สังคมของคนที่ตายจากกิเลสจนเป็นพระอาริยะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.78 KB
วันที่แก้ไข9 กันยายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

สังคมของคนที่ตายจากกิเลสจนเป็นพระอาริยะ พ่อครูว่า... คนเราเกิดแก่เจ็บตายแล้วก็มีชีวิต ยึดมั่นถือมั่น ถือเป็นโลกธรรม มีชีวิตก็ไปหลงอยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มันเอาชีวิตไปทิ้งเปล่า อยู่ก็เท่านั้น มันต้องมาเรียนรู้กันจริงๆ ไม่ต้องไปแบก ลาภ ยศ สรรเสริญ คนแบกสรรเสริญ มันน่าเห็นใจเพราะเขาไม่รู้ตัวเขาได้ง่ายๆ เขาติดสรรเสริญ แล้วยิ่งสุข ยิ่งเนียนใหญ่เลย โลกียสุข เคหสิตสุข เนียน สุข ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกข์กับสุขเป็นเรื่องเดียวกัน เขาก็ยึดทุกข์เป็นสุขยึดสุขเป็นทุกข์ เพราะมันเป็นเรื่องเดียวกันเลย ซึ่งยากที่จะเข้าใจ คนที่ไปเข้าใจทุกข์ว่าเป็นสุข ไปยึดความทุกข์กับยึดความสุข ถ้ายึดสุขก็เป็นยึดทุกข์ เพราะฉะนั้นจึงเป็นความวิปลาสชนิดหนึ่ง เป็นคู่หนึ่งที่เรียกว่า ไปยึดทุกข์ว่าเป็นสุข ซึ่งมันมีหลอก เป็นภาษาพยัญชนะหลอก คิดถึงอาการที่เกิดขึ้นมันเป็น ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ทุกข์คืออะไร ทุกข์คือสิ่งที่ตั้งอยู่ทนอยู่ไม่ได้มันจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย เดี๋ยวก็แปลงเป็นสุข เดี๋ยวก็แปลเป็นทุกข์มากทุกข์น้อย ทุกข์หนักหนา โง่หนักก็ทุกข์หนัก คนที่ไปหลงเอาลาภแล้วก็เป็นสุข มีลาภเยอะแล้วเป็นสุข คนหลงยศเป็นสุข มียศ มีตำแหน่ง มีบั้ง มีเบอร์ คนก็หลง คนหลง สรรเสริญเยินยอยกย่องเป็นสุข เนียน เข้ามาในตัวเอง เป็นสุข มากน้อยจากลาภยศสรรเสริญอะไรก็แล้วแต่ มันไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะมาเรียนรู้แล้วว่า ปัดโธ่เอ๊ย สิ่งเหล่านี้ เราอย่าไปหลงใหลได้ปลื้มอะไรกับมันเลย อัตตมนตาโสมนัสสัง ปลื้มใจ ไปหลงยึด ซึ่งพูดไปก็เป็นพยัญชนะ ถ้ามันเข้าใจพฤติการณ์สภาวะธรรมไม่ได้ ขออภัยเขาพูดชัดๆ แจ้งท่านประยุทธ์ ปยุตโต ท่านมาเรียนรู้สภาวะธรรมให้ดี ความรู้ของท่านมันมากเกินที่จะปฏิบัติ บรรลุอ

อ่านต่อ

รหันต์ได้ไม่รู้กี่ล้านเที่ยวแล้ว ความรู้ของท่านเยอะ แต่ท่านไม่ได้ปฏิบัติ ไม่ได้มาเรียนรู้สภาวะ ท่านก็เลยยังติดอยู่อย่างนั้น ไม่งั้นจะออกมาสอนอย่างอาตมา ท่านจะไม่หลงติดอยู่กับเถรสมาคมอย่างนั้น ต้องอาศัยเถรสมาคม มอบตนอยู่ในทางผิดอยู่เลย มอบตนในทางที่ผิดยังไม่หมดในสัมมาอาชีวะข้อง 1 นะ อาตมายกฐานะให้ท่านว่าเข้าใจตนเองแล้วและท่านก็ไม่มีกิเลสที่จะไปติดยึดพวกนี้แล้ว แต่ท่านยังมอบตนในทางที่ผิดอยู่ในเถรสมาคม ยังไม่พ้นมิจฉาอาชีวะข้อที่ 4 ท่านไม่เข้าใจสภาวะพวกนี้ถ้าท่านเข้าใจท่านจะไม่อยู่ด้วย อาตมาเปรียบเทียบ อย่าว่าแต่ไปอยู่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของเถรสมาคม พระพุทธเจ้าท่านดำรงตำแหน่งอยู่ในพระเจ้าแผ่นดินนะ ท่านยังไม่เอาเลย ท่านยังออกมาทิ้งหมดเลย เดินพระบาทเปล่า มาสอนธรรมะอย่างเดียว ไม่เอาเลย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทรัพย์ศฤงคารไม่เอาทั้งนั้น มาสอนธรรมะ อยู่ให้ประชาชนเลี้ยงไว้ เห็นไหมว่าท่านไม่รู้สภาวะธรรมเลย ท่านติดจมอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่แค่เถรสมาคม ติดตํารา ติดพยัญชนะ ติดภาษาความรู้ อะไรก็น่ารู้ไปหมด เป็น ปทปรมบุคคล ขออภัย วันนี้เอาหนักหน่อย รู้พระพุทธพจน์ก็มาก ท่องจำได้ก็มาก สอนคนอื่นอยู่ก็มากแต่ตัวเองไม่บรรลุธรรมเลย นี่ท่านเป็นปทปรมบุคคล แล้วมันได้แก่ใคร ท่านประยุทธ์ ปยุตโต เอาแรงหน่อย ก็ต้องขออภัยท่านจริงๆ เพราะท่านเป็นภันเต ท่านบวชก่อน อาตมาจะต้องขอคารวะ นานๆที ไม่เหมือนท่านมหาบัวบ่อยๆ สู่แดนธรรม... ทำไมพ่อท่านถึงกล้า พ่อครูว่า...เพราะอาตมามีความจริง และมีความจริงใจ เพราะอาตมาไม่ได้ปรารถนาร้ายต่อท่าน อาตมาพูดสิ่งนี้ที่เป็นความจริง ไม่เช่นนั้นเหมือนคนใจดำเหมือนกัน ทำไมไม่บอกท่าน ซึ่งจะไม่มีใครกล้าเตือนท่านนะอาตมาพูดอย่างเกรงใจมาก นี่เตือนไป ก็ถือว่าอาตมาก็ไม่ใช่เล่นนะ จริงๆก็กล้าอยู่ไม่ได้กลัวอะไร แต่เอาน่า ไปว่าท่านบ่อยๆนักท่านก็จะเมินหมางเลย ไม่ฟังเลยตีทิ้งไปเลยไม่คบกันเลยก็ไม่ดี ก็ นานๆทีท่านก็เป็นผู้ที่มีปฏิภาณไหวพริบเยอะอยู่พอสมควร เอ้า..พอ สำหรับท่านประยุทธ์ ปยุตโต

ก็ขอสรุปว่า อาตมาเกิดมาในชาตินี้ เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามารื้อฟื้นมาเปิดเผย โลกุตรธรรมจนกระทั่งทำให้คนรับรู้ ฟื้นโลกุตรธรรมขึ้นมาได้ จนกระทั่งเกิดโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมเป็นคำรวม คำใหญ่ เป็นธรรมะขั้นโลกุตระ ปฏิบัติได้มรรคได้ผลด้วย เป็นอารยธรรมหรือเป็นโลกุตรธรรม นี่ มาเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ในสังคมชาวอโศก ซึ่งอาตมาบอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมอาริยบุคคล คนที่เขายังไม่มีภูมิไม่มีความรู้ เขาไม่เชื่อหรอก โน่น เขาไปเชื่อว่าสังคมของมหาบัวโน่น เป็นอรหันต์กัน แต่ มหาบัว ไม่มีชุมชนนะ ไม่มี โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แม้แต่ในพระเขาก็แยกแยะไม่ได้ว่าใครเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แต่ของพวกเรานี้แจกแจงกันได้ อันนี้ก็เป็นความต่างแล้วก็ยืนยันกันได้ด้วย คุณแต่ละคนจะปฏิญาณตนว่าเป็นโสดาบัน ปฏิญาณตนว่าเป็นสกิทาคามี ปฏิญาณตนว่าเป็นอนาคามี ยังไม่แม่น ยังไม่กล้า ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ยืนยันให้แก่ตัวเองได้ ก็เถอะ คุณก็ยังพอรู้ว่า เอ้อ โสดาบัน มีหลักเกณฑ์ของพระโสดาบันขนาดไหน รู้จัก สักกายทิฏฐิ ปฏิบัติศีล 5 เราเอา ศีล 5 มาเป็นเครื่องตรวจสอบ แล้วจิตของเราก็เป็นปกตินะ กับเรื่องสัตว์ เรื่องของ สัตว์ เราก็มีจิตใจที่เอ็นดูเป็นเพื่อนทุกข์ หวังประโยชน์แก่กันและกันอยู่ มีข้าวมีของ เราก็ไม่ทุจริตแล้ว ของเขาก็ของเขา ของเราก็ของเรา ถือวิสาสะกันบ้างก็ต้องระมัดระวัง มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็สังวรระวัง ยิ่งเป็นอนาคามีสบาย รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็สบายแล้ว ไม่มีเรื่องที่จะเป็นทุกข์เป็นสุขกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ไม่มีแล้ว ก็เป็นอนาคามีจริง ยิ่งหมดรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ก็อยู่ด้วยกันสบาย ข้าวของก็ไม่มีทุจริต รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็ไม่มีกิเลสอะไรเลย เข้าใจหมด หลุดพ้น อย่างน้อยก็อนาคามีขึ้นไป เหลือเศษที่คุณสรุปไม่ได้เท่านั้นที่จะเป็นอรหันต์ ที่อาตมาพูดแล้วพูดอีกว่า พวกเรานี้เป็นอรหันต์แต่สรุปไม่เป็น สรุปไม่ลง ถ้าสรุปลงเป็นอรหันต์กันเยอะไม่ใช่เล่นนะ อรหันต์ก็มีขั้นตอนเหมือนกัน 650909 สังคมของคนที่ตายจากกิเลสจนเป็นพระอาริยะ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน