620617_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 53.docx
เนื้อหาในไฟล์
620617_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 53
อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1Xx6QWIw6hEBUtU5TcDCz1dAuKxmYfJMFv53lOS1eTeg/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1YPLwhLCAQNljxIObQisAw7iMLx6P0k1_ พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2562 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้วันพระใหญ่ คนที่นั่งอยู่นี่ ผู้หญิงเยอะกว่าหาผู้ชายยาก ผู้หญิงแสวงหาธรรมะ ธรรมะมันไม่ขี้เหร่น๊า เด็กผู้หญิงมากกว่าผู้ชายสัก 1 คำถามแห้งก่อน _ โยมเห็นพ่อไปเดินออกกำลังกาย ที่เฮือนบวร ก็รู้สึกเมื่อย ทั้งๆที่ก็ไม่ได้ไปเดินด้วย พ่อท่านเดินเสียหลายรอบขนาดนั้นไม่เยอะไปหรือคะสำหรับชายวัย 85 จากใจถึงพ่อ พ่อครูว่า...ขออภัยไม่ได้เจตนาทำให้รู้สึกเมื่อย อาตมาก็พยายามออกกำลังกาย เคยฝึกเคยเดินเคยใช้มามันก็ไม่เกิน แต่ก่อนเดินมากกว่านี้ตอนนี้ก็ลดลงตามวัย เดินเร็วใช้ความเร็วก็ลดลง เดินรอบที่จะเดินระยะทาง ซึ่งรอบจริงๆก็ไม่ได้เอารอบเท่าไหร่ แต่เอาเวลา ใช้เวลาเดินเร็ว 25 นาที แล้วก็ cool down อีก 15 นาที จะทำอย่างนั้นเสมอ เป็นการออกกำลังกาย วันเว้นวัน บางทีก็ 2 วันที ดีไม่ดีก็ 3 วันที นอกนั้นก็จะมีสลับเป็นการโยคะ ถีบเครื่องมือจักรกลที่เขาทำมา เหมือนจักรยาน โยกไปมา สรีระร่างกายของเรา เราต้องให้มันเคลื่อนไหว อาตมาทำงานส่วนมากก็นั่งเขียนหนังสือเยอะ นั่งบรรยายธรรมะ นั่งโอภาปราศรัยกับคนนั้นคนนี้เยอะ แต่เดินไปตรวจงานไปดูอันนั้นอันนี้บ้าง ก็ต้องมีอะไรบ้างนิดหน่อย จึงจำเป็นต้องตั้งใจที่จะหาเวลาเดิน ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วมันก็จะไม่ได้เดิน ไม่ได้ออกกำลังกายส่วนนี้ก็ต้องหาเวลา ก็ดูรู้สึกดี ก็เพราะว่าอาตมาเดินมานั่นแหละ อายุ 85 ถึงได้เดินอย่างนั้นได้ ได้ออกกำลังกายมา
อ่านต่อ
ถ้าไม่ฝึกฝนมันก็ไม่ได้แน่ นี่คือเหตุผล ยืนยันได้ ว่าเป็นส่วนดี ก็ดูถ้าหากอาตมาอายุ 90 ก็จะเดินได้อย่างนี้อยู่หรือไม่ จะอยู่ดูหรือไม่ ใครอายุ 85 บ้าง อย่าไปไหนนะ
_หนูเป็นเด็กลูกหม้ออยู่ในชุมชนปฐมอโศกตั้งแต่เกิด เห็นโรงเรียนสัมมาสิกขาตั้งแต่ยังเล็ก และเมื่อได้เรียนในโรงเรียนของหลวงปู่จริงๆ มันก็ทำให้หนูพบว่า โรงเรียนนี้สร้างคนค่ะ หนูได้รับประสบการณ์มากมายทั้งดีและแย่ เพื่อนพี่น้องคุรุใจดี อาหารอร่อยเป็นประสบการณ์ดีๆให้กำลังใจที่เข้มแข็งที่จะอยู่ต่อ การทำงานรับผิดชอบความกดดัน ผัสสะ ทุกข์ เป็นประสบการณ์ที่แย่ แต่ประสบการณ์ที่แย่นี่แหละทำให้หนูเข้มแข็งยิ่งกว่า ขอบคุณทุกอุปสรรค ผัสสะ ทุกอย่างที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตเพราะว่าอุปสรรคสร้างคน ขอบพระคุณหลวงปู่ที่ได้สร้างโรงเรียนนี้ขึ้นมา หนูสนุก หนูพัฒนาขึ้นจากเด็กที่เอาแต่ใจ ติดเล่นคนหนึ่ง ขอบพระคุณจริงๆค่ะ ถึงสัมมาสิกขาไม่ได้สบาย ไม่ได้เน้นตำราวิชาความรู้แต่เขาสอนวิชาชีวิตซึ่งตำราให้ไม่ได้ โรงเรียนนี้ให้ความจริงใจกับหนู หนูจึงคิดว่าเด็กที่เอาแต่คิดว่าการเรียนสัมมาสิกขาสู้เด็กนักเรียนข้างนอกไม่ได้ เขากำลังติดกรอบความคิดอยู่ ถ้าหากคนๆนั้นต้องการแสวงหาความรู้จริงๆเขาจะทลายกรอบความคิด และแสวงหาความรู้ให้ยิ่งกว่าในตำราของข้างนอก หนูคิดถูกไหมคะ? พ่อครูว่า...ถูกต้องที่สุด เป็นความคิดดี เข้าใจดีแล้ว นางสาว แก้วกล้าฝัน นส.ตั่ง เพราะว่าพ่อแม่เขาเป็นคนชาวอโศกอยู่ในปฐมอโศก ลูกก็เกิดอยู่ในปฐมอโศกโตอยู่ในปฐมอโศก จนเป็นนางสาว ม.6 แล้ว แม่ชื่อเตียง ลูกเลยชื่อตั่ง ถ้ามีลูกอีกคนคงชื่อโต๊ะ อีกคนคงชื่อตอ
สื่อธรรมะพ่อครู(การศึกษาบุญนิยม) ตอน นักเรียนสัมมาสิกขากับห้องเรียนวิชาโลกุตระ _การมาอยู่สัมมาฯของหนูได้ 1 ปี 1 เดือน ก็ได้พัฒนาทักษะการทำงาน ฝึกถือศีล 5 ทำงานได้ดีขึ้นและเป็นงานมากขึ้น ส่วนข้อเสียของหนูคือการต้องมาฟังผู้ใหญ่บ่น จู้จี้เกินไปเลยเกิดอารมณ์โมโหค่ะ หนูจะพยายามปรับปรุง.. นี่เด็กม.2 พ่อครูว่า...โรงเรียนสัมมาสิกขาของเราเป็นโรงเรียนที่เด็กข้างนอกไม่ได้เรียนรู้อย่างนี้ เอาแค่ว่า มีผัสสะ ไปข้างนอกเขาจะรู้เรื่องหรือว่าภาษาคืออะไร เขาจะบอกว่าอะไร ไปผัดอะไรผัสสะ ผัสสะทำไม เขาจะไม่รู้หรอกแม้แต่คำว่าผัสสะเขาก็ไม่รู้ แต่เด็กของเรามีภาษาธรรมะอะไรเยอะแล้วรู้ความหมายอะไรไปในตัว อย่างน้อยก็ซึมซับความรู้ ธรรมะ โดยบัญญัติก็ตาม ที่จริงไม่ได้แค่บัญญัติเด็กของเราจะได้สภาวะ ขอยืนยันว่าอยู่ในนี้มันคือการปฏิบัติธรรม การอยู่กับสังคมสิ่งแวดล้อมดี มิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีการอยู่ที่นี่แหละคือการปฏิบัติธรรมจริงๆแล้ว การไปอยู่ในหมู่ชน ที่มีบวรจริงๆ มีบ้านวัดโรงเรียน โดยเฉพาะมีฆราวาสที่เป็นนักปฏิบัติธรรมด้วยกันคิดดูให้ดีๆ พบทุกวันนะ อยู่กันเป็นปกติทุกวันตื่นเช้าจนถึงนอน ทุกวันตลอดเวลา แล้วมันได้ฝึกฝนอบรมตลอดเวลา ใช่ไหม พวกเรา ซึ่งมันเป็นกำไรชีวิต ที่ไปคิดดีๆเถอะ สถานที่นี้เป็นสถานที่สัปปายะ ครบ คือ สถานที่จัดไว้ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และมีบุคคล มีคนที่เป็นนักปฏิบัติธรรมตั้งแต่พระอรหันต์ไปเลย ที่อยู่นี่สอนทั้ง อรหันต์ อนาคามี สกิทาคามี โสดาบันและแม้แต่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ทั้งนั้นเลย นอกจากบุคคลสัปปายะแล้วก็มีอาหาร อาหารคือเครื่องอาศัยต่างๆ ทั้งกวฬิงการาหาร คือคำข้าวที่กินเข้าไปเลี้ยงขันธ์โดยตรงนี่เรียกว่า อาหาร อันหนึ่ง ผัสสาหารคือ ผัสสะที่จะได้รับในการปฏิบัติธรรม หากไม่มีภาษาไม่มีการกระทบสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ข้างนอก รวมใจก็รับต่อเนื่องกัน หากว่าไม่มีการสัมผัสหรือผัสสะก็จะไม่ได้ปฏิบัติธรรมของพุทธ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมนี้ โมฆะ ของศาสนาพุทธ อาตมาพูดอย่างไม่เกรงใจ อย่างตีทิ้งเลย ไม่อนุโลมแล้ว พระพุทธเจ้าเมื่อประกาศศาสนาใหม่ๆจึงต้องอนุโลมเพราะว่าคนทั้งหลายหลงผิดกันเหมือนอย่างทุกวันนี้ที่คนหลงผิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องนั่งหลับตา ในยุคพระพุทธเจ้าเขาก็หลงผิดเป็นนักปฏิบัติธรรมแบบหลับตาเต็มป่า-ออกป่าด้วย ศาสนาพุทธไม่ต้องออกป่า มีมรรคมีองค์ 8 มีการทำงาน สัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ และมีการปฏิบัติองค์ทั้งสี่ ทั้งอาชีพ คิด พูดทำไปพร้อมกัน โดยมีสัมมาสติกับสัมมาวายามะไปด้วยกันเลย แล้วก็มีสัมมาทิฐิเป็นประธานปฏิบัติให้ได้ให้รู้กิเลสแล้วลดกิเลสไปในตัว โดยไม่ใช่หลับตากดข่ม แต่เรียนรู้กิเลสพิจารณาให้เห็นว่ากิเลสมันเป็นของไม่เที่ยงมันเป็นของที่พาให้ทุกข์ อย่ามาลอยหน้าลอยตา เอ็งอย่ามาอยู่กับข้า ให้เองไปเสีย เอ็งเป็นตัวทุกข์ มันไม่เที่ยง เอ็งไม่มีตัวตนแท้จริง ตัวเองแหละไปมีตัวตน ตันเองน่ะแหละโง่ไปมีตัวตน ก็ต้องรู้ตัวนี้ตัวที่มันหลอกเรามันเป็นผี มันไม่มีตัวตนแต่ผีหลอกเรา เราเองและเป็นผีหลอกเราเองจิตใจเราเองเป็นผีหลอกเราเอง เป็นผู้ที่รู้จักผีรู้จักมารและมีปัญญาขจัดตัวนี้ออกไปได้ นี่แหละศาสนาพุทธมีอยู่เท่านี้ เท่านี้จริงๆ ลดกิเลสได้เท่านี้นอกนั้นก็อยู่กับโลกเขาก็จะเริ่มสบายอยู่กับโลก เพราะจะเข้าใจโลกียะ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข หากว่าเราไม่มีกิเลสตัวที่เป็นโลกโลกียะ เราก็จะอยู่กับเขาโดยไม่ได้เป็นพิษภัยอะไรกับเขา ไม่ได้แย่งชิง ไม่ขี้โลภ ไม่ขี้โกรธ อยู่ตามมีตามได้อย่างที่ไม่เห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่ได้ไม่เห็นจะต้องรู้สึกว่าเสียเปรียบอะไร เรารู้สึกว่าเสียสละนั่นแหละดี เราเข้าใจถูกหมดเลย เราเป็นคนเสียสละเราได้เป็นคนมีประโยชน์เราเป็นคนได้ให้ผู้อื่นเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นก็ดีไหมล่ะ การไปเอาของคนอื่นขี้โลภดีไม่ดีมีเล่ห์เหลี่ยมหาทางเอาเปรียบมาเป็นของเรามันฉลาดหรือโง่ ก็โง่ แล้วคนส่วนใหญ่เขาทำอย่างโง่หรือฉลาด ...โง่ คนส่วนใหญ่ทั้งโลกอวิชชาจึงทำอย่างอื่นเขาไม่ฉลาดก็ต้องศึกษาให้ฉลาดและทำให้ชัด จนกระทั่งเราชัดเจนแล้วเราก็ฝึกฝนตนเองจนไม่มีเหตุปัจจัย คือจิตเราที่มีอกุศลจิต มันจัดการสั่งการเรา เราก็เลิกโง่จากมัน มันก็มีแต่วิชชาที่สั่งการแต่สิ่งที่ดี คนที่ทำอย่างนี้ได้อย่างที่อาตมาพูดคร่าวๆนี่ คนที่ฝึกจะทำอย่างนี้ได้นี่แหละคือคนที่เจริญเรียกว่า อาริยบุคคล นี่คือบุคคลเจริญ มันก็ ศิวิไลซ์ เจริญที่ตัวอย่างแท้ๆเลย นี่แหละเป็นตัวสุดยอดแห่งความเจริญ นี่ พวกเราทำได้ นี่สุดยอด จนเป็นพระอรหันต์ได้ พวกเราฟังแล้วก็เข้าใจมีตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไปก็รู้แล้ว สกิทาคามีก็หลากหลายต้องอนุโลมปฏิโลมสิ่งนั้นสิ่งนี้อีกเยอะ อนาคามี ก็สัมผัสกับภายนอก ที่จะต้องสุขทุกข์กับสิ่งภายนอกก็ไม่มีสุขทุกข์แล้ว สิ่งใดเห็นควรทำก็ควรทำ สิ่งใดเห็นควรสร้างก็สร้าง เป็นคนที่ไม่มีการเสียหายมีแต่เสียสละมีประโยชน์คุณค่าเป็นคนที่เจริญ คนที่ไปขี้โลภกักตุน แล้วเอาไปออกดอกผลไปหาประโยชน์ซับซ้อนอีกนี่ก็โง่ไม่เสร็จ ก็เป็นคนไม่เจริญ ดีไม่ดีมีอำนาจบาตรใหญ่เบ่งทำให้เขากลัวอีก นั่นคือคนเสื่อมคนตกต่ำคนบาป การเป็นคนที่ลดกิเลสอย่างนี้ ก็เป็นคนที่ทำให้สังคมเจริญได้ทำให้บ้านเมืองเจริญได้ประเทศเจริญ อาตมาภาคภูมิใจที่ชาตินี้ไม่ได้ทำงานอื่นแต่ช่วยสังคมประเทศชาติให้เจริญ อาตมาไม่ค่อยมีบารมีทางด้านต่างประเทศ ก็ดี ก็มีคนไทยเป็นหลักเป็นฐาน อาตมาไม่เสียเวลาเปล่า ทำให้เจริญบรรลุธรรมอย่างพระพุทธเจ้าให้เป็นอาริยธรรม เป็นความเป็น Civilization ที่แท้จริงเป็นความเจริญแท้ อาตมาทำงานนี้มาแล้วเกือบจะ50ปี อาตมามาเปิดเผยแสดงตัว ประกาศตัวว่าเป็นพระอรหันต์ คนก็มาว่าอาตมาออกนอกรีตนอกทาง ก็มีคนเอาหลักฐานมาว่าอาตมาไม่ได้ออกนอกรีตนอกทาง
หลักฐานที่ 1 การทำสมาธิอาริยะ ที่พ่อครูส่งเสริมให้คนในชุมชนทำ พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญให้ปฏิบัติธรรมแบบเปิดตาลืมตา เปิดทวารทั้ง 6 เรียกว่า อาริยะสมาธิขันธ์ จะมีศีลขันธ์อันเป็นอาริยะ สมาธิอันเป็นอาริยะ ปัญญาอันเป็นอาริยะ พวกที่นั่งหลับตาไม่ใช่อาริยะ ไม่มีทางบรรลุสเป็นอาริยะ น่าสงสารจริงๆ อาตมาไม่รู้จะทำยังไง จะกระเตื้องขึ้นมาไหม จึงไม่เสียเวลาไปจมอยู่ด้วย ขอย้ำว่านั่งหลับตาปฏิบัติไม่ใช่ของพุทธ ๆ อย่าไปเสียเวลางมงาย จะนั่งหลับตาก็ใช้สำหรับการเตวิชโช ใช้ความรู้เก่าระลึกตรวจสอบดู ตรวจสอบสัญญา นั่งหลับตาไม่มีปัญญามีแต่สัญญา ปัญญาเกิดในการหลับตาไม่ได้ ปัญญาจะต้องเกิดครบทวารทั้ง 6 ลืมตา ปัญญาจะเกิดได้ต้องอย่างนี้ ปัญญาในพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 258 พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจนว่า ปัญญาจะเกิดเป็นปัญญาที่เจริญขึ้นเป็น ปัญญินทรีย์ แล้วเกิดเป็นปัญญาพละได้ จะต้องมีสัมมาทิฐิ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีองค์มรรค มัคคังคะ ต้องมีมรรคมีองค์ 8 แล้วปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 อย่างสัมมาทิฏฐิ โดยมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นตัวหลัก ที่จะต้องมีวิจัยวิจารณ์ วิตก ไตร่ตรองตรวจตรา
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิพุทธกับสมาธิทั่วไปมีนัยต่างกัน อย่างคุณบูรพา เขาสอนสมาธิของเขาต้องนั่งหลับตาแล้วไม่คิดอะไร แล้วบอกว่าจะเกิดสมาธิเกิดปัญญา ถ้ายังไปนึกไปคิดอยู่ก็ยังไม่มีสมาธิไม่เรียกว่าสมาธิ สมาธิจะต้องไม่คิดอะไรเลยเฉยๆ แล้วมันก็จะเกิด วาบขึ้น นี่แหละเป็นสมาธิที่อุเบกขา โดยไม่มีขั้นตอนอะไรเลยไม่มีวิตกวิจารไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ซึ่งที่จริงมันก็ไม่น่าจะยากหรือลึกลับอะไร เขาเป็นอาจารย์ใหญ่เขียนบรรยาย อย่าว่าแต่ อาจารย์บูรพา ผดุงไทย พระต่างๆพระกรรมฐานที่สอนกันก็เกือบทุกสำนัก โอ้... ไม่รู้น่าเสียดายเวลา ไปงมงายอยู่กับมิจฉาทิฏฐิ แล้วก็เป็นมิจฉาปฏิบัติกัน เราน่าจะได้แรงงานเวลา บุคคลที่ไปตกอยู่ในมิจฉาทิฐินั้นคืนมา จะทำอย่างไรเถรสมาคมเอ๋ย ฟังอาตมารู้เรื่องไหมเอ่ย?.....ช่วยอาตมาหน่อยเถอะ! ก็ต้องพูดไปอย่างนี้ตามประสา ไม่รู้จะว่าอย่างไร เขาเป็นผู้เขียนอยู่ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับเล็ก แท็บลอยด์ อ่านแล้วก็น่าสงสาร พยายามเอามา Comment ให้ไปเรื่อยๆ เราก็พยายามแสดงความเห็นที่บอกว่ามันไม่ใช่นะอย่างนั้นอย่างนี้อธิบายไป จะเป็นประโยชน์แก่อาจารย์บูรพาเอง หรือไม่ ไม่มีปัญหาหรอก คนที่มีความคิดอย่างอาจารย์บูรพา เขาจะได้รับฟัง และเห็นความต่างบ้าง เอาไปเปลี่ยนแปลงความคิด ไปแก้ไขก็จะได้ (ไม่อ่านต่อแล้ว) มีหลักฐานจากพระไตรปิฎก(พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๑๐. สุภสูตร เรื่องสุภมาณพ) ที่ยืนยัน “สมาธิที่เป็นอาริยะ” เอาไว้ว่า โดยพระอานนท์ได้ตอบคำถามของสุภมานพที่ถามว่า.. ข้าแต่ท่านอานนท์ ก็สมาธิขันธ์อันเป็นอริยะ อริโยสมาธิขันโธ ที่ท่านพระโคดม คือพระพุทธเจ้าได้ตรัสสรรเสริญ และยังประชุมชนนี้ให้สมาทาน ให้ตั้งอยู่ ให้ดำรงอยู่ เป็นไฉน พระอานนท์ก็ตอบว่า ดูกรมานพ อย่างไรภิกษุได้ชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองอินทรีย์ทั้งหลาย ..ก็คุ้มครองตาหูจมูกลิ้นกายใจ ภิกษุในธรรมวินัยนี้(ไม่ใช่นอกธรรมวินัย) เห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวม จักขุนทรีย์ เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อภิชาและโทมนัสครอบงำ ชื่อว่าสำรวมใน จักขุนทรีย์ นี้ชื่อว่าสมาธิที่เป็นอริยะที่สมบูรณ์ไม่มีอยู่ในสมณพราหมณ์เหล่าอื่น คือกวาดทิ้งหมดเลยนอกจากศาสนาพุทธ เมื่อพระอานนท์พูดอย่างนี้ เดี๋ยวนี้อาตมาก็เหมือนกัน อาตมาก็กวาดของเถรสมาคมทิ้งเลย ก็ไม่ได้ไปพูดเล่นมีหลักฐานยืนยันหมดเลยว่าอาตมาไม่ได้หลงผิด นี่แหละสมาธิขันธ์ ทำให้เกิดสมาธิเกิดจิต จิตก็เป็นองค์รวมของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ขันธ์ ๕) โดยเฉพาะนามธรรม มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อีก ๔ ขันธ์ จะเกิดการได้ทำใจในใจ แต่เกิดความพัฒนาจะมีการทำใจในใจให้เกิดเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณให้เจริญๆ เรียกว่าสมาธิ สมาธิคือ อธิศีล อธิปัญญา อธิมุติ สมาธิก็คือ อธิจิต มีหลักเกณฑ์ไปตามลำดับ ตั้งแต่ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ลืมตาสัมผัสกับสัตว์ต่างๆ เราก็สำรวมอินทรีย์ สำรวมจิตเรา โดยมีปัญญาเป็นตัวช่วยวิจัยวิจารมีโพชฌงค์ เกิดกิเลสเมื่อสัมผัสแล้วเราก็จับกิเลสได้ แล้วก็กำจัดกิเลสๆๆ พอกิเลสลด กิเลสดับ จิตก็สะอาดขึ้น จิตที่สะอาดก็ตกผลึกตั้งมั่นขึ้น จิตนั้นชื่อว่าสมาธิ ฉะนั้นกว่าที่สมาธิจะเกิดจะต้องเกิด จะต้องผ่านกรรมวิธีตั้งเยอะ สำรวมอินทรีย์และปฏิบัติต่างๆ ทำไปตามลำดับโดยมีเหตุปัจจัยมีลำดับ มีศีลเป็นตัวกำกับ เพราะฉะนั้นสมาธิของพระพุทธเจ้าหากว่าไม่มีศีลเป็นตัวบ่งบอกไม่ได้ ไม่รู้ว่าสมาธิอะไร สมาธิกับเรื่องสัตว์ตั้งแต่สัตว์จนถึงคน เรากระทบกับสัตว์ต่างๆจิตเราไม่มีโกรธ ไม่มีโลภ ไม่มีหลง จิตเราชัดเจนทุกอย่างตรง เมื่อสัมผัสแล้วกิเลสแล้วก็ไม่มี นี่คือจิตที่ไม่มีกิเลส แข็งแรงตั้งมั่นสัมผัสแล้วก็รู้เห็นจิตตัวเองว่าไม่มีกิเลส จิตใจมีอุเบกขา จิตมี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ทำการทำงานอยู่ นี่คือ สมาธิ สมาธิแบบลืมตามีพฤติกรรมสามัญปกติไม่ใช่ไปนั่งหลับตาอย่างนั้นเรียกว่าสมถะ ไม่เรียกว่าสมาธิเป็นความสงบที่ใช้วิธีสะกดจิตเข้าไปเป็นวิธีแบบเดียรถีย์ คนทั่วไปก็ทำได้ ตื้นๆ ใครๆก็เข้าใจได้ง่ายสมาธิของฤาษี แต่สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น ยากที่จะเข้าใจ ยากที่จะรู้ เพราะเป็นโลกุตระ ไม่ใช่เรื่องของสามัญชน ปุถุชน เป็นเรื่องของอาริยชนของพุทธ มีในศาสนาพุทธเท่านั้น แม้เขาจะชื่อว่าเขาเป็นพุทธศาสนิกชน แต่ถ้ามีมิจฉาทิฏฐิ ก็ไม่ใช่ของพุทธ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ก็คุณก็ได้มาแล้ว เคยหลงผิดมากันทั้งนั้น แม้แต่อาตมาแต่เริ่มต้นๆ ก็เคยหลงนั่งหลับตา ทำอย่างเขาทำกัน แต่เมื่อทำแล้วก็รู้ว่ามันไม่ใช่ คืออาตมามีภูมิเดิม อาตมาไม่มีอาจารย์ การที่ไม่มีอาจารย์ก็โชคดี ถ้ามีอาจารย์คงจะไปทางโน้นหมด ยุ่งเลย มันเป็นภูมิเดิม เมื่อรู้ว่าสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างไร อาตมาก็มาปฏิบัติแบบนี้ มันก็เลยแปลกๆ กลายเป็นของแปลกในวงการศาสนาพุทธของประเทศเลย จนคณะใหญ่เขาจะเอาตาย แต่หนังเหนียวอาตมาเลยไม่ตาย ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า เอ้ยผิดเนาะ ยิงไม่เข้า ฟันไม่ออก เอ้า.. สำมะปี๋ก็สนุกสนานไปบ้าง ต้องแยกให้ออก ระหว่างสมาธิของพระพุทธเจ้า กับสมาธิทั่วไป ที่คนทั้งหลายเขาเรียนกันสามัญ สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปนั่ง ไม่ต้องไปหาสถานที่ปฏิบัติ ไม่ต้องไปนั่งสะกดจิตเอาไว้ ต้องเห็นความแตกต่างให้ได้ จิตตื่น จิตวิ่ง รับรู้หมดเลยตาหูจมูกลิ้นกายใจ แล้วยิ่งกระทบกับอะไรเกิดกิเลสมาก็อ่านกิเลสให้ทัน เพราะฉะนั้นจึงต้องค่อยๆทำไปตามลำดับ ตอนแรกเอาแค่เกี่ยวกับสัตว์ก่อนนะ ตอนหลังก็ไปเกี่ยวกับของเกี่ยวกับวัตถุและเกี่ยวกับพืช จากนั้นก็ไปเกี่ยวข้องกับการกระทบสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจหรือกามคุณห้าเมื่อกระทบสัมผัสแล้ว ไปปรุงเป็นรส เป็นกลิ่นเสียงสัมผัส เป็นอย่างไร ถ้าเข้าใจตามลำดับฝึกมาตั้งแต่สัตว์ข้อที่ 1 เกิดผัสสะกับสัตว์แล้วมันนจะเกิดกิเลสกับสัตว์ เกิดความชอบใจไม่ชอบใจเกี่ยวกับสัตว์ ต่อมาก็มาเกี่ยวกับข้าวของวัตถุ ผลหมาก รากไม้ ต่างๆ นานา จิตเกิดโลภหลงก็เรียนรู้อีก เงินทองลาภยศสรรเสริญ ถ้าได้ปฏิบัติไปตามลำดับที่ถูกต้องรับรองคุณเป็นอรหันต์ เป็น อาริยะกันแน่ๆ ปฏิบัติให้ถูกต้องมันจะมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาเพิ่มขึ้น แล้วจะพาตัวเองปฏิบัติจนบรรลุ ฉะนั้น อาตมาขอยืนยันว่าในวงการศาสนาพุทธปัจจุบันนี้ ในหมู่กลุ่มชุมชนชาวอโศกมีอาริยธรรม มีศีลเป็นอาริยะ มีจิตหรือสมาธิเป็นอาริยะ มีปัญญาเป็นอาริยะ มีวิมุติที่เป็นอารยะอย่างแท้จริง แท้จริง จึงมีพระอริยะสมณะที่ 1 2 3 4 มีพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ อธิบายแล้วมันเข้าใคร มันสนุกน่ะ เอ้าตอนนี้ใครจะถามก็เอาเลย
_สู่แดนธรรม อ่านจากพระไตรปิฎก เล่ม ๙ ก็บอกว่า สุภมานพว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมาแล้ว สมาธิขันธ์อันเป็นอริยะนี้บริบูรณ์แล้ว มิใช่ไม่บริบูรณ์ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นสมาธิขันธ์อันเป็นอริยะของท่านพระอานนท์ ที่บริบูรณ์แล้วอย่างนี้ในสมณพราหมณ์เหล่าอื่น ภายนอกพระศาสนานี้เลย ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ก็สมณพราหมณ์เหล่าอื่น ภายนอกพระศาสนานี้พึงเห็นสมาธิขันธ์อันเป็นอริยะที่บริบูรณ์แล้วอย่างนี้ในตน เขาเหล่านั้นจะพึงพอใจด้วยสมาธิขันธ์เพียงเท่านี้ พอแล้วด้วยสมาธิขันธ์เพียงเท่านี้ว่า เราได้ทำสมาธิขันธ์เสร็จแล้ว สำคัญตนว่า เราได้บรรลุถึงประโยชน์แห่งสามัญคุณ ไม่มีกรณียกิจอะไรๆ ที่ยิ่งขึ้นไปอีก. แต่ท่านพระอานนท์ก็ยังกล่าวอย่างนี้ว่า อนึ่งในธรรมวินัยนี้ยังมีกรณียกิจที่ยิ่งขึ้นไปอยู่อีก. พระอานนท์ก็พูดต่อในขั้นอาริยะปัญญาขันธ์ นี่เป็นคาเร็คเตอร์ของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ครับ
พ่อครูว่า...ในพระไตรปิฎกจะมีตัวอย่างอีกเยอะแต่คนเขาก็อ่านแล้วไม่เข้าใจกัน ไม้รู้เรื่อง แม้แต่ได้ปริญญาเอกแต่ไม่รู้เรื่อง อ่านแล้วก็ไม่รู้เรื่อง ไปเข้าใจตามคำอธิบายของอาจารย์ที่ไม่รู้เรื่องมาแล้ว ก็เลยพากันไม่รู้เรื่อง เหมือนแม่โคจ่าฝูงพาลูกโคที่เป็นบริวารโค ก็ตามแม่โคไป แม่โคจะพาไปอย่างไรก็ไป พากันเข้าป่าเข้ารกพงไปเรื่อยๆ
อีกอันหนึ่งของท่านพระสัพพกามี ได้กล่าวกับพระเรวตตะ ว่า พระไตรปิฎก เล่ม 7 ข้อ 647... ครั้นถึงเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี ท่านพระสัพพกามีลุกขึ้น กล่าวกะท่านพระเรวตะว่า ท่านผู้เจริญ บัดนี้ ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไรโดยมาก ร. ท่านเจ้าข้า บัดนี้ ผมอยู่ด้วยเมตตาวิหารธรรมโดยมาก ส. ได้ยินว่า บัดนี้ ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมตื้นๆ โดยมากวิหารธรรมตื้นๆ นี้ คือเมตตา ร. ก็เลยกล่าวแก้ว่า ท่านเจ้าข้า แม้เมื่อก่อนครั้งผมเป็นคฤหัสถ์ได้อบรมเมตตามา เพราะฉะนั้น ถึงบัดนี้ ผมก็อยู่ด้วยเมตตาวิหารธรรมโดยมาก และผมได้บรรลุพระอรหัตมานานแล้ว ท่านเจ้าข้า ก็บัดนี้พระเถระอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไรโดยมาก ส. ท่านผู้เจริญ บัดนี้ ฉันอยู่ด้วยสุญญตาวิหารธรรมโดยมาก ร. ท่านเจ้าข้า ได้ยินว่า บัดนี้ พระเถระอยู่ด้วยวิหารธรรมของพระมหาบุรุษโดยมากวิหารธรรมของพระมหาบุรุษนี้ คือ สุญญตสมาบัติ ส. ท่านผู้เจริญ แม้เมื่อก่อนครั้งฉันเป็นคฤหัสถ์ ได้อบรมสุญญตสมาบัติมาแล้ว เพราะฉะนั้น บัดนี้ ฉันจึงอยู่ด้วยวิหารธรรม คือ สุญญตสมาบัติและฉันได้บรรลุพระอรหัตมานานแล้ว ฯ _สูแดนธรรมว่า…เอาพระสูตรนี้ขึ้นมาเพื่อให้เห็นว่าพระอรหันต์เขาพูดกันว่าเป็นพระอรหันต์ได้
พ่อครูว่า...ผู้ที่ท้วงอาตมา เอาผิดอาตมา แม้จะเป็นปราชญ์เอกทางศาสนาก็ดูจะเข้าใจผิด อาตมาไม่ได้ทำผิด หลายอย่างมากมาย ไปศึกษาดีๆ เถิด อาตมาพยายามแก้กลับพวกเราได้รับทราบก็เลยเอาหลักฐานทางพระไตรปิฎกมายืนยันมาเรื่อยๆจนเห็นได้ซึ่งก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ใช้เวลามาจนป่านนี้ก็ดีขึ้นเยอะ แม้แต่ในโลหิจสูตร ก็บอกไว้ โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . แม้แต่โลกิจสูตร พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ ๒ คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๕๘)
ท่านผู้รู้ที่ท้วงอาตมาผิด ก็เสียหน้าอยู่นะ แต่อาตมาไม่คิดว่าเป็นการเสียหน้านะ คนเราเข้าใจไม่ถ้วนรอบได้ เมืองไทยเราก็ยังดีที่มีผู้ที่ขวนขวายในธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่เอาใจใส่ศึกษาค้นคว้าจากตำราจากพระไตรปิฎก แม้แต่ของอรรถกถาจารย์ ของผู้รู้ทางธรรม ก็เอามาตรวจสอบ เอามาเรียบเรียง ขออภัย พูดตามตรง อาตมาเป็นคนที่ไม่ค่อยศรัทธาเชื่อถือในอรรถกถาอาจารย์ เน้นพระไตรปิฎกแต่บางอย่างก็ใช้อยู่ อรรถกถาจารย์บางคน ที่ท่านยืนยันอ้างอิงแล้วอาตมาเห็นว่าถูกต้องก็ต้องเอามาใช้ จะบอกว่าเป็นของอรรถกถาจารย์ทีเดียวก็ไม่ได้เพราะว่า พระไตรปิฎกก็มี ที่อื่นเขาก็มี เอาแต่สิ่งที่ตรงมายืนยัน เอ้าถาม...
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มโนวิญญัติคืออย่างไร _พิมพ์เพชรรุ้ง...ไม่นานมานี้ลูกคิดว่า ไม่รู้ว่าเป็นมโนวิญญัติ หรือเปล่า ? เมื่อก่อนเราชอบเพ่งโทษ ก็มาทบทวนดูว่าทำไมเราเพ่งโทษ เพราะว่าเรามีอัตตา เราคิดว่าเราดีกว่าคนอื่น คนอื่นด้อยกว่าเรา อีกอันเรามีอคติชอบไปติดฉลากไม่ดีให้คนอื่น แต่เราก็ไม่อยากจะเป็นทุกข์ อันนี้เป็นอาการของมโนวิญญัติหรือไม่ พ่อครูว่า...ใช่ เป็นการทบทวนของเรา นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม ก็มีการทบทวนแก้ไขตรวจสอบ ตรวจสอบกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ไปถึงมโนวิญญาณ อ่านไปถึงอาการจิตของเรา ใช่ การปฏิบัติธรรมก็ได้ผลอย่างนี้ล่ะ มีเวลาก็ตรวจสอบไป เอาเวลามาศึกษาทางนี้ก็ดีแล้ว มาศึกษาฝึกฝน การศึกษาฝึกฝนธรรมะพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทิ้งงานอาชีพ ทิ้งอะไรที่โลกเขาจะต้องทำงานเลี้ยงตนหรือทำงานแก่สังคม ก็ไม่ทีเดียว ปฏิบัติสนใจมีอยู่เยอะ แต่ถ้าเราปลงวางปลดปล่อยได้ ชีวิตก็พออยู่พอกินพอใช้ ก็เข้ามาอยู่กับหมู่กลุ่มที่ปฏิบัติธรรมกันอย่างเป็นหมู่กลุ่มที่แข็งแรง เป็นสัมปวังโก ก็คือมีกัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก กัลยาณมิตโต คือ เป็นมิตรดี ผู้ที่มีภูมิธรรม เป็นเพื่อนเป็นคนๆไป กัลยาณสหาโย สหายะแปลว่าผู้ร่วมประโยชน์ มีมากขึ้น มีสังคมหมู่กลุ่มมากขึ้นเรียกว่าสหาโย ึ กัลยาณสัมปวังโก มีทั้งหมดเลย ทั้งสังคมสิ่งแวดล้อมทั้งหมด วังโก องค์รวมว_. ทั้งหมด กัลยาณสัมปวังโก อันนั้นแหละเป็นสำคัญ ถ้าผู้ใดอยู่นอกกลุ่มนี้ ไม่มีมิตรดี ไม่มีสักคนเลย ไม่มีสหาโยแน่นอน ถ้ามีอยู่พร้อม อย่างพวกเราเป็นชุมชนเป็นหมู่กลุ่ม กัลยาณสัมปวังโก เป็นเสนาสนะสัปปายะแล้วมีบุคคลสัปปายะอาหารสัปปายะธรรมะสัปปายะด้วย มันเป็นสถานที่เราควรจะเอาชีวิตมาอยู่อย่างยิ่ง คุณจะอยู่อีกกี่วันกี่เดือนกี่ปีจนกว่าจะตาย มันน่าจะรีบมาอยู่นะในชีวิต คุณจะเอาเวลาไปหาเงินทองลาภยศสรรเสริญโลกียสุขนั้น คุณทำมาไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว ก็เจริญเท่าที่คุณเป็นอยู่เท่านี้ เสื่อมกว่านี้หรืออาจจะดีกว่านี้อยู่ คุณก็ไม่รู้แท้หรอก มาที่นี่สิแล้วคุณจะรู้แท้ว่าคุณจะเสื่อมหรือเจริญ มาอยู่ที่นี่ คือคนเจริญ ขอยืนยัน แม้แต่ก่อนคุณอยู่ข้างนอกคุณมีรายได้เยอะ ลาภเยอะ คุณมาอยู่ที่นี่ คุณลดลาภ จนไม่ได้รับลาภเลยคือคุณเจริญ คุณมียศสักตำแหน่งหน้าที่ ยศตำแหน่งหน้าที่ของคนถูกปลดออกไปแล้วคุณก็เจริญได้ หรือจริงๆ ก็คุณทำงานอยู่ทางโลกมีตำแหน่งหน้าที่ยศศักดิ์อยู่ ทำได้ เขาไม่ปลดคุณออกหรอก ดีไม่ดีทำงานเจริญขึ้นด้วยเป็นคนมีอาริยธรรมสูง ยิ่งหากจะลาออกเขาก็ไม่ยอมให้ลาออกเลย พวกเราหลายคนเยอะแยะปฏิบัติธรรมอยู่ จะลาออกแล้ว เต็มแล้ว จะมาอยู่ที่นี่ เขาก็ไม่ยอมให้ลาออกเลย จะไปเขาก็ไม่ให้ไป จะเจอปัญหานี้เยอะเลย อย่างอาตมาจะลาออก เขาไม่อยากให้ออก มันจะไม่ขัดแย้งกับโลกเขา จะสอดคล้องกับเขาจะเห็นดีเห็นงาม เพราะฉะนั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ จึงขอยืนยันเลยว่าเป็นความรู้ที่ยอดเลิศที่สุด ไม่ว่าในยุคไหน กาละไหน มนุษย์ที่ไหนๆ จะนับถือศาสนาอะไรก็ได้ อันนี้แหละ ทิฏฐิอย่างนี้ สิ่งอย่างนี้ แหละสุดยอด ขออภัยนะที่เอาพุทธเบ่งข่มคนอื่นเยอะ เอ้าถาม...
_ใจแก้ว...กราบนมัสการค่ะ พ่อท่านชวนคนมาอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive