สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน แยกเนกขัมมะกับเคหสิตะต่างกันอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน แยกเนกขัมมะกับเคหสิตะต่างกันอย่างไร _ผมอยากทราบว่า เวทนา 108 นี่ ระหว่างเคหสิตะกับเนกขัมมะต่างกันอย่างไร ช่วยอธิบายและยกตัวอย่างด้วยครับ พ่อครูว่า...ถ้าอาตมาไม่มาเกิด รับรองว่า ความรู้ในเรื่องของศาสนาพุทธ พูดแล้วเหมือนคุยตัว จริงๆก็คุยว่าตัวเองรู้ตัวเองเก่ง ว่าคุยตัว แต่ความจริงมันคือความเป็นจริง ที่อาตมาต้องบอกไว้พูดเอาไว้ เพราะว่าไม่มีคนเชื่อกันง่ายๆหรอก แต่อาตมามั่นใจว่าที่พูดไปนี้ดี เป็นการรับรอง อาตมาพูดตอนนี้นานไปอีก คนไม่เชื่อ 10 ปี พูดไปแล้ว 20 ปีคนก็ยังไม่เชื่อ พูดไปแล้วอีก 50 ปี คนก็ยังไม่เชื่อ ไปอีก 500 ปีคนจะเชื่อ ถ้ามันเป็นความจริง ใช่ไหม? คนจะเชื่อถ้าเป็นความจริง ถ้ามันไม่เป็นความจริงมันก็จะฟ้องอาตมาก็หน้าแตกเอง มันเป็นไปไม่ได้ แต่อาตมามั่นใจว่าศาสนาพุทธเราจะยังแพร่หลายอยู่ในยุค ปลายพุทธกัปป์แล้วล่ะ พุทธกัปป์ของพระสมณโคดมยังเหลืออีก 2,000 ปี ก็ไม่น้อยนะ เพราะฉะนั้นอาตมาตอนนี้มาพูดความจริงกับความจริงความรู้เข้าไปอีก เพื่อที่จะให้แก่คนที่แสวงหาความจริงกับคนที่มีบารมี บารมีหมายความว่า ผู้ที่มีคุณธรรมนั้นขึ้นมาแล้ว สิ่งที่สั่งสมในจิต แล้วไปผนึกแน่นเป็นสมบัติของแต่ละคนอยู่ในจิตอยู่ในสัญญาอยู่ในความจำ อยู่ในคลังแห่งอัตภาพ ของแต่ละคนๆ อัตภาพของคน จะมี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ 5 นี้แท้ๆประจำ จนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน อัตภาพของผู้นี้ จะสูญสลายหายไป ของใครก็ของคนนั้นก็จะหายไป เมื่อปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตราบใดที่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่มีสูญ ผู้ที่จะปรินิพพานเป็นปริโยสาน อัตตาของเขาก็จะเกลี้ยงไปไม่เหลืออยู่ในเอกภพใด ไม่ได้อยู่ในที่ใดๆอีกเลย ที่เป็นความตรัสรู้ของศาสนาพุทธ ไม่นิรันดร จิตวิญญาณไม่นิรันดร จิตวิญญา
อ่านต่อ
ณคืออัตภาพสูญสลายได้ เรียนรู้ เป็นพระอรหันต์แล้วจะได้เป็นความรู้ถึงสุดยอดก็คืออรหันต์ จะมีรายละเอียด คือสุดเป็นอรหัตตผลของกิเลสนี้ อันนี้จะไม่เกิดอีกเลยแต่จะอาศัยอยู่กับผู้ที่เป็นเจ้าของอัตตา ใช้ประโยชน์ ก็จะยิ่งแน่นผนึกแข็งมั่นคงยืนยาว ไปอีก เป็นน้ำหนักของ Static ทางด้านขั้วบวกไว้เรื่อยๆ และเป็นฐานให้แก่เจ้าของนี้ ช่วยให้เจ้าของนี้เจริญ ถ้าศึกษาให้ครบ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม แล้วก็ทรงไว้ ท่านไม่เรียกอัตตา แต่เรียกทรงไว้คือธรรมะ ทรงไว้มีอยู่ ตราบใดที่เจ้าของอัตภาพนี้ทรงธรรม รู้จักธรรมะที่จะให้ไม่เกิดมาทรงไว้ พอเลิกปรินิพพานเป็นปริโยสานแล้ว ไม่ทรงไว้ไม่มีอะไรเหลืออยู่ เป็นสิ่งที่อยู่กับเราโดยเราสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมะได้เหมือนกับเล่นกล เรียกว่าสิริมหามายา ปรับให้มีหรือไม่มีก็ได้ เปลี่ยนหน้าเหมือนมายากล ให้มีขึ้นมาก็ได้ให้หายไปเลยก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องความวิเศษความพิเศษ เหมือนนักมายากล เปลี่ยนให้มีก็ได้ไม่มีก็ได้ หายไปเลยก็ได้ มายากลคือความลวง แต่นี่ไม่ลวงคือเรื่องจริง เป็นพลังพิเศษของความสามารถที่เป็นความจริง ไม่มีความลวงซ้อนในนั้น นักมายากลนักเล่นกลเป็นเรื่องไม่จริง มันเร็วจนคนอื่นจับไม่ทัน แม้แต่การพูดอย่างอาตมาคนก็หาว่าพูดไม่จริงกลับไปกลับมาแต่มันไม่ใช่ มันเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนลึกซึ้ง ก็ขอผ่านตรงนี้ก่อนไม่อธิบายตรงนี้ เคหสิตะคือชาวโลกีย์ เนกขัมมะคือชาวโลกุตระ เนกขัมมะคือเอากิเลสออกหรือเราออกจากกิเลส เสร็จแล้วเราก็เอามาใช้อีก เอาออกทิ้งไปแล้วก็อนุโลม แต่เราไม่เสวยผลเสพรส แต่เราเอามาอาศัยใช้เพื่อประโยชน์ผู้อื่น เพราะฉะนั้นก็เลยกลายเป็นธรรมะ เอาให้ทรงไว้แต่ธรรมะนั้นไม่มีอกุศลจึงไม่มีอรรถะธรรมะ บางทีเราแปลคำว่าอกุศล แต่ไม่เป็นอกุศลธรรมที่ทรงไว้ในเรา มีแต่กุศลธรรมที่ทรงไว้ในเรา แล้วสามารถสลายธรรมะนี้ได้ จะมีภาษาคำว่าธาตุ คำว่าธรรม มันลึกซึ้งเป็นชั้นๆ คนที่อาศัยชั้นขึ้นก็ต้องอาศัยที่ใช้แทนกันได้ก่อน พอชั้นลึกแล้ว ตัวเองไม่ต้องอาศัยแล้ว ธรรมะนี้ไม่ต้องอาศัย ธาตุนี้ไม่ต้องอาศัย ความเป็นกุศลนี้ไม่ต้องอาศัย อย่างนี้เป็นต้น ถ้าทำก็ทำแต่กุศล ถ้าจะเรียกโดยภาษาว่าสิ่งที่ดีงาม มันก็เป็นความดีงามที่ยิ่งเพิ่มขึ้นๆ สำหรับผู้ที่ไม่ติดในกุศลแล้ว แต่พรุ่งนี้มีหรือไม่มีก็ไม่มีปัญหาเพราะไม่ได้ ตะกละกุศล แต่เป็นไปตามธรรมที่เรามีกรรมเป็นกุศลมันก็เป็นของเรา เราไม่อยากได้เท่าไหร่มันก็เป็นของเรา เราไม่เอามันก็เป็นของเราแล้วเราก็ไม่ได้ติดใจว่ามันจะมีหรือไม่มี แต่หน้าที่ของสัญญา จะทำหน้าที่ใส่เอาไว้เก็บเอาไว้ เราไม่เอาไม่นึกถึง ลืมไปเลยมันก็เป็นของเรา ลืมไปเลยก็ได้ แต่ถ้าลืมแล้วมันยังมี ถ้าคุณสามารถเก่งดึงขึ้นมาได้ เหมือนคุณมีข้อมูลใน Harddisk เราลืมรหัสเลย ไม่รู้จักค้นออกมาอย่างไรแต่มันอยู่ในนั้น ถ้าเผื่อว่า คุณจะใช้ขึ้นมา เผลอๆไปถูกรหัสได้ มันก็โผล่ขึ้นมาได้ อยู่ในนั้นมันไม่หายไปจาก Harddisk ไม่สูญหายไป เป็นแต่เพียงเราจำรหัสไม่ได้แล้ว มันก็ดึงมาใช้ไม่ได้ แต่ผู้มีรหัสหรือ Hackerที่เก่งก็สามารถหาได้ นี่ก็เทียบเคียงให้ฟัง ความรู้ของศาสนาพุทธนี้ เคหสิตะคือชาวโลกีย์ เนกขัมมะคือชาวโลกุตระ เป็นความรู้สึกต่างกัน ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เป็นสุดท้าย คนละขั้ว คนละความหมาย คนละสัจจะ คนละความแท้จริง อย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธเป็นแต่เพียงว่ามีจิตที่ดี ไม่ทำความไม่ดี โดยที่รู้ ไม่ทำ สำหรับตนเองอะไรรู้ว่าดีและไม่ดีแล้วตัวเองไม่ทำสิ่งไม่ดี แต่ต้องอนุโลมสำหรับผู้ที่ยังอาศัยสิ่งที่ดี ตามลำดับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เขาถือว่าดีแต่เราว่าไม่ดี เราก็ไม่ แต่คนอื่นเขาจะต้องใช้อยู่ เราก็อนุโลมทำให้เขา คนไม่รู้ก็หาว่าเรายังมีอยู่ ว่าเรายังมีกรรมไม่ดีอย่างนี้อยู่ ไหนว่าหมดแล้วล่ะ แต่เราไม่เป็นประโยชน์ต่อเราเราไม่ต้องชัด แต่เราใช้เพื่อคุณเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น มันก็เหมือนกับไปกลับมาว่าเดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสอันนี้เอาไว้ในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกล. 16 ข. (43) [43] คนเราอาศัยความมีกับไม่มีนี่แหละ เรามีความจริงใจหมดตัวตนจริงๆ ทำเพื่อผู้อื่นไม่ใช่ทำเพื่อตัวเองเลยเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ส่วนตนเองนั้นแม้ที่สุด เป็นพระอรหันต์แล้วไม่ต้องมีส่วนตนไม่ต้องสะสมส่วนตัว แต่มันจะมีสิ่งที่เป็นกุศลส่วนตนโดยธรรม โดยสัจจะของมัน ทำในสิ่งที่เป็นกุศลธรรมสะสม เราไม่เอาแล้วไม่สนใจมันก็มีให้มาใช้เป็นธรรมดา เอาล่ะ นัยละเอียดพวกนี้ จะต้องพูดซ้ำไปซ้ำมาย้ำไปย้ำมา และมันก็จะต้องขยายขึ้นไปให้ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มเติมให้แก่ผู้ที่เข้าใจชัดเจน แล้วเวลามันผ่านไปก็ต้องรู้ให้ลึกซึ้งขึ้น ใครยังรู้ไม่ได้ สัจจะนี้ยังไม่เปิดเผยก็ต้องเปิดเผยเท่าที่เรามี ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทิ้งไว้ในโลกนี้ อาตมาเอง อาตมานี่ต้องทำหน้าที่ โดยเฉพาะที่มัน เป็นความจำกัดว่า ตัวเองมีหน้าที่รักษาศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าให้อยู่ในยุคให้ครบ ไม่ได้หมายความว่าอาตมาจะทำงานศาสนาพุทธแต่แค่ของ พระพุทธเจ้าสมณโคดมเท่านั้น อาตมาจะต้องทำไปมากกว่านั้น แต่หน้าที่ที่รับผิดชอบและรับสัญญากันมากับพระพุทธเจ้าแล้ว อาตมาก็ต้องทำอันนี้ให้ครบให้ได้ หากไม่ได้ก็ต้องมาเกิดอีก หากไม่มั่นใจว่าจะไปถึง 2000 ปีก็ต้องเกิดอีก แต่มั่นใจว่าถึงแล้ว ถ้าอาตมาจะไม่เกิดก็ไม่เกิด แต่อาตมาอาจจะเกิดมาอย่างไม่แสดงตัวก็ได้ ศาสนาพุทธมีสิทธิเสรีภาพสูงสุด เราไม่มีตัวตน ใครจะว่าเราเป็นบ้าบออะไรเราก็ไม่แสดง แต่เราก็รู้ของเรา อันนี้เป็นประโยชน์กับกระทำอันนี้ไม่เป็นประโยชน์เราก็ไม่ทำ มีแต่ความซื่อสัตย์ มีแต่ความจริงไม่มีความไม่ดีงามอะไร เป็นสุดยอดแห่งความจริง พูดไปแล้วเหมือนมายา จึงต้องมีมายาทั้งภาษาและสภาพ 610809_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ตอนที่ 4