631021_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โลกุตรธรรมนำไทยให้รอดพ้นวิกฤติการเมือง.docx
เนื้อหาในไฟล์
631021_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โลกุตรธรรมนำไทยให้รอดพ้นวิกฤติการเมือง ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/13ZZrs9KpSMR51-WfG6L7RYJjaTjm4T229OkL0ff-pyI/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1WZC7wjvt3mwsuOANGjKjJP0B64mEu1kw/view?usp=sharing
และยูทูปที่ https://youtu.be/s0LHX2Ta438
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2563 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้มีการชุมนุมทางการเมืองทั้งทางด้านต่อต้านรัฐบาล และมีเสื้อเหลืองที่แสดงออกในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ออกมาชุมนุมกันทั้ง 2 ด้าน เราก็ดูเขาไป มีคนถามว่าเราไม่ออกไปกับเขาบ้างหรือ เราก็บอกว่าเรายังไม่ไปเราดูเขาไปก่อน แล้วรัฐบาลก็จะมีแถลงการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ถ้าไม่มีพระโพธิสัตว์เกิดมา เหตุการณ์คงจะแหลกลาญเลวร้ายกัน เราเองก็คงจะเป็นเหตุหนึ่งให้เกิดความรุนแรงนั้น พระโพธิสัตว์มาช่วยให้เราคิดและทำในสิ่งที่สมควร ทำให้เกิดความสงบในมนุษยชาติ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อิสระเสรีภาพของประชาธิปไตยต้องไร้อัตตา พ่อครูว่า…สรุปนิดนึงที่ท่านฟ้าไทได้เกริ่นมา ก็เป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์กับความเป็นคน ความเป็นสังคม ประเทศไทยก็มีความเป็นประเทศไทยมีมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าคนไทย แล้วก็ประเทศก็คือแผ่นดินนี้ ในกรอบของความเป็นประเทศหรือความเป็นรัฐ หรือชาติ ใช้เป็นภาษาเรียกแทนกลุ่มบุคคลก็เรียกว่าเป็นประเทศไทย ชาติไทย รัฐไทย ก็รวมๆกันอยู่ แล้วก็มีการบริหารปกครองกันเป็นอยู่ซึ่งมีจิตวิญญาณ ของมนุษย์ของคนแต่ละคนเป็นประธาน ของใครของใครก็มีจิตวิญญาณของตนเอง เป็นประธาน เพราะฉะนั้นความเป็นตัวตนของตนเอง จิตของแต่ละคนมันมีกิเลสเป็นเจ้าเรือนเป็นอำนาจ เพราะฉะนั้นมนุษย์ที่มีกิเลส ของแต่ละคน
อ่านต่อ
กิเลสมันมากมันมีความเห็นแก่ตัว มันซัดส่ายมันมีตัวเองมันมีอัตตา อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ และความเป็นตัวเองเป็นเรื่องแค่นี้แหละแล้วก็เข้าใจผิดว่า คนมันต้องมีอิสระเสรีภาพ ประชาธิปไตยก็ส่งเสริมให้คนมีอิสระเสรีภาพมันก็เลยยิ่งสับสนใหญ่ ก็บอกว่าเราต้องมีอิสระเสรีภาพเราคิดเราทำยังไงก็ต้องเป็นของเราสิ แต่ความแตกต่างของแต่ละคนที่มีกิเลสเป็นเจ้าของอำนาจ ก็เลยยิ่งแตกต่างกันเท่าไหร่ก็จะเอาแต่อำนาจของตัวเองให้ได้ตามที่ตัวเองอยากได้สังคมก็ยิ่งแหลกลาญมากขึ้นเท่านั้นตีกันวุ่นวายมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสและมีหลักวิชาชัดเจนเลย ตอนนี้ อาตมาก็เอาหลักฐานในพระไตรปิฎกมายืนยัน จูฬวิยูหสูตร ยืนยันว่าสัจจะความจริงที่จริงที่สุดเรียบร้อยที่สุด เป็นสิ่งเดียวที่เรียกว่าความจริงได้ก็คือ คนที่มีคุณธรรมเป็นพระอรหันต์ แต่ละคน ใครก็แล้วแต่บางกรณีเป็นคนหมดตัวตนแล้วก็มีความรู้เรื่องตัวตนกับมวลสังคมมนุษยชาติและก็อยู่ร่วมกับเขา โดยที่เราไม่เอาตัวตนของตัวเองไปขัดแย้งกับใคร ใครจะว่าอย่างไรก็เอาอำนาจของหมู่มวลที่จะอยู่ร่วมกัน เพราะฉะนั้นมันจะลงเอย รวมแล้วมันสังเคราะห์กันลงเลยจนกระทั่งหยุด ต่างคนต่างเหนื่อยแล้ว หรือต่างคนต่างเห็นดีเห็นงามกันแล้วว่า เอาแค่นี้ก็แล้วกัน มันจะเป็นอย่างนั้น แล้วแต่ละคนก็บอกว่าเอาแค่นี้ก็แล้วกัน คนที่ไม่มีตัวตน ไม่ต้องไปดันทุรัง ถ้าสังคมที่มีคนที่ไม่มีตัวตนไม่ดันทุรังอย่างนั้น มันก็สงบเรียบร้อยลงได้ง่าย แต่ถ้าคนยังดันทุรังอยู่ของฉันก็เป็นของฉัน ยื้อแย่งกันมันไม่สงบลงง่ายๆ ขณะนี้ประเทศไทยมีคนที่ถืออิสระเสรีภาพที่เราเรียกว่า อิสระHippy อิสระแบบเอาแต่ใจตัวเอง ฉันอยากจะทำอย่างไรก็ทำได้ดีไม่ดีก็ทำรุนแรงด้วย แต่ก็จะถูกตอบโต้ด้วยดีไม่ดีทางรัฐรู้ก็จับไปเข้าคุก ใส่โซ่ตรวนใส่กุญแจมือเท่านั้นแหละ แต่ถ้ามันรวมตัวกันหลายคนมันก็ยาก แต่จะยากอย่างไรเป็นหน้าที่ของผู้ดูแลก็ต้องไประงับให้เขาหยุดที่เขาดิ้นรนอย่างนั้น บางทีก็ต้องจับด้วยความจำเป็น ถ้ามีคนชนิดนั้นอยู่ในสังคมไหนประเทศไหนก็ต้องโดน แม้แต่ประเทศไทยก็ต้องโดนที่อื่นๆก็ต้องโดน ดีไม่ดีเขาฆ่าทิ้งกันเลย มันพูดกันไม่รู้เรื่องนะ วุ่นวายรุนแรงกันแล้วนะ เพราะฉะนั้นค่าองค์รวมของคนทั้งประเทศทั้งโลกทั้งรัฐ เป็นคนที่มีจิตวิญญาณไม่ไปรุนแรงอย่างนั้น ประเทศไทยมีการชุมนุมประท้วงกันมาตั้งเท่าไหร่ ไม่มีเลือดตกยางออกไม่มีการทำร้ายรุนแรงแก่กันมันก็อย่างนี้แหละ นี่เป็นการยืนยันเป็นปรากฏการณ์แท้จิตวิญญาณเป็นประธาน ของใครคนใดคนหนึ่งแรงออกมาจนกระทั่งเขาต้องจัดการนะ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่จัดการ ก็คือประชาชนด้วยกันนั่นแหละจะจัดการ ถ้ามันแรงก็จะถูกจัดการที่จะไปทำร้ายคนนั้นคนนี้ก็ต้องถูกดูแลจัดการ แต่ขณะนี้นานวันเข้าไปทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นเดือนแล้วนะ มายื้อกันประท้วงกัน กี่เดือนมาแล้ว (ป๋องว่า.. สองเดือนแล้ว) ตั้งแต่ 13 สิงหาคม ก็ยื้อกันอยู่อย่างนี้เป็นเดือน จะออกมากันตลอดทุกวันทุกเวลามันนับเป็นครั้งคราว เดี๋ยวจะมีเซอร์ไพรส์เบิ้มๆ บอกมาก็เบิ้มๆเข้าไป คือ มันแสดงถึงพื้นฐานจิตของคนไทยโดยค่าเฉลี่ยแล้ว นี่แหละเป็นตัวอย่างประชาธิปไตย เดี๋ยวจะได้พูดกันอย่างสำคัญ _น้อมยอดธรรม…ดิฉันได้ทำหน้าที่เป็นผู้รับใช้ที่อุทยานบุญนิยมมานานกว่า 10 ปีแล้ว ในสภาพที่หลายตำแหน่งหน้าที่ขาดผู้รับใช้ กล่าวคือ แรงงานไม่ค่อยจะเพียงพอกับปริมาณงานเท่าไหร่นัก เช่นแม่ครัว แม่ค้า เป็นต้น ในช่วงนี้ที่ covid กำลังระบาด ได้มีการจัดวาระของนักศึกษา ว.นบ. พ่อครูว่า…ที่จริงใช้นิสิต นิสิตคือผู้ที่มาอยู่ประจำ ส่วนนักศึกษาก็ไป-กลับบ้านได้ ดิฉันฟังธรรมพ่อครูเป็นประจำ ธรรมะที่กำลังตั้งใจศึกษาอยู่คือกามคุณ 5 วรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 ถ้ามีวรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 มีผลของคุณธรรมแบบนี้ ตั้งแต่เป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่าย เป็นคนมักน้อย เป็นคนกล้าจน เป็นคนใจพอ เป็นคนสันโดษ เป็นคนขัดเกลาตนเอง เป็นคนศีลเคร่ง เป็นคนอาการน่าเลื่อมใส เป็นคนยอดขยัน รู้จักพักรู้จักเพียงขยันไม่หยุด ท่านประยุทธ์ ปยุตโต ท่านแปลว่า ระดมความเพียร สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ทำผลผลิตได้มีเหลือเฟือก็ไปแจกจ่าย อาตมาเดินไปตามในหมู่บ้านก็มีแต่บักหุ่งเต็มไปหมด แต่ละต้นๆออกลูกดก เพราะฉะนั้นใครต้องการบักหุ่ง เราก็ไม่ค่อยขยันไปเก็บ เก็บไปศาลาปันสุขไว้ ก็ไม่ค่อยจะมีคนไปเก็บ พวกเรามีคนน้อย (สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน.. วันนี้เก็บไปให้หลวงปู่พุทธะอิสระกับที่ปฐมอโศก) ใครขยันจะมาเก็บเอาไปเป็นประโยชน์ก็เชิญ นี่พูดกันโดยตรง แจกจ่ายกันกิน เพราะฉะนั้นปล่อยให้มันเน่ามันก็ทิ้งเหมือนกันแหละ มันก็เสียดาย ของมันกำลังสุกกำลังกินกำลังดี
_น้อมยอดธรรม…การปฏิบัติหน้าที่ของดิฉันดังกล่าวเป็นการใช้หนี้และเป็นการสร้างบารมีใช่หรือไม่คะ พ่อครูว่า…ถูกต้องแล้ว ใช้หนี้คือเราต้องใช้วิบากไปในสิ่งที่เราทำมาตั้งแต่ก่อนนี้เป็นอดีตมา อย่างเช่นอาตมาก็ต้องมีสัมภาระวิบาก ไปพูดว่าเขาด่าเขา ก็เลยมีวิบากเหมือนกัน แล้วอาตมาก็ต้องมาสร้างบารมี คนเราก็มีสองแง่สองประเด็นใช้หนี้กับสร้างบารมี แต่มีอีกเยอะที่ไม่ได้สร้างบารมีเอาแต่ใช้หนี้ แล้วใช้หนี้อย่างลำบากทรมานทรกรรม อาตมาดูโทรทัศน์รายการปัญญาปันสุข เขาก็ไปเอาคนที่มีวิบากมา อย่างวันนี้ก็มีทั้งพ่อแม่พิการทั้งนั้น พ่อก็พิการแม่ก็พิการลูกออกมาก็พิการไม่มีแขนเลย ชื่อเจ้าขุน เสร็จแล้วเขาก็เป็นคนสู้ชีวิตไม่ยอมจำนน ทำงานเลี้ยงตนเองไป พ่อถนัดศิลปะ เจ้าขุนไม่มีแขนก็ทำงานศิลปะก็เลี้ยงตัวเองรอดขายถุงผ้าไป ก็มีคนอุปการะให้ในฐานะที่เป็นคนที่น่าส่งเสริม ให้เป็นตัวอย่างของสังคม เป็นคนที่ไม่ยอมจำนนแม้จะพิการจะลำบากลำบนอย่างไร พ่อพิการนอนกับเตียงเลยนะ เดินไม่ได้ก็นอนทำงานเขียนภาพไป นอนราบเขียนอยู่บนเตียง ส่วนลูกชายก็อายุแค่ 5 ขวบ ไม่มีแขนก็ใช้ปากเขียนใช้ตีนเขียน _น้อมยอดธรรม…ดิฉันตั้งใจปฏิบัติตามที่พ่อครูสอนพ่อครูเห็นอย่างไรคะ พ่อครูว่า…ก็ดีสิ
_SMS วันที่ 18-20 ต.ค. 2563
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สัมมาทิฏฐิส่วนสาสวะและส่วนอนาสวะ _ศิษย์เก่าอโศก : เหตุใดหัวข้อธรรมเกี่ยวกับสัมมาทิฏฐิ 10 ประการ (1.ทานที่ให้แล้วมีผล 2.ยัญพิธี....) ยังถูกเรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิที่ยังเป็น “สาสวะ”ครับ ผมเข้าใจว่าหมายถึงยังมีกิเลสเป็นโลกียะ จากพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 257 มหาจัตตารีสกสูตร ขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า…อธิบายแต่พอสังเขปว่า สัมมาทิฏฐิ 10 เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา). 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . คุณทำทานแล้วได้ทำใจในใจลดกิเลสหรือไม่ เมื่อคุณให้เงินให้ทองให้เข้าของแกคนอื่น เสร็จแล้วคุณทำใจในใจไม่ได้สัมมาทิฏฐิ สาธุขอให้ได้บ้านเรือนได้ร่ำรวยได้อะไรต่างๆนานา การทำทานแบบนั้นไม่ได้บุญเลย ได้แต่กุศล ได้แต่คุณงามความดี คุณทำทานนั้นดีแล้ว คุณทำทานวัตถุก็ดีมีประโยชน์ต่อคนอื่น กุศลคุณก็ได้ แต่คุณไม่ได้ปรมัตขั้นโลกุตระ อันนี้แหละไม่ได้เข้าใจกันง่ายๆ เป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 1 สอนกันเต็มบ้านเต็มเมืองไม่มีโลกุตระ เขาทำใจในใจโยนิโสมนสิการ ไม่เป็น ไม่รู้จักอาการของจิตว่าจิตของตัวเองนั้น อาการโลภมาให้แก่ตัวเองอยากได้มาให้แก่ตัวเอง หรืออย่าไปอยากได้ ต้องอยากให้สิ แล้วอย่าไปตั้งจิตเอาอะไรแลกกลับมา ถ้าคุณทำทานไป 1000 แล้วคุณก็ยังมีในใจบอกว่าขอให้ได้คืนมาสัก 900 คุณก็จะได้ทาน100 ใช่ไหม? แต่มีหรือจะคิดอย่างนี้ เพราะมันยังไม่รู้ว่าการให้กับการเอาคืออะไร การเอาคืนมา ทานไป 1,000 ขอให้ได้กลับมา 900 ใจมันต้องการแลกเปลี่ยนกลับคืนมารับคืนให้แก่ตัวเองนั่นแหละคือการตั้งจิตไว้ผิด ทำใจในใจผิดยังมิจฉาทิฏฐิในการทำใจในใจ คำว่ามนสิการจึงเป็นตัวสำคัญเลยในมูลสูตรเป็นข้อที่ 2 มีมนสิการเป็นแดนเกิด ผู้ที่จะทำให้จิตเกิดจิตตาย เกิดอย่างไร เกิดอย่าเป็นคนขี้ขออย่าเป็นคนสะสมจิตที่โลก หรือเกิดเป็นคนลดละจิตโลภลง คุณละหรือเพิ่ม คุณละอาการจิตโลภ คุณทำใจในใจถูกต้องเลย คุณเห็นอาการจิตของคุณเลย ต้องอ่านจิตอ่านอาการจิตของตัวเองเป็นจริง เพราะฉะนั้นไม่ง่ายเลย แต่ที่เขาสอนกันอยู่นั้น...อาตมาก็ตั้งใจอยู่ต่อไม่อยากจะตายง่ายๆอยากจะให้รู้กัน อยากจะให้เห็นความจริงก็มีกัน ให้ได้ทำถูก แล้วจะได้เป็นผู้เจริญได้บรรลุอรหันต์ไปตามพระพุทธเจ้าสอน ที่ไม่ได้ทำอย่างนี้มันถึงเกิดเหตุการณ์แย่งลาภยศทรัพย์ศฤงคารอำนาจบาตรใหญ่กัน ที่ออกมาตะโกนกันอยู่ทุกวันนี้เป็นการแย่งอำนาจ แย่ง หลงความเข้าใจของตนเอง เขาเข้าใจว่าลุงตู่ไม่ดีจะต้องเอาออกให้คนอื่นมาแทน ก็เยอะ จริงๆแล้วให้ลุงตู่ออกก็ไม่คิดว่าตัวเองจะไปเป็นนายกฯให้คนอื่นมาแทน แต่บางคนไม่รู้หรอกจะให้ใครมาแทน เอาออกแล้วจะให้ใครมาแทนก็ไม่รู้ เราก็เฮโลตามหมู่ นี่คือคนโง่ทั้งหลายแหล่ที่เขาจูงจมูกไป ออกไปตะโกนทั้งๆที่ไม่รู้ แน่นอนตัวเองไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นหรอก แต่ไม่ได้คิดว่าจะเอาใครมาเป็นอันนี้มีเยอะนะ ลุงตู่ถึงได้ถาม แล้วคุณจะเอาใครมาบริหาร แล้วเขาจะทำดีเท่าผมไหม เขาเป็นคนตรงนะ พลเอกประยุทธ์นี้ เขาพูดชัดๆอยู่อย่างนี้ไม่ได้หลงตัว รู้ว่าตัวเองทำได้ขนาดนี้แล้วคนอื่นจะทำได้ขนาดไหน แล้วคนที่พูดอย่างนั้นก็เชื่อเลยว่า ท่านประยุทธ์จะต้องเชื่อว่ามีผู้ที่เข้าใจท่าน เข้าใจพลเอกประยุทธ์ อย่างเช่นอาตมาก็เข้าใจ แล้วผู้ที่เข้าใจก็เป็นผู้ที่อยู่ในหมู่มวลที่พูดกันไป ก็ไม่ใช่ว่า ใครเป็นอย่างที่ท่านประยุทธ์พูด แต่ที่จริงท่านประยุทธ์พูดนั้นใช่ เป็นอย่างที่ท่านประยุทธ์ว่าคือผู้ที่อยู่ร่วมกันนั้นต่างก็ยกให้อยู่แล้ว โพลออกมาก็มียืนยันแล้ว คือไม่ได้งมงาย ไม่ได้หลงตัวเอง เป็นสัจจะความจริง คนที่รู้ตัว รู้ความเป็นจริง รู้มวลองค์ประกอบอื่นๆด้วย รู้เขารู้เราไม่ใช่หลงตัวว่าคนอื่นไม่ได้ยินดีเลยไม่ได้เห็นด้วยเลย คุณประยุทธ์มีประชาชนเห็นด้วยและส่งเสริมมากกว่าโพธิรักษ์ เพราะอาตมาทำหน้าที่คนละอย่างกับพลเอกประยุทธ์ สิ่งที่อาตมาทำอยู่นี้พยายามเผยแพร่พยายามใช้ความจริงความรู้ให้เป็นประโยชน์ คนยังเข้าไม่ค่อยถึงซึ่งมันเป็นโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นคนที่จะยอมรับอาตมา ให้เป็นอะไรอยู่อย่างนี้ ก็มีขนาดแค่นี้แหละ นอกนั้นก็จะบอกว่าโพธิรักษ์เป็นคนบ้าเป็นคนหลงตัวเอง แต่อาตมามีความจริงใจว่าอาตมาไม่ได้หลงตัวเอง ผู้รู้ผู้มีอำนาจก็พอเข้าใจอาตมาค่าเฉลี่ยของประชาชนก็ยอมรับตามนี้ เขาก็เข้าใจโพธิรักษ์เป็นโพธิสัตว์อธิบายได้ทำประโยชน์ได้แต่ก็ไม่ได้สนิทใจ จะไปเอาออกก็ไม่ถูก แล้วก็ดูประมาณอยู่ว่า ตัวเองก็เถียงยังไม่ค่อยได้ เมื่อเราเถียงทีไรก็ยกอ้างพระไตรปิฎกทุกที เขาก็เลยไม่กล้าเถียง อาตมามีกุศลมากเลยที่ยังมีพระไตรปิฎกอยู่ ยังมีหลกฐานต่างๆ ก็เลยอยู่รอดอยู่ได้พอสมควร สรุปว่า สาสวะ คือกิเลสบางส่วนถูกกำจัด แต่ยังไม่หมดอาสวะ เรียกว่าสาสวะ ยังเหลืออาสวะ ผู้ที่กำจัดกิเลสได้บางส่วนแล้วต้องรู้จักที่เด็ดจริงๆแล้วก็มีวิธี อุปายโกศล ให้ได้ลดละ ชัดเจนจริงๆ ผู้มีสัมมาทิฐิทำให้กิเลสลดลงไปได้บ้าง แม้ว่าอาสวะบางส่วนบางอย่างลดลงได้ เป็นทิฏฐิปัตตะ กายสักขี จนกว่าจะเป็นปัญญาวิมุติอาสวะหมดสิ้น ถึงจะเริ่มต้นเรียกว่าอรหันต์ แม้อนุสัยไม่หมด แต่หมดอาสวะแล้วจึงเรียกว่า อนาสวะ สัมมาทิฏฐิจึงมี 2 อย่าง สัมมาทิฏฐิที่ลดกิเลสได้ส่วนหนึ่งยังเหลืออาสวะไม่หมดอาสวะ เรียกว่ามี สาสวะ หมดสิ้นอาสวะเกลี้ยง จึงเรียกว่าเป็น อนาสวะ จึงเริ่มนับว่าเป็นพระอรหันต์
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เพ่งโทษพระอาริยะมีวิบากมาก _พวงบุปผา หนูรัก : กราบนมัสการพ่อท่านค่ะ ผู้ที่ยังฟังธรรมะที่เป็นพุทธแท้ ๆ ยังไม่เข้าใจ ถ้ายังพยายามจะเพ่งโทสพ่อท่านอีก ก็จะยิ่งไม่มีปัญญาที่จะเข้าถึงธรรมะได้ เพราะจะต้องได้รับวิบากกรรม 11 ประการ ที่เกิดจากการเพ่งโทษพระอริยะ ก็จะห่างไกลธรรมแท้ ออกไปอีก กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า…เพ่งโทษ คือมองเห็นแต่แง่ผิด ไม่ยอมมองแง่ที่ถูกต้องเลย แล้วคุณไม่ต้องมาเพ่งโทษอาตมาหรอก คุณรู้ผิดรู้ถูกสู้อาตมาไม่ได้หรอก คุณพยายามที่จะมองหาความถูกต้องที่อาตมาอธิบาย เข้าใจความถูกต้องนี้ให้ได้แล้วรับความถูกต้องนี้ให้ได้นั่นจึงจะเป็นประโยชน์กับตัวเอง ถ้าเผื่อว่ามาเอาแต่เพ่งโทษอาตมาก็ยิ่งจะไม่มีปัญญา คือไม่ฉลาดที่มีปัญญา จะต้องได้รับวิบากกรรม 11 ประการ อาตมาอาริยะระดับโพธิสัตว์ด้วย วิบาก 11 ประการนี้จะแรงมากด้วย
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปัญญาต้องมีกายภายนอกร่วมด้วยเสมอ _สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ที่ลูกเข้าใจ คำว่า กาย คือกามภพ ลูกอยากถามพ่อครูว่า ในขณะที่ลูกนั่งทำงานขณะนั้น ลูกไปเอาสัญญามาคิดปรุง แล้วลูกเกิดความรู้สึกเศร้า นี้เรียกว่า กาย ไหมคะ น้อมกราบพ่อครูค่ะ พ่อครูว่า…สัญญาที่มาคิดอยู่เพียงภายนอกนั้นไม่ใช่กาย มีแต่สัญญาไม่เป็นปัญญา ปัญญาจะต้องมีกายภายนอก สรุปอีกทีนึง แล้วจะหาว่าอาตมาว่า เพราะมันต้องว่า เพราะยังไม่เชื่อที่อาตมาพูด ที่พูดย้ำซ้ำซากเพื่อจะให้เข้าใจได้ชัดเจนลึกซึ้งทุบเข้าไป พวกหลับตาปฏิบัติธรรมไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจคุณจะมีแต่สัญญา คุณจะไม่มีปัญญาเลย ในมหาจัตตารีสกสูตร ข้อที่ 258 ผู้ที่จะเกิดปัญญานั้นจะต้องมีธรรมะวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสัมมาทิฏฐิ มีมรรคองค์8ปฏิบัติทั้งทำอาชีพทั้งขณะทำการงานทุกอย่าง เป็นคนทำงานอยู่อย่างสามัญมีทั้งขณะพูด ทั้งขณะคิด มีทั้งอาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ และมีกระทบสัมผัสเกี่ยวข้องทั้งภายนอก มีธรรมะวิจัยโพชฌงค์แยกแยะวิจัยวิจารณ์ออก ครบครันทั้งภายนอกและภายใน มีทั้งธรรมวิจัย และครบทั้งสังกัปปะ 7 แล้วทำให้ผลจับกิเลสได้ลดกิเลสได้ การเห็นกิเลสการรู้จักกิเลสดับกิเลสได้ลดกิเลสได้จึงเรียกว่า ปัญญา คุณนึกว่าคุณลดกิเลสได้คิดนึกในสัญญาแล้วคิดว่าลดกิเลสนั่งหลับตาปฏิบัติอย่างนั้นนั่งหลับตาให้ตายอย่างไร ก็ไม่ได้บรรลุธรรม ไม่ได้ปัญญา การหลับตาปฏิบัตินั้น ใช้เตวิชโช อย่างเช่นอาตมานอนหลับตาไปไม่ได้นอนหลับไปก็ตรวจสอบแล้วนึกทบทวนอดีต เป็นการสังเคราะห์สังขารอยู่ภายในเท่านั้นเรียกว่า สัญญา มันไม่ได้เป็นปัญญาเลย อาตมากำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับปัญญาเล่ม 1 ปัญญาไม่ใช่เรื่องทั่วๆไปที่โลกรู้เลย แต่ปัญญาเป็นโลกุตรธรรม เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นโลกุตรธรรม มันไม่ใช่ธรรมะของโลกีย์เลย
_บุญญากร พัฒนสัตถาพร : ประเทศไทยเข้มแข็งที่สุดในโลก มีอปริหานิยธรรมที่ตีไม่แตก คือ มีคนดีช่วยกันสานพลังกันทำความดี ใครก็ตีไม่แตก คนดีช่วยกันทำดี ช่วยกันสื่อสาร ติเตือน ชม ให้เหมาะสม จะช่วยทานคนชั่วให้ทำชั่วได้น้อยลง
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท…เรื่องทาน
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ไม่คบคนพาล คือเช่นไร _มั่นใจพุทธ บุญเสร็จ : จากปัญหาบ้านเมือง ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้นึกถึง มงคลชีวิตข้อที่1 ในเรื่องการไม่คบคนพาล เพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงให้เป็นข้อแรก แสดงว่ามีความสำคัญมาก จึงน้อมกราบขอความเมตตาพ่อท่าน ช่วยขยายความเรื่องนี้ เพื่อสร้างปัญญาแก่เยาวชนของชาติ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ พ่อครูว่า…เรื่องนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่คำว่าคนพาล คำว่าพาล มันแปลได้ตั้งแต่เริ่มต้นว่าไม่ดี เร่ิมต้น บกพร่อง ไม่เดียงสา อ่อนเยาว์ จนกระทั่งเป็นคนที่ทุจริตเลวร้ายสุดๆ เรียกว่าพาลทั้งนั้น รวมความไม่ดีตั้งแต่เริ่มต้นไปจนสูงสุดในคำ “พาล” เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึง เอาคำว่าคนพาลนี้อย่าไปคบคนพาลไว้ข้อที่ 1 เพราะถ้าคุณรู้ว่าเขาเป็นคนไม่ควรจะต้องไปคบ คุณก็ตัดเลย แม้แต่เด็กๆที่ไม่เดียงสาหรืภาระยังเยาว์ก็เรียกคนพาล คุณก็อย่าไปเชื่อเขาอย่าไปเชื่อเด็ก อย่าไปเอาอย่างเด็ก อย่าไปเอาอย่างคนไม่เดียงสา ขอยกตัวอย่างให้ฟัง ไม่เดียงสา..ขออภัยนะ อย่างมหาบัว ไม่เดียงสาในเรื่องกามคุณ 5 กินหมากกินพลูคือกามคุณ 5 เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วก็เหมือนเด็กๆไม่รู้เลยว่านี่คือกิเลสที่ตัวเองเสพติด นี่พูดอย่างเห็นใจ เข้าใจ แต่จริงๆลึกๆอาตมาไม่เชื่อหรอกว่ามหาบัวไม่รู้ว่านี่คือกิเลสกามคุณ อาตมาไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นอาตมาถึงจึงเห็นจริงว่า มหาบัวนี่ ขออภัยต้องพูดความจริง โกหกในสิ่งที่ตัวเองรู้ว่าเป็นคำโกหก อาตมาก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไรเลยคนแบบนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “คนที่โกหกทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองโกหกนั้น คนนี้ไม่มีความชั่วใดที่ตนเองจะทำไม่ได้”
ตอนนี้หยุดฟังแถลงการณ์ของนายกฯก่อน นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา ..คำแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี
"ถอยคนละก้าวเข้าสภา ใช้สติและปัญญา แก้ปัญหาร่วมกัน"
21 ตุลาคม 2563
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกแถลงการณ์ ว่า พี่น้อง ประชาชนคนไทยที่รักทุกท่านครับ
วันนี้ ผมมาพูดกับทุกท่าน เป็นช่วงเวลาที่ผมหวังว่า ในอนาคต เมื่อเรามองย้อนกลับมาที่ช่วงเวลานี้ เราจะสามารถพูดได้ว่า นี่คือช่วงเวลาที่คนไทยทุกคนได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง สละความรู้สึกส่วนตัว และความต้องการส่วนตัวบางอย่าง เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศ
หน้าที่ของผม ในฐานะผู้นำประเทศ คือผมต้องดูแลทุกคนในประเทศไทย ผมต้องพยายามรักษาสมดุล ระหว่างมุมมองความคิด และความต้องการต่างๆ ที่แตกต่างกันในสังคม และบางอย่างก็แตกต่างกันเป็นอย่างมาก นั่นเพื่อที่จะทำให้คนไทยทุกคน สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน ประเทศเดียวกัน และอยู่ร่วมกัน บนผืนแผ่นดินเดียวกันได้ แผ่นดินของพวกเราทุกคน ที่ไม่ว่าจะมีความคิดเห็นไปทางไหน ผมเชื่อว่าทุกคน รักผืนแผ่นดินนี้ด้วยกันทั้งสิ้น
อีกหน้าที่ของผมในฐานะผู้นำประเทศ ผมต้องทำให้แน่ใจว่าบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของแต่ละคน ประเทศมีความเจริญก้าวหน้า
และผมต้องปกป้องประเทศจาก “พลังมืด”ที่ไม่ว่าจะมาจากที่ไหนก็ตาม ไม่ให้สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยของเรา
ผมต้องทำให้แน่ใจว่า ประเทศไทยยังคงมีความยุติธรรมในสังคม มีความเท่าเทียมกันของคนไทยทุกคน ที่อยู่ร่วมกันภายใต้กฏหมายเดียวกัน
ทุกสิ่งที่ผมทำ ผมคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศเสมอ คนส่วนใหญ่ที่นิ่งเงียบ ที่กำลังพยายามทำมาหากินอย่างหนัก หาเลี้ยงปากท้องของตัวเองและครอบครัว ผมต้องบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ
แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ไม่ได้ละเลยที่จะดูแลประชาชนคนอื่นๆ ของประเทศด้วย
ผมต้องบริหารประเทศบนพื้นฐานหลักการตามกฏหมาย และตามแนวทางและการตัดสินใจจากรัฐสภา ในฐานะเป็นตัวแทนของประชาชนไทย นั่นคือระบบรัฐสภาที่เราต้องเคารพ
เราไม่สามารถบริหารประเทศตามเสียงประท้วงหรือความต้องการของผู้ประท้วงกลุ่มต่างๆ ทุกกลุ่มประท้วงได้
แม้ผมจะพูดได้อย่างเต็มปากว่า ผมได้ยินเสียงความต้องการของผู้ประท้วง ก็ตาม
วงจรที่เราเคยเห็นกันมาตลอดว่า ไม่ว่าฝ่ายไหนมาเป็นรัฐบาลก็ตาม ก็จะต้องเจอกับม๊อบ อีกฝ่ายเสมอ และในที่สุด การบริหารประเทศก็ทำไม่ได้ และประเทศก็ไหลลงไปสู่ทางที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายและหายนะ
พวกเราทุกคนต้องช่วยกันทำลายวงจรนี้
พวกเรา ต้องร่วมทำ ด้วยกันครับ
ในเวลานี้ เราต้องถอยกันคนละก้าว เพื่อออกห่างจากทางที่จะนำไปสู่ปากเหว เส้นทางที่จะพาประเทศไทยของเราค่อยๆ ตกลงไปสู่หายนะ และสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมจะเริ่มเกิดขึ้นมากขึ้นๆ การใช้อารมณ์ความรู้สึกนำ ก็จะยิ่งสร้างอารมณ์ความรู้สึกที่ร้อนมากยิ่งขึ้น และการใช้ความรุนแรง จะยิ่งนำมาซึ่งความรุนแรงที่มากกว่าเดิม
สิ่งเหล่านี้ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ได้สอนเรามาแล้วหลายครั้ง ซึ่งตอนจบของทุกครั้งก็คือความเสียหายที่ทิ้งไว้กับประเทศ
องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้คนไทยเป็นคนไทย ก็คือสถาบันต่างๆ ในสังคมไทย ที่เป็นรากฐานของวัฒนธรรมและคุณค่าของความเป็นไทย มายาวนานหลายร้อยปี ถ้าหากเราทำลายมรดกที่มีค่าจากบรรพบุรษ เราก็จะสูญเสียสิ่งสำคัญที่ทำให้เราเป็นคนไทย และเป็นประเทศที่พิเศษประเทศหนึ่งของโลก
เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เราได้เห็นเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่มีใครอยากเห็นว่าเกิดขึ้นในประเทศไทย
เราได้เห็นการกระทำ ที่น่าหดหู่ใจอย่างมากที่เกิดขึ้นกับตำรวจ มีการทุบตีทำร้ายตำรวจด้วยคีมเหล็กขนาดใหญ่ และพฤติกรรมรุนแรงอีกหลายอย่างต่อเจ้าหน้าที่ เป็นการตั้งใจทำร้ายคนไทยด้วยกัน
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามองให้ลึกลงไปกว่านั้น แม้เราจะเห็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีเจตนาร้าย และปฏิบัติตัวไม่ดีอย่างรุนแรง แต่เวลาเดียวกัน เราก็เห็นว่า ยังมีคนอีกมากมายที่แม้ว่าจะกำลังทำผิดกฏหมาย แต่ก็ปฏิบัติตนด้วยความสงบ มีเจตนาดีที่ต้องการขอความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม และมีความจริงใจที่อยากจะเห็นประเทศดีขึ้น เรามองเห็นคนกลุ่มนี้ด้วย
เราจะไม่สามารถได้มาซึ่งสังคมแบบที่เราต้องการ ด้วยการใช้คีมเหล็กขนาดใหญ่ตีใส่กัน หรือด้วยการทำลายเศรษฐกิจการหาเลี้ยงปากท้องของคนไทยด้วยกัน หรือด้วยการโจมตีสถาบันอันเป็นที่รักและเคารพยิ่งของคนไทย
ขณะเดียวกัน เราก็ไม่สามารถได้มาซึ่งสังคมแบบที่เราต้องการ ด้วยการขอคืนพื้นที่ ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง ด้วยเช่นเดียวกัน รัฐบาลพยายามผ่อนปรน หลีกเลี่ยง มีการประกาศให้ทราบก่อนทุกครั้ง ตามมาตรฐานสากล
เราจะทำให้เกิดสังคมแบบที่เราต้องการได้ ด้วยการพูดคุยกัน ยอมรับซึ่งกันและกัน พร้อมรับฟังและเข้าใจกัน และพร้อมที่จะประนีประนอม
วิธีเดียวที่เราจะได้ทางออกของปัญหา ที่จะยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย ทั้งสำหรับประชาชนที่ออกมาอยู่บนท้องถนน และสำหรับประชาชนอีกหลายสิบล้านคนที่ไม่ได้ออกมา คือการพูดคุยกัน ทำงานด้วยกัน ผ่านระบบ และกระบวนการของรัฐสภา
ผมรู้ว่าเส้นทางนี้อาจจะต้องใช้เวลาและอาจจะไม่รวดเร็วทันใจ แต่เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่จะไม่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ซึ่งเราต้องแสดงความใจเย็น และความเป็นผู้ใหญ่ในตัวของเราทุกคนออกมา กล้าที่จะเดินในเส้นทางสายกลาง
หากผู้ประท้วงคิดว่าจะทำให้สิ่งที่ต้องการเกิดขึ้นได้ โดยการออกมาบนท้องถนน พวกเค้าอาจจะชนะ และสามารถก้าวข้ามหัว รัฐสภาได้สำเร็จ หรือ พวกเค้าอาจจะไม่ประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ ก็เป็นไปได้ ตัวอย่างมีให้เราเห็นมาแล้วว่าเกิดขึ้นได้ทั้งสองทาง จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
หรือฝ่ายรัฐ ถ้าหวังว่าปัญหาต่างๆ จะหายไปได้ ด้วยการใช้ไม้แข็งเพียงอย่างเดียว รัฐอาจจะประสบความสำเร็จตามนั้น หรืออาจจะไม่สำเร็จก็ได้ เกิดขึ้นได้ทั้งสองทาง ประวัติศาสตร์มีตัวอย่างให้เราเห็นมาแล้ว เช่นเดียวกัน
มีวิธีเดียว ที่เราจะก้าวผ่านปัญหาไปได้อย่างยั่งยืน แน่นอนว่าต้องเกิดขึ้นจากการพูดคุยกัน จากการเคารพกระบวนการของกฏหมาย และจากการมองเห็นความต้องการของประชาชน ที่แสดงออกมา ผ่านทางกระบวนการรัฐสภา นี่คือวิธีการเดียว
ผู้ประท้วงได้แสดงความคิดของเค้าแล้ว เสียงและความคิดของพวกเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive