สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปฏิบัติสังกัปปะขณะมีชีวิตลืมตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปฏิบัติสังกัปปะขณะมีชีวิตลืมตา _ ถ้าผู้ทำใจให้ปราศจากนิวรณ์ 5 ตั้งแต่เช้าจนเข้านอน จะถือว่าผู้นั้นมีเบญจศีลเบญจธรรมสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา ในขณะลืมตาทำจิตต่างๆอยู่หรือไม่ ถือว่ามีการปฏิบัติสัมมาสังกัปปะถูกต้องหรือไม่ ภิกษุอยู่เป็นปกติมีปกติรู้รูปโดยจักษุ ก็ไม่มีความรักความชังกับรูปที่น่ารักน่าใครน่าปรารถนา ถ้าภิกษุยินดีกล่าวสรรเสริญ ย่อมมีความเพลิดเพลินมีความกำหนัดกล้าก็จะมีความเกี่ยวข้องกิเลสก็เจริญ ถึงจะเสพเสนาสนะ อยู่ในที่สงัด อยู่ป่า ไม่มีอะไรกระทบสัมผัสมาก ควรเป็นที่กอบกิจของมนุษย์ผู้ต้องการความสงัด สมควรเป็นที่เว้นอยู่แต่ถึงยังงั้นก็ถือว่ายังมีเพื่อนสอง เพราะว่าเขายังมีตัณหาเป็นเพื่อนสอง
พ่อครูว่า..ใช่ ดีแล้ว สัมมาสังกัปปะต้องอ่านถึงใจตัวเอง ตักกะคือจิตเริ่มดำริก็ทัน ก็จัดการกาม พยาบาทที่ผสมในจิต วิเคราะห์วิจัยออกว่ามันมีในจิตมีบทบาทคุณก็ทำให้มันลด ถ้าคุณทำอย่างนั้นได้อยู่ตลอดเวลานั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้ามีตรงนี้เท่านี้แหละ ไม่ได้ไปนั่งหลับตาเลย นี่คือการสร้างสมาธิของพระพุทธเจ้า มีสัมผัสแล้วก็อ่านเวทนา ในเวทนานั้นมีตัณหาร่วมด้วยไหม กามหรือภวตัณหา เมื่อเห็นกิเลส ตัณหาก็พยายามจางคลายกิเลสตัณหาให้ได้ก็ดับด้วยพลังปัญญาหรือกิเลสมาแตะก็ทำอะไรจิตเราไม่ได้ จิตใจไม่หวั่นไหวรู้ความจริงตามความเป็นจริงว่าอะไรคืออะไร ไม่ได้มีจิตหวั่นไหวไปตามโลก ที่เขามีความรักความชัง คนทำอันนี้แหละเป็นการทำสังกัปปะถูกต้อง การปฏิบัติใครไม่มีผัสสะไม่ได้ปฏิบัติธรรม ทางเถรสมาคมฟังกันไหม ไปนั่งหลับตาประเทศนั้นชิบหายวายป่วงทั้งดำทั้งเหลืองไปแล้ว จะเหลืองดำลงก็เพราะเราทั้งหลาย ศาสนาพุทธไม่มีลัทธินั่งหลับตา มีผัสสะ 6 เป็นมีสัมผัสเป็นปัจจัย กายคตาสติคือลืม
อ่านต่อ
ตาปฏิบัติไม่ได้อยู่คนเดียวนะ คำว่าอยู่คนเดียวคือไม่มีเพื่อนสอง เขาไปแปล เอกะ ว่าอยู่คนเดียว ที่จริงคือทำจิตให้ไม่เกิดกิเลส เอกเสนะ ไม่มีเพื่อนสองคือกิเลส ขณะที่คุณสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจอยู่ตลอดเวลา ต้องระมัดระวังรู้ตัวอย่าให้เกิดกิเลส อย่างนั้นประการหนึ่ง คือคิดตื้นๆความสงบสงัดคือไปอยู่ในที่ที่ไม่มีอะไรพวกพล่าน มันก็ไม่ใช่เสียทีเดียวอย่างนี้ไม่ใช่ลัทธิพุทธเป็นพวกฤาษีคิดกัน ว่าพระพุทธเจ้าให้อิสระเสรีภาพ แต่ว่าแม้จะอยู่คนเดียวนั้นก็ยังมีเพื่อน 2 คือกิเลส รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดีไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นรูปนั้น เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นรูปนั้นอยู่ ความเพลิดเพลินย่อมดับ เมื่อไม่มีความเพลิดเพลิน ก็ไม่มีความกำหนัด เมื่อไม่มีความกำหนัด ก็ไม่มีความเกี่ยวข้อง ดูกรมิคชาละ ภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่ามีปรกติอยู่ผู้เดียว พระพุทธเจ้าออกบวช ก็เจอแต่พวกหนีเข้าป่านั่งหลับตาสมาธิ จิตโน้มไปทางมิจฉาทิฏฐิมิจฉาปฏิบัติ แต่หากเราปฏิบัติในขณะลืมตาแล้วก็ทำให้กิเลสหมดไปได้ ทำให้ได้ตลอดกาล ท่านตรวจสอบจิตแม้แต่อยู่คนเดียว พระอานนท์ท่านก็พิจารณาของท่านไม่ได้หมายถึงท่านทำอย่างนี้อย่างเดียวแต่ไปเอาสมัยนั้นของท่านมากล่าว
ตามประวัติพ่อครูมีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าคุณ นร แล้วท่านเจ้าคุณ นร เป็นพระอรหันต์หรือไม่ พ่อครูว่า...ขั้นบันไดเป็นอรหันต์ ว่าไปแล้วท่านเป็นโพธิสัตว์รูปหนึ่ง ท่านเกิดมาในชาตินี้เป็นสายศรัทธา ท่านไม่มีเพื่อน ท่านก็ปฏิบัติไปตามของท่าน ท่านไม่ได้ออกป่าเขา แต่อยู่ในเมือง ท่านเป็นตัวอย่างให้แก่วัดแก่พระทั้งหมด คนเคารพท่านแต่ไม่เอาตามท่าน เอาใจใส่เวลามีกิจสงฆ์ แต่ท่านเป็นสายเจโตมากไปเท่านั้นเอง ท่านก็เลยไม่ร่วมงานกิจสงฆ์ ซึ่งผิด มันสุดโต่ง แต่ท่านเกิดมายุคนี้อาตมาเข้าใจ ท่านเป็นสายเจโตแต่ศรัทธา ไม่เหมือนอาตมา อาตมานักกวาดลาน มีอะไรก็กวาดแต่ท่านเจโต ก็เลยคนละขั้ว มันยากทุกวันนี้ สายเจโตไม่มีปัญญาทำอะไรหรอก แต่สายปัญญาจะแข็งๆกราดๆ ไม่อย่างนั้นไปไม่ออก อาตมามีธรรมฤทธิ์พอสมควรจึงไปได้
มาเข้าสู่พวกเรา เนื่องในโอกาส อภิลักขิตสมัย อาตมาก็มีดำริจะให้อภัยโทษแก่ผู้ที่ทำผิดแล้วต้องออกจากอโศกไป และมอบให้ทางคภส.พิจารณาจึงได้ดำริขึ้นมา ว่าควรจะให้อภัยโทษได้แค่ไหนอย่างไร ก็มีคนที่ต้องพิจารณาเป็นขั้นตอน ควรยกโทษให้ผู้ที่กระทำไม่ผิดร้ายแรง โทษที่ต้องออกไปตั้งแต่ 4 ปีจนถึง1 ปี ส่วนโทษที่หนักกว่านี้อาจพิจารณาในวาระอายุ 90 ปี ดังนั้นผู้ที่ได้รับการลงโทษไม่ถึง 4 ปีหากประสงค์จะเวียนกลับเข้ามาในหมู่อีกครั้ง ในชุมชนใดก็แล้วแต่ก็ให้แจ้งความประสงค์มาในแต่ละที่ ก็เป็นการประกาศอภัยโทษต่อชาวอโศก 611109_ทำวัตรเช้า งานมหาปวารณา ครั้งที่ 36 ครบรอบ 4 นักษัตร โพธิกิจ ตอน 3