เวทนา 108 คือกรรมฐานของพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เวทนา 108 คือกรรมฐานของพุทธ _ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับ คือเกิดมาเป็นคนมีความเกิดเป็นธรรมดา มีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บเป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา แล้วยังมายึดมั่นถือมั่นอีกโดยถือโลกธรรมเป็นใหญ่อีก ผมจึงขอสัมมาทิฎฐิจากพ่อท่านด้วยครับ กราบนมัสการขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า... มันลึกซึ้งนะ คำตรัสของพระพุทธเจ้าแค่นี้ก็เถอะ คนเราเกิดมานี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าก็เป็นธรรมดา มีความเกิดเป็นธรรมดา ความแก่เป็นธรรมดา ความเจ็บเป็นธรรมดา ควาตายเป็นธรรมดา เป็นธรรมดาก็หมายความว่า เป็นปกติสามัญ มันจะต้องเป็นอย่างนี้ เป็นตถตา มันจะต้องเกิดมา แล้วก็แก่ แล้วก็เจ็บป่วย ผู้ที่ไม่เจ็บไม่ป่วยเลย การเกิดมาแต่ละชาติและไม่เจ็บไม่ป่วยนี่ โอ้โห สุดยอด เป็นผู้ที่หลุดพ้น ชีวิตนี้ปลอดโปร่งมาก ความตายเป็นธรรมดา สุดท้ายก็จะตาย ความตาย ตายไม่จริง ความตายนี้ตายไม่จริง คำว่าตายคำนี้ ภาษาไทยว่าตาย ก็รู้กันดีว่าตายคือสิ้นลมหายใจ แล้วก็เอาไปใช้ในทางภาษาธรรม ว่ามันคือตาย คือสิ้นหมด หมายถึงกิเลสสิ้นหมด คือตาย แล้วก็ไปเข้าใจว่ากิเลสหยุด มันแค่หยุด มันแค่พักยก หยุด ก็ไปเชื่อว่ามันตาย โดยไม่เข้าใจ สายนั่งหลับตาหรือว่าสายที่เกิดใช้ตรรกะ เออมันก็เป็นเช่นนั้นเอง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ใช้คาถา ใช้ภาษาพวกนี้แล้วก็วาง จิตเขาวางอย่างสายท่านพุทธทาส วาง วาง อันนี้คือสมถะลืมตา วาง วาง วาง สายท่านพุทธทาส อย่าไปคิดมัน ซึ่งผิด พระพุทธเจ้าท่านใดรู้จักมีสติรู้ว่ามันคิดอย่างนี้ มีเหตุปัจจัยอย่างนี้ แล้วมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยให้ดี วิจัยให้ออกเลยว่ามันมีประกอบไปด้วยสังขาร นี่แหละมันเป็นจิตวิญญาณ แยกแล้วจะเป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็จับคู่ทีละคู่
อ่านต่อ
เรียกว่านามรูป นามรูปรวมกันก็จะเป็นอายตนะ ก็ปฏิบัติอายตนะนี่แหละคือตัว 2 มันจะปรุงแต่งกันเนียนมากเลยอะนะ ถ้าไม่รู้มันก็จะกลายเป็นตัวแท่งก้อน เป็นตัวเวทนา เป็นตัวตัณหาอุปาทาน ภพชาติ อยู่ในนี้ทั้งหมด ผู้ที่สามารถแยกอายตนะเป็น 2 ได้ จะเห็นว่ามีเวทนา เมื่อมีผัสสะเกิดเวทนา เกิดความรู้สึกเมื่อมีการสัมผัส เมื่อมีการสัมผัสปั๊บ มันก็จะเกิดเวทนาให้เรารู้ ปรุงแต่งปุ๊บ เป็นเวทนา เป็นอารมณ์ รวมเป็นหนึ่งเลย เอกสโมสรณา ในตัวอัตโนมัติ รวมแล้วโดยอวิชชา เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นได้ 3 แง่ นี่คือ 3 แง่ของเวทนาคู่แรก พระพุทธเจ้าท่านสอนเวทนา 108 มี 2 แง่ก่อน คือ กายิกเวทนา กับเจตสิกเวทนา มีกาย เกี่ยวข้องกับข้างนอก เรียกว่า กายิกเวทนา กาย เกี่ยวข้องกับภายนอกมีธาตุรู้ร่วมกันกับข้างนอกเป็น 2 คำว่า กาย คำนี้แหละ มันจะเป็นอย่างเดียวเฉพาะร่างภายนอกไม่มีจิตไปร่วมเลย ไม่ได้ อันนี้แหละคือต้องสัมมาทิฏฐิในคำว่า “กาย” คำนี้ให้ได้ ถ้าสัมมาทิฏฐิตัวนี้ไม่ได้ เริ่มต้นสัมมาทิฏฐิตัวนี้ไม่ได้ แล้วก็นำมาเรียนรู้กับตัวเอง เรียกว่า สักกะ เข้าใจกาย หมายถึงสภาพภายนอกภายใน มีสัมผัส ต้องมีผัสสะ มีภายนอกภายในตลอด แล้วจะมีตัวที่ 3 รวมเป็นกิเลส มีจิต มีรูปนาม แล้วมีกิเลส ก็จัดการกิเลสออกให้ได้ก็คือทำเวทนานั่นแหละ มันปรุงแต่งเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ได้ทั้ง 3 แง่ เพราะฉะนั้นเวทนา 3 นี่แหละมันจะเกิดจากเหตุปัจจัย 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อมันสัมผัสกันปรุงแต่งกันมันจะเกิดมีอาการ ของ สุข ของทุกข์ ซึ่ง หยาบภายนอก แล้วเรียกภายในอีกคู่ว่า โสมนัส โทมนัส แล้วอุเบกขาอีกอัน มันคือน้ำหนัก ดีกรีของความรู้สึก แยกให้เห็นเป็น 5 ระดับ ทุกข์สุข โทมนัส โสมนัส อุเบกขา นี่คือเวทนา 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เกิดกิเลสใกล้จะเกิดน้ำหนักของกิเลสแล้วรู้สึกเป็นเวทนาสุขทุกข์ โทมนัสโสมัสหรืออุเบกขา มากหรือน้อยท่านทำไว้ 5 ระดับ จะมากกว่านี้ด้วยซ้ำแต่ก็ให้รู้ขั้นหยาบนี้ไปก่อน 5 อย่างนี้คือ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ สุขมาก ทุกข์มาก หรือโทมนัสโสมนัส ไม่สุขไม่ทุกข์ก็คือ อุเบกขา เกิดจากอะไร ก็เกิดจาก 6 ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน ทั้งหมด ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบไปเป็นคู่ ข้างนอก 5 คู่ หยาบ ต้องทำ เรียนรู้ก่อน ละกิเลสนี้ให้ได้ก่อน เมื่อกกิเลสภายนอกได้ก่อนกระทบอย่างไรกิเลสภายนอกก็ไม่เกิด แต่มันจะเกิดภายในเป็นรูปหรือเป็น อรูปที่เหลือ คุณก็ล้างไปตามลำดับ ไปนั่งหลับตา กิเลสภายนอกไม่ได้ทำเลย ยังไม่ปอกเปลือกทุเรียนแล้วจะกินเนื้อทุเรียน ขบเข้าไป ปากแตกปากพองไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้จะแก้ไขยังไงกับพวกที่ทำไม่รู้ลำดับ ลำดับนี้ สำคัญมากเลยนะ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่สามารถทำ 6 ทวารนี้ แล้วก็เรียนรู้การ สัมผัสแต่ต้องปรุงแต่งเป็นสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ หกคู่ สามนัยยะ คือ สุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ 6 คู่ ก็เป็น 18 อาการ เรียกว่ามโนปวิจาร 18 เป็นของโลกีย์เรียกว่า เคหสิตเวทนา มี 18 มีกิเลสผสมร่วม แม้แต่อุเบกขาก็เป็นกิเลสมันเฉยอย่างมีกิเลส ทำให้มันเฉยๆอย่างโง่ๆ อย่างมีอวิชชา ทำให้มันอยู่เฉยๆ ด้วยการสะกดจิตบ้าง มันเฉยๆด้วยการอัตโนมัติบ้าง ลืมตา ทำให้มันเฉยบ้างหลับตาทำให้มันเฉยบ้าง เป็น เคหสิตะ นอกนั้น ข้างในเรียก โสมนัสโทมนัส รวมกันอย่างหยาบคือ ไม่ทุกข์ไม่สุข ถ้ายังมีกิเลสอยู่ เราก็เรียนรู้ซะ แล้วเรียนแยกกิเลสให้ได้ เอามันออก เรียกว่าเนกขัมมะ เรียนรู้แยกกิเลสให้ออกในเวทนา ในอารมณ์ที่เรากระทบสัมผัสอีกที ถ้าไม่เปิดตากระทบไม่เปิดหูจมูกลิ้นกายใจ ใจเอาไว้ทีหลัง เป็นคู่หลังสุด ตาหูจมูกลิ้นกายนี้เรียนรู้ 5 ทวารนอกก่อน แล้วเรียนรู้ทำให้กิเลสดับ ถ้าไม่ทำอันนี้ก่อน ก็ ไม่มีประตูจะบรรลุธรรมไม่ว่าจะคนไหนก็แล้วแต่ รู้จักตาหูจมูกลิ้นกายกระทบสัมผัสทีละคู่ๆๆ แล้วมันก็กระทบอยู่ตลอดเวลาเลยนะ เยอะแยะไปหมด หูก็ได้ยินเสียงพร้อมกับตาได้เห็น ดีไม่ดีได้กลิ่นด้วยนะ กลิ่นหอมหรือกลิ่นเหม็น เพราะฉะนั้นเราเรียนรู้เวทนาในเวทนา เป็นกรรมฐาน เป็นฐานในการปฏิบัติ ในการกระทำ ในการปฏิบัติ จะไปเรียนรู้ในวิสุทธิมรรค มีกสิณ 40 พวกนี้เป็นเรื่องนอกรีตหมด ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าสอนหรอก รวบรวมมาจากเกจิอาจารย์เป็นอรรถกถาจารย์มารวมไว้ แล้วก็เรียนกันไป เสียเวลาเปล่าๆ มันเป็นสมถะ ของพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นสมถะอย่างนั้น ลืมตามีจรณะ 15 วิชชา 8 อันนี้สัมมาทิฏฐิ อันนี้มิจฉาทิฏฐิ เมื่ออาตมาเอามาพูด เขาก็เห็นว่าแปลก ไม่มีอาจารย์คนไหนพูด ใช่ เพราะมันเสื่อมไปหมดแล้วโลกุตรธรรมของพุทธเจ้ามันไม่เหลือแล้วในยุคนี้อาตมาเอามาพูดขึ้น เพราะฉะนั้นอาตมาจึงจำเป็นมากเลย แล้วอาตมาชื่อว่าอาตมาไม่ได้เข้าใจผิด อาตมาเข้าใจถูกแล้วว่าจริงๆด้วย มันได้เพี้ยนได้ผิดไปจนกระทั่งต้องเอากลับคืนมา เรียนรู้พัฒนา 108 ให้สมบูรณ์แบบนี้แหละ มันจะเข้าใจง่ายๆนะที่จะแยกแยะมาสาธยายให้รู้ว่า เวทนา 108 คืออะไร แล้วมันจะเอาไปปฏิบัติอย่างไร จะได้สภาวะอย่างเป็นลำดับอย่างไร คนปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า หากไม่สามารถแยกแยะ เวทนาตนเอง อ้อ อันนี้เป็น เคหสิตะ เป็นโลกียะ ถ้าเราสามารถจับกิเลสได้แล้วเอากิเลสออกได้ มันก็เริ่มเป็นเนกขัมมะ ก็ 18 นี่แหละ เวทนา ทำให้เป็นเนกขัมมะ สำเร็จผลสำเร็จผลเป็นอุเบกขาสุดท้ายก็กิเลสหมด เป็นสัมมาทิฏฐิ อุเบกขาของเคหสิตะ มันเป็นมิจฉาทิฐิ อุเบกขาแปลว่า บริสุทธิ์ มีจิตบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มีองค์ธรรม 5 บริสุทธิ์จากกิเลส เหนือชั้นกว่าไม่มีสุขไม่มีทุกข์ บาลีไม่มีสุขไม่มีทุกข์ก็คือ อทุกขมสุข หรือยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ ทำกดข่ม ทำลืมๆ สมถะลืมตาบ้าง อยู่กับจิตว่างบ้าง อยู่กับความไม่ยึดมั่นถือมั่นบ้าง มันก็พอได้ อทุกขมสุข พอได้ ทำเก่งๆก็ได้ แต่มันทำได้ยากกว่า เป็นนักสะกดจิต สะกดจิตมันง่าย ไปนั่งหลับตาก็สะกดจิตได้ง่าย แต่ถ้าออกมา มันสู้พวกลืมตาไม่ได้พวกลืมตาก็ทำได้เก่งกว่าในขณะลืมตา แต่ไปนั่งหลับตาถ้าไม่ฝึก สู้พวกนั่งหลับตาไม่ได้หรอก ถนัดกันคนละอย่าง แต่ของพระพุทธเจ้าไม่เกี่ยวกับหลับตาลืมตา เกี่ยวกับให้เรียนรู้ที่สัมมาทิฏฐิ รู้จักเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วมาจับตัวเวทนาเป็นตัวหลัก พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสเอาไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 650909 สังคมของคนที่ตายจากกิเลสจนเป็นพระอาริยะ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ