ศีลกับอปัณณกปฏิปทา 3 ในวิชชาจรณะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์772 KB
วันที่แก้ไข29 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

ศีลกับอปัณณกปฏิปทา 3 ในวิชชาจรณะ พ่อครูว่า... เรามาลงรายละเอียดลองฟังดู รายละเอียดของจรณะ 15 วิชชา 8 คนปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ต้องปฏิบัติธรรมตามนี้ อันนี้เป็นพุทธคุณของพระพุทธเจ้า วิชชาจรณสัมปันโน ในพุทธคุณ 9 มีเนื้อแท้การปฏิบัติอยู่ตรงนี้ นอกนั้นมีแต่คำยกย่องพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่อยู่ในพุทธคุณ 9 1. อรหํ เป็นพระอรหันต์ 2. สมฺมาสมฺพุทโธ ตรัสรู้เองโดยชอบ 3. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ 4. สุคโต เสด็จไปดีแล้ว หมายความว่า ทุกคนกำลังเดินทางอยู่ในทางไกลกันดาร ผู้ที่เดินทางไปถึงจุดหนึ่งเรียกว่าเป็นอรหันต์ ก็เป็นผู้ที่ถึงจุดจบหนึ่งในความเป็นอรหันต์จบแล้ว ไปได้ถึงที่สุดแล้ว สุดอย่างไร สุดคือตายแล้วเป็นผู้ทำ ปรินิพพานเป็นปริโยสานสำเร็จ จบ ไม่ต้องไปอีกแล้ว ไม่มีอะไรไปอีกแล้ว จิตวิญญาณดับสูญเป็น ดินน้ำไฟลมไปเลย อรหันต์ ส่วนอาตมานั้น เป็นอรหันตโพธิสัตว์ ไม่ยอมจบอรหันต์ระดับที่ 1 แต่บรรลุอรหันต์ในขั้นต่อมาเป็นอนุโพธิสัตว์ ไม่ยอมจบอีก ก็มาทำอรหันต์ อนิยตโพธิสัตว์ ต่อมายาวนาน จนกระทั่งไม่ยอมจบอีก เป็นอรหันต์ระดับ 7 นิยตโพธิสัตว์ แล้วอาตมาตั้งใจว่าจะต่อเป็นมหาโพธิสัตว์ระดับ 8 อีก จนจบระดับ 8 จึงจะเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีปณิธานอย่างนั้น นี่คือรายละเอียดของสัจธรรม 5. โลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก 6. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ มีความรู้เหนือ และเป็นสารถีฝึกคนที่ฝึกได้ไม่มีใครยิ่งกว่า 7. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย 8. พุทฺโธ เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว 9. ภควา ติ เป็นความจบในความเจริญ พ่อครูว่า... คนที่เข้าใจว่าอรหันต์ตายแล้วสูญ พวกนี้เป็นมิจฉาทิฐิ ทำให้ศาสนาพุทธสั้น ถ้าหากเป็นอรหันต์แล้วสูญหมด ไม่มีใครสืบต่ออีกเลย ก็จะไม่มีใครสืบต่อ

อ่านต่อ

เป็นอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะจบในรอบเดียว ตื้นๆซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ธรรมะพระพุทธเจ้าสุดยอดสูงสุด เถรวาทในประเทศไทยไม่พูด แต่อรหันต์ของทางมหายาน นั้นพูด พูดเฟ้อไปจนกลายเป็นอมตะเอง มีพุทธเกษตร มีพระพุทธเจ้าไม่รู้กี่พระองค์ เต็มอยู่ในพุทธเกษตรอีก มีพระพุทธเจ้าอมิตาภะ เต็มไปหมด ก็ยังเป็นความไม่สูญ สูญไม่เป็น นิรันดรเป็นเทวนิยมอีก วนไปผิดเพี้ยน สุดโต่งได้อีก เพราะฉะนั้นก็เลยสัมมาทิฏฐิสูญไปมันก็เลยยาก อาตมานำกลับมา ฟังดีๆ ผู้ปฏิบัติธรรมศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา หรือที่ขยายเป็นจรณะ 15 วิชชา 8 จะต้องปฏิบัติอย่างนี้ตลอดทุกคน แต่มันเสื่อมแล้ว ไม่ปฏิบัติกัน ไม่ต้องพูดถึงนั่งหลับตานั่นเลย ตีทิ้งได้เลย พวกนี้ไม่ใช่พุทธ เป็นพวกนอกรีต ทำลายศาสนาพุทธ เป็นโจรทำลายปล้นศาสนาพระพุทธเจ้าที่พระพุทธเจ้าให้เอาไปฆ่า ท่านสมมุติให้เป็นพระราชาไปฆ่าโจร ผู้ทำลายเนื้อแท้ของพุทธศาสนา แต่ก็ยังอยู่นะ ยังบื้อๆอยู่อย่างนั้นแหละ อาตมาพูดเขาก็ยังไม่กระดิก เมื่อไหร่เขาจะรู้ตัวสักที ถ้าเมื่อไหร่ประเทศไทยเลิกนั่งหลับตาสมาธิแล้วหันมาศึกษาจรณะ 15 วิชชา 8 ให้ดี เริ่มต้นศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ คุณจะต้องมี อปัณณกปฏิปทา 3 เกี่ยวกับสัตว์ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายไม่ต้องไปยุ่งกับเขา เขาก็อยู่ตามยถากรรมตามวิบากกรรมของเขาแต่เกี่ยวกับสัตว์คนนี่แหละสำคัญ ก็ต้องปฏิบัติศีลข้อ 1 สัมผัสกับ คน คนนี่ โง่ด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข โง่ด้วย รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อวิชชา เราก็ต้องเรียนรู้สัมผัสกับคนเหล่านี้ก็รู้ว่าคนเหล่านี้ยังหลงในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอยู่ สัมผัสภายนอกภายใน รู้ว่าคนคนนี้ยังจมอยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อยู่อย่างหนัก อบายมุขทั้งนั้น ต่ำสุดเรียกว่าอบายมุข ก็ช่วยเขา อาตมาเทศน์ ช่วยคนเหล่านี้มาตลอดไม่รู้ตัว อาตมาก็เทศน์ไม่เก่งกว่านี้ พยายามเทศน์ไม่ได้ออมมือเลย ก็พยายามจะช่วยสัตว์ ผู้ตกในอบาย คือ สัตว์นรก ตก อยู่ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสคือสัตว์นรก ตกอยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็คือสัตว์นรก เถรสมาคม เต็มไปด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข คือนรกทั้งนั้น เต็มๆเลย อาตมาพูดสัจธรรม มันดูจะหนัก แรง รูปธรรมภาษาสื่อเต็ม เถรสมาคม เต็มไป ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แล้วหลงสุข เป็นโลกียสุข เป็นนรก แต่เขาหลงว่า เป็นสวรรค์ สวรรค์หอฮ่อ เขาหลงว่าชาตินี้เกิดมาชาตินี้เขาได้อยู่สวรรค์ สวรรค์-นรกเป็นอันเดียวกันเขาไม่รู้หรอก ว่าเขาติด ติดอะไร ติดนรก โดยโง่ว่า เป็น สวรรค์ ฟังธรรมะให้ดีๆ อาตมาใช้สภาพสิริมหามายาเป็นสภาพคู่ สลับไปสลับมาอธิบาย ฟังให้ดีๆ เพราะฉะนั้นกว่าจะตื่นรู้กว่าจะรู้ตัวกว่าจะหลุดออกมา เอาง่ายๆ ยอมรับโพธิรักษ์ เถรสมาคมเอ๋ย กี่คนหนอจะยอมฟังโพธิรักษ์กัน ก็มีพวกคุณนี่แหละกลุ่มหนึ่ง ที่ฟังแล้วศรัทธาเลื่อมใส จนยอมรับอาตมายกย่องเชิดชูเคารพบูชายิ่ง เคารพบูชาสูงสุดอะไรต่างๆนานามันเป็นเรื่องจิตวิญญาณของผู้ที่ยกให้อาตมาโดยคุณ เข้าใจ เป็นผู้ที่มีศรัทธาอย่างแรงกล้าเป็นผู้ที่มีความละอายอย่างแรงกล้า เกรงกลัวอย่างแรง เป็นผู้เคารพอย่างแรงกล้า เป็นผู้ที่มีความรักอย่างแรงกล้า บูชาอย่างแรงกล้า เป็นสัจจะ มันแสดงออกจากตัวพวกคุณ จะเห็นว่าเป็นจริง ไม่ใช่เคารพที่รูปหล่ออาตมา ขออภัยที่พูดความจริง ก็หล่อเท่าที่อาตมานะ พูดให้มันเบาๆสนุกบ้างไม่งั้นมันจะเคร่งเกิน เริ่มต้นศีลข้อ 1 เท่านั้นนะเกี่ยวข้องกับสัตว์ สัตว์นั้นคือคน เพราะฉะนั้นเมื่อคุณสัมผัสกับคน ที่เต็มไปด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่เต็มไปด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส คุณก็ต้องเข้าใจเขา คุณลดได้แล้ว คุณได้พอสมควรแล้ว บอกกัน ยิ่งคุณเป็นอรหันต์ด้วย สบายเลย คุณจะพูดไม่กระดาก ไม่มังกุ ไม่ละอาย พูดกับเขาดีๆไม่ต้องข่มต้องเบ่ง ควรลดควรละอย่างไรก็มีศิลปะในการบอก ในการช่วยเขาให้เขารู้สึกให้เขาสำนึก ให้รู้ว่า พระพุทธเจ้าท่านสอน สอนอย่างนี้ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็เป็นโลกีย์ กามคุณ 5 ก็เป็นโลกีย์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อย่างเช่นมหาบัวไม่รู้หรอกในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กินหมากอยู่ ก็ไม่รู้เรื่อง แล้วมันเสื่อมที่ไปหลงว่าเป็นอรหันต์ก็น่าสงสารคน น่าสงสารชาวพุทธ ไม่ว่าจะเป็นมหาบัว ไม่ว่าจะเป็นธัมมชโย สุดโต่งไปทางอาภัสรา อันนู้นก็ไปสุภกิณหา มหาบัวไปทางมืด ส่วนธัมมชโยไปทางแจ้ง ซึ่งไม่ใช่สว่าง ไม่ใช่รู้แจ้งอะไรหรอก บอกว่า ใสๆๆๆ ไสหัวไป อยู่อย่างนั้น จริงๆ นะเขาสอน ไสหัวไป ไสไป มันสุดโต่งกันไป 2 สาย ยกตัวอย่างรูปธรรม ของจริงยืนยันเลย เขาไม่รู้จักความเป็นมัชฌิมา สัจธรรมพระพุทธเจ้า ก็ไปหลงทิศทาง อยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นการปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นการปฏิบัติของศาสนาพุทธ ถ้าไม่มี 3 ข้อนี้ ไม่มีศาสนาพุทธ ฟังอีก ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ นี้เป็นการผิดไปจากศาสนาพุทธ 3 ข้อนี้ อปัณณกปฏิปทา แปลว่าความไม่ผิดไปจาก ศาสนาพุทธ ถ้าไม่มี 3 ข้อนี้คือผิดหมด หลับตานั้นไม่ตื่นเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูด โภชเนมัตตัญญุตา ไม่ต้องพูดถึงการสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่มี หลับตาไม่ตื่น สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ก็ไม่มีไปนั่งหลับตา ไม่มีตาจะเป็นอย่างไร หูจะเป็นอย่างไร จมูกลิ้นกายจะเป็นอย่างไร เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับอุตรมานพ ถามว่าอาจารย์เธอสอนอย่างไร อุตรมานพตอบว่าสอนให้หูอย่าได้ยินเสียง ตาอย่าได้เห็นรูป พระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่า สอนให้ตาบอดหูหนวกเหรอ เท่านั้นแหละอุตระมานพก็คอตกซบเซา เดี๋ยวนี้เราเอาของพระพุทธเจ้ามาพูดก็คำความเดียวกับของพระพุทธเจ้า เขารู้สึกกันที่ไหน เขาดูถูกด้วย ก็อาตมาพูดคำของพระพุทธเจ้าแท้ๆ ไม่ได้เอาคำของตัวเองมาพูด แต่เขาฟังไม่เป็น ไปยึดถือสิ่งที่เขายึดถือ แต่ความถูกต้องคุณไม่เอา ก็น่าสังเวชใจไม่รู้จะทำอย่างไรก็ช่วยกันไป คนไหนที่รู้ตัว ตื่น ชาคริยา มีสติรู้ ไอ๊หยา คนที่เริ่มตื่นมาฟังพุทธธรรมที่โพธิรักษ์พูด เฮ้ย เราเคยดูถูกดูแคลนโพธิรักษ์ ที่เขาพูดสัจธรรมถูกต้อง คนที่เริ่มรู้ตัวเมื่อนั้นจะตื่นแล้วก็ละอายทันที หิริ จะเกิดเมื่อนั้น เทวธรรมจะเกิดในคนผู้นั้น ไอ๊หยา เคยไปดูถูก ดูแคลน ดีไม่ดีจะซัดโพธิรักษ์ให้ตาย ยกตัวอย่างมหาประยุทธ์ ท่านประยุทธ์ ปยุตโต ซัดอาตมา จนคนที่นับถือเขารวมตัวกันทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ซัดอาตมาจะให้อาตมาไม่เหลือซาก แต่อาตมาอยู่ได้ด้วย ธัมโม หะเว รักขติ ธัมมะจาริง ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม อาตมาพูดโลกุตตรธรรมมีฤทธิ์ อารยธรรมของพระพุทธเจ้ามีฤทธิ์ทำให้เขาสงบ จนรวมตัวเป็นนานาสังวาสไม่ถูกต้องตามธรรมะใดของพระพุทธเจ้า ซึ่งการเป็นนานาสังวาสกัน อาตมาก็แสดงธรรมวาทีของอาตมา เขาก็แสดงของเขาใครเห็นว่าอันไหนเป็นธรรมวาทีก็ไปเอาเป็นอิสระเสรี เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาเริ่มต้นตั้งแต่เกี่ยวกับสัตว์ที่เป็น เรียนรู้สัมผัสๆกันก็ จะรู้ว่าคุณยังติดในรูปอยู่เยอะ คุณยังติดในเสียงอยู่อีกเยอะ คุณยังติดในกลิ่นอยู่อีกเยอะ คุณยังติดในรส ไอ้รสนี่เยอะนะ โฆษณากันเต็มบ้านเต็มเมืองอะไรก็อร่อย อาหารใหญ่ เชฟใหญ่ ปรุงแต่งหลอกกันไป สนับสนุนส่งเสริมกันจ้างมาโฆษณาให้ เชฟ ทำอาหารอร่อยๆ อาตมาก็พูดตามสัจธรรมว่า “จะหลงอร่อยกันไปถึงไหน มากินไม่อร่อยให้ได้นั่นคือผู้เจริญ ผู้ไปหลงอร่อยนั่นคือผู้เสื่อม ผู้ตกต่ำ” แล้วเขาฟังกระดิกหูกันไหมนี่ มีพวกคุณชาวโลกุตระฟังธรรมนี้เข้าใจ รู้เรื่อง แต่ชาวโลกียะเขาจะไม่กระดิกหู โพธิรักษ์พูดอะไรวะ มันก็น่าสงสารเขานะเป็นความสงสาร ที่จริงใจ ถ้าคุณเข้าใจว่าการสงสารการสมเพชคืออะไร มันจริงใจ มันน่าสังเวชใจ จะทำอย่างไร อาตมาก็เก่งเท่าที่อาตมา 🍄 เพราะฉะนั้นอาตมาก็วนเวียนอยู่ที่การบอกกัน การสอนสัตว์คือคน ให้รู้ในรูปรถกลิ่น เสียง สัมผัส ให้รู้ในลาภยศสรรเสริญ อย่าไปหลงโลกียสุขอีกเลย คนไม่ติดในสุข ในลาภ เขาก็ออกจากลาภ คนไม่ติดสุขในยศก็ออกมาจากยศ คนไม่ติดสุขในสรรเสริญ อย่างเช่นอาตมาคนด่าก็มี คนสรรเสริญก็มี อาตมาไม่ไปหลงชื่นอกชื่นใจ กับคำสรรเสริญหรอกแต่ก็ดี เขาเข้าใจได้ว่าอาตมาเป็นคนน่าสรรเสริญ เขาก็จริงใจของเขา อาตมาจะฟูใจไม่ฟูใจ อาตมาก็รู้ตัวของอาตมาว่าอาตมาหลงในสรรเสริญไหม หรือจะหดหู่กับคำด่าไหม ก็ไม่มีทั้งสองด้าน ฟูใจเพราะว่าคำสรรเสริญก็ไม่มี หดหู่ใจในคำด่าว่าก็ไม่มี มันเป็นจิตอุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์มีแต่ 1 และมี 0 เท่านั้นไม่มี 2 แล้ว อาตมาอยู่กับ 1 กับ 0 แต่รู้ 2 ดีมาก รู้สภาพ 2 ที่มันสังขารกันปรุงแต่งกันเป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 จนนับไม่ถ้วนจนหาที่สุดไม่ได้ อาตมาเข้าใจ ก็ไม่ได้หลงไปกับพวกนั้นแล้วก็อยู่กับ 1 กับ 2 และ 0 เพราะฉะนั้นเลข 0 เลข 1 เลข 2 จึงเป็นเลขที่อาตมาให้พวกที่จะไปทำงานการเมืองไปเป็นโลโก้ เขาก็ออกแบบโลโก้เป็นเลข 0 เลข 1 เลข 2 เขาก็อาจจะงง เอาโลโก้เป็นแบบไทยๆเลยนะ ถามพวกเรา 0 1 2 หมายถึงอะไร ... ใครตอบศัพท์ที่ตรงธรรมะพระพุทธเจ้านี้คืออะไร คือ อเทวะ ก็พอได้ คืออะไรอีก... มี กับ ไม่มี ก็ได้ ... ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านและ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ synonym ธง ที่อาตมาต้องการคือโลกุตระ คนยังไม่รู้จักโลกุตระได้ง่ายๆเลย หรือจะเรียกว่าอารยะธรรม มันก็เฟ้อ แต่ โลกุตตระที่เขาไม่พูดถึง เพราะเขาไม่รู้ มันเป็นคำใหญ่ เขาเป็นโลกียะกันแล้วเขาก็ไม่รู้ตัวว่าโลกุตระคืออะไร มันเป็น 2 เป็นเทวในโลก ยิ่งใหญ่ โลกุตรธรรมกับโลกียธรรม ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะฉะนั้นอาตมาก็ พาทำเรื่องของ วัตถุกับพืช ในศีล ข้อต่อไป ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับวัตถุและพืช สัมผัสวัตถุกับพืช ก็ต้องเรียนรู้กิเลส หรือ อย่าไปทุจริต อย่าไปขี้โกง โกงในวัตถุกัน โกงในพืชกัน จะไปโกงใหญ่ในทุจริตจะไปทำชั่ว ในสิ่งเหล่านั้น หรือ จริงๆแล้วก็อย่าไปหลง หลงความสุขทุกข์กับวัตถุก็ดี กับพืชก็ดี พวกเรากินมังสวิรัติ สุขทุกข์อยู่กับพืชมีเยอะ ต้องเรียนสุขทุกข์เป็นคู่เอกในศาสนาโลกุตระ โลกียะเขาเรียนแต่ดีกับชั่ว แต่โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้านั้นเรียนรู้สุข แล้วคุณก็รู้ว่าสุขทุกข์นี้เป็นมายา มันเป็นอนัตตา มันไม่มีทั้งคู่นั่นแหละ จนคุณหมดเวทนาสุขหมดเวทนาทุกข์ ความรู้สึกของจิตวิญญาณ คุณกินพืชก็ดีแล้ว หมดแล้วไม่ต้องไปอร่อยกับเนื้อสัตว์แล้ว ไม่เอาแล้ว หรือคุณเป็นกลางกับเนื้อสัตว์ รู้ว่ากินก็กินได้อย่างอาตมานี้เอาเนื้อสัตว์มาใส่ปากก็เคี้ยวกินได้ แต่ไม่รู้จะไปกินทำไมให้มันเปื้อนปากหรือให้มันเกิดวิบาก มันเป็นวิบากนี่ลึกซึ้งด้วย กินเข้าไปก็เป็นวิบากเปล่าๆ เพราะว่าเนื้อสัตว์มันก็มีวิญญาณของสัตว์ที่มันยังยึด แม้จะเป็นเนื้อบังสุกุล มันก็ยึดเป็นของกูนั่นแหละ เรื่องอะไรจะไปต่อวิบากกับสัตว์ เรากินพืชก็ไม่ต้องไปเกี่ยวกับวิบากกับสัตว์ ตัดขาดไปเลย รู้อย่างนี้แล้วอย่าไปต่อ คนไม่รู้เท่านั้นแหละเขายังต่อ ต่อวิบากมันเป็นบาป อาตมาก็เอา ชีวกสูตร 5 อธิบายมาตั้งเท่าไหร่แล้ว ตั้งแต่ไปกล่าวชื่อมัน ไปจับมันมา ไปฆ่า ฆ่า แล้วเอาไปถวายพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้าอีก มันเป็นบาป 5 ขั้นตอนเลยนะ ละเอียดลออ แม้แต่จะกล่าวชื่อสัตว์ที่มันเป็นจิตนิยาม จะเอามากินหรือจะเอามาฆ่าก็อย่าทำเชียว 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อกปฺปิเยน อสฺสาเทติ อิมินา ปญฺจเมน ฐาเนน พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 พระพุทธเจ้าสอนละเอียดลึกซึ้งถึงขนาดนั้นก็ยังไม่รู้เรื่อง อย่าเอาอาหารเนื้อสัตว์ไป ถวายสงฆ์ ไปถวายพระพุทธเจ้าให้บอกว่าเป็นของดีนะจ๊ะ ทั้งที่มันเป็น อกัปปิยะ มันเป็น ของไม่ควร มันเป็นของที่เป็นบาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลย ข้อที่ 5 นี้มันเป็นของไม่ควรจะเอาไปถวาย มันเป็นบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย แค่นี้ก็ไม่รู้จะไปพูดทำไมถึงไปลากสัตว์มาไปจับสัตว์มาไปผูกคอมาแล้วลงมือฆ่า ทั้ง 5 ข้อนี้ ข้อที่ 5 นี้ก็เข้าใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นเกี่ยวกับสัตว์นี้เลิกไปเลย สรุปง่ายๆ ก็มาเกี่ยวข้องกันกับเฉพาะสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 สัมผัสวัตถุกับพืช อาตมาอธิบายรายละเอียดเป็นลำดับๆ อย่างคนพวกชาวอโศกเรารู้ว่าสัตว์ เราก็ปล่อยไปตามยถากรรมเขา เห็นเขาก็มีเมตตามันตกทุกข์ได้ยาก ช่วยได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้เช่น งูมันกินเขียดก็อย่าไปยุ่งกับมัน มันเป็นวิบากของกันและกัน ไม่ให้งูมันกินเขียด จะให้งูมันกินผักคะน้าของคุณเหรอ มันก็ไม่กินผักคะน้า ไม่กินกะหล่ำปลีของคุณหรอก จ้างก็ไม่กิน อย่าไปยุ่งกับมัน อยากไปไทเกอร์จี รู้จักไทเกอร์จีไหม? เพราะฉะนั้น เราก็ต้องมีความรู้ มีความเข้าใจ เมื่อเรามีชีวิตยุ่งเกี่ยวกับแค่พืชกับวัตถุ วัตถุกับพืชมันก็ไม่มีวิบากเรื่องของสัตว์แล้ว นี่เราคือปลดวิบากไปเต็มรูปเลย ชีวิตก็มีการกินอยู่หลับนอนอยู่กับวัตถุกับพืชเท่านั้น ก็เหลือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วยังมี ศักดิ์ศรี ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในวัตถุกับพืชอีกนะ ฟังดีๆอาตมาขยายความจรณะ 15 วิชชา 8 อย่างละเอียดลึกซึ้งพิสดาร มีศีลข้อ 1 และกำลังกล่าวเกี่ยวกับศีลข้อ 2 เกี่ยวกับพืชกับวัตถุนะ สัตว์บอกไปแล้วให้ตัดรอบ เหลือวัตถุกับพืช แล้ววัตถุกับพืชนี่แหละเกี่ยวข้องกับศีลข้อ 3 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เห็นรูปนี้ก็สวยคุณยังสุขยังทุกข์อยู่กับสิ่งนี้ใช่ไหมในวัตถุในพืช เห็นสร้อยคอนี้ก็งาม เห็นเขาแต่งแฟชั่นก็สวย ขี้หมาแน่ะ แฟชั่น ผู้หญิงนี่เป็นไง พวกคุณจืดจางในแฟชั่นผู้หญิงไหม เห็นไหมพวกเราสลัดได้แล้วมันก็จะไม่มีปัญหา ปัดโธ่… ไอ้สวยขี้หมาอย่างนั้นปรุงแต่งกันไป เราไม่ไปเสียเวลาทุนรอนแรงงานไปยุ่งเกี่ยวกับมัน เราอยู่อย่างนี้เขาว่าทางโลกเราอยู่อย่างโทรม แต่เราอยู่อย่างสะอาดบริสุทธิ์ แต่ของพวกเขานั้น ขยะทั้งเพ เอาเข้าไป หน้าก็ไม่รู้ปะกี่ชั้น ทั้งนั้นๆ พูดไปแล้วพวกคุณจะชัดเจนว่า แต่ก่อนพวกเราก็โง่ เราก็บ้าบอ แต่พวกเรามีบารมีก็ไม่ได้ไปติดหนักหนาอะไรเหมือนคนโลกๆเขาเท่าไหร่ แม้แต่เป็นผู้หญิงก็ตาม ยิ่งผู้ชายนั้น ไปทำอย่างนั้น มันก็เป็นกระเทยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเรายังเรียนรู้เกี่ยวกับศีลข้อที่ 2 ข้อที่ 3 รูปอย่างนี้ก็ยังดูดี เสียงอย่างนี้ก็ยังดูดี กลิ่นอย่างนี้ก็ดูดี รสอย่างนี้ก็ดูดี รสอย่างนี้ก็ดูดี สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งอย่างนี้ก็ดูดี เราก็มาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ให้ละเอียดละออขึ้น ต้องเรียนจริงๆ อปัณณกปฏิปทา 3 ต้องพิจารณาจริงๆ สิ่งที่เราเลิกไปแล้วอย่าไปวนเวียนซ้ำซากอีก มันก็มีอยู่ในโลกให้เราเห็น เราก็อยู่เหนือมันแล้ว อุตระ เป็นโลกุตรธรรมเราก็อยู่เหนือมัน มันก็วนเวียนอยู่ในโลก มันก็ปรุงแต่งมากกว่าเก่ามันเลอะเทอะมากกว่าเก่า ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เรายังเหลือหรือไม่ หรือยังเหลือ ลาภ พวกเราไม่เท่าไหร่ ยศ เรื่องนี้ พวกเราก็ไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องการยกย่องสรรเสริญ กดข่มกัน มีอยู่ไม่น้อย หรือสุขนี่แหละ เนียนมาก เพราะคนจะรู้สุขรู้ทุกข์ว่า เรายังเหลือสุขอยู่นะ เวทนาของสุขของทุกข์จึงเป็นเป้าสุดท้าย ของศาสนาพระพุทธเจ้า หยาบ กลาง ละเอียด คุณต้องอ่านอาการสุขกับทุกข์ ความสุขความทุกข์มันมีความต่างของ เพศ ลิงค มันมีดูดกับผลัก จนกว่าคุณจะเป็น กลางไม่ดูดไม่ผลัก แล้วก็มันมีสภาพ 2 ของทุกอย่าง ในโลกมหาจักรวาลทุกอย่าง เป็นสภาพ 2 เป็นสภาพ 2 ของรูปละเอียด ก็คือ รูปอย่างนี้ มีดีกับไม่ดี ชอบกับไม่ชอบ ผลักกับไม่ผลัก คุณยังผลักอยู่น้อย หรือคุณไม่ผลักแล้ว มันก็อยู่เป็นธรรมดาของมัน แต่จิตของเราไม่ผลักไม่ดู จิตจะไปชอบก็ไม่มี จิตจะไปผลักก็ไม่มี คุณต้องทิ้งชอบก่อน แล้วค่อยทิ้งผลักทีหลัง แต่บางคนทิ้งผลักก่อนแล้วค่อยมาทิ้งชอบทีหลังก็มี มันยังมีลึกซึ้ง จะบอกว่าชอบก็ไม่ชอบทีเดียว แต่มันก็ยังดีนะ ยังดีนะ คือ ไม่ใช่เชิงชอบทีเดียว ไม่ผลักแล้วละ แต่ยังดีนะ ละเอียดนะ ฟังดีๆละเอียด สรุปแล้วสิ่งที่ยังมีกับไม่มี เป็นคู่สุดท้ายที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ใช้ 2 อย่างนี่แหละ เป็นการปฏิบัติธรรมในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 เราใช้ทั้งความมีกับความไม่มี นัตถิ กับ อัตถิ หรือ โหติ กับ นโหติ ใช้พยัญชนะบาลีคือมีกับไม่มี นัตถิ นโหติ แปลว่าไม่มี อัตถิกับโหติ แปลว่ามี สุดจบแล้วผู้ที่มีกับไม่มีแล้วเป็นผู้ อนุปคัมมะ มันมีอยู่ในโลก แล้วจิตของเราไม่มีแล้ว เราก็ไม่ไปติดในเรื่องไม่มี เออ จิต เราไม่มีก็ดีแล้ว แต่โลกมันยังต้องมี คุณยังจะต้อง เกี่ยวข้อง สัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตคุณยังรับรู้อย่างโลกเขารู้ทุกอย่าง แต่มีแล้วจิตของคุณก็ไม่มี ไม่มีการดูดการผลัก ไม่มีการชอบการชัง ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ส่วนความดีความชั่วนั้นเป็นแค่โลกีย์ เราก็ทำแต่สิ่งที่ดี เพราะในโลกโลกีย์ต้องอยู่กับสมมุติว่าต้องทำส่วนดีให้สังคม อย่างนี้ คนที่นี่ ถือว่า อันนี้ดีกว่าอันนี้ นี่ อย่างฝรั่งก็มีมันของเขา มะเขือเทศเขาก็มี เขาไม่มีสับปะรดเท่าเราหรอก เขามีมันฝรั่ง เขาได้สับปะรดไปก็ดีแปลก มันฝรั่งนี้มันเท่าไหร่ มันชินชามันเชยแล้วไปกินสับปะรดบ้าง เขาก็บอกว่าสับปะรดดีกว่ามันฝรั่ง ราคาแพงกว่ามันฝรั่งอะไรอย่างนี้มันก็เทียบอย่างโลกๆ แต่ที่นั่นที่นี่บอกว่ามันฝรั่งหายากกว่าสับปะรด เฝือแล้วกินมาเยอะแล้ว มันฝรั่ง จะเป็นมันไทยมันเทศมันแขกอะไรก็ตาม มันที่ขุดมาจากป่า มันแซง หมดเวลาแล้ว 660113 ศีลกับอปัณณกปฏิปทา 3 ในวิชชาจรณะ พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน