคือนิรมาณกาย ไม่มีตัวตน แต่ผู้ที่ร่วมยอมรับนับถือพระเจ้าร่วมกัน ต่างก็บริโภคประโยชน์ที่คิดว่าควรจะได้ จากพระเจ้าอันไม่มีตัวตนนี้ ต่างคนต่างคิดว่ามี เรียกว่าสัมโภคกาย คือ การบริโภคร่วมกัน กับกายนี้ นิรมาณกาย กายที่ไม่มี สมมุติอยู่เอง ไม่มีใครเห็น อทิสมานกาย เป็นกายที่ไม่เห็น ผู้รู้ท่านอธิบายไว้หมดแล้ว แต่นี่อธิบายกาย 3 นี้ ตามความเห็นของผู้ที่มิจฉาทิฐิไปเละเลย อาตมา ดูแล้วก็น่าสงสาร เพราะว่าเป็นเรื่องยากเป็นเรื่องอจินไตยเป็นเรื่องลึกซึ้ง สุดลับ รหัสสะ แปลว่าความลับความลึก ต้องเดาเอา กลายเป็นศาสนาที่ลึกลับ ศาสนาที่ไม่กระจ่าง ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงไม่เอาแบบนั้น ศาสนาของท่านเป็นศาสนา สัจฉิ แจ้ง ใส สว่าง สัจฉิกตา เป็นศาสนาที่รู้เห็นชัดแจ้งจริงจัง ซึ่งเกิดความรู้ความเห็นที่มี 5 องค์ธรรม จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก จักษุคือ เป็นความรู้ที่ต้องรู้อย่างมีดวงตา ไม่ใช่หลับตา นิพพานของพระพุทธเจ้าก็นิพพานแบบลืมตา เรียกว่าจักขุมาปรินิพพุโพติ เป็นนิพพานที่มีตาลืมไม่ใช่ไปนั่งดับนิโรธหลับตาแบบนั้น ไม่มีศาสนาพุทธไม่มีแบบนั้นเลย ที่ต้องพูดมากเพราะคุณหลงผิดไปนั่งหลับตาไปนิพพาน ถ้าปฏิบัติจะต้องนั่งหลับตาเป็นสมาธิเป็นฌานแล้วจึงจะเกิดปัญญา แล้วจึงเกิดมรรคผล เชื่อกันอย่างนี้เลย อาตมาว่า เชื่อผิด เป็นความผิดที่ใครเป็นคนเริ่มต้นไม่รู้ ตกนรกป่านนี้ไม่รู้อยู่ในขุมไหนลึกมาก ก็เป็นเรื่องทำลายศาสนาลึกมา ยังไม่ขึ้นมาหรอกคนเริ่มต้นเอาความผิดนั้นมาช่วยกัน และคนที่จะช่วยกันทำให้ผิดก็ทยอยไปอยู่ด้วยกันตามหัวหน้า ทำให้ศาสนาพุทธผิดเพี้ยน เป็นเรื่องหนักหนาสาหัส อาตมาก็เอามาพูดอธิบายให้กลับคืน
สรุปอีกช่วงว่า สมาธิของพุทธไม่ใช่จิตที่เกิดจากการหลับตา สมาธิเป็นผล ฌานเป็นมรรค ฌานก็ทำพลังงานมรรคให้มันเกิดฌาน ฌานกำจัด อุณหธาตุ ที่กำจัดไฟราคะโทสะโมหะได้ก็เกิดบุญทันที กำจัดทันที กำจัดได้จิตใจก็ตกผลึกสะอาด ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสราขึ้นเรื่อยๆ จิตเจริญขึ้นเป็นอุเบกขาจึงเป็นฐานของจิตนิพพานที่เป็นเนกขัมมะ ไม่ใช่อุเบกขาเคหสิตะ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) 610808_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ศีลทำให้เกิดสมาธิ-ปัญญา-วิมุติตามลำดับ