ผู้เป็นกลางคือผู้วางกามกับอัตตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
ผู้เป็นกลางคือผู้วางกามกับอัตตา _พ่อครูว่า... มาเข้าสู่ความเป็นกลาง คำว่าความเป็นกลาง คนที่จะดำเนินชีวิตแล้วก็ใช้ศัพท์คำว่า ดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลาง คำว่าทางสายกลาง มันเป็นภาษาที่พาให้ออกนอกทางพระพุทธเจ้า มันมีภาษาบาลีว่า มัชฌิมาปฏิปทา มัชฌิมาแปลว่ากลาง ปฏิปทาแปลว่าทางปฏิบัติ แล้วไปเอาคำว่าสายไปใส่ ปฏิปทาแปลว่าวิธีปฏิบัติ ทางปฏิบัติ หรือมรรค มรรคคือทางปฏิบัติ ไม่ใช่ทางเดิน ไม่ใช่ทางถนน แต่คือวิธี เส้นทาง เส้นทางที่พระพุทธเจ้าขีดเส้นไว้ให้ เดินตามเส้นนี้ แล้วจะไปถึงความเป็นกลาง ไม่ใช่เดินในทางสายกลาง แล้วไปเข้าใจว่า ทางสายกลางคือเดินตรงกลาง แล้วก็มีอีก 2 ข้าง เราก็เดินอยู่ตรงกลางนี้ไป แล้วไปไหน ไม่รู้ เมื่อไหร่จะเจอความเป็นกลาง ไม่รู้ ความเป็นกลางคืออะไร ก็ไม่รู้ อาตมาลองสรุปมาเป็นพยัญชนะ เขียนไว้ว่า คนที่จะดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลางได้แท้ ก็ต้องเป็นผู้บรรลุธรรม เลิกละวาง กาม กับ อัตตา ได้จริง อยู่ๆ ใครก็ไม่รู้ เขาจะให้ดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลางได้เลยนั้น เขาก็บอกมาพูดว่า ดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลางนะ แล้วจะเดินทางสายกลางได้เลยนั้น คือคนพูดชนิดที่ไม่รู้ภาษา ไม่รู้สภาวะของ กามของอัตตาเลย เขาไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าตัวเอง ละล้างกาม อัตตาหมดหรือยัง ไม่รู้ แล้วมาพูดเท่ๆโก้ๆ ด้วยสำนวนของพระพุทธเจ้า แต่ตัวเองเข้าใจผิด เข้าใจภาษา ความหมายของภาษาก็ผิด ตัวสภาวะจริงก็ผิดไปไกลๆเลย เพราะเขาไม่รู้ ภาษามันผิดไปแล้วแล้วเขาไม่มีทางที่จะรู้ความจริงได้ง่ายๆ คนเป็นจริง บรรลุจริงให้เห็นอยู่ ปฏิบัติบรรลุผล บรรลุธรรมอย่างชาวอโศกเราบรรลุผลบรรลุธรรมที่จริง รู้จักกามรู้จักอัตตา พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสสั้นๆ ในพระธรรมบท พระไตรปิฎกเล่มที่ 15 สั้นๆว่า สุขยิ่งกว่า ความสงบไม่มี สำนวนไทยว่าอย่างนั้น นัตถ
อ่านต่อ
ิ สันติ ปะรัง สุขัง ปะระ ปรัง แปลว่าอื่น สันติ คือความสงบ ความสงบอื่น ที่เป็นสุขยิ่งไม่มีหรือสุขยิ่งกว่าความสงบไม่มี ประเด็นจริงอยู่ที่ความสงบ ความสงบเป็นประเด็น แล้วสงบอย่างไร? นี่แหละคือปัญญาข้อที่ 3 ในปัญญา 8 จะมีความสงบ 2 อย่าง ข้อที่ 1 ได้พบพระพุทธเจ้าเลย หรือผู้ที่เป็นสัตบุรุษสัมมาทิฏฐิ แล้วต้องพากเพียรฟัง ไม่ใช่พบครั้งเดียว แล้วก็ไม่พบอีกเลย ไม่ใช่ แต่พวกคุณพบกี่ครั้งแล้ว ไม่มีตัวเลขนับเลย กว่าจะเข้าใจ ความสงบ 2 อย่าง ดูง่าย เพราะ ความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบแบบมิจฉาทิฏฐิ กับ ความสงบที่สัมมาทิฏฐิ ทีนี้ความสงบสองอย่างนี่แหละ คนที่มิจฉาทิฏฐิจะเข้าใจความสงบโดยไป กดข่มกิเลสไว้ ไม่ได้เรียนรู้กิเลสจริง ไม่ได้สร้างพลังงานให้เกิดเป็นปัญญา หรือเป็นบุญ เป็นฌาน ล้าง เป็นพลังงานที่เหนือกว่าพลังงานกิเลส แล้วก็ทำให้กิเลสตาย กิเลสจางคลายดับสนิทได้ เป็นพลังงานทางจิต เป็นพลังงานทำลาย พลังงาน ราคะก็เป็นพลังงาน โทสะโมหะ ก็เป็นพลังงานของกิเลส ไม่ใช่ของจิตจริง แต่พลังงานของจิตจริงคือพลังงานปัญญา ผู้ที่สร้างปัญญาหรือพลังงานที่ไปฆ่ากิเลสได้ พลังงานเป็นฌานไป เรื่อยเรื่อยตามลำดับ ตั้งแต่ 1 2 3 4 ฆ่ากิเลสไปตามลำดับจนตาย ส่วนบุญเป็นเพชฌฆาตมือที่ 4 หรือ 5 ฆ่าเป็นมือสุดท้ายเลย ฆ่ามาๆ ตายมาเรื่อยๆ ตายแล้วตายอีกฆ่า จนตายสนิทไม่ฟื้นอีก แล้วจบที่ เพชฌฆาตมือสุดท้าย คือบุญ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เข้าใจง่ายๆ ภาษาบาลีมันได้เข้าใจผิดเพี้ยนไปเรื่อยๆคำว่า สมาธิ คำว่ากาย คำว่าบุญ คำว่าปัญญา มันเพี้ยนไปหมด อาตมาต้องมารื้อฟื้นใหม่อธิบายใหม่ ก็มันเสื่อมไปหมดแล้วโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้ามันกลายเป็น กลองอานกะ ไม่มีเนื้อเก่าของพุทธเจ้าแล้วมันหมดไปแล้ว อาตมาพูดอย่างง่ายๆพูดยัง โอหัง ยะโสโอหังเลย ที่จริงพูดอย่างภาคภูมิใจ พูดเสียงพูดที่มั่นใจและมีเมตตามีความจริงใจ ที่จะเอาความจริงนี่มาประกาศข่ม มันจึงดูแรงดูดุเดือด ข่มสิ่งที่ไม่ดี ข่มเท่าไหร่มันก็ยังไม่ยอมลงง่ายๆเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่จะสามารถรู้ แล้วก็ปฏิบัติจนกระทั่งรู้จักกาม รู้จักอัตตา พระพุทธเจ้าสอนให้ ลดกามมาก่อน มันเป็นข้างนอก ที่จริง มันก็เป็นตัวเดียวกันนั่นแหละ มันเป็นตัวตน ซึ่งไปติดภาวะปรุงแต่งที่เรียกว่า กามรส เป็นข้างนอก ทวาร5กามคุณ 5 ไม่ได้เรียกกามคุณ 6 จาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือโผฏฐัพพะ สัมผัสข้างนอกแล้วเกิด กิเลสกาม เรียนรู้ตั้งแต่หยาบ อบายมุขก็กามหยาบ หมดอบายเหลือกามต่อมา จัดจ้านอยู่เหมือนกัน ก็ลดลงมา โสดาบัน เข้ากระแสของโลกุตระ เรียนรู้แล้วก็ลดมาเรื่อยๆ คือเดินทางเป็น สกิทาคามี มาเรื่อยๆ เรียกว่า โกลังโฏละ สูงเป็น สกิทาคามี มาเรื่อยๆ จากข้างนอกเยอะ หมดข้างนอกเลย จนสัมผัสอยู่ การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้หนีสัมผัส ไม่ได้หนีการกระทบหรือว่าการเผชิญ อยู่กับเหตุปัจจัยที่ชวนให้เกิดกิเลส ไม่ได้หนี เราก็สัมผัสอยู่ แต่เราอยู่เหนือมันเรียกว่า อุตตระ โลกุตระลอยยอยู่เหนือโลกีย์นั้น มีอำนาจเหนือ เรียกว่า อนุปคัมมะ หรือ อภิภุยยะ มีอำนาจ มีอิทธิพลครอบงำพวกนี้ได้ เหนือมัน มันมาทำอะไรเราไม่ได้ เหมือนเราแข็งแรง จับหัวเด็ก แขนสั้น มันก็ดิ้นอย่างไรก็ทำอะไรเราไม่ได้ เรามีอำนาจเหนือ หรือจับหัวสัตว์บางตัว มันดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุดมือเรา ดูเหมือนรูปธรรมที่แรง แต่ที่จริง พลังงานไม่ได้จับอะไร เพียงแตะ ก็มีอำนาจเหนือแล้ว ไม่ต้องแตะ เพียงเห็น เพียงใกล้เท่านั้น มีอำนาจเหนือมันก็จะรีบหนีเลยกิเลสมันหนี สัจจะที่เป็นอำนาจใหญ่มันจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น หมดกามภายนอกก็เคี่ยวข้นมาหาใน เรียกว่า อัตตาที่เหลือ สรุปกามข้างนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่เหนือหมดแล้ว เหลือภายใน เป็น รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา อุทธัมภาคิยสังโยชน์ อันที่พ้นแล้ว คือ โอรัมภาคิยสังโยชน์ เป็นอนาคามี แปลว่าไม่เวียนกลับ อาคามีหรืออาคต แปลว่า ไปๆ มาๆ แต่อันนี้ไม่ไปๆมาๆแล้ว ก็เห็นอยู่นะ ดีไม่ดีคบหาด้วย แต่ไม่ได้เป็นอย่างเขาแต่ช่วยให้เขาเลิกมาได้ด้วย อยู่กับเขาเพื่อที่จะช่วยเขา ไม่ได้ส่งเสริมให้เขาไปลงนรกต่ออีก ไม่ใช่ จะช่วยให้เขาขึ้นจากนรก ขึ้นจากที่ไม่สบาย อบาย ขึ้นมาตื่นขึ้นมาเลิกขึ้นมา มันต้องช่วยกันอย่างนี้ ผู้ที่พ้นแล้วไม่ช่วยคนอื่นใจดำอำมหิต เอาตัวรอดแต่คนเดียวอำมหิตมาก ไม่ดีเลย ต้องช่วยผู้อื่นด้วย ช่วยได้มากก็เก่งขึ้น สามารถขึ้นจริง แต่อย่าไปอ้าขาผวาปีกเกินตัว ประมาณว่าเราจะช่วยได้ประมาณนี้ ซึ่งมันมีเหตุปัจจัยแวดล้อมไว้เยอะ อย่างอาตมา คนที่จะมาก็ มีอะไรกั้นไว้ ไอ้ที่แย่ๆ เข้ามาไม่ได้ มันเข้ามาก็ขนาดที่พอจะช่วยได้ ซึ่งมันเป็นความซับซ้อนที่ อจินไตย มากเลย ธรรมะพวกนี้ สรุปแล้วเราตัดกามข้างนอกไปหมดก่อน เหลือข้างในที่เรียกว่าอัตตาสภาพที่ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา เป็นสังโยชน์อีก 5 ข้อ รูปราคะก็หยาบกว่าอรูป รูปราคะ ราคะคือกาม กิเลสไปติดเหนียวยึดอยู่แต่มันไม่หยาบเป็นกามข้างนอกทวาร5แล้ว มันเหลือข้างในบางกว่า แต่มันก็ไม่พ้น ภพชาติ ดีไม่ดีมันอาจจะกลับคืนมาหากามใหม่ก็ได้ ถ้าไม่ทำให้มันมีอำนาจมากจนกระทั่ง อนาคามี ไม่กลับไปอีกแล้ว พยัญชนะบอกว่าไม่เวียนกลับไปต่ำอีกแล้ว ให้ได้จริงๆ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ใช่อนาคามีจริง ยัง อาคา ยังกลับไป กลับมา ยัง อาคต อาคา ยังไปๆ มาๆ ต้อง ไม่ไปไม่กลับอีกแล้ว อนาคา แล้วก็ล้าง ไอ้ที่ มันยังติดอยู่อีก รูปราคะหมด เหลือ อรูป พยัญชนะก็คือรูปที่ถูกรู้แต่เหลือเบาบาง เล็กๆน้อยๆ ก็เรียนรู้ตัวเล็กๆน้อยพวกนี้อีก ส่วนที่เหลือจึงคืออัตตาเรื่อยๆ กามข้างนอก อัตตาตัวตนข้างในไปเรื่อยๆ จนอรูปอัตตา โอฬาริกอัตตา คืออัตตาโอฬารอัตตาใหญ่ข้างนอก มโนมยอัตตาคือ มโนก็จิตใจ มยะก็ อันเป็นเรา ที่เราเองยังยึดมันเป็นอัตตาอยู่ มโนมยอัตตานี่หมดข้างนอกแล้วเข้ามาเหลือข้างใน เป็นตรงกลาง ข้างในแต่ยังหยาบอยู่ มโนมยอัตตาจริงๆคือรูปราคะ เล็กลงๆๆ เล็กลงเรื่อยๆ มโนนี่เล็กลงๆ เหลืออรูปราคะ เหลือ ได้ดีถือดีเป็นอุปกิเลสซ้อนอีก ไอ้นี่จะช้า จะมาเสียท่าตรงนี้ หลงดีเมื่อได้ดีแล้วเรียกว่ามานะ ติดในภพชาติ เรียกเต็มๆว่า อัตตามานะ มานะ อติมานะ มัชชะ มทะ ปมาทะ ประมาท ไม่ได้ ต้องลดลงอีกๆ จนกระทั่งเหลือ อุทธัจจะกุกกุจจะ เป็นธุลีละอองฝอยเหลือน้อยแล้ว ชวนให้เราติดยึด มันยังมีทุกข์ไม่สะอาดโปร่งใส ก็ล้างอีก ๆ อุทธัจจะกุกกุจจะ จนหมดจนเกลี้ยง จนเห็นด้วยวิชชา ญาณ ปัญญา เห็นด้วยความรู้ที่ชัดเจนว่ามันหมดสะอาด ปฏิบัติ ออกไปจนกระทั่งมันสะอาดบริสุทธิ์ เรียกว่า ปริสุทธา บริสุทธิ์ ปริสุทธาจะอยู่ในฐานของ ฌานที่ 4 อุเบกขา อุเบกขานี่มีองค์ธรรม 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา บริสุทธิ์สะอาด จาก กาม จากอัตตา เพราะฉะนั้นมันจะมี พลิ้วๆแผ่วๆของกามอย่างไรก็ต้องเอาให้หมด มันหยาบกว่ากามภายนอก แม้เหลืออัตตา ก็ยังรู้ว่ามันยังเหลือต้องเอาให้หมดๆๆ ไปเรื่อยๆ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ ลดลงไปเรื่อยๆ กามฝั่งหนึ่ง อัตตาฝั่งหนึ่ง ในโลกเขามีอยู่เป็นธรรมดา เราอยู่เหนือมันแล้วเป็นโลกุตระแล้ว ก็ไม่ได้หนีจากมัน คนอวิชชาก็ปรุงกามปรุงอัตตากันเต็มโลกเราไปห้ามเขาไม่ได้หรอก พยายามบอกเขาช่วยเขา เขาก็ไม่ค่อยฟัง เพราะฉะนั้นคนไหนที่พออยากจะให้เราช่วยเราก็ช่วย คนไหนไม่อยากให้ช่วย เราก็ปล่อยไปตามยถากรรมของเขา รับวิบากของเขาไปเอง คนที่พอช่วยได้ก็ช่วยกันไป เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้รับผลช่วยกันได้ ก็มารวมกลุ่มกันเป็นมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี แล้วก็ ปฏิบัติตามศีล แล้วก็ยินดี ปฏิบัติตามศีลแต่ละข้อได้มรรคได้ผล ก็มีฉันทะ มีความยินดี ตามสุริยเปยยาล สูตร 7 ยินดีปรีดา เพราะรู้จักอัตตา เข้าใจอัตตา ลดอัตตา ไปตามลำดับ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา เข้าใจอัตตา อย่าง สัมมาทิฏฐิ สุปริยเปยยาล ตัวที่ 5 คือ ทิฏฐิ ก็ สัมมาทิฏฐิ ก็ปฏิบัติรู้จักอัตตาดี ตั้งแต่ สักกายทิฏฐิ ตัวสำคัญ มีกาย มีรูปภายนอก มีรูปภายใน มีกิเลส รู้มาตั้งแต่ตัวต้นๆ มาเลย ชัดเจนในทิฏฐิทั้งหลาย ทิฏฐิ 10 หรือ สัมมาทิฏฐิ ตั้งแต่มิจฉากับสัมมา ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนรู้ขั้นตอนของ ทิฏฐิ 10 แล้วก็ได้ลดละมาตามลำดับ พอลดละมาได้ อัตตา โดยไม่ประมาท สุริยเปยยาล ข้อที่ 6 ไม่ประมาท ปฏิบัติจริงๆ ไม่ประมาท ข้อที่ 7 โยนิโสมนสิการ ใน สุริยเปยยาล ผู้จะปฏิบัติธรรมมรรคมีองค์ 8 ต้องเห็นแสงอรุณ 7 มาก่อน ผู้ที่ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 โดยไม่รู้จัก แสงอรุณคือ สุริยเปยยาล 7 ไม่เข้าใจสุริยะเปยยาล 7 มาก่อน ก็ล้มเหลว คุณจะอุตริเห็นพระอาทิตย์โดยไม่เห็นแสงอรุณก่อน คุณก็คือไม่ได้อยู่ในโลกเขาสิ ไปหลับตาอยู่ที่ไหนแล้วโผล่มาเห็นพระอาทิตย์เลย โดยทำที่ลืมตารู้โลก รู้การเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ก็ต้องเห็นแสงอรุณก่อน ก่อนจะเห็นพระอาทิตย์ ก่อนจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 เป็นเรื่องลึกซึ้ง ซับซ้อนมากเลย ถ้าไม่เข้าใจสภาวะจริง อธิบายไม่ออกหรอก อาตมามีสภาวะจริง ผ่านมาแล้ว เข้าใจแล้ว ทำได้แล้วด้วย ก็เลยเอามาพูดได้อย่างสบายใจมาก อธิบายให้ฟัง มันก็เลยจำสภาพได้หมดเลย มันมีเนื้อแท้ของเราอยู่ เป็นลำดับที่น่าอัศจรรย์ มันไม่ขลุกขลัก ไม่กระโดดไปกระโดดมา มันเรียงตาม เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย สวย คนจะโยนิโสมนสิการ จะทำใจในใจได้อย่างถ่องแท้ แยบคาย ถูกต้อง ละเอียดลออจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา เพราะฉะนั้นบอกว่าโยนิโสมนสิการ อย่าไปมัวแปลว่า พิจารณาให้ถ่องแท้ ไม่เข้าถึงมนสิการ ไม่เข้าถึงการทำใจในใจเป็น มนสิการ เป็นตัว มูลสูตร ข้อที่ 2 ฉันทะ เป็นข้อที่ 1 มนสิการเป็นข้อที่ 2 ใน มูลสูตร 10 กลับมาสู่กามกับอัตตา อีกทีนึง คนจะเดินแล้วก็เข้าใจความเป็นกลาง เข้าใจสิ่งที่ตนเองได้แล้ว กลางแล้ว รู้จักกาม รู้จักอ้ตตา โดยไม่เข้าเป็นอะไรกับกาม ก็กิเลส เข้าไปเป็นอะไรกับอัตตา ก็กิเลส เป็น อนุปคัมมะ เป็นผู้ที่ รู้แล้วทั้ง 2อัน 2สิ่งแล้ว ไม่เข้าไปให้มี ไม่เข้าไปส่งเสริมให้มีทั้ง 2 อัน แต่รู้จัก อนุโลมปฏิโลมกับแต่ละฐานะของแต่ละคน เขาที่ปฏิบัติถึงขั้นนี้แล้ว ให้เขามีพัฒนาการขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นปฏิภาณความรู้ของผู้ที่จะ ช่วยรื้อขนสัตว์ หรือ เป็นผู้ที่ สัตถาเทวมนุสสานัง เป็นผู้สอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย โดยไม่มีใครได้เทียบเท่า อาตมาก็ไม่เทียบเท่าพระพุทธเจ้า นั่นเป็นคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า แต่ อาตมาก็ไม่น้อยเหมือนกัน ก็พอใช้ได้ตามลำดับ วันนี้ก็ขอสรุปว่า ผู้ที่จะเป็นผู้ถึงความเป็นกลาง ไม่ใช่ไปมัวเดินแต่ในทางสายกลางแล้วจะไปถึงไหนไม่รู้เรื่อง แต่เป็นผู้ที่จะดำเนินอยู่ เป็นผู้ที่มีความเป็นกลาง เพราะรู้ 2 อย่าง แล้วก็ช่วย 2 อย่างให้หลุดพ้นขึ้นมา ไม่ใช่เดินลอยตัวเล่นเฉยๆ ไม่ใช่ จะช่วยคนสองฟากนี้ขึ้นมาเป็นงานหนัก งานใหญ่ งานสำคัญ ของมนุษยชาติ เมื่อบรรลุได้แล้วคุณก็มารวมกันเป็นหมู่กลุ่ม มีพลัง จะเรียกว่าอำนาจก็ดูแข็งไป แต่มีพลัง มีฤทธิ์ มีภาวะ ที่สงสารเอ็นดูเกื้อกูลผู้อื่น ช่วยผู้อื่นต่อไปๆๆ ด้วยความเมตตา กรุณามุทิตา อุเบกขา สูงสุดเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่จะไปพูดถึงความเป็นกลาง เรียกว่า ทรงไว้ซึ่งความเป็น มัชเฌนธรรม ทรงไว้ ซึ่งความเป็นกลาง ผู้ที่จะมีได้ถึงขั้นนี้ต้องทั้งรู้กาม รู้อัตตา แล้วก็เป็นผู้ที่อยู่เหนือแล้วช่วยผู้อื่นขึ้นมา มาเป็นผู้ที่อยู่เหนือกาม เหนือกามอัตตาได้ หยาบ กลาง ละเอียด ขึ้นมาได้จริง นี่คือคนที่เป็นผู้รู้จริง ทำได้จริง แล้วช่วยมนุษย์เกิดผลจริงอย่างที่อาตมาทำนี้ ใครจะหาว่าอาตมา อวดตัวอวดตน คุยโม้ก็ไม่ว่าแต่ถ้าจะมาทำจริงได้มาจริง นี่แหละ เด็กๆ ก็มาเรียนต่อคนที่แก่ตายไปแล้วก็มี บรรลุอรหันต์ไปแล้วก็มี อนาคามีตายไปแล้วก็มี สกิทาคามีตายไปแล้วก็มีเยอะ มันไม่มีงานใดที่ยิ่งใหญ่กว่างานนี้งานมนุษย์ ที่อาตมาสรุปแล้วว่าพระพุทธเจ้าค้นพบแล้วก็สำเร็จทุกวิชาการในโลก สุดท้ายท่านไม่ทำเลยวิชาการอื่น ท่านมาทำงาน รื้อขนสัตว์ มาช่วยให้ได้โลกุตรธรรม งานเดียวของพระพุทธเจ้างานสุดท้าย 45พรรษาของพระพุทธเจ้า สอนเรื่องนี้เรื่องเดียววิชาอื่นไม่เกี่ยว เลิกเลย จบ เสร็จแล้วท่านก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไปแล้ว คำว่า ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ดี มีอยู่ในมูลสูตรข้อที่ 10 อาตมาต้องมาไขความ แล้วจะชัดเจนนะ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน สลายตัวเองไปเลย อวสานจบ ปรินิพพานไปอย่างเยี่ยมยอดเลย ปริยะ โอสาน อวสาน เลิก เป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ไปเลย พระอรหันต์ที่รู้แจ้ง รู้จริง จบกิจแล้ว ก็คือ ทำธาตุจิตนิยามของตัวเองให้สลายเป็นดินน้ำไฟลมได้เลย ตายไป กายสเภทา ปรัมมรณา หลังจากตายแล้วก็ไม่เหลือจิตนิยามของพระอรหันต์อีก ท่านสลายจิตนิยามของตัวเองเป็นอุตุธาตุ เป็นดินน้ำไฟลมไปหมดแล้ว ไม่ได้จับตัวกันเป็นอัตตาอีกเลย นี่เป็นความตรัสรู้หรือเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทางจิต ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์จะต้องศึกษา ผู้ที่บรรลุธรรมสูงสุดเป็นอรหันต์ได้แล้ว จะมีจิตเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นพระพรหม ช่วยเหลือผู้อื่นต่อ ก็ท่านพ้นทุกข์แล้วท่านปรินิพพานได้แล้ว ท่านก็ช่วยคนอื่นต่อไป ได้แล้วก็ได้เลยอีกด้วย ได้แล้วไม่มีตกต่ำไม่มีเปลี่ยนแปลง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง(ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) 650912 ผู้เป็นกลางคือผู้วางกามกับอัตตา รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 54