620814_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 63.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์789 KB
วันที่แก้ไข14 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

620814_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 63 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1OD7oakok9ZsVz321WJRhcR8r4FaRTNAmMcK80oYJa70/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1MGPujnd0fawEXfyJJPGJTJ8aNogV4qoG

ดูยูทูปที่

พ่อครูว่า…วันนี้วันพุธที่ 14 สิงหาคม 2562 ที่บวรสันติอโศก

สื่อธรรมะพ่อครู(โลกุตระ) ตอน ไม่สุขไม่ทุกข์อย่างโลกุตระ สำมะปี๋ก็ทั่วไป แต่ขอยืนยันว่าอาตมาต้องเข้าหาธรรมะสัจจะแม้จะเป็นธรรมะในระดับโลกีย์แต่พยายามให้เป็นธรรมะโลกุตระเสมอเพราะว่าโลกียนั้นมันก็ดี ได้ประพฤติดี อย่าไปทำชั่วอย่าไปประพฤติชั่ว แต่ว่าโลกุตระนั้น เปิดให้รู้ความสุขความทุกข์และเรื่องความสุขความทุกข์กับความสุขความทุกข์ ดับภพดับชาติดับสวรรค์ดับนรก เป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นเรื่องยาก ถ้าสามารถรู้จักจิตในจิต เวทนาในเวทนา ถ้าสามารถอ่านอาการออกอ่านอาการเป็น ว่ามันยังมีอาการแสวงรสสุขรสทุกข์ คือมันยังไม่เสวย ทำให้ไม่สบายได้ ไม่มีรสของความสุขไม่มีรสของความทุกข์ได้ คนที่สามารถอ่านจิตตัวเองแล้วทำจิตตัวเองได้นั่นแหละคืออาริยบุคคลจนเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ไม่ใช่เรื่องลึกลับเป็นเรื่องรู้จักจิตในจิต แล้วทำให้จิตใจของเราลดกิเลสจนจิตใจไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ จิตใจไม่สุขไม่ทุกข์ทำโดยไม่ลดกิเลสก็ได้ โลกียะเขาก็ทำด้วยการกดข่ม ก็ได้ โดยวิธีต่างๆมันก็ทำได้ง่าย ทำได้ทนทำได้นานก็เป็นได้แต่มันไม่ใช่ทางของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธต้องลดตัวเหตุแห่งทุกข์ แล้วเข้าใจให้ได้ว่า ความทุกข์ความสุขมันเป็นอนัตตามันไม่เป็นจริงหรอกมันเป็นตัวหลอก อารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์ เพราะฉะนั้นก็เรียนรู้ไปเป็นลำดับตั้งแต่เรียนรู้ความเป็นสุขเป็นทุกข์ในโลกของอบาย เรียนรู้แล้วเราก็เข

อ่านต่อ

้าใจ คนที่เข้าใจแล้วก็เลิกมาได้ ป่วยการไปเสียเวลาจะต้องไปมีความสุขความทุกข์ไปมีรสชาติในเรื่องของโลกอบาย หมดสุขหมดทุกข์พ้นโลกอบายจริงๆ และก็เลิกความสุขความทุกข์ในโลกกาม โลกอัตตา รูปโลก อรูปโลก อ่านให้ชัด ตรงนี้แหละอ่านให้ชัดซึ่งไม่ใช่เรื่องไปหลับตาเลย ไปหลับตานั้นโมฆะจากการดับกิเลสจะไม่ได้ลดกิเลสจริงมันเป็นอดีตกับอนาคตเท่านั้นกับการหลับตา ไม่มีความจริงความจริงนั้นมีแต่ปัจจุบันมีแต่ความจำ หรือสร้างภพชาติ อดีต 18 อนาคต 44 เป็นการปรุงแต่งที่ไม่ใช่ของศาสนาพุทธในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ในพระสูตรแรก พรหมชาลสูตร นักศึกษาศาสนาพุทธ อ่านพระไตรปิฎกให้แตก ศาสนาพุทธนั้นไม่ได้เป็นนั่งหลับตาปฏิบัติแต่ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ การพูดการจาการคิดการทำอาชีพ มีไหวพริบปฏิภาณที่มีพลวัตของจิต มุทุภูตธาตุ จิตของเรามีปฏิภาณแววไว อ่านทันอ่านออก ถ้ามีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ว่ามันเป็นจิตที่มีกิเลสแยกกิเลสออกได้ แล้วก็รู้วิธีที่จะลดกิเลสด้วยปัญญาด้วยวิปัสสนา เห็นว่ามันจรมา มันไม่เที่ยง แล้วก็เป็นเหตุเป็นเหตุแห่งทุกข์และเป็นหลงว่าเป็นความสุข ปัญญานั้นมีประสิทธิภาพมีอินทรีย์พละเข้มข้นชนะสิ่งที่มันไม่จริง มันจะยืนยันความจริงให้ไปล้มล้างความยึดถือของความสุขความทุกข์ ผู้ที่ปฏิบัติเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติจะรู้ว่าจิตตัวเองสัมผัสด้วยความจริง จนกระทั่งมันหมดกิเลสอันนั้น จนมันตายอย่างลืมตานี่แหละ ที่อธิบายนี้อธิบายจากที่ตัวเองปฏิบัติมาได้ผลบรรลุแท้ๆ ประกาศไปแล้วว่าอาตมาบรรลุอรหันต์บรรลุเป็นโพธิสัตว์แล้วก็มาทำงานอย่างนี้มาหลายชาติ เสริมสร้างศาสนาพระพุทธเจ้า พูดไปอย่างไม่ปิดบังเปิดเผยไปแล้ว เขาไปอธิบายผิดหลงผิด แล้วก็ไปมีอรหันต์เก๊ เดาเอา แล้วไปเชื่ออรหันต์เก๊ อาตมาจึงต้องยืนยันความจริง อาตมามีชีวิตอยู่เป็นปัจจุบันยืนยันว่าอรหันต์อันไหนจะจริงกว่ากัน ศึกษาผู้ติดตามแสวงหาจะได้แสวงหาความจริง เอาพระไตรปิฎกมาเปิด ไล่เรียงตามพระไตรปิฎกเลยคำสอนพระพุทธเจ้า อย่างหลับตาในพระไตรปิฎกนั้นไม่มี เดาเอาเองพูดเอาเองต่างๆนานามีแต่อรรถกถาจารย์พูดอธิบายกันอย่างนอกรีต เช่น อ.พระพุทธโฆษาจารย์ ที่รจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรคซึ่งเป็นเรื่องนอกรีตพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธที่ไปถือเอาคัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นหนังสือหลักของศาสนาสังคมศาสนาพุทธจึงฉิบหาย พูดยังไม่ได้เกรงใจ มานานมาแล้วหลาย 10 ปีจะเกือบ 50 ปีแล้ว ถึงไม่ได้พูดเลี่ยงเหลาะแหละ พูดชัดๆเลย ใครที่คิดว่าเป็นสัจจะก็เอา ใครที่คิดว่าไปล้มล้างก็ไม่เป็นไรก็ไปล้มล้างสิ่งที่ผิดนี่แหละก็ต้องสถาปนาสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิดจะเอาไว้ทำไม ต้องล้มล้างไปเลย สิ่งที่ถูกก็ต้องสถาปนากันขึ้นเป็นธรรมชาติ

_13 สิงหาคม 2562 กราบนมัสการพ่อครูด้วยบูชายิ่ง จากการฟังเทศน์วันที่ 9 สค. 2562 สะดุดคำว่า นาม ไม่ใช่ อรูป ถ้ามีนามต้องมีรูป แสดงว่านามไม่ใช่รูป ดังนั้นนามน่าจะเป็นอรูปตามตรรกะภาษา โดยปรมัตถ์แล้ว อรูปก็คือรูปที่เป็นจิตนิยาม ซึ่งต้องพิสูจน์ได้เลยว่านามไม่ใช่อรูป ปกติพอพูดถึงนามฉันจะเข้าใจนามธรรม Abstract เมื่อกล่าวถึงนาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนัสสิการ ทำไมสังขารและวิญญาณไม่ใช่นาม จุดนี้ทำให้คิดว่ากระบวนการนี้คือ

[เวทนา / สัญญา / เจตนา / ผัสสะ / มนัสสิการ] >>>>> [สังขารธรรม] >>>>> [วิญญาณ]

ความเข้าใจตรงนี้เกิดจากคำว่า นาม คืออะไรทำไมไม่ใช่ อรูปอยากให้พ่อครูสอนต่อ เกี่ยวกับนิยาม 5 สัมพันธ์กับ นามพีชไม่ใช่นาม สัมพันธ์กับชีวะ อย่างไร ดิฉันเพิ่งจะเห็นความสำคัญ ความละเอียดของภาษา มีความหมาย มีความแตกต่าง เป็นเรื่องลึกซึ้ง การได้คลี่คลายปมของภาษาบัญญัติ ทำให้จิตใจเราละเอียดอ่อนวางปล่อยเรื่องของอุตุได้ง่ายขึ้น อยากเรียนรู้มากขึ้น รู้สึกยังมีอีกเยอะที่ต้องรู้ เช่น ความสัมพันธ์ของสภาพธรรม ที่เป็น อากาสา ธรรมะ 0 อุเบกขา เป็นสภาวะที่ใกล้เคียงกันใช่ไหมคะ

จาก หิ่งห้อยถือศีล พ่อครูว่า...ถ้าจะว่านามเป็นอรูปของพีชนิยามไม่ใช่ แต่นามนี้เป็นอรูปในจิตนิยาม มี มันก็สำคัญในฐานะที่เราจะปฏิบัติธรรมไปสู่การเป็นพระอรหันต์ แต่ถ้าฟังไปเรื่อยๆถึงเวลาเรามีภูมิเราก็จะตามทัน จิตมุทุภูตธาตุจะฟังทันรู้เรื่องพออาตมาพูดถึงตอนไหนก็จะเข้าใจไปตามลำดับไม่สับสน อุตุไม่มีนาม พีชะก็ยังไม่เป็นนาม เป็นอรูป พีชะก็ยังไม่สัมผัสกับนาม จิตเพิ่งจะเริ่มสัมพันธ์กับนาม จิตที่รู้จักกรรม ธรรมะจึงมีนามสัมผัสกับกรรมกับธรรมะ ส่วนพีชะไม่ใช่นาม สัมพันธ์กับชีวะคือ พีชะหรือพืชเป็นชีวะแล้วที่มีชีวะในตัวมันเองมีอัตภาพที่เป็นตัวมันเอง ISH สามเส้า พลังงานตัวมันเอง บวก ลบ ให้มีการหมุนเวียนอยู่ได้ด้วยตัวเอง พีชธาตุเป็นสิ่งที่จะต้องสร้างตัวเองทำงานของตัวมันเอง แต่พลังงานของมันอยู่ในระดับแค่พืช พีชธาตุ จะไม่มีความทุกข์ไม่มีความสุขไม่มีความเจ็บปวดไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีการจองเวรจองกรรมข้ามชาติไม่มีพลังงานอัตตาถึงการข้ามชาติ อาตมาอธิบายสภาวะธรรมเหล่านี้เป็นเรื่องยากไม่ใช่เรื่องง่าย อธิบายได้เพราะว่าอาตมามีภูมิธรรมที่รู้สิ่งเหล่านี้ นี่ไม่ใช่การอวดตัวตน คนไม่มีภูมิธรรมพูดเอาเองขยายเอาเองจากสภาวะที่มีเองไม่ได้หรอก นอกจากอ่านตำราเอง หมดตำราเท่าที่จำได้ ดีไม่ดีสับสนจากในตำราด้วย แต่อาตมานี้ไม่ได้สับสน เช่น การไม่เข้าใจคำว่าบาปกับบุญเป็นต้น บุญเป็นพลังงานที่ไม่หมุนเวียนเป็นพลังงานที่ใช้ชำระกิเลสในทุกปัจจุบันเท่านั้น ทำลายกิเลสหมดจดแล้วไม่มีบาปให้ทำอีกบุญก็จะไม่มีเลยเรียกว่าสิ้นบุญสิ้นบาป คำว่า อปุญญาภิสงขาร คนที่ไม่มีภาวะสัจธรรมโลกุตรธรรมจะไปแปลอปุญญาภิสังขารว่าสังขารเป็นบาปอีก คนที่ไปแปลอย่างนี้ก็รู้แล้วว่าเขายังไม่มีสภาวะโลกุตรธรรม ถ้าหากว่าต้องวนเวียนเป็นบาปอีกก็จะไม่มีกิเลสสูญนิพพานไม่มีเลย บุญมีหน้าที่ตัดกิเลสอย่างเดียวตัดกิเลสแล้วจบ จึงมีการสิ้นบุญสิ้นบาป พระพุทธเจ้าบอกว่าเราเป็นผู้ที่สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว ท่านได้ตรัสพยัญชนะอย่างนี้เลย แม้แต่พระอรหันต์ พระโมฆราชว่า อาตมาสิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว (ปุญญปาปปริกขีโณ) คนที่เข้าใจสภาวะธรรมถึงขั้นสิ้นบุญสิ้นบาปแล้วไม่ได้ก็ยังไม่ใช่อรหัตตผล ไม่รู้จักนิพพาน

_ใบฟ้า...“นายกตู่กับบททดสอบเสริมสร้างบารมี “ นายกตู่ขวัญใจประชาชนคนดีมีปัญญา (แยกดี ชั่วได้)กำลังเผชิญกับบททดสอบที่เหมาะสมกับบารมี ที่จะได้สั่งสมๆ จากการที่ฝ่ายค้านสามัคคีแตก ผู้นำรัฐบาลท่านนี้ให้จงได้ดู ดูแล้วเกิดความรู้สึกน่าสงสารและน่าสมเภชกับความเขลาเบาปัญญา ปากก็พร่ำจะมาพัฒนาชาติบ้านเมืองตามที่ได้โฆษณาขายฝันให้กับประชาชน แต่พอ เป๊ง! ยกที่ 1 ก็มุ่งจัดการบุคคลสำคัญที่เป็นคนดีมีความสามารถเป็นผู้นำที่ดีที่สุดในกาละนี้ ที่จะพัฒนาประเทศชาติจากผลงานที่ประจักแก่ชาวโลกมา 5 ปีแล้ว จะอย่างงัยอีก????? ประชาชนคนธรรมดาอย่างดิฉันเริ่มเบื่อหน่ายอีกแล้วกับการเมือง “ประชาธิปไตย” ที่เป็นอยู่ในขณะนี้เพราะวังวนของการเมือง “น้ำเน่า” กำลังมาแล้ว ปรับใจดีกว่าว่านายกฯตู่จะได้สั่งสมบารมีตามรอย “พระโพธิสัตว์” จากตัวอย่างที่มีจริงในยุคนี้คือ พ่อหลวง ร.9 และพ่อครูค่ะ

กราบขอบพระคุณด้วยเศียรเกล้า ใบฟ้า น. พ่อครูว่า...ใช้ได้ก็เป็นสภาวะจริงแต่ยังไม่ขยายความอะไร

_พลอยแผ้ว...ครั้งหนึ่งพ่อครูเคยเทศน์ว่า จะไม่ไปพักที่สุทธาวาส เมื่อเร็วๆนี้พ่อครูเทศน์ว่า 1000 ปีที่ผ่านมา ในถิ่นไทยมีแต่ฝ่ายฤาษีมาสอนธรรมะ ทำให้สงสัยว่า พ่อครูไปอยู่ไหน? ..ดิฉันว่าพ่อครูอาจไม่ได้อยู่ในวรรณะพราหมณ์แต่อยู่ในวรรณะของกษัตริย์ แพศย์ ศูทรเลยสอนธรรมะไม่ได้เต็มที่ พ่อครูว่า..ถูก มีนัยอีกเยอะแยะ กว่าพันปี เกิดมาตั้งหลายรอบกว่าจะมาเป็นพระโพธิรักษ์ แต่ก็จะไม่พูดถึงมาก ให้มาเรียนรู้ธรรมะปัจจุบันดีกว่า แล้วมันจะเป็นสัจจะที่เป็นตัวเองตามฐานะของแต่ละคุณไม่จำเป็นต้องอยากไปเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำเหตุเท่านั้นเอง แม้แต่คุณจะไปเป็นเหมือนพระสารีบุตรพระโมคคัลลานะพระมหากัสสปะ ก็เป็นได้หมดแหละธรรมะนั้นอยู่ในกรอบในขอบเขตอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้แบบพระอานนท์ลักษณะอย่างพระสารีบุตรพระโมคคัลลานะพระกัจจายนะมันจะเป็นจริง

_SMS วันที่ 12 ส.ค. 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ พ่อครู)

สื่อธรรมะพ่อครู(ฌาน อรูปฌาน) ตอน ตัวอย่างการปฏิบัติอรูปฌาน _1062กราบนมัสการพ่อท่านค่ะ ขออนุญาตทำความเข้าใจสภาวะสุดท้ายของวิโมกข์8 ค่ะ. ขออนุญาตยกตัวอย่าง นะคะ เช่น. เมื่อเราไปเจอผัสสะด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามเรา. ดุด่าเราแต่ตัวเรารับรู้ถ้อยคำนั้นชัดเจน จึงดับความรู้สึกไม่ชอบใจและความโกรธ ลงจนนิ่งเฉยและไม่โกรธ จนกระทั่งนิ่งเฉยได้อย่างไม่ใส่ใจ สภาวะแบบนี้เรียกว่าบรรลุอากาสานัญจายตนะหรือเปล่าคะ เพราะขณะนั้นจิตสงบเป็นศูนย์เหมือนกับว่าไม่ใช่คำด่า สงบจริงๆค่ะและรับรู้ว่าเขาด่า เขาดูถูกเหยียดหยาม จิตสูงเข้าบรรลุสู่วิญญาณัญจายตนหรือไม่คะ กราบนิมนต์พ่อท่านสาธยายจุดนี้อีกครั้งและกราบนิมนต์พ่อท่านยกตัวอย่างเพื่อเป็นไฟส่องทางแก่ลูกผู้มีฝุ่นละอองธุลีในดวงตาเป็นอันมากค่ะ. กราบแทบเท้าพ่อท่านโปรดชี้นำทางด้วยเจ้าค่ะ พ่อครูว่า..จิตของคนทำอย่างนี้ได้เรียกว่า อากาสาฯได้ มองทางนามของตนจิตเราเฉยๆ มองทางรูป อากาสาฯว่างๆ มm องทางนามจิตเราเฉยๆ ได้ ตอนนี้คุณกำลังโง่สภาวะโลกคุณก็รู้ว่าเขาด่า แต่คุณจะบอกว่าเหมือนกับเขาไม่ได้ด่า ความรู้สึกของคุณเฉย แต่คุณเข้าใจบัญญัติให้ได้ว่านี่คือคำด่า คุณจะไปเข้าใจคำด่าผิดไปได้อย่างไร ก็เขาด่า แต่คุณเข้าใจแล้วว่า คำด่านี้เป็นคำด่า แต่คุณทำใจของคุณว่าคุณจะเฉยกับคำด่า ถ้าคุณฟังคำด่าของเขาเช่น ไอ้หน้าดำ ไอ้หน้าขาว เขาจะด่าอย่างไรล่ะ ไอ้หมา เราก็บอกว่าคำด่าของเขาหมายความว่าอย่างไร เราเป็นตามภาษาที่เขาว่านั้นไหม ถ้าเราเป็นคนหน้าดำ เขาด่าถูก เขาไม่ชอบหน้าดำเขาเลยด่าคนหน้าดำ เอ๊ แต่เราดูหน้าเขาก็หน้าดำเหมือนกันก็ถูกเขาเหมือนกันนะ แต่ถ้าเขาขาวเขาด่าเราหน้าดำเราก็เข้าใจความเป็นจริงตามความเป็นจริง หรือมันจะลึกซึ้งกว่านี้ก็ตาม ความหมายของพยัญชนะจะลึกละเอียดกว่านั้นก็ตามเป็นนามธรรม คุณก็เข้าใจตามนั้น คุณจะบอกว่าไม่ใส่ใจในคำด่าคุณก็โง่ เป็นพยัญชนะที่ไม่รู้สมมติสัจจะ คุณต้องรู้สมมติสัจจะและก็รู้ปรมัตถสัจจะคือจิตเจตสิกต่างๆว่าจิตใจเราเกิดอาการความโกรธความโลภความหลงอะไรเราไม่มีเราชัดเจน ตามพยัญชนะที่เขาด่าว่ามันก็มีจริงตามที่เขาว่าเราก็เข้าใจสภาวะนั้น รู้โลก รู้สมมุติ รู้ธรรม รู้จิตเรา เราทำให้จิตเราเข้าใจแล้ว จิตเราก็ว่างกลางๆเฉยๆนี่คือฐานนิพพานอุเบกขา ใครทำจิตนิพพานอย่างนี้ได้เสมอต่อโลก ต่อการสัมผัสเกี่ยวข้องกับอะไรเรื่อยๆแล้วเข้าใจทั้งสมมุติและปรมัตถ์ทำได้จริง อรหันต์เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นเป็นอรหันต์ไม่ได้ยาก นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ _สู่แดนธรรมว่า..คำว่ายังเป็นรูปอยู่เลย ...จึงน่าจะว่างไม่ใช่อากาสาฯ พ่อครูว่า..คำว่า อากาสา ไม่ใช่แค่อากาศ แต่อากาสานัญจายตนะมันมีอายตนะต่อระหว่างอากาศกับธาตุรู้ ธาตุรู้ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าคุณสัมผัสกับอันนี้แล้วจิตใจคุณเป็นอากาศ อ่านไปที่นามที่จิตตัวเองเป็นอากิญจัญญายตนะ เป็นเทวะ ธาตุคู่ ส่วน เนวสัญญาฯกับอากิญจัญญาฯ อธิบายในเชิงสภาพตัวตนว่า นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี อะไรที่จะไม่มีความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนก็ไม่มี กับเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็คือต้องพยายามรู้ให้จริง จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ ไม่ได้ นานัตตสัญญา เนวะคือเชิงปฏิเสธ รู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ นานัตตะคืออัตตาต่างๆ สัญญาการกำหนดรู้อัตตาต่างๆ ขั้นนี้เป็นอรูปอัตตาแล้ว ต้องรู้ให้ครบนานัตตสัญญาด้วยการสัมผัสทางอายตนะ การไปนั่งหลับตาไม่มีสัมผัสนอกสัมผัสในไม่เป็นการสัมผัสวิโมกข์ 8 ไม่เป็นการปฏิบัติศาสนาพุทธเป็นโมฆะจากพระอรหันต์ ในขั้นเนวะสัญญานาสัญญายตนะจะเป็นอรหันต์แล้วนะ เมื่อคุณพ้นจะรู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่คุณต้องรู้ใช้สัญญาเวทยิตนิโรธังโหติ ต้องรู้เคล้าเคลียอารมณ์ สัมผัสอ่านรู้แทงทะลุรอบในเวทนาให้ครบ นิโรธัง จนแน่ใจชัดเจนถึงเป็นนิโรธ โหติ จึงเกิดการบรรลุสูงสุด โหติ แปลว่าเป็นของแท้ของจริงบริบูรณ์แล้ว สัญญาเวทยิตนิโรธ แต่ว่าอาตมาเติมปฏิบัติได้สำเร็จจึงเป็น โหติ วิญญานัญจายตนะก็คือคู่กับอากาสานัญจายตนะ คนที่ยังมีรสอะไรกับการดูกีฬาฟุตบอลคุณก็อ่านจิตว่าคุณยังมีรสอร่อย ยิ่งอดไม่ได้เลย ชิงแชมป์ฟุตบอลโลกจะดึกดื่นตี 2 ตี 3 ก็ถ่างตาดูอยู่ นั่นแหละคุณติดอยู่ในโลกอบาย แต่ถ้าคุณเห็นว่ามันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก คุณเห็นว่ามันก็ยังมีรสสัมผัสก็ยังมีรส คุณก็ติดน้อยลงแต่ก็ยังมีอบายมุขรสอร่อย กับการละเล่นบันเทิงเริงรมย์ที่มันเป็นรสจริงๆ ยิ่งรสจัดจ้านอบายมุข เช่นรสราคะ โทสะ ฟุตบอลเป็นการแข่งดีแข่งเด่นทางสายโทสะ แต่ถ้าลีลาแย่งผัวเมียแย่งคู่ก็เป็นเชิงราคะ คุณก็ยังมีรสชาติอยู่ จริงๆแล้วคุณเจอหนักยิ่งกว่าละครก็มี แต่คุณไม่รู้ มันก็เป็นเหตุนิทานสมุทัยปัจจัยของโลกอยู่อย่างนั้นแหละ ผู้ที่ศึกษาดีแล้วก็เข้าใจว่ามันก็เป็นกรรมกิริยาพฤติกรรมของมนุษยชาติในโลกที่ยังอวิชชา ก็จะมีเหตุนิทานสมุทัยปัจจัยอย่างนี้อยู่นานตลอดนิรันดร ตราบที่ยังอวิชชา แล้วถ้าเรารู้แล้วอย่าไปหลงในนิทานพวกนี้ หลุดออกมาจากนิทานพวกนี้ให้ได้ ตั้งแต่โลกหยาบต่ำวุ่นวายในราคะโทสะ แย่งลาภยศ ก็พ้นได้สูงกว่านั้นมาได้จนกระทั่งไม่ต้องไปแย่งแล้วในลาภยศต่างๆ จะต้องไปมีความสุขความทุกข์ด้วยลาภยศสรรเสริญอะไร ก็ไม่ต้องแย่ง แม้ที่สุดยังมีความทุกข์ความสุขอยู่ในรูปธรรมอรูปธรรม มานะอติมานะก็รู้ฐานความเป็นอนาคามี จนกระทั่งจิตใจของคนไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยคนก็เป็นพระอรหันต์ อธิบายทีไรก็จบที่อรหันต์ทุกทีไม่ได้โมเมด้วยแล้วไม่ได้เอาแต่พยัญชนะมาอธิบายด้วย ไม่ใช่ท่องมาด้วย แต่ใช้สภาวะอธิบายด้วยพยัญชนะ

_1182พ่อครูอ่านประเด็นธ.ธาตุแท้การเมือง โดยธาตรู้ทันนักแก้รธน.ส่องกระจก6ด้านชัดควันหลงสภานกกระสาจากปชธต.ใบเลือกตั้งไร้ปฏิรูปฯชัดแจ้งชัดเจนชัดใจมวลมหาปชช.จริงๆสาธุ

_สตาร์แอร์ ทุ่งคอก · ผมอยู่ทางโลกียะ ต้องรับภาระหลายชีวิต โดนกระทบต่อเศรษฐกิจ เต็มๆครับ แต่ก็อาศัยเศรษฐกิจพอเพียงประคับประคองอยู่ครับ พ่อครูว่า..ดีถ้าคุณเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง

_วาส ทองจันทร์ · จารย์อุ้ด สายหลับตาเขาไม่ได้พูดถึงเลยว่าเดี๋ยวนี้มีพระโสดาบัน สกิทามี พระอนาคามี จะมีแต่พระอรหันต์เดา และพระอรหันต์ของเขาต้องทำเครื่องรางของขลัง เป่าเสก เลขยันต์ มีฤทธิ์เดชเท่านั้นครับ พ่อครูว่า..อาตมาก็ว่าเขาพูดถูกนะ อย่างหลวงพ่อคูณเขาทำเหรียญมา ก็เอาไปแจกแล้วก็เกิดว่ามีความขลังเกิดขึ้นก็ยังไม่ชัดเจนในตนเอง

สื่อธรรมะพ่อครู(โลกุตระ) ตอน คนเจริญโลกุตระถึงขีดจะมาอยู่กับชาวอโศก _อ๋อย เอื้อมพร กราบนมัสการค่ะ หลังจากคิดอยู่หลายตลบ วันนี้ดิฉันตัดสินใจบอกที่ทำงานขอลาออกสิ้นเดือนมกราคม 2563 ค่ะ ทั้งที่จริงยังสามารถทำงานต่อได้อีก 3ปี จนถึงอายุ 65- แต่ไม่เอาแล้วค่ะ อยากมีอิสระภาพ จะได้เดินทางไปอโศกได้บ่อยขึ้น และอยู่ได้ยาวขึ้น ด้วยตระหนักว่า ชีวิตใกล้กองฟอนเข้าไปทุกวัน อยากทำอะไรก็จะต้องรีบทำ เดี๋ยวตายก่อนจะหมดโอกาส ทำงานได้เงินเยอะ ก็ไม่รู้จะใช้อะไร นอกจากยกให้วัด ซึ่งที่จริงก็ดีอยู่นะคะ แต่ยังดีน้อยกว่าเอาตัวไปอยู่กับหมู่กลุ่มให้มากขึ้น คิดมานานแล้วค่ะ พ่อเรียกให้ลูกมาอยู่บ้านราชฯทีไร ก็นึกเสมอว่าเมื่อไหร่จะถึงรอบตัวเอง ถึงคราวนี้จะไม่ได้ไป 100% เพราะยังติดพ่อบ้าน แต่ก็ยังดีกว่าเดิมค่ะ ลาออกเดือนมกรา ก็จะได้ไปร่วมงานพุทธาภิเษก แล้วอยู่ต่อจนถึงงานปลุกเสกค่ะ ยังพอมีวันหยุดพักผ่อนเหลือ คิดว่าจะไปงานมหาปวารณาด้วยค่ะ พ่อครูว่า...เรามาร่วมปฏิบัติธรรมเป็นหมู่คณะเพราะเห็นว่าเวลาชีวิตมีค่า แทนที่จะไปหาลาภยศสรรเสริญโลกียสุข วันเวลาผ่านไปก็ตายก็เท่านั้น แต่เราคิดได้เอาเวลาที่แบ่งกันไม่ได้ จะเอาไปทางโลกหรือเอามาทางธรรมมันก็ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง คุณเอาเวลาไปทางโลกเสียหมดก็ทุ่มเทไปเรื่องโลก คุณก็ได้แต่เรื่องยุ่งวุ่นวายทางโลก แต่คุณเอามาทางธรรมก็ได้ทางธรรม ที่นี้คุณฉลาดคุณไม่ได้ทิ้งทางโลกคุณก็ทำงานทางโลกแต่คุณมีธรรมะติดตัวคุณไปแม้แต่กระทั่งทำงานอาชีพ ก็ทำงานที่สัมมาอาชีพ กรรมกิริยาก็เป็นสัมมากัมมันตะพูดจาอยู่ก็เป็นสัมมาวาจา คิดนึกก็เป็นสัมมาสังกัปปะคนๆนี้ไม่ได้แบ่งโลกแบ่งธรรมคุณมีธรรมอยู่ในโลก เพราะฉะนั้นคุณจะรู้ความจริง ว่าคุณได้ธรรมะเจริญไปถึงขีดหนึ่งคุณก็จะลดความเป็นโลกแล้วเอาตัวมาอยู่กับธรรมะจนกระทั่งเริ่มอยู่กับธรรมะ ชาวอโศกเรา เรื่องการทำงานทางโลกแล้วก็ไม่ทิ้ง แต่เราไม่แย่งลาภยศสรรเสริญกับโลก หรือแม้แต่เรื่องโลกียสุขทางโลกเราก็ลดลงโลกอบายมุขโลกกามคุณ เราก็เป็นพระอาริยะเป็นพระสกิทาคามี จนกามหมดจริงเป็นอนาคามี เหลือในจิตเป็นรูปราคะอรูปราคะทำออกหมดอีกหมด คุณก็เป็นพระอรหันต์คุณก็ยังอยู่ในโลกนี้แหละ ศาสนาพุทธไม่ได้หนีผัสสะ ไม่ได้หนีโลก อยู่กับโลกแต่จิตของเราเจริญ ปฏิบัติให้เกิดสัมมาทิฏฐิให้ถูกต้อง แล้วคุณจะลดกิเลสอยู่เหนือโลกๆๆถูกต้องและเร็วด้วยสบาย แต่ทุกวันนี้มันแยก ปฏิบัติธรรมก็จะไม่ได้หรอกเรามีภาระทางโลก แต่คุณไม่รู้สัมมาทิฏฐิ ของพระพุทธเจ้าก็ยืนยันในมรรคมีองค์ 8 คุณจะทำงานอาชีพอะไร ถ้าคุณรู้ว่าคุณทำงาน ขายเหล้า เป็นมิจฉาชีพระดับขายเหล้ายามันไม่ได้เรื่อง แล้วคุณก็จะเลิก คุณก็จะรู้อาชีพของเราเป็นการฆ่าสัตว์ มันเป็นมิจฉาชีพแน่นอนก็ต้องเลิก ยิ่งคุณไม่ฆ่าสัตว์แต่คุณยังขายเนื้อสัตว์อยู่ พระพุทธเจ้าก็บอกว่าไม่ฆ่าไม่ขาย มันเป็นมิจฉาวณิชชา สัตถวณิชชา เป็นมิจฉาชีพ เรารู้เราก็เลิกทำ ถ้าขายเหล้ายา ค้าขายอยู่ในวงการพนัน หรืออยู่ในการพนันทางการเมือง อันนี้เป็นเรื่องรู้ยาก พนันกันเอาเป็นเอาตายนะ แล้วจับประเทศมาเป็นตัวประกันด้วยร้ายแรงและจะทำอย่างไร เราอย่าไปนึกว่าเราเป็นนายใหญ่เป็นพระเจ้าจะไปจัดการเขาได้นะ คุณก็เอาตัวของคุณเองให้รอดก็แล้วกันอย่าไปวุ่นวายกับเขามากมาย

_ค่อยไท…. ผมคาใจมาตั้ง 10กว่าปีแล้ว มีรองเลขาสมเด็จพระสังฆราชโทรมาหาผมเพื่อให้ผมไปปรับปรุงวัดเพื่อถวายพระสังฆราช ผมก็ไปตามนัด พอถึงที่ผมก็โทรไปหาท่าน รองเลขาฯ แต่ท่านไม่รับสายเลยไม่ติดต่อเลย ผมก็เลยว่า พระท่านโกหกตกนรกไหมครับ ผมอีเมล์ไปท่านก็ไม่ตอบ ตอนนั้นผมอารมณ์ไม่ดีมาก พ่อครูว่า..ทำไมว่าท่านโกหก ท่านอาจมีเหตุการณ์ที่โทรไม่ได้..แสดงว่าท่านเลิกล้มได้แต่คุณไปเหมาว่าท่านโกหกแต่ว่าท่านอาจไม่ทำแล้วก็เลยไม่ได้ติดต่อกลับ _ต่อมาผมไปบ้านราชฯโทรหาท่านคมคิดแต่ท่านไม่ได้รับ แต่คราวนี้ไม่ได้เกิดอารมณ์โกรธแบบตอนนั้นเลย พ่อครูว่า..ก็ดี _แสงอรุณ ..ช่วงเข้าพรรษานี้ตั้งตบะไว้ว่าจะอ่านหนังสือรวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร พอตั้งตบะก็มีกิเลสมาเลยว่าต้องจบ แต่พออ่านไปก็รู้สึกว่าไม่จบในพรรษาแน่ เพราะว่ามันเป็นเรื่องลึกซึ้งจะต้องทำความเข้าใจ เมื่ออ่านถึงหน้า 83 มีคำความว่า พ่อครูได้เขียนว่า กรรมคือการกระทำที่ตนเองทำลงไปแล้ว กายกรรมวจีกรรมมโนกรรมที่ตนได้กระทำจริงแล้ว ประเด็นสำคัญก็คือ ทำแล้วเราผูกลงไปในใจจริงหรือใจยึดเองจริงๆโดยเราชังหรือชอบนั้นเอง หนูติดใจประโยคที่ว่าผูกลงไปในใจจริงๆ พ่อครูว่า...ผูกลงไปในใจจริงๆคือ ความรู้สึกของเราชอบหรือชัง ชอบก็คือดูด ชังก็คือผลัก ชอบผูกฝังเข้าไปในใจก็คือมันมาก คือบอกดีกรีของความดูดความผลักหากดูดก็แรงผลักก็แรง ฝังคือความหมายเข้าไปหาประทับไว้ในอนุสัย สั่งสมลงในสันดาน เรียกว่าฝัง คนไม่รู้ก็ประพฤติอย่างนี้ เราทำเองด้วยนะ จะมีความชอบหรือความชังเราไม่ควรให้มันเกิดแรง หรือไม่ให้มันเกิดเลย ถ้ามันไม่เกิดเลยคุณก็เป็นพระอรหันต์ สองอย่าให้มันฝังลึก

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ทำไมคนเราไม่รู้จักยอมกัน _ดูแล ..ทำไมคนเราไม่รู้จักยอมกัน พ่อครูว่า..มันโง่ หลวงปู่ยอมไหม?...ยอม แล้วหลวงปู่โง่หรือฉลาด เอ๊ จริงไหมเอ่ย หลวงปู่นี้ยอมแพ้ คือเรื่องของเรื่อง จะว่าแพ้ แพ้อย่างโง่ๆไม่เข้าเรื่องมันก็ไม่ดีสิ จริง มันก็ไม่ดี แต่เรื่องอะไรที่เราจะต้องไปเอาชนะคะคานรบราฆ่าฟันให้เสียเวลา เขาบอกว่าแพ้เราก็แพ้ แต่ถ้าเรามีความสามารถมีศาสตร์และศิลป์ในการที่จะทำสิ่งที่อันนี้ควรจะดีควรจะให้เจริญ อันนี้ไม่ควรให้เจริญ คุณก็ทำไป เขาจะไปเถียงด้วยพยัญชนะว่าแพ้หรือชนะก็ช่างเขาเถอะ อาตมาก็แพ้มาเรื่อยๆ แต่อาตมาก็ทำงานไปตามที่ควร อะไรไม่ควรทำอาตมาด่าเลย อะไรควรทำก็ยกย่องไป อย่างนี้เป็นต้น แพ้แต่อาตมาได้ทำงาน จะไปแย่งแพ้ชนะทำไม การเป็นผู้แพ้ เถียงด้วยบัญญัติภาษาพยัญชนะเท่านั้นเอง แต่ถ้าเขาว่าแพ้เราก็แพ้ แต่ในภาคการปฏิบัตินั้นเขาไม่รู้หรอกว่าเราทำในสิ่งที่เขาไม่อยากให้เราปฏิบัติเราก็ทำได้ อย่างอาตมาอธิบายธรรมะแบบนี้แล้วบอกว่าเป็นของพุทธก็ทำ จนมีผู้มาประพฤติปฏิบัติร่วมด้วยจนมีหมู่กลุ่มของชาวอโศก ซึ่งมันสำเร็จผลจนถึงขั้นเป็นชุมชน เป็นหมู่กลุ่มชาวพุทธ เรียกว่าชาวพุทธ เพราะว่ามีศีลสมาธิปัญญาเป็นตัวบ่งชี้ หมู่บ้านชาวอโศกทุกหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านมีศีลจริง ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่เขาก็ปฏิบัติจริง ทุกหมู่บ้านไม่มีอบายมุขไม่มีเหล้ายาปลาปิ้ง ไม่มีสิ่งหยาบๆ ไม่มี เป็นหมู่บ้านศิวิไลซ์เป็นหมู่บ้านเจริญแบบอริยะจริงๆ เพราะมีศีลทั้งหมู่บ้านไม่มีอบายมุขทั้งหมู่บ้าน จะเรียกว่าเป็นเบื้องต้นก็มีเบื้องต้นที่ไม่มีอบายมุขมีศีล 5 มีศีล 8 มีศีล 10 มีศีล 43 จุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีล มีพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ด้วย ไม่ใช่มีแค่พื้นฐานศีล 5 แล้วมีจริงที่อาตมาพูดอาตมาทำสำเร็จผล แต่เขาว่า ผู้แพ้ก็ไม่เป็นไร ได้เป็นหมู่กลุ่มเป็นกอบเป็นกำ คุณมาสลายให้หมู่กลุ่มนี้ให้ไปเป็นโลกียะมีอบายมุขสิ คุณมาให้ที่นี่ปฏิบัติสมาธิแบบหลับตาสิ ไม่ได้หรอก มันมีปัญญาชัดเจน นี่มันเป็นสัจจะ สัจจะนี้เป็นเรื่องสุดยอด แต่ผู้ชนะเขาทำอะไรบ้าง...เขาก็ทำไปจนว่ากันไป ตอนนี้ก็มี ผู้เป็นนักบวชต่างประเทศพระจูเลี่ยน สมีจูเลี่ยนก็ยังนิยม ศาสนาพุทธนั้นมันเสื่อมจนกระทั่งไม่รู้ว่าสมี คือบุคคลต้องห้ามเลยในวงการสงฆ์ ยิ่งกว่าผู้มีความผิดขั้นพรหมทัณฑ์ พรหมทัณฑ์ยังอยู่กับหมู่ได้แต่ปฏิบัติกับเขาเหมือนเขาไม่ได้อยู่ร่วม แต่ปาราชิกนี้ให้มาสุงสิงด้วยอยู่ด้วยไม่ได้เลย แต่นี่เขาให้มาเป็นมัคทายกอีก ไม่รู้เรื่องเลย เขาว่าเป็นเณรก็เลี่ยงไป แต่คุณก็ควรรู้ว่าควรคบหรือไม่ควรคบสิ ถ้าไม่ได้เขาแล้ววงการศาสนาพุทธจะไปไม่รอดหรืออย่างไร เขารู้มากแค่ไหนแล้วยังมาพากเพียรเน่าๆอีก ปาราชิกกันเละอยู่ในสังคมศาสนา โดยเฉพาะปาราชิกเรื่องเงินมาก จะไม่เหลือเลยนะ ใช้เงินผิดประเภท โยกทรัพย์ไปมา เข้าข่ายปาราชิกนะ แค่เกิน 5 มาสก เอากันจริงจะไม่เหลืออะไรเลย อาตมาให้มีสมณะ มาจะ 50 ปีแล้วไม่มีด่างพร้อยเรื่องเงินทองเลย แม้สิกขมาตุถือศีล 10 ก็ยังบริสุทธิ์ได้ จะพูดแก้ตัวว่า ในยุคนี้ไม่มีเงินไม่ได้จะเดินท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน