ชีวิตที่จบกิจในระบบสาธารณโภคี นี่เป็นตัวตัดสินอรหันต์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข19 มีนาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

ชีวิตที่จบกิจในระบบสาธารณโภคี นี่เป็นตัวตัดสินอรหันต์ เอามาเข้าสู่หลักวิชาการกันให้ดีๆ จะเอาจรณะ 15 ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วเกิดสัทธรรม 7 แล้วจะเป็นฌาน ฌานคือทั้ง พลังงาน ศรัทธาและปัญญา ฌานคือพลังงานจิตที่มีทั้งศรัทธาและปัญญา เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ข้อแรกคือสัตว์ ศีลข้อที่ 1 คือสัตว์ คือคนด้วยกัน คนนี้เป็นสัตว์ประเสริฐ ทำยังไงกลายเป็นสัตว์นรกกันไปหมด มันเสื่อม เป็นนักเศรษฐศาสตร์ก็เป็นสัตว์นรก นักบริหารก็เป็นสัตว์นรก เป็นนักรบก็เป็นสัตว์นรก ยิ่งเห็นชัดเลยนักรบนี่สัตว์นรกเห็นชัด ทุกวันนี้ฆ่าแกงกันอย่างไม่รู้สีรู้สาเลยเวรกรรม แล้วไปฆ่าคนที่เขาไม่รู้สีรู้สาอะไรอีก คุณฆ่าคู่ต่อสู้ก็ยังพอว่า แต่นี่ไปฆ่าชีวิตผู้อื่นที่เขาไม่รู้สีรู้สา เด็กเล็กคนแก่คนเฒ่าคนโต คุณจะเบ่งอำนาจของคุณอย่างเดียว นี่มันเกินกว่าฆ่าสัตว์แล้วนี่ มันฆ่าคน คุณไม่เข้าใจหรือว่าคนนี้ไม่ควรฆ่ายิ่งกว่าสัตว์ พระพุทธเจ้าท่านสอนถึงขั้น ปาณะ ไปทำให้ตกร่วง อาตมาก็อธิบายไปแล้ว อันที่พัฒนาไปถึง สัตตะ ปาณะ ให้ตกร่วงเลย อย่าทำร้ายเขาขนาดนี้จิตวิญญาณเขากำลังเกิดสูงแล้ว เพราะฉะนั้น ปาณ เจตสิก เจตภูต พีชคาม ภูตคาม ถึงมหาภูตรูป 4 คือพลังงานที่พระพุทธเจ้าท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต นักวิทยาศาสตร์ทางไบโอโลจี นักวิทยาศาสตร์ทางชีววิทยา ที่รู้จักพลังงานที่มันเกิดตั้งแต่เป็นอุตุมาเป็นพืช มาเป็นสัตว์ชั้นต่ำ จนถึงสัตว์ชั้นสูงจนมาถึงขั้นเป็นมนุษย์นักจิตวิทยา เป็นนัก Biology ชีววิทยาทางจิตวิญญาณ นี่สุดยอดหมดแล้ว เทวนิยมเขาวิทยาศาสตร์ยังไงๆเทวนิยมก็ไม่มีทางเรียนรู้ได้เหมือนอย่างของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเขาจะมาทำให้จิตเกิดความสงบ อบอุ่น อิ่มเอมเกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ อย่างที่เราเป็นกันนี้ไม่ได้หรอก

อ่านต่อ

ที่บอกว่าต้องการสันติภาพเอย สันติภาพเอย ร้องหาสันติภาพกันอยู่ ร้องให้คอแตกคุณก็ฆ่ากันอยู่อย่างนั้น แต่พวกเรานี่มีสันติภาพแล้ว สงบแล้ว สบายแล้ว อบอุ่นสบาย สร้างสรรค์ มีกินมีใช้ เหลือกินเหลือใช้ ทางเศรษฐศาสตร์ทางบริหาร อยู่ด้วยกันอย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม เศรษฐศาสตร์มีสาธารณโภคี ซึ่งอาตมาอธิบายไปหมดแล้ว เศรษฐศาสตร์ระดับสาธารณโภคีคือ สิ่งที่แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ เศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ทุกคนมีกินมีใช้ แบ่งใช้จากกองกลางสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือ คอมมิวนิสต์ก็ตาม ต้องการ ลาภ หรือรายได้ หรือวัตถุหรือเงินทองของคนเอามาใส่กองกลาง มีทองคำอยู่กองกลาง มีธนบัตรอยู่กองกลาง แยกไปเป็นภาษาวิธีการของโลกก็คือ ให้เสียภาษีเข้ากองกลางให้มากที่สุด ไม่ว่าคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าประชาธิปไตย เศรษฐศาสตร์ต้องการให้คน เอาเข้ากองกลางหรือเสียภาษีทางตรงทางอ้อมวิธีการอะไรก็แล้วแต่ ให้ได้มากที่สุด เศรษฐศาสตร์พระพุทธเจ้า เสียภาษี 100% ชนะประชาธิปไตยชนะคอมมิวนิสต์ พวกไหนหนอ…ทำได้ (อโศก) ทำสำเร็จ แล้วคนก็ไม่ฉุกคิดว่า พวกอโศกมันทำได้ยังไง มันก็จิตวิญญาณมันก็มีความรู้ หรือมันก็มีจิตวิญญาณที่มาทำอย่างนี้ได้ยังไง มันเอาตัวรู้ตัวไหน มันเอาตัวยอม มันเอาตัวรู้ตัวไหน มันเอาตัวยอม มา ยอมจน มายอมมักน้อย มายอมไม่เอาเปรียบ มายอมเป็นผู้ที่เสียสละให้แก่คนอื่น มันเป็นจิตอย่างนี้ได้ยังไง ให้คนมาเป็นจิตอย่างนี้ได้ยังไง พวกคุณบ้าหรือเปล่า (บ้า) ทำไมมันไม่เหมือนโลกเขา โลกเขาจะต้องไปรวย เขาจะต้องไปแย่ง ไปมีอำนาจบาตรใหญ่ ทำไมพวกคุณทำไมไม่เป็นอย่างที่เขาเป็น _สู่แดนธรรม... พวกเราก็ยอมรับว่าบ้า พ่อครูว่า... ไม่คุณบ้าก็เราบ้าวะ ไม่คุณบ้าก็เรานั่นแหละบ้า ใครคนใดคนหนึ่งก็บ้า ใครคนใดคนหนึ่งก็ดี _สู่แดนธรรม... ข้ามความบ้าไปสู่ความมหัศจรรย์แล้วครับ พ่อครูว่า... ใช่มันสุดยอดแล้วมันเป็นสภาวะ 2 คนจะเอาอันใดจะเห็นอันใดด้วยปัญญาด้วยธาตุรู้ ด้วยความจริงใจที่มันเป็นความเข้าใจ เห็นดี เห็นงาม มาเป็นอย่างนี้เลย ไม่มีใครมาบังคับ อิสระเสรีภาพ มันเป็นความพอใจ เป็นความเห็นดีเห็นงาม เพราะฉะนั้นคนที่จะศึกษาวิชาการในโลก วิชาการเศรษฐศาสตร์ วิชาการบริหารรัฐศาสตร์ วิชาการสังคม วิชาการอะไรก็แล้วแต่เถอะ เพื่อชีวิตที่จะจบกิจ ชีวิตที่สมบูรณ์แล้ว มันไม่ต้องไปดิ้นรนอะไรอีกแล้วชีวิต เพราะฉะนั้นอย่างพวกคุณ หลายผู้หลายคน บางคนก็อายุยังไม่มากเท่าไหร่ ก็ไม่ไปไหนก็อยู่อย่างนี้แหละ ชัดเจนแล้ว ชีวิตมันจบกิจ นี่เป็นตัวตัดสินอรหันต์นะ มันไม่ไปไหนหรอก บางคนอายุไม่มากหรอกอย่างนี้ ชีวิตอย่างนี้ชัดเจนอยู่ แล้วหลายคนมาตั้งแต่อายุ 20 30 เดี๋ยวนี้ปาเข้าไป 70 80 ไป สบาย ยิ่งเห็นยิ่งสบาย ยิ่งแก่ยิ่งสบาย ยิ่งรู้เลยว่าตายที่นี่ดีที่สุดเพราะว่าเผาได้สวย เผาโชว์ได้ไม่สวยหรือ ที่เผาน่าเกลียดเขาโชว์ไม่ได้ เขาเผากันไม่ค่อยเห็นหรอก แต่ของเรานี่เผาโชว์เลย ใช่ไหม เผาโชว์เลยเปิดเผย นอกจากเผาโชว์แล้ว พวกเรานี่ก็ไม่กลัวผี ไม่กลัววิญญาณ ไม่กลัวอะไรต่ออะไรพวกนี้อีก เพราะเข้าใจเรื่องวิญญาณ เรื่องพลังงานพวกนี้ ผีมันไม่มี ผีเข้าร่างนั้นเข้าร่างนี้ อย่างหมอปลาไปพาทำ มันไม่มี มันเป็นอวิชชา มันเป็นความโง่ มันเป็นอุปทาน ที่ยึดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นผีเข้าแล้วจะต้องตัวแข็งต้องดีดต้องเต้นต้องแสดงท่าอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นความยึดติดเข้าใจว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ แล้วคนก็มาเป็นอย่างที่คุณยึดว่ามันเป็น แล้วคุณก็ไปนึกว่าผีเผลอเข้า คุณโง่บ้าของคุณอยู่คนเดียวเอง ถ้าเข้าใจได้ว่ามันไม่ต้องไปมีมันก็อยู่สามัญปกติมนุษย์ ไม่ต้องไปเต้นไปดีด ไม่ต้องไปไม่รู้เรื่องรู้ราวก็รู้ตามประสา ตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่กับโลกเขาสามัญตามสมมุติโลกไป มันเป็นธรรมดาธรรมชาติปกติสามัญของ มนุษย์จะไปจะต้องประหลาดพลิกแพลงแปลกประหลาดอะไร บางทีบางคนมีกิเลสลึกๆรู้ว่าทำอย่างนี้มันเท่ห์ มีองค์ลงบ้าง มีอะไรเข้ามาแล้วเราก็ บางคนเขาก็ไม่อยากเป็นนะ ไม่อยากเป็นแต่มันเป็นอุปาทานที่เขาไม่รู้ มันอวิชชาไปติดไปยึดอยู่ โดยที่จิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึกของเขายังติดอยู่ แล้วมันก็ออกมาเป็นบทบาทข้างนอก เพราะฉะนั้นอย่างหมอปลารักษาก็บรรเทาไป มันไม่หายหรอก หายก็ต้องมาศึกษาของพระพุทธเจ้าให้ชัดเจน ถ้าไม่ประสาทที่มันแก้ไม่ได้แล้ว ถึงขั้นต้องกินยา หายหมดทุกคน ถ้าประสาทที่มันแก้ไม่ได้ ต้องกินยา พระพุทธเจ้าก็รักษาไม่หาย ไอ้อย่างนั้นมันเป็นคนประสาทเสีย เป็นคนวิปลาสไปส่วนหนึ่งอย่างหนึ่ง ก็รักษายาก เพราะฉะนั้นมาเข้าใจอย่างที่โลกเขามีสมมุติๆอย่างนี้ไปด้วยกันไม่ต้องไปออกนอกทาง ไปมีความคิดประหลาดๆออกนอกหมู่ นอกกลุ่มอะไร อยู่กันอย่างเข้าใจกัน อย่างนี้ก็ใช้ร่วมกัน อาศัยร่วมกัน สนับสนุนกันไป สร้างสรรค์ช่วยกันไป สบาย อาตมาก็ยังพูดไปพูดไปแล้ว อธิบายไปแล้วก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง อธิบายไม่ละเอียดพอ _สู่แดนธรรม... อยากให้พ่อท่านกลับมาอธิบายเรื่องความวิเศษมหัศจรรย์ของระบบสาธารณโภคี ต่อครับ พ่อครูว่า... สาธารณโภคี นี้ โดยศัพท์ สาธารณโภคี บริโภคคืออาศัยใช้กิน แปลเป็นไทยง่ายๆตามพจนานุกรมโพธิรักษ์คือ ของที่อาศัยใช้กิน แบ่งกันกินกันใช้ที่เป็นของส่วนกลางสาธารณโภคี เพราะฉะนั้น ลาภได้โดยธรรม พวกเราไม่ได้ไปทุจริต ไม่ได้ไปแย่งชิงมา สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ไปเบียดเบียน ไม่ไปทำอะไรที่จะไปละลาบละล้วง เอาของคนอื่นเป็นของเราที่มีสิทธิสร้างแล้ว แล้วก็เอามาใส่กองกลาง ไม่เอาพลังงานกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อะไรไปทำในสิ่งที่เราคิดว่าเราเลิกแล้ว แต่ก่อนเราเห็นว่ามันสำคัญเป็นคุณ เป็นค่า เราก็เลิกมา ทำงานที่เหมาะที่ควร ที่เราพากันทำ อาตมาเน้นพากันทำอะไรมากหนักที่สุด กสิกรรม เพราะฉะนั้นพวกเรานี่ ชาวอโศกถ้าเป็นนักกสิกรรม ด้วยจิตวิญญาณเลยนะ แล้วคนของเราก็เยอะ ชาวอโศกเยอะที่ยังไม่ชอบกสิกรรม รู้สึกสกปรก รู้สึกมันยาก รู้สึกมันต้องร้อน มันต้องลำบากอะไรต่ออะไร แต่มันอาหารเป็นหนึ่งในโลก เพราะฉะนั้นจริตนิสัยสั่งสมมามันถนัดมันไม่ชอบ ก็จะต้องมาเห็นความจริงให้ได้ว่า ไอ้นี่แหละมันเป็นหนึ่งในโลก มันดีที่สุด ถึงยังไงชาวอโศกเรานี้ก็ทำอันนี้เป็นพื้น ชาวอโศกทั้งหมดที่ถนัดและชอบที่ทำกสิกรรมกันจริงๆนี่ คุณก็เห็น ก็คนที่ชอบกสิกรรมเผลอไม่ได้ไปอยู่ในสวนหมด พวกที่ไม่ค่อยชอบ เผลอไม่ได้เหมือนกัน หนีจากสวนขึ้นมาหมด เห็นไหมนี่มันเป็นความจริงที่ชี้ให้เห็น เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเอง เรามีจิตยินดีในกสิกรรม นั่นแหละเป็นคนชั้น 1 กสิกรนี่เป็นคนชั้น 1 เห็นงานกสิกรรมเป็นงานวิเศษเป็นงานประเสริฐ เป็นงานที่มนุษย์ทั้งโลก ให้เก่ง ให้ตายยังไงก็แล้วแต่ คุณขาดผลผลิตทางกสิกรรมไม่ได้ คุณจะไปกินสัตว์ คุณก็ต้องไปไล่จับแล้วก็มีวิบากอะไรไป คุณก็ไม่รู้ คุณก็กินไป เพราะฉะนั้นคนที่รู้แล้วไม่ต้องไปกินแล้วสัตว์ รู้จักกรรมวิบากแล้ว เพราะฉะนั้น ศาสนาที่จะรู้กรรมวิบาก แล้วไม่กินเนื้อสัตว์นี่ มันเป็นศาสนาชั้นสูง ศาสนาที่ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ มันเป็นศาสนาที่ยังไม่ๆเจริญอะไร แม้แต่ศาสนาที่ เขายังไม่ค่อยรู้เรื่องสัตว์เท่าไหร่ เขายังละเว้นเนื้อสัตว์เลย อย่างศาสนาอิสลามนี่ เขาละเว้นเนื้อหมูอย่างเดียว (หมาด้วย) จะหมูจะหมาอะไรเขาก็ไม่กินหมู เพราะฉะนั้นถ้ารู้แล้วจะไปกินทำไมล่ะเนื้อสัตว์ ถ้าเข้าใจอจินไตยเรื่องกรรมวิบาก เข้าใจอย่างดีเลยเรื่องกรรมวิบาก ก็ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่กินสัตว์ทั้งหลายแหล่ กินแต่พืชแต่ผัก ผลไม้ ซึ่งอธิบายหมดแล้วว่า มันเป็นพลังงานที่มาเป็นชีวะระดับพืช มันไม่มีจองเวรจองกรรม ไม่มีบาปไม่มีบุญ มันไม่มีทุกข์มีสุขอะไร..พืช เพราะฉะนั้นมันก็สบายปลอดโปร่ง ไม่มีปฏิกิริยาที่จะกระทบกระทั่ง ระดับไหนเลย และก็เป็นอาหารมนุษย์ มนุษย์เป็นสัตว์ที่กินพืช มันไปถูกหลอกมาแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ไปกินเนื้อสัตว์ หรือมันมีอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีอะไรจะกิน เช่น อยู่ขั้วโลกเหนือ อยู่อะไรก็ต้องกินปูกินปลากินอะไรต่ออะไรไป ก็ต้องกินสัตว์ กินเนื้อหมีก็คงไม่กินกัน ปลากันเป็นหลัก ซึ่งไม่ต้องกินสัตว์ แล้วยิ่งเข้าใจกรรมวิบากเป็นพลังงานชีววิทยาที่ละเอียดละออ ชีววิทยาทางจิตวิญญาณทั้งชีวะ พืชก็เป็นชีวะเหมือนกัน นี่เป็นความลึกซึ้งทางวิทยาศาสตร์ของพระพุทธเจ้า สาธารณโภคีนี่ที่อาตมาพูดไปแล้วก็วนแล้ว ก็เลอะๆเทอะๆไม่ค่อยเข้าแบบนักวิชาการเขาเลย ขึ้นต้นแล้วก็ไม่ต่อ คอมมิวนิสต์เขาก็ต้องการส่วนกลางที่ได้มากมีอุดมสมบูรณ์ในส่วนกลาง คอมมิวนิสต์ก็ตาม ประชาธิปไตยก็ตามต้องการส่วนกลางมากพอที่จะสะพัด แล้วการสะพัดให้แก่คนไปกิน ไปใช้ ไปใช้อาศัย คนผู้รับจากส่วนกลางก็เป็นคนมีจิตวิญญาณเจริญ คือ ไม่มักมาก ไม่ติดยึดเยอะ ใช้น้อย กินน้อย อาศัยน้อย เครื่องกินก็น้อย เครื่องใช้ก็น้อย ไม่ไปเป็นแฟชั่น ไม่ไปติดยึดอย่างที่โลกเขามอมเมาครอบงำ เข้ามาหาปัจจัยสำคัญของชีวิตได้ น้อยลงๆๆ ก็อยู่ง่ายเรียกว่า อยู่ง่ายกินง่าย สุภระ คนเลี้ยงง่ายอยู่ง่ายกินง่าย เพราะไม่ติดไม่ยึดอะไรมาก นี่เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ สุภระ ข้อแรก อยู่ง่าย กินง่าย เลี้ยงง่าย แล้วจิตก็ไม่ต้องฝืนไม่ต้องกดข่ม อยากนะ แต่มันจำนน แต่ที่จริงได้มากฉันก็จะเอา แต่ไม่ให้มีมากเท่านี้ก็พอ จิตสันโดษนอกจากมักน้อยแล้ว พอแค่นี้ก็พอ น้อยไม่ต้องไปมีมากหรอก เขามีฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยมอมเมา เป็นแฟชั่นหลอกครอบงำทางความคิดกันให้ไปหลงติดอะไรมากมาย เราไม่แล้ว มีปัญญาพอ ไม่โง่ไปตามแฟชั่น ไม่โง่ไปตามโลก ที่หลอกให้ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย หรูหรา ฟรุ้งฟริ้ง เป็นภาระเยอะแยะหนักทรมาน รู้จักปัจจัยสำคัญของชีวิต รู้จักสาระแก่นสาร ที่น้อยที่เล็กลง ที่มันไม่ต้องไปเที่ยวแบกหามต้องมาบำเรอตัวเองมากกว่านี้ แต่สร้างสรรค์ได้มาก วิริยารัมภะ มีความขยันหมั่นเพียร มีความรู้ความสามารถสร้าง และมีปัญญารู้ว่า ควรสร้างอะไรไม่ควรสร้างอะไร เช่นที่อาตมาสรุปว่า “คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ” อย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งแรงนะ พูดชัดอย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบแล้ว เพราะฉะนั้นกว่าคนจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ แล้วก็ลดตัวตน ไม่ต้องไปทำอย่างนั้น อย่างที่เขาเป็นกันอยู่ อาตมาก็สรุปว่า ประเทศที่ไม่ต้องมีอาวุธ ประเทศที่ไม่ต้องทำสงครามกับชาติไหนๆเลย เป็นชาติที่เจริญที่สุด เป็นชาติที่สงบที่สุด เป็นชาติที่มีสันติหรือเป็นชาติที่สันติภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ต้องรบกับใคร ใครจะรบกับเราก็หน้าไม่อายก็มารบเถอะเราไม่รบด้วยหรอกเขาจะมาตบเราก็ตบไปเถอะเราไม่ตบด้วย เขาจะฆ่าเราก็ฆ่าไปเถอะเราไม่ฆ่าคุณเลย คนสงบเพราะมีปัญญารู้ว่า มีกรรมมีวิบาก มีจิตรุกรานหรือจิตช่วยเหลือ จิตรุกรานกับจิตช่วยเหลือเสียสละ จิตรุกรานกับเสียสละช่วยเหลือ มันเป็นจิตที่คนมี เพราะฉะนั้นเมื่อมีพลเมืองของชาติใดสังคมใดที่เป็นจิตแบบนี้ มันก็แสดงออกถึงความจริงที่เป็นแบบนี้ จะอยู่ในโลกนี้แหละ อยู่ในสังคมโลก ก็บรรเทาโลกให้สู่สันติภาพ ที่เรามีเพลงสันติภาพ ใครอยากได้สันติภาพ ๆเป็นยังไงเขายังไม่รู้เรื่องเลย แล้วทำยังไงจะได้สันติภาพ พวกเรานี้ได้สันติภาพไหม (ได้) รู้จักวิธีทำให้ได้สันติภาพอย่างนี้แล้ว และบรรลุผลสำเร็จความเป็นสันติภาพ จะมีสังคมไหนที่มีสันติภาพได้ดีกว่าชาวอโศก พูดแล้วก็เหมือนยกตัวยกตนเหมือนหลงตัวหลงตน ที่เราได้สันติภาพแบบนี้เพราะเรามี สาราณียธรรม 6 เรามีใจกลางคือ ลาภที่ได้โดยธรรม แล้วมาเอาเข้าส่วนกลาง สาธารณโภคี แล้วก็กินใช้กันอย่างเป็นคนมีวรรณะ 9 เป็นคนพออยู่พอกิน สบายมีกินมีใช้เท่านี้ ก็สบายเลี้ยงง่าย พัฒนาให้เจริญ พวกคุณเป็นอาริยะ เป็นผู้เจริญ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้เข้าใจสัจธรรมในโลก ไม่ต้องไปเรียนวิชา เดี๋ยวนี้มันตั้งเท่าไหร่ สมัยพระพุทธเจ้ามีตั้ง 18 วิชา สมัยนี้มีร้อยแปดร้อยพันวิชา ไม่ต้องไปอย่างนั้นเลย เอาวิชาพระพุทธเจ้าวิชาเดียว แล้วจะเข้าใจเลย วิชาเหล่านั้นเป็นวิชาที่อวดดีหลงตัวทั้งนั้น วิชาของพระพุทธเจ้านี่มันครบหมดทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องรัฐกิจ รัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งเขาก็พอรู้นะเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นวิชาการรวม ที่มนุษยชาติจัดสรรให้ลงตัวได้แล้ว ก็ถือว่าเป็นมนุษย์สันติภาพ เป็นมนุษย์อิสระ เป็นมนุษย์สันติภาพ เป็นอิสระภาพสันติภาพ บูรณภาพ สมรรถภาพ สมบูรณ์แบบแล้ว ครบ 5 ภาพ อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ ครบหมดแล้ว เป็นบรมภาวะสุดประเสริฐทั้ง 5 ภาพ 5 ภาวะนี้ ที่อาตมาเองอาตมา นี่เป็นอาตมาคิดนะ อาตมาสรุปรวมสิ่งเหล่านี้มาเป็นภาษาสมัยใหม่ สมัยนี้อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ ยังแถม สุนทรียภาพ กับ สุญภาพ อีก มันเป็นเรื่องลึกภายในเลย จิตเป็นสุนทรีย์ จิตเป็น สูญ นี่เป็นจิตของบุคคลที่สมบูรณ์แบบ จิตเป็นสุนทรีย์ จิตงดงามสุนทรีย์ เบิกบานร่าเริง เห็นทุกอย่างงดงาม สิ่งไหนเขาหนักเขาร้ายก็รู้เขาอยู่ ก็ได้แต่สงสารเขาจะทำยังไงจะช่วยเขาได้ ก็รู้ว่าเขาเองเขายังไม่รู้ เขายังโง่งมงายยังหลงอย่างนั้นอย่างนั้นอยู่ ก็เข้าใจก็ช่วยกัน ผู้ที่ถึงสูญภาพ แม้อยู่กับหมู่ จิตเราก็เป็นสูญ เราก็ไม่ยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา เราไม่เอาเปรียบ เรารู้ว่าถ้าเราขยัน เราสามารถ เราก็สร้างสรรค์สิ่งที่ควร กัมมัญญา ทำสิ่งที่ควรกระทำด้วยความไม่เหยาะแหยะ รู้พัก รู้เพียร สร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้อยู่กับสังคม คนคนหนึ่งจะไม่เก่งอย่างไร ก็มีสมรรถภาพ มีสมรรถนะที่จะทำงาน คุมตัวเอง เหลือกินเหลือใช้เกิน เผื่อแผ่ผู้อื่นไว้ จะเป็นคนแก่ก็จะรู้ตัวว่าเราแก่ แต่ทำได้อยู่ ถ้าทำไม่ได้ก็จะรู้สึกว่าเราเป็นภาระหนอ มันเป็นเรื่องของปัญญา เป็นเรื่องของความเข้าใจ เอ๋อ เราไม่ควรเป็นภาระใคร แต่มันถึงเวลาที่จะต้องเป็นภาระ เราก็ต้องจำนนเราก็ต้องจำเป็น ถึงเวลาแก่แล้ว ป่วยเจ็บแล้ว ถึงขีดที่เรา ถ้ามากกว่านี้ไปก็ไม่สมควร ไม่ดีแล้ว ถ้ายังทำได้อยู่ มันก็จะสำนึก ก็จะรู้ตัวว่าเราไม่ควรเป็นภาระใคร จะมีปัญญา จะมีศรัทธา ศรัทธามีทั้งความรู้ มีทั้งความเชื่อมั่น มีทั้งธัมมวิจัยอยู่ในศรัทธา เพราะฉะนั้นจะวิจัยแยกแยะอะไรออกได้ อะไรดี ดีที่สุด ไม่งมงาย ไม่หลงผิด เข้าใจในสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นผู้ที่เกิดปัญญารู้ว่าสิ่งอะไรดี เช่น รู้จักคนดี รู้จักคนที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ขออภัยยกตัวอย่าง อย่างอาตมานี้ คนที่รู้ว่าอาตมานี่มีสิ่งที่รู้ตามพระพุทธเจ้า ถูกต้องจริง แล้วคนที่รู้เห็นว่า โอ้โห! คนนี้นี่เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาอธิบาย ใช่นะนี่ ใช่! ถ้ายิ่งเราแต่ก่อนนี้เรายังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดว่า โพธิรักษ์นี่มามีความเห็นอย่างนี้ ความเข้าใจอย่างนี้ แล้วก็มาแสดงออกอย่างนี้ มันผิดนะ มันไม่ใช่ คนนั้นตอนแรกเห็นอย่างนี้ พอตอนนี้มาก็เกิดเข้าใจโอ้โห!! ที่แท้โพธิรักษ์นี่คือตัวแท้นะโอ้โห!! เราเข้าใจผิด คนนี้จะสำนึกและละอายอย่างแรงกล้า นี่เป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าสอนไว้เป็นสัทธรรม 7 พอเกิดศรัทธาเกิดปัญญา เกิดรู้จริง จะเกิดหิริโอตตัปปะ เพราะรู้ว่า โอ้โห!! เรานี่โง่มาแล้ว เราแสดงความโง่ออกไปอย่างน่าละอาย มันน่าละอายจะละอายอย่างแรงกล้า ถ้ายิ่งกล้ายอมปลงอาบัติเลย สารภาพเลยว่า แต่ก่อนนี้เข้าใจท่านผิดจริงๆ คนนี้เจริญแน่นอน ปลงอาบัติแล้วเจริญเด็ดขาด ตามธรรมะพระพุทธเจ้า พระรูปนี้กล้าปลงอาบัติ รู้ว่าตัวเองผิดแล้วจะเจริญยิ่งๆขึ้น แต่ถึงแม้ว่าไม่ปลงอาบัติเพราะว่าคนนี้ไม่มีความกล้าเพียงพอเข้าใจแล้วสำนึกแล้วก็ยังดี ถ้ายังเข้าใจผิดอยู่ เรายังเห็นสิ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ จะซวยหรือจะเฮง ใช้ภาษาจีน จะซวยไม่ใช่เฮง ซวยแน่ เสื่อมแน่ ไม่เจริญแน่ ที่พูดนี่ไม่ได้ไปเบ่ง ไปข่ม ไม่ได้ไปยกตัวอะไรหรอก พวกคุณนี้เชื่ออาตมา อาตมาเชื่อว่าพวกคุณเชื่อว่าอาตมานี้เป็นตัวจริง เป็นตัวจริงของความจริงที่อาตมาบอกว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้ที่มีอภิญญา มีความรู้ยิ่ง มีความรู้สัจธรรมโลกุตระของพระพุทธเจ้า เอง สยัง มีเองในตนเอง เป็นเองแล้ว ยังไม่ถึง อภิภู ยังไม่ถึงสยัมภูหรอก แต่เป็น สยังอภิญญา แล้ว ก็บอกความจริงนี้ตั้งแต่ต้นมาจนกระทั่งบัดนี้ก็ขยายความพิสูจน์ตัวเอง อธิบายธรรมะพาทำพาเป็น จนกระทั่งพวกคุณมาได้ธรรมะมากน้อยตามความเป็นจริงที่แต่ละบุคคลได้ ซึ่งยุคนี้มันเสื่อมมาก แต่ก็ยังกู้ขึ้น ยังกู้ได้สำเร็จ เก็บคืนมาได้ ยังมีรูปธรรมของสัจธรรมที่ยืนยันได้ พิสูจน์ได้ เป็นปรากฏการณ์จริง ไม่ใช่พูดไปแล้วไหนล่ะผลงาน ไหนล่ะสิ่งที่ยืนยัน ตรวจสอบได้ไหม อาตมายินดีให้ตรวจสอบตามคำสอน โชคยังดีที่ยังมีพระไตรปิฎก ยังมีคำสอนพระพุทธเจ้าที่ดี แม้ว่าคุณจะแปลเพี้ยนไปอย่างอื่น เราก็แปลไปอย่างเรา แล้วมันเป็นยังไงล่ะที่เราแปลกับคุณแปล ใครมันเหมาะควรกว่ากัน มันจะเข้ากันสอดคล้องกัน ตรงกันกับคำสอนพระพุทธเจ้าอันนู้นอันนี้ ไม่ขัดแย้งกัน มากกว่ากันอะไรอันไหน อาตมาที่พูดอย่างนี้เพราะอาตมาทำงานมามีผลงานพวกคุณก็ได้จนกระทั่งมาเป็นตัวจริง เป็นตัวอย่างให้อาตมายืนยันกับคนอื่น แม้ชาวพุทธด้วยกันได้ขนาดนี้ ซึ่งอาตมาก็ได้ขอบคุณพวกเราแล้ว ก็ขอบคุณที่มาเป็นตัวอย่าง มาเป็นตัวจริง ให้อาตมาได้ยืนยันกับผู้คนเขา อาตมาอยากจะอธิบาย แต่มันจะหมดเวลาแล้วมันจะ 20:00 น 661115 ชีวิตที่จบกิจในระบบสาธารณโภคี นี่เป็นตัวตัดสินอรหันต์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน