สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน การเมืองใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยแท้.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน การเมืองใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยแท้ การเมืองคือเรื่องเศรษฐกิจกับสังคม คนรู้เรื่องเศรษฐกิจดี และเป็นเศรษฐกิจโลกุตระ จึงจะทำให้สังคมนั้นอยู่กันอย่างสุขสงบอุดมสมบูรณ์ไม่ไปเบียดเบียนมีแต่ประโยชน์ต่อผู้อื่นทั้งนั้นเลย อาตมากำลังอธิบายตอนนี้ว่า ต้องมาเรียนรู้เศรษฐกิจโลกุตระ คุณสมคิดอย่าไปสอนให้คนแย่งกันรวย ฟังในหลวงบ้าง ท่านบอกว่าให้มาเอาแบบคนจน ฟังแล้วศึกษาให้ดี อย่าไปเอาอย่างโลกเขาที่เขาจะไปแย่งกันรวย แล้วแย่งชิงกันไม่จบเราไม่แย่งเราพอ แล้วเราอุดมสมบูรณ์พอแล้วกินใช้เหลือใช้แค่นี้ มาละกิเลสสิ เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวความจนมาเป็น คนจนนั้นเป็นคนประเสริฐ เป็นคนจนมีภูมิธรรมเป็นคนจนที่ร่ำรวย เป็นคนจนที่มีอุดมสมบูรณ์เหลือกินเหลือใช้ พอเรากินน้อยใช้น้อยนอกนั้นเหลือก็เอาไปจุนเจือสังคมเกื้อกูลสังคมมนุษยชาติ ไม่ใช่พูดปากเปล่าไม่ใช่พูดโม้ มันเป็นของจริงทำได้จริง เพราะฉะนั้นเราไม่สะสม จนคืออะไร นี่ ไปอ่านหนังสือ คนจนที่มีแบบเล่ม 1 ฉบับแก้แล้วไขอีก จาก 192 หน้าเขียนตอนแรก แก้ไขแล้วเป็น 512 กว่าหน้า แก้แล้วไขอีก มากกว่าที่เขียนเดิม ยังมีเล่ม 2 ให้อ่านนะ อยากจะจบเหมือนกัน มันไปได้เรื่อยๆ ยังมีที่ยังออกมาไม่หมด ถ้าอย่างนั้นไม่จบเสียที ไม่มีปัญหาหากจะเขียนต่อก็เขียนเล่ม 3 ได้อีก การเมืองตอนนี้อยากจะช่วยประเทศชาติ อยากจะมาทำงานเอาเงินทองมาแจกจ่ายคน ต้องสั่งสอนให้คนเป็นคนพึ่งพาตัวเองรอด มักน้อยสันโดษกินน้อยแต่แข็งแรง ทำตัวเองพึ่งตัวเองรอด จนตัวเองเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้อย่างนี้ขึ้นไปเรื่อย พูดสั้นๆแต่ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายที่จะทำได้แต่พวกเราทำได้ การเมืองใหม่ที่เป็น ประชาธิปไตยแท้ๆ 1. งานการเมืองต้องมีคุณธรรมและเป็นกุศล 2. นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิ
อ่านต่อ
ปไตยที่แท้ 3. นักการเมืองต้อง “สอน” หรือเผยแพร่ประชาธิปไตยให้กับประชาชน (ประชาชนก็ใส่ใจขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่าไปเลือกตั้งเท่านั้น) หากรู้คนเดียวนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตยต้องให้ประชาชนรู้ด้วยเพราะประชาธิปไตยก็คือประชาชน ไม่ใช่ว่าให้ประชาชนรู้แค่ว่าเอาแต่เลือกตั้งทั้งนั้นจะไปไหนรอด 4. นักการเมืองต้องเป็นผู้พึ่งตัวเองได้แล้ว 5. นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ ใจพอ เป็นตัวตั้งต้นของประชาธิปไตย คนมี 1000 ล้านแล้วก็พอก็ยังดี คุณมี100 ล้านแล้วก็ควรพอ ไม่น้อยแล้วนะ 100 ล้าน คุณทำตัวเองให้กินน้อยใช้น้อยมีแค่ 10 ล้านก็พอ แค่นี้มันก็เกิดการไม่แย่งชิง ยิ่งบอก มีล้านเดียวก็พอ สุดท้ายเหลือแต่หัวล้านก็พอไม่ต้องไปมีสมบัติอะไร เห็นไหม 6. นักการเมืองต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน แรงนะตัวนี้ ใครที่อาศัยงานการเมืองเป็นอาชีพหากินนั้นบาป 7. งานการเมืองต้องเป็นงานอาสาเสียสละ จิตอาสา ให้คนอื่นเขาเลี้ยงไว้ ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา นักการเมืองที่ทำเพื่อประชาชนจริงก็ต้องพิสูจน์คุณเป็นจริงเขาก็จะหาให้หมดรองรับให้หมด จะไปจะมาสะดวกทั้งนั้น คุณจะทำอะไรเพื่อประชาชนให้จริง คนจะอุปถัมภ์ค้ำชูช่วยเหลือขอให้จริง อย่านึกว่าคนนั้นโง่ คนเขาไม่โง่หรอกคนเขารู้ว่าทำเพื่อผู้อื่นจริงๆเขาจะช่วย คนมันไม่โง่หรอก แต่ก็ไม่ฉลาดที่หลอกว่าฉันช่วยเธอนะ อาตมาจึงมีโศลกอันหนึ่งว่า เลวที่สุดในแผ่นดิน คือหากินบนคำว่าช่วยเขา ลึกซึ้งนะ 8. นักการเมืองจะต้องไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ 4) 9. นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม 10. งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน นิยาม ประชาธิปไตยคือ 1. มีอิสระเสรีภาพ 2. ไม่มีตัวตน 3. มีปัญญา ตอนนี้กำลังแตกแบงค์ร้อย สำนวนของการเมืองเขากำลังใช้นโยบายแตกแบงค์พัน แบงค์ร้อย เป็นแบงค์ 20 อย่างไรได้พรรคละ 1 คนก็ยังดี มีเงินจ่ายให้แก่แต่ละพรรค คือ เป็นวิธีการของโลกโลกีย์เข้าใจได้ ทำได้ แต่มันไม่จริงมันเป็นวิธีการที่จะเอามาให้แก่ตัว เสร็จแล้วมาเป็นเผด็จการทางสภา ก็เกิดความฉิบหายมาแล้ว ถ้าเผื่อว่าไม่ทันว่าจะรวมตัวรวมกลุ่มออกกฎหมายนิรโทษกรรม พวกนี้ก็เฮละโลเข้ามา นี่ดีนะยังทันยังไม่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมทั้งยวง เมืองไทยยังมีพระสยามเทวาธิราชเลยรอดตัว อย่าเผลอเลยนะ ถ้าเผลอเอาเลย อาตมานิยามการเมือง 10 ข้อนี้เขียนหนังสือเป็นตัวหนังสือไปออกทางการเมือง เขียนเป็นป้ายตั้งไว้ข้างเต็นท์ ไม่ได้ทำอะไรดูแลยิ่งใหญ่เขียนเป็นแผ่นตั้งไว้ อยู่ตรงนั้นยังจำได้ ยังมีรูปอยู่เลย อาตมาทำงานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยของพุทธเจ้าท่านประกาศในยุคของท่านปลดแอกความเป็นทาส ปลดแอกความเป็นวรรณะ ตั้งแต่ในยุคของท่าน คนมาเข้ารีตของท่านก็ปลดออกหมดเลย ช่างตัดผมมาเป็นพระก่อน ราชามาบวชทีหลัง คนเป็นราชาจะต้องมากราบเคารพคนที่เป็นช่างตัดผม ท่านได้ปลดแอกวรรณะ ปลดแอกความเป็นทาส ไม่สะสมสมบัติวัตถุ พึ่งความรู้ความสามารถกับความขยันทำงานเสียสละสร้างสรรไป นำพากันไป แล้วท่านมีบารมีสูงถึงขนาดรัฐต่างๆแคว้นต่างๆที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหญ่ขนาดไหน แคว้นโกศลแคว้นมคธ ซึ่งเป็นแคว้นที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้นในประเทศอินเดีย ก็เป็นทวีปไม่เล็ก ทุกรัฐทุกแคว้นทุกประเทศ เป็นไวยพจน์กันโดยศัพท์ ก็ยอมให้พระพุทธเจ้าหมด การที่พระพุทธเจ้ามาจากแคว้นเล็กแคว้นศักยะ แต่คนในยุคนั้นเขารู้จักคุณธรรม มันเป็นบารมีเป็นเรื่องอจินไตย พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว ต้องมีคนที่ยอมต่อโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นการบังคับแต่เป็นเรื่องอจินไตย ที่จะทำให้เกิดความราบรื่นง่ายงาม เป็นอย่างนี้ไปได้ ท่านจึงได้เผยแพร่ หยั่งโลกุตรธรรมขึ้นในโลกได้สำเร็จตั้งแต่บัดนั้น และเมืองอินเดียเป็นเมืองใหญ่พลเมืองมาก ก็เลยรับอันนี้เอาไว้ได้ แล้วก็ขยายผลออกมาเรื่อยๆ เมืองจีนเข้ามาเอาไป ก็เป็นพลเมืองที่มากในโลกอีกมุมหนึ่ง แต่เดิมของจีนที่เอาไปก็เป็นโลกุตระ แต่เมืองจีนเป็นสายเฉโก เลยเอาโลกุตระไปปู้ยี่ปู้ยำเป็นอาวุธ เลยเลอะเทอะเลย จนกระทั่งตอนนี้ก็พยายามรักษาสถานะของประเทศดีขึ้น ก็ยังค่อยยังชั่ว เป็นยุคสมัยที่ดีขึ้น ไม่ว่าพลเมืองของโลก อินเดียหรือจีน นอกนั้นประเทศอื่นๆที่ไม่มีพลเมืองมาก เท่ากับ 2 ประเทศนี้ก็ตาม เมื่อ 2 ประเทศนี้เป็นหลัก สงบและรู้จักโลกุตระ ประเทศจีนจะค่อยๆรู้จักโลกุตระ แล้วจะค่อยๆได้ เพราะเป็นยุคสมัยใกล้กลียุค ในยุคข้างหน้า พระพุทธเจ้าองค์ข้างหน้าจะเป็นองค์ที่มีมวลมาก เป็นยุคพระศรีอารย์ องค์ต่อไปเป็นพระพุทธเจ้าไม่ใช่ได้ชื่อว่าพระศรีอริยเมตไตรย พระศรีอาริยเมตไตรยเป็นเพียงชื่อตำแหน่ง ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปจะชื่ออะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่อาตมาก็แล้วกัน พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปไม่ใช่อาตมา พูดความจริงอาตมารู้ตัว พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเป็นองค์อื่นองค์ใดก็แล้วแต่ ท่านจะมีมวลมาก จะมีมาฆบูชาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งจะมีมวลประชากรของโลกนับถือมาก ศาสนาจะอายุยืนยาวนานคนก็อายุยืนยาวนานจะเป็นกัปป์ พุทธกัปป์ ที่มีเวลายาวนาน นั่นก็เป็นเรื่องของวัฏสงสารของเอกภพที่หมุนเวียนกันจะเป็นอยู่อย่างนี้ เสื่อมแล้วก็เจริญ เจริญแล้วก็เสื่อม หมุนวนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบ ผู้ที่จะเจริญก็ต้องมาเป็นโลกุตระ อยู่เพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง แล้วก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เลิกไปนี่คือหมดแล้วไม่มีอะไรเหลือแล้วทำลายแม้กระทั่งตัวเอง ธาตุชีวะไม่เหลือแม้พีชะก็ไม่เหลือไปอยู่ที่อุตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม กว่า ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมจะมาจับตัวเป็นชีวะเป็นพืช กว่าจะเป็นชีวิตที่เจริญถึงจิตกว่าที่จิตจะรู้จักเจริญไปถึงรู้จักกรรม กรรมที่เป็นกุศล อกุศล โลกียะ โลกุตระ จนกว่าจะเข้าใจแล้วหยุดทำกรรมที่เป็นโลกียได้ ทำกรรมที่เป็นโลกุตระได้ก็วนเวียนไปหาศูนย์ แล้วก็เลิกล้ม มากที่สุดเหลือค้างเป็นนิรันดรกับสู่นิรันดรมันหายไปเลย เป็นสองสุดนิรันดรเหมือนกัน ก็จบด้วยนิรันดรทั้งคู่ นิรันดรที่จบกับไม่จบ ก็คือ มี กับไม่มี สูงสุด พระพุทธเจ้าถึงตัดอวัยวะคนก็อาศัยมีกับไม่มีนี่แหละ คำว่า มี นี่มาจากศัพท์คำว่าสมุทัย คำว่า ไม่มี ก็มาจากศัพท์คำว่านิโรธ โลกสมุทัยกับโลกนิโรธ เป็นนัตถกับอัตถิ หรือจะใช้คำว่า โหติ กับ นโหติ พยัญชนะเป็นตัวบอกอธิวจนะ รู้ความหมายก็จะรู้สภาวะ ปฏิฆะ ซึ่งเป็นธรรมะ 1 2 3 บวกลบ รวมเป็นสามเส้า ปฏิฆ หากใคร สัมผัสนามธรรมนี้ได้ ไม่มีชื่อก็เป็นแค่ ปฏิฆะ เป็นวจีสังขารได้แต่ถ้ามีชื่อสื่อกับโลกได้เป็นอธิวจนสัมผัสโส หากไม่มีชื่อคุณก็ตั้งขึ้นมาเอง พระพุทธเจ้าตั้งขึ้นมาเองตั้งเยอะแยะ ภาษาเราก็ใช้สื่อเข้าสู่สภาวะที่ไม่ใช่ภาษา เป็นสภาวะ เช่นภาษาว่า 0 แล้ว 0 มันคืออะไร ที่จะรู้ต้องมีคนที่มีจิตวิญญาณมีธาตุรู้ ให้พวกดิน น้ำ ลม ไฟหรือพืชก็ไม่รู้เรื่อง ต่อให้เสือก็ไม่รู้ ได้นิดหน่อย มันจะมีภาษาของมันเองบ้าง เอานกแก้วนกขุนทองก็ได้ พูดเก่งนะ แต่มันไม่รู้เรื่อง คนแบบนกแก้วนกขุนทองก็เยอะ จบปริญญาเอกเป็นนกแก้วนกขุนทองก็เยอะ จบ 611110_ทำวัตรเช้า งานมหาปวารณา ครั้งที่ 36 ครบรอบ 4 นักษัตร โพธิกิจ ตอน 4