620719 ดับอวิชชาและสังขารอันคือเหตุแห่งทุกข์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์294 KB
วันที่แก้ไข17 มีนาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

620719 ดับอวิชชาและสังขารอันคือเหตุแห่งทุกข์

สมณะเดินดิน : ทำให้จิตว่างคือ ทำจิตให้ว่าง บรรลุไปเลย ทำจิตให้ว่าง ไม่ได้บอกว่าทำยังไง ทำให้ว่างเฉยๆ พ่อครู : ว่างจากกิเลส แค่ทำจิตให้ว่าง ต้องว่างจากกิเลส เป็นสำคัญ คำสอนของพระพุทธเจ้า ทุกอย่างมาแต่เหตุ แล้วคุณไม่รู้เหตุ แล้วคุณจะทำยังไง เหตุพาให้เกิด เหตุถึงคำสุดท้ายทุกอย่าง ทุกอย่างมาแต่เหตุ ถ้าดับเหตุได้ทุกอย่างดับ นี่เป็นคำตอบของพระพุทธเจ้า นี่เป็นคำตอบสรุปชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะทำงานอะไร คุณก็เตรียมดูว่าคุณต้องการให้เกิดอะไร ผลที่คุณต้องการให้เป็นอะไร เราจะเป็นคนดี คุณก็ต้องทำเหตุ ต้องหาว่าคุณชั่วอะไร คุณจะเป็นคนดี คุณก็ต้องหาว่าตัวชั่วที่คุณมีคืออะไร ไม่ใช่ว่าคุณจะเป็นคนดี แล้วเราก็บอกว่าดียังไง ดีอย่างพระพุทธเจ้า ดีอย่างไรก็แล้วแต่ ดีอย่างพระเยซู แล้วคุณจะทำยังไงล่ะ คุณมีแต่ผลโอโห้ คุณจะทำยังไง อ๋อสงสัยต้องโดดน้ำ แล้วมันจะดีอย่างพระเยซู จะไปลุยไฟ ดีอย่างพระพุทธเจ้า คุณก็หาเหตุที่ว่ามันจะไปหาพระพุทธเจ้า ไปหาความเป็นผลที่คุณต้องการ มันไร้สาระ มันเลอะเทอะ สมณะแสนดิน : ได้ เป็นแค่รูป จะได้เหมือนพระพุทธเจ้า พ่อครู : เอ่อ เพราะไอ้คนที่พูด เราจะต้องทำให้จิตว่าง เอ่อต้องจิต แล้วทำยังไงวะ แล้วอะไรทำให้ไม่ว่าง อะไรเป็นเหตุที่ทำให้ไม่ว่าง สู่แดนธรรม : พ่อท่านครับ ทุกสิ่งมีมาแต่เหตุ พ่อครู : ทุกอย่างก็คำสอนพระพุทธเจ้า ก็สรุปแล้วทุกสิ่งมาแต่เหตุ สู่แดนธรรม : ถ้าอย่างนั้นความว่างก็มีมาแต่เหตุใช่ไหมครับ พ่อครู : ใช่สิ ความว่างก็ต้องมีมาแต่เหตุ คำนี้ก็ดี อ๋อต้องทำให้จิตให้ว่าง ดีนั่นคือผล แต่ว่าสิ่งที่จะศึกษาสิ่งที่จะปฏิบัติมันไม่ใช่อันนั้น สิ่งที่จะศึกษาสิ่งที่จะปฏิบัติคืออะไรล่ะที่ทำให้มันไม่ว่าง อะไร เหตุอะไรทำให้มั

อ่านต่อ

นไม่ว่าง สู่แดนธรรม : แต่เดิมมามันคือความไม่ว่าง พ่อครู : เอ่ออะไรละ ที่ทำให้ไม่ว่าง เพราะฉะนั้นคุณจะมี โศกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสะ เพราะคุณมีชาติ แล้วอะไรพาคุณมีชาติ มันมีภพ แล้วอะไรพาคุณมีภพล่ะ อุปทาน แล้วอะไรพาคุณมีอุปทาน ก็ตัณหา ทำไมละ อะไรทำให้คุณมีตัณหา ก็เวทนา ตัวนี้แหละ สุขๆทุกข์ๆ สุขนี่ตัวหลอก ไม่ใช่ทุกข็ด้วยซ้ำ ตรงนี้จะชัด คุณต้องการสุข คนท่ีไม่รู้ว่าคุณจะเอาว่าง ต้องการสุขยังไม่อยู่ในเกณฑ์โลกุตระเลย คนที่จะเอาสุข ยังไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ของศาสนาพุทธเลย คนที่อยู่ในศาสนาพุทธจะต้องเข้าใจตรงนี้ เพราะฉะนั้นตรงเวทนาหรือตรงสุขนี่สำคัญ เพราะฉะนั้นทุกข์คืออะไร คือความรู้สึก สุขคือเวทนา ทุกข์คือเวทนา แล้วอะไรละ คุณต้องมีเวทนา ก็ไอ้ตัวผัสสะที่มันถึงจะเกิด มันถึงจะรู้ มันถึงจะรู้เวทนาเข้ามาให้ศึกษา ให้รู้ตัว ตัวการตัวนี้ ถ้าไม่มีผัสสะมันไม่มีทางหรอก เพราะฉะนั้นจะมีผัสสะต้องมีอายตนะ จะเกิดอายตนะได้คุณต้องมีรูปนาม คุณไม่อายตนะ คุณจะให้มีตัวที่ไปเป็นเวทนา ผัสสะไม่มีอายตนะไม่เกิด คุณไม่รู้จักรูปนาม รูปนามคือกาย คือภาวะ 2 คือเทว กายก็คือต้องมีรูปนาม มีภายในภายนอก ภายนอกภายใน คำว่า”กาย” ที่เหลือแต่ภายนอก ไม่เหลือภายใน มีแต่ศาสนาพุทธ ก็หมดแล้ว ผิดหลัก ไม่รู้จักเวทนาเป็นกรรมฐานหลัก ก็หมดเหมือนกันศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร ก็ต้องอยู่ในข่ายมีความวน สรุปในพรหมชาลสูตร ก็ข่ายคือชาล เหมือนพวกที่อยู่พวกแคว้น ถูกข่ายคลุมไว้อยู่ วนอยุ่ในนั้นไม่มีทางออก พระพุทธเจ้าท่านว่า ก็เพราะว่าไม่รู้จักไม่มีตัวเวทนาเป็นตัวตั้ง ที่จะให้ปฏิบัติ มันต้องรู้ที่มา ทำอย่างไงให้เกิดเวทนา อ่อมีผัสสะ ผัสสะปุ่ม มีอายตนะ อายตนะนั่นแหละทำให้เรารู้ตัวที่มัน นี่แหละตัวเหตุข้างนอกที่หรอกมากก็คือวิญญาณ วิญญาณนี่แหละตัวที่จะต้องรู้ ตัวสำคัญ ตัววิญญาณ วิญญาณคืออะไร วิญญาณคือตัวโง่ วิญญาณคือตัวสังขาร เพราะต้องไปรู้ โอ่ต้องรู้จักสังขาร ต้องรู้จักที่มา เพราะเราไม่ได้มีใครบอก เพราะเราไม่มีใครทำให้รู้ เพราะใครจะทำให้รู้ ก็ผู้รู้ก่อน ใครคือผู้รู้ก่อน พระพุทธเจ้า ทำไมต้องพระพุทธเจ้า ทำไมคนอื่นไม่มีใครรู้ก่อนหรือ พระเยซูไม่รู้ก่อนหรือ พระเยซูจะไม่รู้ก่อน พระเยซูปานนี้ยังไม่รู้เลย น่าสงสารนะ สมณะดินไท : สงสัยคำว่า “ความว่าง” ทำปัจจุบันให้ว่าง ที่ว่าปัจจุบัน แล้วเราไปค้นหาสาเหตุ มันก็กลายเป็นค้นหาอดีตหรือ พ่อครู : ไม่ใช่ ไม่ใช่ มันจะเปลี่ยนอดีต คุณทำที่ปัจจุบัน คุณค้นหาแล้วคุณก็ทำ ทำให้สำเร็จ สำเร็จแล้วก็เป็นอดีตเอง เพราะคุณสำเร็จแล้วตั้งแต่ปัจจุบัน เพราะทุกปัจจุบันคุณสำเร็จ เที่ยงแท้ ทุกปัจจุบันเที่ยงแท้สำเร็จ มีผัสสะเมื่อไรมีอะไรอะไร คุณก็นิจจัง ทุวัง สสตัง จบ สมณะดินไท ; หมายความว่าที่ทำนี่มันจะเกิดผลในอนาคต พ่อครู : อ่อแน่นอนสิ ทุกอย่างที่จากอดีตก็จะเป็นอนาคต ก็จากปัจจุบันก็จะเป็นอนาคต จากปัจจุบันก็จะเป็นอดีต แล้วจะไปหาอนาคตทั้งนั้น คุณยังไม่จบยังไม่สุดตรงนี้คุณก็ต้องมีอนาคต คุณยังไม่จบ สมณะดินไท : แต่อนาคตอาจจะแป๊บเดียวก็ได้ พ่อครู : ไม่แป๊บเดียวหรอก อนาคตอีกยาวนาน อีกหลายชาติ ไม่เดี๊ยวเดียว นานมาก สมณะดินไท : ที่ว่าทำปัจจุบันนี่ เราก็จดจ่ออยู่ แต่ว่า ตอนนี้ไม่ต้องคิดอะไร ทำให้ว่าง นิ่งเข้าไป ทำจนก้นแตกเลยนี่ มันก็จะสาวไปที่ต้นเหตุ พ่อครู : .ใช่ เขาเข้าใจเหตุผิด เหตุที่ทำให้เกิดว่างได้ ก็คือต้องมานั่งหลับตาสะกดจิต นี่เป็นเหตุ เพราะเราต้องมาวิจัยว่า แล้วเหตุอันนี่มันทำได้ ได้แล้วมันว่างอย่างไร ว่างอย่างเคหะสิตะเวทนา พระพุทธเจ้าก็แยกให้ชัด ว่างอย่างนี้มันยังไม่ถาวร ว่างอย่างนี้มันเวียนกลับ ต่อให้คุณไปนั่งสะกดจิตหยุดว่างได้อย่างเก่ง เหมือนอาฬารดาบส อุทกดาบส คุณก็จะต้องไปเสียเวลา โดยความโง่ที่คุณนั่งได้นานเพราะว่าคุณเองสะกดได้เก่ง นาน ไอ้ตรงก้อนนานที่ของคุณ คุณตายไป คุณก็จะอยู่กับก้อนนานอีกนาน... พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า โง่ฉิบหาย มันไปจบอีตรงดับตรงว่างตัวโง่ตัวที่ไม่รู้จักตัวอวิชชาตรงนั้น ไปนอนอยู่ที่อวิชชานาน…..คำอุทานของพระพุทธเจ้า สมณะดินไท : เขาไปวัดทีก็จะไปท่องคำว่าง่ๆๆ หรือพุทโธภาวนา กลับไปบ้านกินเหล้าเหมือนเก่า พ่อครู : ไม่กินไม่กิน ไม่เหมือนเก่าหรอก กินหนักกว่าเก่า สมณะแสนดิน : พ่อท่านครับ ในสายปฏิจจสมุปทบาทที่พ่อท่านพูดถึงมีสังขาร จะตัดที่สังขารหรือว่าจะดับที่สังขาร หรือจะดับที่ตัณหา พ่อครู : เวลาปฏิบัติต้องดับที่สังขาร คือ ต้องเอาอภิสังขาร สมณะแสนดิน : ในสังขาร 3 กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร นี่ พ่อครู : นี่แหละไม่รู้จักสังขารกัน กายสังขาร เขาก็ไปเหลือแต่เพียงว่า “ร่าง” แล้วก็ทำให้มันว่าง ทำให้มันนิ่ง ทำให้สงบ เข้าไปทำให้มันหยุด ผิดตั้งแต่ต้นเลย กายสั งขารคือรูปนามที่ปรุงแต่งกันอยู่ แล้วมันก็ไม่เที่ยง แล้วมันก็เป็นทุกข์ ทั้งๆที่มันเป็นอนัตตา ทำให้มันเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานให้ได้ มันไม่มีตัวตนที่แท้ พวกคุณสามารถ ใครก็ตามแต่พระอรหันต์เจ้าท่านจบเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน นั่นคือหมดอนัตตา แต่อย่างผมยังมีอัตตา ผมรู้แล้วผมจะเป็นอนัตตาได้ ผมยังไม่ยอมอนัตตา ย่อมมีอัตตาอยู่ แต่เรามีวัสสวัตติโก เราเป็นผู้ที่อยู่เหนือ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจให้ได้ จะให้เกิดอีกก็ได้ จะให้ดับเมื่อใดจะไม่ต่อแล้วก็ได้ แต่เรายังจะต่ออยู่ มันก็จบทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอน สู่แดนธรรม : ตรงนี้ไม่มีในตำรา ที่พ่อท่านบอกว่าจะทำให้ต่อกันได้ จะทำให้ตื่นก็ได้ ให้ดับก็ได้ พ่อครู : มีอยู่ไหนมโนมยิทธิ มโนมยิทธิไงจะดับก็ได้จะเกิดก็ได้ จะให้มีก็ได้จะให้ไม่มีก็ได้ จะมีให้มากก็ได้ จะหายไปก็ได้ อิทธวิธีอยู่ในมโนมยิทธิ สมณะแสนดิน : อมตะบุคคลเขาไม่ได้อธิบายเหมือนพ่อท่าน พ่อครู : อันนี้จริงที่สุดเลย เพราะว่าผมไม่เห็นใครเขามาอธิบายธรรมะอย่างที่ผมอธิบาย ทุกวันนี้ทุกสายศาสนาพุทธ ไม่เห็นใครอธิบายอย่างผม เขาก็อธิบายเป็นบัญญัติ เป็นภาษา อธิบายไม่เป็นนามธรรม เขาไม่ได้อธิบายเป็นนามธรรม โดยเฉพาะนามที่เป็นธรรมะ ไม่ได้อธิบายนามเป็นธรรมะ สู่แดนธรรม : นามของเขาเป็นตรรกะ พ่อครู : นามของเขาเป็นตรรกะ นามของเขาเป็นเวิ้งว้าง นามของเขาเป็นอรูป สิ่งที่เขาไม่รู้เรื่องเหมือนกัน สู่แดนธรรม : โดยเฉพาะตรงนี้ครับพ่อท่าน อาจารย์บูรพาหรืออาจารย์ผดุง พ่อครู : บูรพา ผดุงไทย

สู่แดนธรรม : เป็นตัวแทนของสำนักที่ผมเคยทำกันมา พ่อครู : สำนักอะไรนะ สู่แดนธรรม : ที่ผมปฏิบัติกันมา สายหลับตา พ่อครู : เป็นตัวแทนเลยเหรอ สู่แดนธรรม : เป็นความคิดสรุปของคณะกลุ่มนี้ Concept แนวนี้ คือว่าสังขารมันรับไม้มาต่อมา จากอวิชชา งั้นเขาจึงพยายามดับสังขาร โดยที่เรียกว่า ถ้าจะเกิดปัญญา ไปคิดไม่ได้ ถ้าคิดเอา ถือว่าเป็นการปรุงแต่ง มันจะต้องดับการปรุงแต่ง พ่อครู : เขาไปสับสนอยู่ที่คำสังขาร สังขารกับการปรุงแต่ง สู่แดนธรรม : ถ้าปัญญาอะไรที่เกิดจากความคิด เขาถือว่าใช้ไม่ได้ หลักของนักปฏิบัติสายวัดป่าจะต้องดับความคิด สมณะแสนดิน ดับการปรุงแต่ง ปรุงทุกอย่าง ไม่ใช่มีกุศลอกุศลต้องดับทุกอย่าง สู่แดนธรรม : โดยแตกต่างจากพ่อท่านที่สอนว่า สังขารที่ไม่มีหอวิชชา พระอรหันต์ก็สังขารได้ พ่อครู : สังขารเก่งด้วย ยอดสังขารเลย สังขารทุกสังขารเนี่ย ของพระอรหันต์เนี่ย ปริสุทธาปริโยธาตามุทุ ยอดเร็ว ยอดไว ยอดโอโห ยิ่งกว่าปรมานู เพราะฉะนั้นกรรมทุกกรรม กรรมมันญา จึงประกอบไปด้วยอัญญา ที่เป็นตัวคุมกรรมทุกอย่างเลย กรรมมัญญา สู่แดนธรรม : ก็ในอภิญญาทั้ง 6 นั่นคือสังขารทุกอย่างเลย ใช่ไหมครับพ่อท่าน ที่ว่าเป็นหนึ่งก็ได้ หลากหลายเป็นหนึ่งก็ได้ 1 เป็นหลักๆก็ได้ นี่แหละคือข้างๆใช่ไหมครับ พ่อครู : ใช เป็นอิทธิฤทธิ์วิธีเป็นมโนมยิทธิ เป็นความยิ่งกว่ายอดมหามายา ยิ่งกว่ายอดผู้ที่มี ความรู้ความสามารถที่จะทำอะไรขึ้นมา ทำได้ ทำสิ่งที่ไม่ทำยังได้เลย สู่แดดธรรม : ทำสิ่งที่ไม่ทำ พ่อครู : ทำอะไรได้ ดีที่สุดทำที่ไม่ทำ ที่ไม่ทำคืออะไร ไม่ทำบาปทั้งปวง ถ้าทำละ ทำแต่กุศลเลย ไม่มีอะไรที่ไม่เป็นกุศล ทำอะไรอีกละ ทำจิตให้จบก็ได้ ทำจิตให้จบก็ได้ ทำจิตให้สูงสุดก็ได้ สู่แดนธรรม : พ่อท่านครับ ถ้าทำกุศล คือ ทำประโยชน์ท่านใช่ไหมครับ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลยกุศล พ่อครู : ใช่ ไม่มีตัวตน สู่แดนธรรม : ถ้าหากทำบุญคือทำเพื่อตัวเอง พ่อครู : ไม่มีตัวตนเลย ไม่มีตัวเองเลย หมดตัวตน แล้วก็ทำเพื่อผู้อื่น เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่า พ่อกินข้าวเพื่อคุณ เขาก็อ้วกเลย มากไปหลวงพี่ มากไปกินข้าวเพื่อผม สู่แดนธรรม : แสดงว่าในโอวาทพระปาฏิโมกข์ ข้อที่ 2 ก็คือทำเพื่อผู้อื่นอย่างเดียวเลยใช่ไหมครับ ข้อที่ 1 คือทำให้ตัวเองมีประโยชน์ พ่อครู : พาหุชนหิตยพหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ โลกานุกัมปายะแปลว่า เกิดมามีโลกต้องแบกโลก ถ้าโลกนี้ไม่มีแล้วเราก็ไม่ต้องแบก แต่เกิดมามันมีโลกก็เลยต้องแบกโลก สู่แดนธรรม : ก็ข้อที่ 3 ก็คือสังขารใช่ไหมครับพ่อท่าน พหุงชนหิตย ทั้งหมดเลย สังขารหมดเลย พ่อครู : สังขารทั้งหมดเลย คือการทำงาน พาหุชนะหิตายะ พาหุชนะสุขายะ โลกานุกัมปายะ คือการทำงานทั้งหมด ไม่ใช่ไปนั่งจุมปุก นิ่งไม่ใช่เลย คนละเรื่อง สมณะแสนดิน : สังขารปุ๊บก็ไม่ผ่องใสเลย พ่อครู : ถึงจะสังขารยังไงก็ว่าง บริสุทธิ์ สังขารยังไงก็ปาริสุทธาปริโยธาตา กัมมัญญา ประภัสรา ทำยังไงก็ประภัสรา ทำยังไงก็ปภัสรา สู่แดนธรรม : ตรงนี้ล่ะมั้งที่สายวัดป่า จะไม่เข้าใจว่า อวิชามันดับ มีวิชาแล้ว ทำไมยังต้องมีสังขาร ได้อีก พ่อครู : ก็เพราะว่าเราไม่ไปดับอวิชชา แต่เราทำอวิชชา ไม่ไปให้นั่งสะกดให้อวิชชามันหาย แต่เราทำอวิชชาให้มันกลายมาเป็นวิชชา แต่เขาไม่ได้ทำอวิชชาให้กลายเป็นวิชชา แต่เขาไปนั่งทับวิชชาสะ เอาอะไรมาปิดวิฃชาซะ เอาซีเมนต์มาโบกซะ ปิดวิชชาไว้ อย่าให้อวิชชามันโผล่ขึ้นมา ทับอวิฃชาเข้าไป เอาภูเขามาทับอวิชฃา ช่วยกันอีก โอ๊ย กี่ภูเขาเอามาทับ ทับลงไปอวิชชาอย่าขึ้นมา เขาทำอย่างนั้น สู่แดนธรรม : ก็เหมือนแก้วที่มีขี้ฝุ่นนอนก้น พอน้ำชั้นบนใส่เขาก็ว่า นี่แหละว่างแล้ว พ่อครู : เอ่อนั่นแหละ ก็เคยอธิบายไม่รู้กี่ทีแล้ว เขาพยายามทับฝุ่นเป็นก้อนแข็งแข็งแข็งแข็งเข้าไว้ แข็งเข้าไว้ เขาก็ยิ่งจะต้องมานั่งเสียเวลา มานั่งกระทะขี้ฝุ่นขึ้นมาออกใหม่ มันผิดวิธี ของพระพุทธเจ้านั้น เอ๋อฝุ่นเหรอ ก็เรียนรู้ฝุ่น เอาตัวฝุ่นหายไปเอาออก ทำลายตัวฝุ่นให้ได้ ทำลายตัวผุ่นไป มีกี่ตัวทำให้หมดๆ ก็จบ มันก็ไม่มีฝุ่นอีก ไม่มีเกิดอีก มันทำร้ายคนให้มันสิ้นเชื้อเลย สิ้น DNA สิ้นสูญอะไรที่จะเป็นเชื้อให้เกิด สู่แดนธรรม : อำนาจของการนั่งหลับตาก็คือ สะกดให้ฝุ่นนอกก้นลงได้ น้ำบนแก้วใสจึงถือว่า วิชชาเกิดแล้ว ปัญญาเกิดแล้ว เพราะมันไส แจ่มใสหมด พ่อครู : เอ่อ น้ำมันก็จะใส คุณจะไปทำอะไร กดลงไปกดลงไปอย่างเดียว ถ้าคุณไม่คิดว่าจะต้องให้มันกด คุณคิดนะไม่เอา กดลงไป แล้วน้ำมันจะใส ใสขึ้นมาเอง สู่แดนธรรม : การใส่อย่างนี้ ถือว่าไม่สิ้นอาสวะ พ่อครู ; ไม่สิ้น คุณกดอะไรไว้ล่ะ สู่แดนธรรม : ก็เป็นเหมือนอารามดาบส อุทกดาบส ที่ได้ความใส่บนแก้ว พ่อครู ; ประเด็นนี้ เป็นประเด็นหลักที่จะต้องพูดต้องขยาย ดีแล้วล่ะ มาช่วยช่วยขยาย อาตมาจะได้มีปฏิภาณอะไรไปขยาย ไปอธิบาย ให้รู้เหตุ เหตุศาสนาพุทธมันจมมันเสื่อม ไอ้นี่แหละคำว่าจมของศาสนาพุทธเจ้า จม นี่ได้แต่จมกะจมไม่มีรอยเลย ไม่รู้อันนี่ เพราะอะไร เพราะมีแต่น้ำหนักลงไปสู่ก้นทะเล ไอ้เราก็ดึงดึงดึง โอ๊ยหนักฉิบหายเลย มันไม่ยอมอะไรเลย มันปิดประตูไม่ให้จับ ไม่ให้แตะต้องตัวไม่ให้อะไร เลยดึงมาไม่ค่อยขึ้น แม้จะตามจับก็ไม่ได้ สู่แดนธรรม : พ่อท่านครับ ถ้าไม่ยากอย่างนี้จะสมกับโพธิสัตว์ระดับ 7 หรือครับ พ่อครู : ตายตายตาย คิดถึงระดับ 8 จะทำยังไงนี่ ขนาดระดับ 7 ยังหนักขนาดนี้ แล้วระดับ 8 จะทำยังไงนี่ สู่แดนธรรม : ระดับ 8 จะสบายกว่านี้ไงครับ ผ่าน 7 ได้ก็ได้เสวย 8 พ่อครู : ใช่ เพราะว่า ในระดับ 7 มันเป็นระดับที่ออกจากวัฏฏ นี่ให้หลุด ขนาดนี้ยังเป็น Saito Plus ยังไม่ออกจาก niche ยังไม่ออกจากผนังของ niche ยังจะต้องให้หลุดจากผนังของ niche ออกมาเป็น Saito Plus ตอนนี้ยังติดอยู่กับ Poto Plus 7 นี่ พอหลุดออกมา สบายแล้ว จะเบาขึ้น เอ่อ 1 2 3 4 ก็ทำมาเป็นชั้นๆ มาอย่างนี้ พอมาชั้นที่ 7 เป็นชั้นสุดท้ายแล้ว สู่แดนธรรม : จะเริ่มต้นในรอบใหม่ พ่อครู : ชั้นแรกก็ 1 2 3 ก็ชั้น 4 ก็หลุดออกมาให้ได้ พอชั้น 4 ก็หลุดออกมาได้ก็มา 5 6 7 พอ 5 6 ก็เป็นองค์วนในกรอบ 2 ก็ต้องมาเอาให้ 7 ออกให้ได้ เอา 7 ออกได้ก็มาทำ 8 ทำ 9 พอทำ 9 ได้เสร็จปั้บ คุณก็ง่ายแล้วคุณมีตั้ง 2 ตัวอย่าง ตั้งแต่ 1 2 3 4 5 6 พอ 5 6 7 9 คุณออกได้ จบเป็นพระพุทธเจ้า สู่แดนธรรม : พ่อท่านครับแล้ว 8 ไปหา 9 แล้ว 9 ต้องบำเพ็ญไหมครับ พ่อครู : 9 เหรอ ไม่ต้องบำเพ็ญแล้ว จบแล้ว เพราะว่า 9 นี่ ถ้าคุณออกอีก คุณ 0 สู่แดนธรรม : อ๋อ แสดงว่าใช้ชีวิตความเป็นพุทธ พ่อครู : ก็อยู่ที่ 9 ต้องวาง 9 เท่านั้น สู่แดนธรรม : นึกว่า 8 มาหา 9 นึกว่าบำเพ็ญ 9 อีก พ่อครู : ตรงนั้นไปก็ 0 ถ้าไม่ 0 เท่ากับวนใหม่ 9 คุณกลับมาวนใหม่ ถ้าคุณออกมาเป็น 11 คุณก็นับเอาเองก็แล้วกัน ก็มาวน วนมาหา 1 นั่นแหละ สมณะแสนดิน : พระเวสสันดรสุดท้ายนี่ 8 ใช่ไหมครับ พ่อครู : พระเวสสันดร 9 9 แล้วก็จบ สูงสุดใน 9 เป็นปัจเจกพุทธะ สูงสุดคือ 9 เป็นปรางค์ ของพุทธะ 8 ก็ปรางค์สุดยอดของพระโพธิสัตว์ สู่แดนธรรม : จริงๆ 9 นี่ หันหลังแตะกับ 10 เลยนะครับพ่อท่าน เหมือนกับว่า 1 กับ 9 นี่ติดกันเลย พ่อครู : .ใช่ 1 กับ 1 หันหลังแตะกัน เผลอๆก็เป็นอันเดียวกัน สู่แดนธรรม : ทานบารมีจึงสูงสุดแล้วก็เริ่มต้นได้อีก สมณะแสนดิน : ขนาดระดับ 9 ยังต้องไปมีครอบครัวเลย

พ่อครู : ทานกับอุเบกขาไง ทานอุเบกขา ทานให้ไปปั๊บ ก็เป็นเฉย เฉยๆมีอะไรเข้ามาปั๊บก็มาทาน สู่แดนธรรม : 1 กับ 0 เหมือนรหัสคอมพิวเตอร์ใช่ไหมครับ 1 กับ 0 0 กับ 1 พ่อครู : ถ้าเฉยๆก็เฉยๆ ถ้ามีอะไรขึ้นมาปั๊บ กุศลสู่ลสัปทาทั้งนั้น มีแต่กูศล มีแต่ให้ผู้อื่น มีแต่โลกานุกัปปา มีแต่ให้โลก แบกโลก ช่วยโลก อุ้มโลก อนุเคราะห์โลก

ถอดข้อความโดย อุทัย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน