สื่อธรรมะพ่อครู(ประวัติศาสตร์อโศก) ตอน ครบรอบ 4 นักษัตร โพธิกิจ ตอน 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ประวัติศาสตร์อโศก) ตอน ครบรอบ 4 นักษัตร โพธิกิจ ตอน 3 ก็เข้ามาสู่เนื้อหาธรรมะ อาตมาได้พูดถึงเรื่อง วันและเวลา… ชาวอโศกเราย่างเข้าสู่พศ.2537-2539 พศ.2537 เราอยู่ในวาระยังไม่สิ้นสงครามสังคมชาวอโศกที่เริ่มแต่ 32-39 พศ.2549 เราเดินเข้าสู่สนามหลวง อาตมาเดินนำขบวนหมู่สมณะเดินเข้าสู่สนามหลวงและไปนั่งชุมนุมกับเขา จนเอารัฐบาลออกไปได้ถึง 4 รบ. เป็นกิจที่สำคัญเป็นกิจที่ผ่านมาได้อย่างสวยงามมาก พูดเหมือนกับหลงตัวเองเลย ว่าพวกเรานี้ได้นำพาประเทศชาติให้ประท้วงได้อย่างสงบ อำนาจแห่งความสงบสยบความรุนแรง จนกระทั่งไล่รัฐบาลสำเร็จด้วย ไม่ได้ใช้อาวุธไม่ได้ใช้ความรุนแรง เอาคนมานั่งเสนอหน้าปักหลักเลย เพื่อแสดงมวลปชช.คะแนนเสียงว่าไม่เอาพวกคุณนะมีมวลร่วมกันมานั่งให้พรักพร้อม มายืนยันประท้วงรัฐบาลไม่ให้รัฐบาลนี้บริหารต่อไปจนสำเร็จ ผู้บริหารหมดฤทธิ์หมดอำนาจจริงๆ คนประยุทธ์ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจจากผู้รักษาการ เขาไม่มีอะไรจะเถียงเพราะประชาชนได้ปฏิวัติเรียบร้อยแล้ว เป็นรัฐศาสตร์ในเมืองไทย แต่เขาไม่พูดว่าชาวอโศกไปทำก็ไม่เป็นไร เราก็ให้รู้ประวัติศาสตร์บทนี้ในไทย ทำได้อย่างงดงามสงบเรียบร้อย มีสิ่งที่น่าฉุกคิดคือมีความรุนแรงถึงขั้นมายิงมาปาระเบิดใส่ ก็พวกรัฐบาลนั่นแหละพูดกันให้ชัด พวกที่เข้าข้างรัฐบาลนั่นแหละ มาวุ่นวายเรา ที่ฉุกคิดคือ ไม่มีชาวอโศกบาดเจ็บล้มตายเลย ไปทำนานเป็นปี อาตมาเข้าใจในกรรมวิบากบารมี เขาคิดไม่ออกว่าคือธรรมฤทธิ์ ที่พุทธศาสนิกชนทำงานให้กับชาติ แต่เถรสมาคมเขาไม่เข้าใจ เข้าใจว่าศาสนาพุทธต้องไปนั่งหลับตาไม่เกี่ยวข้องกับสังคม ที่จริงแล้วศาสนาพุทธจะต้องอยู่กับสังคมมีบทบาทพัฒนาร่วมกันทำให้สังคมเจริญ แต่เขาก็ทำให้ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปไกลมากเป็นเรื่องเลอะเทอะ
อ่านต่อ
จนไม่เป็นศาสนาพุทธเลย ศาสนาพุทธ ปฏิบัติแล้วจะเกิดปัญญา 7 ผู้ที่เกิดเป็นอาริยะ เจริญทางพุทธธรรมคือผู้มีปัญญา 7 โสดาบัน ถึงจะเป็นผู้ที่เข้าถึงเข้ากระแสของการเป็นชาวพุทธ ที่แท้จริง มีญาณ 7 พระโสดาบัน 1. รู้แล้วละ (ญาณที่ 1) คือกำลังเรียนรู้กิเลสกลาง (ปริยุฏฐาน -กิเลส)ได้แก่นิวรณ์ 5 เพื่อละกิเลสนั้น แต่ยังมีทะเลาะ วิวาทกัน ด้วยหอกปาก (มุขสัตติ) อยู่ คือเราหลุดพ้นจากกิเลสตัวแรกของเรา เรากำลังทำกิเลสตัวต่อไป ไม่ได้หนีสังคม แต่กระทบสัมผัสอยู่รวมกับสังคม เราพ้นอบายแล้วก็อยู่กับสังคมได้ นี่ต่างหากคือปัญญาเป็นความหลุดพ้น นั่งหลับตาไม่มีทางหลุดพ้นจากศาสนาพุทธ แม้ละ ปริยุฏฐานกิเลส ยังไม่ได้ ก็รู้ ไม่มีที่จะไม่รู้ และมีทิฐิ ตั้งปณิธานจิตไว้ เพื่อไปสู่การตรัสรู้ สัจจะทั้งหลาย 2. ทำให้มาก (ญาณที่ 2) คือเสพคุ้น (อาเสวนา) ทำให้เกิดผลเจริญ (ภาวนา) ทำให้มาก (พหุลีกัมมัง) กระทั่ง ระงับดับกิเลสตนได้ 3. เชื่อมั่นธรรมวินัยนี้ (ญาณที่ 3) คือชัดเจนว่า การปฏิบัติอื่น นอกธรรมวินัยนี้ ไม่สามารถ ดับกิเลส สิ้นเกลี้ยง ไม่เป็นโลกุตระ 4. ผิดรีบแก้ (ญาณที่ 4) คือรีบแก้ไขความผิดของตน เหมือนเด็กอ่อน นอนหงาย มือเท้า ถูกถ่านไฟเข้าแล้ว ก็รีบชักหนีเร็วพลัน เช่นคุณไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ และสังวร ทวาร 5 หากเราทำผิดไปจะรู้ตัวและรีบแก้ไข เป็นสำนึก 5. ทำกิจตน - กิจท่าน (ญาณที่ 5) คือทั้งศึกษา ในอธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา ทั้งขวนขวาย กิจใหญ่น้อย ของเพื่อนพรหมจรรย์ เหมือนวัวแม่ลูกอ่อน เล็มหญ้ากินด้วย ชำเลืองดูลูกด้วย อยู่กับหมู่กลุ่มทำงานเพื่อสังคมไป 6. มีกำลัง (ญาณที่ 6) คือมีอำนาจในตน มีพลังทำประโยชน์ ทำไว้ในใจ กำหนดด้วยจิต ทั้งปวง เงี่ยโสต ฟังธรรมวินัย ของตถาคต อันบัณฑิตแสดงอยู่ มีกำลังจิต แยกแยะถูกผิดได้ชัด รู้ตนว่ามีผล ได้บรรลุแล้ว 7. ปลื้มใจในผล (ญาณที่ 7) คือได้รู้ธรรม รู้แก่น (อรรถ) รู้จริงครบถ้วนธรรม ปลื้มใจในผล ที่ตนได้ เห็นผลสุข ที่จะมียิ่งขึ้น ยิ่งเข้าใจชัด สมบูรณ์ ข้อ 7 เป็นพลังงานเสริม ผลที่ได้คือสงบเย็น เป็นประโยชน์สูงขึ้น เป็นโทษภัยต่อสังคมน้อยลง เป็นความเจริญครบพร้อมให้ตรวจสอบ ของปัญญาของธาตุรู้
ที่ไปปฏิบัติธรรมตามกระแสหลักของศาสนาพุทธทุกวันนี้ มันเสื่อมจนไม่รู้จะพูดอย่างไร พูดดูถูก ข่มจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว ฟังแล้ว มีคนพุทธศาสนิกชน อย่างพวกคุณ หรือที่อยู่ข้างนอก แต่จะมาบอกเลยว่ามาทางอโศกก็ไม่ทำ เพราะยังอยู่กับสังคมที่เขาไม่ยอมรับอโศก แต่ก็รู้ว่าตนควรปฏิบัติอย่างไร อาตมาเกิดมาหลงโลก 36 ปี ก็เสียดายอยู่นะ นี่มาทำอีก 48 ปีก็ยังดีใจว่าไม่ได้หลงโลก 36 ปีแต่มาอยู่ทางธรรมไม่ถึง 36 ปีแล้วก็ตาย แต่นี่ทำมาเลย ได้ 48 ปี ก็จะทำต่ออีก 36 ทำเพิ่มอีก 36 36x3 = 108 ถือว่าใช้หนี้สมบูรณ์ แล้วทำกำไรอีก กำไรต้องเอาหลายทบหน่อย กำไรอีก 3 นักษัตร เป็น 144 ปี ใครจะอยู่กับอาตมาบ้าง..อาตมาพูดเหมือนพูดเล่นแต่เอาจริงนะ ชีวิตอาตมามีสาระหากอาตมามีชีวิตไปแย่ง ลาภยศสรรเสริญ หาอะไรมาบำเรอกาม อัตตา นั้นโง่ตายเลย อาตมาเลิกแล้วชีวิตเก่าอย่างนั้น ควรให้คนมารู้ตัวว่าโลกธรรมนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาไร้สาระ ไม่มีประโยชน์อะไรต่อชีวิตนี้ เพิ่มกิเลสใส่ตัวเอง กิเลสโลกธรรม กาม อัตตาก็มีแต่ทำให้จม ให้มาสังวรระวังเรียนรู้ออกจากความเป็นโลกโลกีย์ ควรจะเห็นว่าชีวิตเรานั้นไม่ควรเอาแบบนั้นแล้ว อนาคามีก็จะมาอยู่กับชาวอโศก อยู่กับโลกเขาที่แย่งลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หากอยู่ข้างนอกมาเสพสุขก็คงไม่มี คือจริงๆใจจะมีปัญญามีธาตุรู้จริง คนที่มาอยู่กับชาวอโศกเป็นแดนอนาคามี ไม่วุ่นวายกาม โลกธรรม ลาภยศสรรเสริญ หรือแม้แต่สุขทางกาม เข้ามาในนี้บำเรออัตตาได้ แต่คุณก็อย่าโง่บำเรออัตตาตัวเองเลย ที่นี่ไม่มีกามมากมาย รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัสอะไรไม่มาก จะเสพกามก็ไปข้างนอกแต่ในนี้มีคนมีอัตตาเยอะ ไม่ต้องห่วงหรอกมีเพื่อนเยอะ เดี๋ยวก็มาเจอกันเอง แบกมาเถอะ เราก็ขัดเกลากันไงมีผัสสะเป็นปัจจัย อัตตากระทบอัตตา แต่ถึงอย่างไรอัตตาก็ไม่รุนแรงไม่เกิดคดีด่าทอกัน ไม่มี แสดงว่าอัตตาพวกเรา อาตมาพูดว่าพวกเราแบกอัตตามาก็ไม่ได้ใหญ่โตมากมาย จึงเป็นแดนอนาคามี ที่โลกธรรม กามคุณแบบเขาพวกเราลดได้ คนมาอยู่ในนี้โดยปริยายจึงถือว่าฐานอนาคามี ทำงานฟรีเป็นต้น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสก็ไม่เห็นน่ารื่นรมย์อะไรเลย พวกเราสมานอัตตากันดีแล้ว แม้อัตตาก็มีเหลือ แต่ไม่ทะเลาะเบาะแว้งอะไรกันมากมาย อยู่กันอย่างสบาย เปลี่ยนสังคมที่อยู่กันอย่างเจริญมากเป็นสังคมอาริยะ แท้ๆจริงๆ ที่เขาบอกว่าศิวิไลซ์ สังคมมนุษย์ศรีวิไลเป็นอย่างนี้ โลกเขาต้องการแต่เขาไม่รู้ และเขาก็ไม่บ้าเหมือนชาวไทย ที่บอกว่า คนเจริญเป็นอาริยะต้องไปนั่งหลับตาอยู่ในป่า มันหลงทางมากไม่รู้จะพูดอย่างไร มันหลงผิดจนไม่น่าเป็นไปได้ อาตมาถึงได้มาส่งเสริมโปรโมท propaganda ที่บอกว่าความเจริญของศาสนาพุทธเป็นอาริยบุคคลเป็นแบบนี้ไม่ใช่หนีเข้าป่า เป็นอาริยะแล้วไปบอกว่าพวกนั่งหลับตาในป่านิ่งคืออรหันต์ อย่างนั้นมัน อรหอย อรเหวไม่ใช่อรหันต์ อรหันต์เก๊ ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว เขาพยายามรวบรวมอรหันต์ในประเทศไทยก็มีแต่พวกนั่งหลับตาที่เขาบันทึกเป็นทำเนียบขึ้นมา มันน่าสงสารน่าสังเวชใจจริงๆพูดอย่างไม่ไว้หน้าเลยตีทิ้ง อาตมาเจตนาบอก จิ้มเลย ถือว่าโดนด่า โดนเทศน์คือโดนด่า ตื่นขึ้นมาเถอะมาเรียนรู้มรรคมีองค์ 8 มาเรียนรู้สัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ 3 ระมัดระวังเรื่องสัตว์เรื่องของเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมมาวาจา 4 มีการพูดจาร่วมกันให้ระมัดระวังมิจฉา 4 ของวาจา ในการคิดนึกปรุงแต่งกับสังคม มันมีกิเลสร่วมด้วยหรือไม่ แล้วลดกิเลสเป็นอย่างมีสัมผัสเป็นปัจจัยตลอดเวลาปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า คล่องแคล่วในเวทนา 108 แยกมโนปวิจาร 18 ได้ อ่านทวาร 6 กระทบสัมผัสแล้วเกิดธาตุวิเคราะห์วิจัย มีฌานที่มีวิตก วิจาร คือรู้จักจิต แล้วรู้จักพฤติกรรมของจิต แล้วก็วิจัยเอาตัวกิเลสที่มันมาผสมอยู่ มีกาม พยาบาทเป็นต้น ก็ทำตัวนี้จับตัวนี้ให้ได้ เป็นจำเลย แล้วจับเข้าคุกประหารชีวิตเลย อันนี้คือการปฏิบัติ
พวกเราทำได้ก็รู้ นี่ก็พูดเผื่อพวกที่แสวงหาติดตามต้องการฟังอยู่ทางบ้าน แต่อยู่ที่นี่ก็เต็มศาลา อบอุ่น ลงทะเบียนกันด้วยนะ แม้คนในชุมชนอโศกไปลงทะเบียนกันบ้างนะ ละทะเบียนตอนนี่ 1600 คน แต่ก่อนงานปลุกเสกฯพุทธาฯมีคนร่วม 2000 คน แต่ตอนนี้ก็ใช้ได้ คนในประเทศไทย ทำงานมา 48 ปีมันมีเท่านี้แหละที่รู้จักศาสนาพุทธ หรือเปล่านะ ในประเทศไทยเกือบ 70 ล้านคน นับถือศาสนาพุทธ 95% มีเท่านี้หรือ มีแค่นี้ก็เอา ได้เท่านี้ก็เอา อาตมาพยายามอธิบายบุคคล 41 เป็นเรื่องลึก ยากแต่ต้องทำแล้วล่ะอายุปูนนี้แล้ว อาตมาไม่กลัวอะไร กลัวพวกคุณตายก่อน เลยต้องรีบอธิบาย ใครอายุเกิน 84 บ้างยกมือในงานนี้ มี 3 คน
อานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม จะทำให้เราแข็งแรงมีสังขารที่ดี เพราะใจเป็นประธาน ใจมีพลังงาน ที่มีทั้งปัญญาและเจโต ทำให้เรารักษาพลังงานที่จะมีสมดุล ทวัตติงสาการ มันไป stimulate ทำให้พลังงานเราไม่แช่แข็งเฉื่อย แต่เกิดพลังงานความร้อนความเร่งกระตุ้น (มีภาพ ยายๆเดินด้วยรถเข็น หลายคนร่วมกัน) ไม่มีปัญหาอะไร คนที่เห็นนี้เขาอยู่กันอย่างอบอุ่นนะ อย่างนี้แหละ เป็นสังคมที่พึ่งเกิดแก่เจ็บตาย โดยที่ตัวเองก็ไม่ได้มีสมบัติส่วนตัว สมบัติครอบครัว แต่เป็นสมบัติส่วนกลางอาศัยได้ แก่แล้ว เจ็บป่วยแล้วบ้าง อาศัยได้ อาตมาว่า สังคมอย่างนี้ เป็นสังคมที่อบอุ่นแล้ว พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ อยากจะให้หมู่บ้านชุมชนแต่ละชุมชน เกิดวัฒนธรรมอย่างนี้ให้ได้ อาตมาช่วยชาติแล้ว หมู่บ้านหมู่ที่ 10 ตำบลบุ่งไหม อำเภอวารินชำราบ อาตมาก็ได้ทำให้หมู่บ้านนี้ชุมชนแบบนี้ เป็นชุมชนที่น่าอยู่ ชุมชนที่สงบสร้างสรร ไม่ขี้เกียจขี้คร้าน ไม่ใช่เอาแต่นั่งหลับตา แต่ว่าเป็นคนสงบ สงบอย่างศาสนาพุทธไม่ใช่สงบอย่างที่ต่างคนต่างนั่งหลับตากัน ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสในพระสูตร ว่า พวกเธอปฏิบัติธรรมอย่างไร อย่าให้ตากระทบรูปจะให้กระทบเสียง พระพุทธเจ้าก็บอกว่าอย่างนั้นไม่ถูก มันไม่ใช่ลัทธิพุทธ อินทริยภาวนาสูตร ล.14 ข้อ 584 พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการ เจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียง ด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของ ปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอด ไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัส แล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ
อาตมาพูดเรื่องนี้จะอีกนาน เพราะมันติดสนิทแน่น เอาอีพอกซี่ติดเลย
ขอสรุปว่าพวกเราปฏิบัติธรรมะดีแล้ว ถูกต้องแล้ว สัมมาทิฏฐิแล้ว ยังเหลือแต่สังวรระวัง ไปอยู่บ้านก็เอาสติปัฏฐาน 4 ไป อานาปานสติก็ดี ไม่ได้หมายความว่าไปนั่งหลับตา อานาปานสติ มันเป็นภาษา เรียกว่าลมหายใจเข้าออก ก็หลงผิดไปนั่งดูลมหายใจเข้าออก นั่งหลับตาอันนั้นมันผิดเพี้ยนไปจากศาสนาพุทธแล้ว ถ้าอ่านพระไตรปิฎกแตก จะเข้าใจ ท่านไม่ได้สอนให้นั่งปิดภพ แต่ให้สังวรตาหูจมูกลิ้นกายใจ ต้องรู้จักอนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี แล้วรู้จักกิเลสกำจัดกิเลสทุกลมหายใจเข้าออก แม้จะไปนั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นอย่างที่ไปหลงผิดก็ตาม ภาษาบาลี วา แปลว่า ก็ดี จะไปนั่งอยู่ที่ป่าก็ตาม ก็ต้องไม่หลงผิด ทำการปฏิบัติอนุปัสสี 4 ตลอดเวลาไม่ได้ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ จริงๆแล้วให้มีชีวิตอยู่ในปกติ ไปอ่านสามัญผลสูตรให้ดี ถ้าไปอ่าน อัมพัฏฐสูตรจะบอกการปฏิบัติที่ผิด 4 อย่าง นั่นคือความเสื่อมหมด คือวัดที่มีวิหาร โบสถ์ที่จุดธูปเทียน มันเสื่อมหมด คือออกป่ากับสร้างเรือนไฟในเมือง เห็นไหมว่าศาสนาได้เสื่อมไปหมดแล้วทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นชาวอโศกเลิกจุดธูปจุดเทียน แล้วเอาธรรมะพุทธเจ้ามาเรียนรู้พระสูตรสารพัด มูลสูตร อวิชชาสูตร เป็นต้น เอามาปฏิบัติ สังวรศีลสำรวมอินทรีย์ ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 วิชชาและวิมุติก็เจริญ มันจะเข้าคำสอนพระพุทธเจ้าหมดเลย 611109_ทำวัตรเช้า งานมหาปวารณา ครั้งที่ 36 ครบรอบ 4 นักษัตร โพธิกิจ ตอน 3