สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลอันเป็นไปเพื่อสมาธิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์20 KB
วันที่แก้ไข24 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลอันเป็นไปเพื่อสมาธิ พ่อครูว่า...ในมหาปรินิพพานสูตร บอกไว้ชัดเลยว่า ศีลอันพระอาริยะใคร่แล้ว อันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท อันวิญญูชนสรรเสริญแล้ว อันตัณหาและทิฏฐิไม่ลูบคลำแล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ ศีลนี้เป็นตัวกำหนดสมาธิ สมาธิที่ไม่มีศีลกำหนดเป็นสมาธิที่สะเปะสปะ เป็นสมาธิที่ไม่มีหลักการไม่มี ต้น กลาง ปลาย สมาธิของพระพุทธเจ้าจะต้องมี ศีล สมาธิ แล้วก็มีปัญญา เข้าร่วมกัน รู้จักศีล สมาธิ เกิดอธิศีลเกิดอธิจิตขึ้นจนกระทั่งเป็นสมาธิ ปัญญาก็อธิตามที่มันจะเกิดสมาธิแล้วเป็นอธิมุติหรืออธิโมกข์ คือจิตมันถูกขจัดกิเลสไปเรื่อยๆ ก็เกิดกระบวนการ Process ของจิต ที่จะเกิดการจัดการทำงาน เป็นสังขารสังเคราะห์อยู่ในนี้เสร็จได้ผลได้ประโยชน์ขึ้นมา การแยกศีลออกจากสมาธิไป หรือแยกศีลออกจากอธิจิตไป สมาธินั้นจึงไม่ใช่สมาธิของพุทธเลย พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่าศีลอันพระอาริยะใคร่แล้ว เริ่มต้นคนจะเป็นอาริยะ คุณจะเป็นผู้ที่ฉลาดแบบอาริยะนั้นไม่ใช่แค่ฉลาดปุถุชน อาตมาใช้คำว่าอาริยะ เพราะคำว่า พระอริยะนั้นเป็นการไปนอกรีต อรหันต์แบบเดียรถีย์ อรหันต์เก๊ อาตมาถึงไม่อยากจะใช้ภาษาแบบนั้นด้วย จึงใช้คำว่า อาริยะ คนก็มาท้วงว่าอาตมาดัดจริตเอาคำที่ไม่มีใครใช้มา อาตมาก็ว่ามีใช้ในคำว่า พระศรีอาริยเมตไตรย ก็ขอใช้คำนี้ดีกว่าเพราะว่าคำนี้เป็นอนาคต ปัจจุบันและอดีตของคุณเสียหมดแล้ว คำว่าอริยะนี้เสียไปหมดแล้ว อาตมาขอเอาอนาคตมาใช้เลย พวกคุณปู้ยี่ปู้ยำอริยะเสียหมดแล้วมันเป็นสภาวะที่อธิบายกันจนตัวสภาวะอริยะนี่ คุณก็เลยเกิด Concept ว่าพระอริยะต้องเป็นแบบนั้น อรหันต์ต้องเป็นแบบนั้น ก็เก๊หมดเลยไม่เข้าร่องเข้ารอยเลย อาตมาก็เลยไม่อยากจะรับด้วยก็เลยต้องขอใช้คำว่า อาริยะ ที่บอกว่าศีลอันพร

อ่านต่อ

ะอาริยะใคร่แล้ว ศีลที่พระพุทธเจ้าบอกว่าคนที่ต้องการศีล คนนั้นมีความคิดแบบอาริยะ ไม่ใช่ความคิดแบบปุถุชนหรือแบบคนโลกีย์ แต่เป็นความคิดของคนโลกุตระ มีอัญญา มีความรู้แบบใหม่ที่ต่างจากความรู้เดิมที่ได้ผิดเพี้ยนแล้ว เก่าแล้ว อาตมากำลังเป็นมนุษย์ต่างดาว อาตมามากับจานบิน มาลงในโลกมนุษย์ยุคนี้ที่มีศาสนาพุทธ ก็เห็นว่าดวงดาวของอาตมาก็มีศาสนาพุทธ พอมาโลกลูกนี้ ก็พบว่า คนต้มยำ ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าเละเลย เอาไปทำปลาแดกเน่าเละหมดเลย ปลาแดกดีก็กินได้แต่ปลาแดกเน่ากินไม่ได้อีก อาตมาก็เลยเอา ศีล สมาธิ ปัญญา ศาสนาพุทธแบบที่อาตมาเป็นมนุษย์ต่างดาวที่ทำ มาให้ทำ แบบที่ทำเน่าแล้วนั้นเสียหายต่อชีวิต เละไปด้วยเดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์ เต็มไปด้วยการทำมาหากิน เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเกิดอาบัติเต็มไปหมด เป็นอาบัติปาจิตตีย์จนถึงปาราชิกเต็มไปหมด อาตมาก็ว่าไม่ไหว พากันอาบัติเน่าจมอาบัติหมักหมมเน่าใน จนไม่รู้ตัวพวกเน่าก็อยู่ด้วยกัน สุดทางอาตมาก็เลยไม่ยอมเอาจานบินกลับ อยู่ที่นี่แหละ อาตมาเลยเป็นมนุษย์ต่างดาวลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ สร้างหมู่กลุ่มมนุษย์ต่างดาวใหม่ เอาศาสนาพุทธแบบแนวที่เราทำแบบมนุษย์ต่างดาวนี้มาใส่ตรงนี้ เขาก็ยังยึดถือแบบมนุษย์โลกเก่า ยังยึดถือธรรมะพุทธเจ้าแบบเก่า แต่อาตมาจะไปแก้ไขเขาไม่ได้ อาตมาก็มาเอาศาสนาพุทธในดวงดาวที่อาตมาอยู่มาประกาศในดาวดวงนี้ ประกาศไป เออ มีคนในดาวดวงนี้บางคนเห็นเข้าใจว่าของเก่าที่ทำอยู่นี่มันไม่ดีก็เข้ามาๆๆ องค์นี้ก็เข้ามา…(สมณะเดินดิน) องค์นี้บวชพระกับทางโน้นนะ สมณะเดินดินว่า ... ตอนนั้นพ่อครูยังไม่ได้บวชให้ก็เลยบวชทางโน้นมาก่อน พ่อครูว่า...ก็พูดตามเหตุปัจจัยสมุทัย อาตมาก็เลยไม่กลับไปแล้วอยู่ในดาวดวงใหม่นี่แหละ เอาพุทธศาสนาที่อาตมาเอามาจากดาวดวงที่อาตมาอยู่อาศัย มาเปิดเผย อาตมาว่าพุทธศาสนาอันที่อาตมาเอามานี้ อาตมาก็มากลายเป็นมนุษย์ดาวดวงนี้แล้ว แต่ก็กลายเป็นผู้ที่มีทฤษฎีมีหลักปฏิบัติ มีการประพฤติมั่นคงอยู่ตามพุทธศาสนาของดาวดวงที่อาตมามานี่แหละ อาตมานี้ จะเรียกว่าเหมือนอย่างธรรมกายเขาพยายามทำจานบินดาวดวงใหม่ อธิบายไปอธิบายมา อาตมาก็มีจานบินของอาตมา มาชาติที่แล้วก็มาลงโลกลูกนี้ แต่ไม่เหมือนกับจานบิน ดาวของธัมมชโย มาจากดาวดวงไหนก็ไม่รู้ ไม่ใช่ดาวหรอก มาจากนรก โลกันต์ ดาวโลกโลกันต์ ก็เลยเป็นไปอย่างนั้น

มาเข้าเนื้อหา ศีล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ เข้าเป้าเลย ศีลเป็นตัวกำหนดอธิจิต อธิจิตก็จะตกผลึกเป็นสมาธิ จิตที่เป็นอธิจิตที่สมบูรณ์ เป็นปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นอเนญชาขึ้นเรื่อยๆ แล้วทำเพิ่มขึ้นเป็นอธิ ให้ตั้งมั่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ เพิ่มซ้อนหมุนเวียนสั่งสมเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่เกิดมรรคเกิดผลขึ้นไปเรื่อยๆ สมาธิที่ไม่มีศีลเป็นตัวตั้ง ไม่มีศีลเป็นตัวกำหนด สมาธิที่ อยู่ดีๆนั่งหลับตาก็ได้สมาธิ สมาธิอย่างนี้ไม่ใช่ ศีลอันพระอาริยะใคร่แล้วเป็นไปเพื่อสมาธิ ศีลของพระอาริยะ ที่ว่ามานี้จะทำให้เกิดสมาธิ อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ มันก็เกิดการเจริญของจิต อธิจิต เจริญด้วยปัญญาที่รู้จักกิเลส ลดกิเลส กำจัดกิเลสได้ก็เป็นอธิมุติหรือ อธิโมกข์ รู้ไปมากๆก็เป็นจิต ปัญญาเป็นวิมุติญาณทัสนะ อธิโมกข์กับอธิมุติ ก็เป็นวิมุติ อธิมุติก็เป็นวิมุติไปเป็นวิมุติญาณทัสนะ เจริญขึ้นๆ ซ้อนของจิต สมาธิที่ไม่มีศีลเป็นตัวกำหนด ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ท่านกำหนดว่าไม่ฆ่าสัตว์ คำว่าไม่ฆ่าคือเป็นหัวเรื่อง เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ตัวความรู้บอกว่าไม่ฆ่า คุณก็ต้องหยุดงดเว้นขาด จากการฆ่าสัตว์ กรรมกิริยาของคุณเลิก เพราะคุณบอกว่าคุณเลิก ละการฆ่าสัตว์ แต่ก่อนเคยฆ่า จากเพชฌฆาตที่เคยฆ่าหมูฆ่าปลา จากเพชฌฆาตที่เคยฆ่าอะไรก็แล้วแต่ สัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่จนกระทั่งถึง เจออะไรที่อยากฆ่าก็ฆ่าไปเรื่อย จนกระทั่งเว้นขาด เว้นบ้าง ไม่ฆ่าแล้วก็เว้นขาดไปเรื่อยๆ เลิกไปเรื่อยๆ วางทัณฑะ วางศาสตรา จิตเปลี่ยน มีความละอาย มีหิริโอตตัปปะ แล้วมีจิตเจริญ เป็นความเอ็นดู เป็นความกรุณา เป็นความเมตตา จิตจะเปลี่ยนขึ้นมาเจริญขึ้นเรื่อยๆนี่คือ อธิจิต เจริญขึ้นเรื่อยๆจากศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ จิตเกี่ยวกับสัตว์ อยู่ในโลกกับสัตว์ทั้งหลาย มีแต่จิตที่หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ จะไม่ทำร้ายทำลายกันเลยไม่ว่าสัตว์ใดๆ ยกเว้นสัตว์ที่เล็กที่สุดคือเชื้อโรค ที่เข้ามาทำร้ายร่างกายเรา เชื้อโรคมันมีหน้าที่กินแหลกเราก็ตาย เรายังไม่อยากตาย ขออภัยจะมีวิบากอย่างไรก็ยอม ยอมเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ เสียสละวิบากฆ่าเชื้อโรค เซลล์น้อย เพื่อรักษาเซลล์ที่เราเป็นคนนะ รักษาส่วนใหญ่ไว้ก่อน แล้วเราก็พูดกับเชื้อโรคไม่ได้ด้วย เราก็หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เราจะเกี่ยวข้องกับสัตว์ใดก็แล้วแต่ มีแต่ความเมตตากรุณาหวังประโยชน์ต่อกันและกันหมด ไม่ใช้อาวุธไม่ใช่มือไม้ไม่ใช้กายหรืออะไรก็ตามไปทำร้าย อย่างเก่งก็มีปากหอก มันมาก็บอกว่าไปๆ แต่ไม่ฆ่า หลบเลี่ยงเอาบ้าง ต่างคนต่างก็ไปตามวิบาก สัตว์โลกก็อยู่กัน ตกลงไม่ฆ่ากันมันก็เจริญงอกงามไปหมดเลยแม้แต่สัตว์ร้าย คนเราไม่ต้องไปเกี่ยวกับวิบากของเขาไม่ต้องไปอยู่ในระบบของเขา เราทำเท่านี้ เราไม่ทำไม่ฆ่า มันเกิดมากขึ้น เขาก็จะฆ่ากันเอง เขาไม่รู้ก็แบ่งไป คนไม่เชื่อคนไม่รู้ก็ทำ ขนาดพวกเราชาวพุทธยังไปฆ่าอยู่เลย แม้แต่ความเป็นสัตว์ ถ้าเรามีคุณสมบัติคุณธรรมนี้แล้ว ก็ไม่มีการฆ่าแกงกัน คนเป็นสัตว์ใหญ่สัตว์ประเสริฐ เหนือกว่าช้างเหนือกว่าปลาวาฬ ยุคนี้ไม่เอาไดโนเสาร์มาพูด คนเป็นสัตว์ที่มีสมองมีปัญญามีความรู้ เอาอันนี้ก่อน เราไม่ต้องไปทำร้ายใคร ใครที่ทำไม่ดีเราก็ช่วยกัน ช่วยไม่ได้ก็ปล่อย เราทำดีจนกระทั่งเขาเห็นเขามาเอาตาม เขามาเกิดปัญญา ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอิสระเสรีภาพ ไม่หลอกล่อไม่บังคับ ทุกคนมีอิสระมาเอาเอง แล้วไม่หลอกล่อ คนมีปัญญาก็ต้องคัดเลือก ชาวอโศกเราเกิดมาจะห้าสิบปีแล้ว คนตาไม่มีแววไม่มีปัญญา ก็ไม่รู้ไม่เห็น ชาวพุทธที่นึกว่าพวกนี้บ้าๆบอๆ เขามองอย่างนั้นจริงๆ อาตมาพูดไม่ผิด ไม่ได้ไปหาเรื่องเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่คนที่ตาดีมองเห็นแล้วยอมมา ก็ได้รับมรรคผลไป ผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วตั้งแต่ศีลเบื้องต้น ตั้งแต่ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีล มี 26 ข้อ ปฏิบัติไปแล้วจะเกิดมรรคผล ข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของ ที่เป็นพีชนิยามจนถึงจิตนิยาม มีชีวะ ทีนี้รายละเอียดก็อธิบาย พีชะที่เป็นชีวะไม่ใช่สัตว์ก็เป็นของ แต่เป็นของที่เขาเป็นเจ้าของพืช พืชก็เป็นเจ้าของพืช ส้มโอก็เป็นเจ้าของส้มโอ มันก็เลี้ยงตัวมันเองทำให้ตัวมันเองเป็นอย่างที่มันจะเป็น เป็นส้มโอเป็นแก้วมังกร เยอะเหลือเกินบนโต๊ะนี้มีตัวอย่างพืช มันก็เกิดของมัน จะมีดอกกุหลาบดอกอื่นๆ ของที่ไม่ใช่ของของเรา อย่าไปแตะอย่าไปยึดเอามาเป็นสิทธิ์ มันจะเกิดการแย่งชิง สิ่งที่เรามีสิทธิ์สิ่งที่เราปลูกเองสร้างเองมีเองหรือมีสิทธิ์ในที่ที่มีสิทธิ์ เราก็ว่าไป แต่ถ้าไม่มีสิทธิ์มันจะไปเกิดการแย่งกันไหม สร้างเองทำได้ทำพืชนี่แหละ หรือสัตว์ พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เลี้ยงสัตว์ สัตว์ที่ยกเว้น บอกไว้ก่อน ไม่ควรเอามาใช้เลี้ยงเลย สัตว์ที่ควรเอามาใช้เลี้ยง ก็มีสัตว์ที่ท่านห้ามไว้ก็คือ เช่น สัตว์ที่เอามาเลี้ยงแล้วใช้อาศัยสิ่งในมันเช่นแกะก็เอาขนมัน แพะก็เอานมมันเป็นต้น 19. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ. 20. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร. เอาไว้ถ้ากินเนื้อ 21. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา เข้ามาอาศัยใช้แรงงาน ส่วนสัตว์นอกเหนือจากนี้อย่าเอาไปเลี้ยงเลย แค่นี้ที่เอามาเลี้ยงแล้วมีประโยชน์ก็ยังไม่ให้เลี้ยงเลย ศีลของพระพุทธเจ้า สรุปเลย จะมาอ้างว่าเอามาใช้งาน เอามาเป็นอาหาร เอามาเป็นประโยชน์อะไรก็ตามก็ไม่เอาทั้งนั้น ศีลในจุลศีล 26 ข้อนี้ มาถึงข้อ 2 ของ อย่าไปเอาของใคร ศีลข้อที่ 3 ลึกซึ้งเกี่ยวกับทวารทั้ง 5 ทั้ง 6 เรียกกามคุณ 5 มีจิตเป็นตัวทวารที่ 6 เอามาทำงานกับปสาทรูป โคจรรูปภายนอก แล้วก็จะเกิดสภาวะเป็นเรื่อง แต่คุณต้องมี อย่างไรๆคุณก็ต้องกระทบทางตาหูจมูกลิ้นกาย คุณก็จะมีจิตที่คุณจะต้อง กระทบสัมผัส สัมผัสสัตว์ สัมผัสของ ของตั้งแต่ดินน้ำลมไฟไปถึงพืช เพชรนิลจินดา วัตถุสมบัตร ธนบัตร มันก็เป็นของทั้งนั้นรวมหมดแล้ว อันใดที่มันเกิดเรื่องขึ้นไปเป็นเวทนา เป็นความรู้สึก ตั้งแต่รู้สึกอยากได้มาเป็นของเรา ที่ไม่ใช่ของๆเรา คุณอยากได้คุณก็สร้างขึ้นมา กระทบส้มโอ เราอยากได้มัน ปลูกอย่างไรก็เรียนรู้วิธีปลูก ยิ่งรู้เนื้อว่าดีด้วย ก็เอาพันธุ์มันมา ปลูกอย่างไร อยากได้อะไรก็ทำขึ้นมาอย่างสุจริต ในรูป รสกลิ่น เสียง สัมผัส เสียงอย่างนี้รสอย่างนี้ ก็ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราอย่าไปละลาบละล้วง ที่สำคัญคือสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้แล้วเกิดเวทนา 2 เวทนาที่คุณรู้ไม่ทันนี่แหละเป็นตัวปฏิบัติธรรมแท้ๆ เป็นเวทนาเก๊กับเวทนาจริง เวทนาเก๊คืออวิชชาคุณก็ไม่รู้คุณก็ไปติด มันสวย มันเพราะ มันอร่อย น่าได้น่ามีน่าเป็น ได้มาก็ไปเสพติดมัน นี่แหละเป็นตัวทุกข์ เพราะคุณไปหลงว่าได้เสพอย่างนี้ตามต้องการ จะเป็นของๆ เราได้มาเป็นของๆเรา จะเสพแต่ผลของเวทนา ด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มันถูกต้องตามอารมณ์ตามกิเลส คุณก็เป็นสุข สุขนี้คือ อารมณ์เก๊ ของปลอม ก็เรียนรู้สุขทุกข์ นี่เป็นอาริยสัจ สุขกับทุกข์เป็นตัวเดียวกัน พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องสุข สอนเรื่องทุกข์ มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ แต่สุขนี่ภาษาก็เก๊ ตัวก็เก๊ สภาวะก็เก๊ เก๊ทั้งนั้น มันไม่มีหรอกสุข มันมีแต่ความว่าง ข คือความว่าง ว่างต่างหาก แต่คุณไปเข้าใจว่าสุขเป็นทุกข์ ก็เลยใช้พยัญชนะทุกข์ สะกดด้วย ก.ไก่ ข.ไข่ตามมา มันทุกข์ไม่ใช่สุข ต้องเรียนรู้ตัวนี้เป็นอริยสัจ ตัวสุข ทุกข์ จนรู้เหตุแห่งทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ ก็คือหมดทุกข์หมดสุข เป็นความเวทนาที่กลางๆไม่ทุกข์ไม่สุข จิตของคุณต้องเรียนรู้อาการไม่สุขไม่ทุกข์ รู้อาการรู้เวทนาที่เป็นอุเบกขา แล้วก็รู้ว่ามันสุขอย่างนี้มันทุกข์อย่างนี้ เหลือน้อยแล้วคุณก็ยังเหลือน้อย เหลือข้างใน ข้างนอกไม่มีแล้ว ข้างในขนาดอรูปธาตุคุณก็รู้อรูปธาตุจนล้างหมดไม่มีเลย ต้องเรียนรู้สภาวะธรรมที่เป็นนามธรรม อรูปเป็นนาม ที่ละเอียดลงไป เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าก็จะมีจิตเจริญตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน จะเป็นผลทำให้เป็นคนที่ประเสริฐเป็นคนที่ดีในโลก ไม่แย่งชิง ไม่ฆ่าแกงหวงแหน ไม่ติดยึด แต่ยอดขยัน ศาสนาพระพุทธเจ้า จึงไม่เหมือนศาสนาอื่นที่เป็นเทวนิยม ไม่รู้จักการทำเทวะ คือสอง ให้เป็น 1 หรือ 0 จนเป็น 1 เป็น 0 มีแต่ศาสนาพุทธที่ทำได้เป็นอเทวะ คือเรียกอเทวนิยม เป็นลัทธิ เป็นศาสนาที่ไม่ไปจมอยู่กับ 2 ไม่จำเป็นต้องอยู่กับ 2 จนโง่กลายเป็นเอา 2 มาเป็นภพชาติ เทวดา เป็นเทวะ เป็นตัวเป็นตน รูปร่างเป็นธาตุจิตธาตุวิญญาณ เป็นเทพองค์ใดองค์หนี่งในเมถุนสังโยค 7 ไม่ใช่ ศาสนาพุทธรู้แจ้งหมดเลย เพราะทำลายความเป็นสอง เพราะว่ามีคู่ เมื่อทำเป็น1 ก็เกิดสังขารที่ไม่เกิดรส สามารถสัมผัสเป็นธรรมะสองได้แต่ทำให้สองเป็นหนึ่งได้จึงเรียกว่า เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ คนไม่เรียนรู้เวทนา จะไม่มีทางปฏิบัติธรรมและบรรลุในศาสนาพุทธเจ้า ต้องดูรายละเอียดของเวทนาในเวทนา 108 แล้วทำเวทนาที่เป็นตัวสำคัญเลย เรียกว่า มโนปวิจาร 18 คือเคหสิตะ 18 แล้วทำ เคหสิตะ 18 ทำให้มีอาการเนกขัมมะ มีอาการที่ลดกิเลส ออกจากกิเลสออกจากความเป็นโลกีย์ออกจากอาการเคหสิตะมาให้ได้ เนกขัมมะแปลว่าออกจาก ออกมาได้ หรือว่าทำลายไปให้มันออกไป เราออกจากหรือเอามันออกไป ทำลายมันไปได้ จนจิตเป็นอุเบกขาจิตบริสุทธิ์จากเหตุนั้นอย่างสนิท เป็นอุเบกขา เป็นจิตสงบ เป็นจิตกลางๆ เป็นจิตที่ไม่มีบวกไม่มีลบ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก เป็นจิตอุเบกขาที่สมบูรณ์แบบ แล้วทำจนกระทั่งอุเบกขานี้แข็งแรง เป็นอุเบกขาอย่างเป็นเองโดยอัตโนมัติ สัมผัสกับอะไรก็เป็นอุเบกขาหมดเลย พระอรหันต์มีอุเบกขา ทำอุเบกขาได้ จนกระทั่งอุเบกขาของพระอรหันต์เป็นเอง เรียกว่าตถตา เป็นอัตโนมัติ สัมผัสอะไรก็มีมุทุธาตุ จิตไวรู้ทัน รู้ทวาร 5 ทวาร 6 รู้จักตักกะ วิตักกะ สัมผัสแล้วรู้ว่ามีอะไรผสมมา กามผสมมาพยาบาทผสมมา เราก็เอาออกได้ เรารู้ว่ากามหน้าอย่างนี้ พยาบาทแหลมมานิดนึง เรารู้ก็หมดไปเอาออกไปได้ จนกระทั่งไม่ต้องแอะเลย มันแตะปั๊บก็หลุดไปเลย เหมือนปลิงที่แตะขาที่มียาหม่อง อย่างอาตมา พวกตัวกิเลสทั้งหลายแหล่ไม่กล้าเข้าใกล้อาตมายิ่งกว่าปลิงกลัวยาหม่อง พอเห็นมาแต่ไกลมันมาแต่ไกล แถมปากจัดด้วย ก็ไล่มันได้ นอกจากปากจัดแล้ว แบกทวนหนักกว่ากวนอูฟันแหลกเลย มันไม่ไว้หน้ากิเลสเลยคนนี้ กวนอูแบกทวน 80 ชั่งฟันกิเลสแหลกเลย (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...กิเลสทุกวันนี้มีเยอะมาก คนดูบอลนี้มีแต่ เฮกับโฮ ชนะก็เฮแพ้ก็โฮ แต่เราเฉยๆเราก็สบาย พ่อครูว่า..เป็นมนุษย์ต่างดาว พวกที่ดูบอลมีแต่ เฮกับโฮ เราก็แฮ่ๆ หรือฮ่าๆ สมณะเดินดินว่า..ถ้าเราเอาแบบนี้ไปใช้กับทุกเรื่องก็ได้ พ่อครูว่า...ไม่ใช่แค่สมถะแต่มีวิจัย มโนปวิจาร 18 วิจัยให้ได้สังกัปปะ 7 ในพระไตรปิฎกก็มี ผู้ที่เขาเรียนมาก็มีแต่สัมผัสแล้วไม่ได้เอามาอธิบายอย่างนี้ไม่ได้เรียนอย่างนี้ พวกเราอาตมาเอามาให้ปฏิบัติก็ได้ผล คนอื่นเขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่ศรัทธาอาตมาก็บอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง ดีไม่ดีฟังแหล่ดีกว่า อาตมาเห็นศาสนาแล้วเปิดมาในโทรทัศน์ หลายช่องก็มีช่องธรรมะ ร้องแหล่หาเงินคนอยู่นั่น ขออภัย ใช้คำเหมาะ ดูแล้ว..เถรสมาคมท่านก็ไม่จัดการ เขาก็รู้นะไม่ใช่ไม่รู้ แต่ก็ไม่จัดการ อาตมาว่ามันจะทำอย่างไร ยุคนี้อาตมาเกิดมามันก็มีสิ่งนี้ เถรสมาคมมีอยู่แล้ว อาตมาก็เลยเอาเท่าที่ได้ มาเข้าสู่มูลสูตร 10 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) มาฟังธรรมแล้วมีฉันทะมีความยินดีว่าศาสนาพุทธต้องเป็นอย่างที่โพธิรักษ์พูดอย่างนี้แหละ ก็จะเกิดความยินดีและความยินดีก็จะทำให้มา 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) อาตมาก็พาให้รู้มนสิการเป็นแดนเกิด ต้องเรียนรู้ที่จะทำให้จิตของคุณเกิดและตาย มันเกิดแต่กิเลสก็ต้องมาเรียนรู้และต้องทำให้กิเลสตาย ทำที่ไหน ทำที่มนสิการ คือที่จิตตรงนี้แหละมนสิการ เป็นแดนเกิด ทำให้เกิดอะไร เกิดโอปปาติกโยนิ ที่อยู่ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 9 คุณจะต้องทำให้เกิดโอปปาติกะ คือจิตที่เป็นความเป็นสัตว์ทางจิต คุณจะต้องทำสัตว์ทางจิต ให้มันเกิดเป็นสัตว์เจริญ สัตว์เจริญเรียกว่าอุปัติเทพ จนเป็นวิสุทธิเทพให้ได้ สมมุติเทพ คือเทพโลกียะ เทพธรรมะ 2 สุขทุกข์ๆไม่รู้กิเลสวนเวียนปนอยู่อย่างนั้น อุปัติเทพก็หมายความว่าธรรมะ 2 เริ่มทำให้เป็น 1 ขึ้นมาได้เรื่อยๆ เป็นอเทวะเรื่อยๆ คือเรียนรู้กิเลสแล้วเอากิเลสออกก็เป็น 1 เรื่อยๆ เอากิเลสออกได้ตามเหตุปัจจัยก็เป็นวิสุทธิเทพ เป็นเทพที่บริสุทธิ์เป็นเทพสูงสุดไปเรื่อยๆ ไปตามลำดับ การจะทำให้จิตบริสุทธิ์คุณจะต้องรู้ มโนปวิจาร หรือต้องทำจิตตามมูลสูตร โดยการ 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) ศาสนาพุทธนี้ถ้าไม่มีผัสสะปฏิบัติไม่ได้ พระไตรปิฎกเล่ม 9 มีพระสูตรที่ 1 พรหมชาลสูตร เล่ม 9 ข้อ 87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ จะทำใจได้ต้องมีผัสสะแล้วเกิดเวทนา ทำที่เวทนา 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) จัดการเวทนาให้เป็นสมาธิ 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) ทำได้ก็มีหัวหน้าคือสมาธิเป็นประมุข ทำที่เวทนา ต้องทำเวทนา 108 ถ้าทำเวทนาในเวทนาไม่เป็น ทำอย่างไร ทำให้ธรรมะ 2 เป็นหนึ่งธรรมะ 2 มีอะไร คือกายในกาย กายคือ 2 กายคือรูปนาม มีผัสสะขึ้นก็มีรูปมีนาม นามคือจิตเราเป็นประธาน รูปคือสิ่งที่ถูกรู้แล้วจิตมันจะเกิดเวทนา เวทนาก็จะมีกิเลส เราก็กำจัดกิเลสในเวทนา กำจัดกิเลสออกไป ก็เกิดสั่งสมเป็นจิตที่สำเร็จจิตสะอาดๆ เป็นประมุขเป็นหัวหน้า เป็นตัวแกนจิตของคุณ เป็นประธานของคุณ เป็นจิตที่ตั้งมั่น เป็นจิตแข็งแรง เป็นจิตสมาธิ เป็นจิต Static ของคุณไปเรื่อยๆ เป็นอัปปนา พยัปปนาก็แน่นดีแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ เจตโสอภินิโรปนา ยิ่งแนบแน่น แน่วแน่ ปักมั่นขึ้นไปตามลำดับ โดยทำให้ธรรมะ 2 เป็น 1 เป็นหนึ่งอย่างแนบแน่น แน่วแน่ แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็มี Static กับ Dynamic จิตตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ก็ยิ่งมีมุทุภูตธาตุ เร็วไวคล่องแคล่ว ยิ่งทำให้ฐาน Static ฐาน Dynamic ก็ยิ่งเจริญขึ้นๆ

การปฏิบัติธรรมถ้าไม่สามารถเรียนรู้ตามพยัญชนะต่างๆที่ยืนยันนี้ อธิบายรายละเอียดอย่างนี้ ปฏิบัติแล้วตั้งแต่สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมจิต ก็ทำที่จิตทั้งนั้น กายกระทบหรือแสดงวาจาอยู่ มันก็มีตัว ตักกะ มีกิเลสมาสสังขาริกัง ตัวที่ร่วมมากับจิตก็แยกตัวร่วมในจิตที่เป็นกาม พยาบาท มันเป็นธรรมะ 2 กำจัดเหตุตัวนี้ได้ ก็มีอยู่อย่างนี้ ไม่มีอื่นไปกว่านี้แล้ว ทุกวันนี้มันผิดเพี้ยนไปเป็นอะไรก็ไม่รู้ไปนั่งหลับตา ยุบหนอพองหนอ ไปถึงการเอื้อมมือ บานปลายออกไปไม่รู้กี่วิธี เป็นวิธีที่สมถะ เสียส่วนใหญ่ ทั่วไป ก็เลยงอกเงยบานปลายไปเป็นอาจารย์ที่สอนสมถะเก่งต่างๆ ไม่เข้าสู่ภาคสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า ไม่มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ เป็นเรื่องนอกรีตนอกเหล่าปฏิบัติเสียเวลาเป็นชาติไป จนกระทั่งยกย่องเป็นอาจารย์ว่าเป็นอรหันต์เก๊ เห็นว่ามีห้าสิบรูปนี้เป็นต้น คนที่ไม่เข้าใจและยึดมั่นถือมั่น แม้จะเข้าใจแต่ไม่เชื่อว่าจริง ก็จบ เขาจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย มีเยอะ คนแบบนี้ ใครที่ฟังอาตมา แล้วรู้ว่าเรายึดถือผิดมาตั้งนาน เราก็แก้ไขคนอย่างนี้ก็อนุโมทนาสาธุ อาตมาก็สาเปกโข ก็หวัง เป็นวิมานของอาตมา แต่อาตมาเหนือกว่าสาเปกโข อาตมาหวังก็ไม่ได้เอาเป็นของอาตมาเลย มาเข้าเป้าอีก ศีลข้อที่ 1 ก็จะเกิดสมาธิของศีลข้อที่ 1 ศีลข้อที่ 2 ก็จะเกิดสมาธิของศีลข้อที่ 2 ศีลข้อที่ 3 ก็จะเกิดสมาธิของศีลข้อที่ 3 ส่วนศีลข้อที่ 4 ท่านแยกเป็นวาจา ศีลข้อที่ 5 ท่านแยกเป็นเรื่องของจิต ก็เป็นหลัก เพราะฉะนั้นศีล 5 จึงเป็นหลัก ศีลในข้อต่อๆไป ในข้อที่ 4 แยกไปเป็น 4. พระสมณโคดม ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จพูดคำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อ ไม่พูดลวงโลก. 5. พระสมณโคดม ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียดฟังจากข้างนี้แล้วไม่บอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่บอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกกัน สมานคนที่แตกกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนที่พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนที่พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนที่พร้อมเพรียงกันกล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน. 6. พระสมณโคดม ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบกล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนโดยมากรักใคร่ ชอบใจ. 7. พระสมณโคดม ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อพูดถูกกาล พูดคำจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดคำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร 8. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม 9. พระสมณโคดม ฉันอาหารหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดการฉันในเวลาวิกาล (วิกาลคือ เวลาที่กำหนดไว้ว่าไม่กินหรือกิน เช่นไม่กินกลางคืนไม่กินเนื้อสัตว์เป็นต้น) 10. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี และดูการละเล่นอันเป็นข้าศึก บางคนพาซื่อว่าดูไม่ได้เลย แต่ที่เป็นข้าศึกแก่กุศลคืออย่างไร เพราะการฟ้อนรำการขับร้องการละเล่นก็เป็นศิลปะเหมือนกัน มีศิลปะเป็นมงคลอันอุดมไม่ใช่ข้าศึกแก่กุศล ต้องมีปัญญาดูสิ่งเหล่านี้อย่างไม่เป็นข้าศึกแก่กุศลก็ไม่ผิดศีลข้อนี้ นี่ไม่ใช่จะชี้โพรงให้กระรอก ใครบอกความละเอียดลึกซึ้งของสิ่งที่ควรจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ตรง อย่าพาซื่อ จนกระทั่งไม่มีขั้นตอน อย่าว่าแต่ร้องเพลงเลย อาตมาแต่งเพลงด้วย แต่เพลงของอาตมาไม่เป็นข้าศึกแก่กุศล เพลงของอาตมาเป็นมงคลอันอุดม เพลงของอาตมาเป็นโลกุตระ เป็นธรรมะเป็นสาระ จริง อาตมาเคยแต่งเพลงที่เป็น ราคะ แต่อาตมาไม่เคยแต่งเพลงลามก อาตมาแบ่งเพลงเป็น ลามก ราคะ สาระ ธรรมะ โลกุตระ อาตมาแต่งเพลงอย่างน้อยก็มีสาระ เช่น แดดเรืองแสงร้อนแรงคลุมหล้าวับวาม อย่ามัวหลงเวลาล่วงเลยลับไป เป็นต้น หรือว่า หมู่มวลดอกไม้มาลี ..เป็นต้น อาตมาแต่งตั้งแต่อายุไม่ถึง 20 ปี เพลงผกาดั่งนารี แต่งตั้งแต่ 2494 ตอนนั้นอายุ 17 ก่อนสิ้นแสงตะวันก็แต่ง 2495 อาตมาแต่งเนื้อร้องจากทำนองของ สง่า ทองทัช อาตมาก็ได้รับความรู้ทางดนตรีจาก สง่ามา ตอนนี้ตายไปแล้วล่ะ ก็ทำงานร่วมกันมา อาตมาชอบเรื่องนี้ จนมาเป็นพระ อาตมาก็เลยเอาอันนี้มา และแต่งเพลงโลกุตระ อาตมาไม่พูดถึงเพลงราคะเลย อาตมาอายทิ้งไปเลย ตอนเป็นฆราวาสมีแต่ก็ไม่มากเหลือแต่เพลงซากรักกระมังเป็นเพลงรักน้ำเน่า อย่างนี้เป็นต้น เพลงพิไรรัก ทุกวันนี้เอาแต่เพลงสาระธรรมะโลกุตระ เป็นมงคลอันอุดม

11. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการทัดทรงประดับตกแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องประเทืองผิว ซึ่งเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว. คนที่มองเกินไปไม่แตะเลย อย่างคุณจำลองบอกว่า อย่าเอาดอกไม้มาประดับบนโต๊ะเลยอย่างนี้มันก็แข็ง อาตมาต้องทำงานกับสังคมก็เอามาประดับได้บ้าง ไม่ได้เอามาทัดหูนะ 12. พระสมณโคดม เว้นขาดจากที่นอนที่นั่งสูง และที่นอนที่นั่งใหญ่ ไม่ใช่พาซื่อนะ อย่างนอนในศาลานี้ก็ใหญ่นะ ก็นอนได้ แต่ว่าบางทีมันมีความจำเป็น เป็นไฟท์บังคับแล้วต้องนอนอย่างในโรงแรม ก็ต้องนอน ถ้าบอกว่าไม่นอนจะไปนอนร่มไม้ แต่ไปกับคณะ คณะเขานอนโรงแรมหรูหราก็ฝึกพิจารณา แต่เราก็ขอนอนรุกขมูลโคนไม้ หาร่มไม้ของโรงแรมบางทีก็หาไม่ได้

13. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทองและเงิน เดี๋ยวนี้พูดกับพระไม่รู้เรื่องแล้วพระเขาบอกว่าไม่มีเงินอยู่ไม่ได้ พระไม่มีเงินจะอยู่ได้อย่างไร? ชาวอโศกก็จะบอกว่า พระที่ไม่มีเงินมีทองก็อยู่ได้อย่างนี้แหละ ในยุคเดียวกันไม่ใช่คนละยุค อาตมาก็เดินทางวันนี้มาตั้ง 700 กว่ากิโลเมตร ก็ไม่เห็นต้องมีเงินสักบาท ญาติโยมเขาก็ช่วยดูแลให้ เราไม่จำเป็นต้องไปจ่ายเอง ซึ่งไม่เป็นปัญหาเลย ไม่มีเงินทอง เขาบอกว่าจะกินข้าวยังไง หากไม่มีใครเลี้ยงไว้ก็จะตายแน่นอน แต่ว่าอาตมามีคนเลี้ยงไว้ ชีวิตนี้ให้คนอื่นเลี้ยงไว้สบาย หมู่กลุ่มเขาไม่ปล่อยคุณหิวหรอก คนที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเองว่าชีวิตของเราไม่มีเงินจะอยู่ได้อย่างไรมันจะได้หรือ มันต้องเลี้ยงตัวเอง แปลว่าพระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว ชีวิตนี้เป็น ปริปฏิภัทาเมชีวิกา ชีวิตนี้เนื่องโดยผู้อื่น ปฏิบัติตนเองให้เป็นอะไรล่ะ เป็นโสดาบันก็สอน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน