631116_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 17.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2563
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข11 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

631116_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 17

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1QmAZqdYA_hOfwjxfv0SzmjJppflfE6ewSvCd5ii74Ao/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1gZNLOfYi9ZKd5xkFYM7Hac_JMTQnuZwu/view?usp=sharing

ยูทูปที่ https://youtu.be/tL-ADEV_whU

_สู่แดนธรรม... วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2563 ที่บวรราชธานีอโศก นัดรวมพลังกลุ่มศิษย์เก่า เยาวชนชาวอโศกและชาวกองทัพธรรม ร่วมในการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี ๖๐ ในวันอังคารที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ นี้ ณ รัฐสภา เกียกกาย ในเวลา ๐๙.๐๐ น.ร่วมกับกลุ่มไทยภักดี นำโดยคุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม และกลุ่มศิษย์เก่าและเยาวชนชาวอโศกจะไปยื่นหนังสือ เพื่อให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ประตู ๔ ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา ๑๔.๐๐ น. โดยประมาณของวันเดียวกัน ท่านสามารถไปรวมตัวกันได้ที่ บวรสันติอโศกหรือบวรปฐมอโศก ตามความสะดวกค่ะ ออกเดินทางเวลา 06.00 น. หรือจะไปพบกันที่ หน้ารัฐสภา เกียกกายเลยก็ได้ ขอบพระคุณทุกท่าน

พ่อครูว่า…ชีวิตเรายังมีอยู่ยังไม่ตายยังหายใจ ชีวิตเรามีธรรมะเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตมันชี้บ่งถึงผู้ที่ใฝ่ถึงธรรมะเอาใจใส่ในชีวิต ถ้าจะไปหมกมุ่นอยู่กับทำลาภยศสรรเสริญ เสพโลกียสุขอยู่เท่านั้น มันก็วนเวียนอยู่ในมหาจักรวาลนี้อยู่ในวัฏสงสารนี้อยู่อย่างนั้น ตกต่ำขึ้นสูง ขึ้นสูงแล้วก็ตกต่ำ ตกต่ำแล้วก็ขึ้นสูงวนเวียน ใช้หนี้บาป กุศลอกุศลกันไป ไม่ต้องพูดถึงบุญเลย เพราะว่าบุญนี้เขาจะไม่รู้จัก ในโลกนี้ถ้าไม่ได้ศึกษาศาสนาพุทธแล้ว อย่างสัมมาทิฏฐิด้วยนะ กำชับไว้เลยว่า ศึกษาศาสนาพุทธถ้าไม่สัมมาทิฏฐิไม่รู้จักโลกุตรธรรมได้ แล้

อ่านต่อ

วก็ปฏิบัติธรรมที่เป็นโลกุตรธรรมได้มาก ได้ผลจริงๆ ซึ่งทุกวันนี้ศาสนาพุทธผ่านมา 2500 กว่าปีแล้วเหมือนพระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณิสูตรพระพุทธเจ้าเปรียบศาสนาพุทธเหมือนกับกลองอานกะ แต่เดิมก็มีความเป็นกลองครบ มีไม้มีเชือกมีหนังประกอบเป็นกลองมีเสียงดี กลองชั้นหนึ่ง แต่พอนานมาๆ เชือกก็ขาดไม้ก็ปริแตกหนังก็เสื่อม จนถึงวันนี้แล้วกลองใบนี้ไม่มีเชื้อเก่าเลย มีแต่ของใหม่เข้าไปทดแทนเป็นกลองใหม่ ชื่อกลองอานกะ ชื่อเก่าเดิม แต่ในเนื้อแท้ของความเป็นกลองหมดสภาพเลย ไม่เหลือ ไม้ก็ไม้ใหม่ เชือกหนังที่รัดเป็นของใหม่หมดเลย พอเราเอากลองอานกะใบเก่า มาโชว์มาประกาศในยุคนี้ ก็ไม่รู้เขาบอกว่าไม่ใช่ กลองอานกะ ต้องอย่างเขาที่เห็นอยู่ขณะนี้ เอามาจากไหนล่ะ เขาก็บอกว่าที่เราเอาไปให้ดูนี่ของเก๊ ของจริงเป็นที่เขา มันเป็นอย่างนั้นจริง แต่ก็ทำไงได้ อาตมามีหน้าที่ต้องมาแก้กลับให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในเรื่องของ สัจจะเนื้อแท้ๆเดิมๆของพุทธรรม โดยเฉพาะโลกุตระ พูดจริงๆเลยไม่มีใครรู้จักโลกุตระในยุคนี้ แม้แต่ท่านพุทธทาสก็เปรยไว้ซึ่งเอามาจากพระไตรปิฎก แต่ความจริงแล้วก็ยังไม่ใช่โลกุตระที่สัมมาทิฏฐิที่เป็นเนื้อแท้เลย ยังไม่ใช่ อาตมาเป็นผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องศาสนาซึ่งเปิดเผยหมดแล้ว ใครจะฟังแล้วหาว่าอวดอุตตริมนุสสธรรมหมั่นไส้ก็ขออภัย ก็พูดยืนยันไปหมดแล้ว อาตมาจึงจำเป็นจะต้องเอามาไขเปิดเผยให้ชัดเจนให้หมด เพื่อที่จะได้เข้าใจ 50 ปีมา มีผู้ที่สังเกตการณ์ sms _คุณประดับ คนเปลี่ยนโลก : บอกว่า โพธิรักษ์ โพธิกิจสำเร็จแล้วในทางธรรม พ่อครูนำประพฤติได้ประเสริฐแล้ว จริงจริงท่านเอย โลกนี้จึงประจักแจ้ง โลกุตรธรรม เนื่องในวันมหาปวารณาครั้งนี้ ขอให้พ่อครูมีสุขภาพแข็งแรงอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ผู้ใฝ่ธรรมไปนาน ๆ ครับ..สาธุ. พ่อครูว่า…ก็มีผู้ที่ยืนยันเพราะเข้าใจยืนยันว่าอาตมาโพธิรักษ์ทำงานโพธิ ทำงานเรื่องความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นความรู้ของความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ความรู้ทางโลกหรือของศาสนาใดในโลก ของศาสดาอื่นๆเลย แต่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเลย ไม่มีใครเหมือน เป็นความรู้ที่เป็นอุตริมนุสธรรมเยี่ยมยอด เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ฟังอาตมาทำงานมาถึง 50 ปีนี้ก็ยืนยันรับรองอย่างที่กล่าวไปแล้ว จนกระทั่งสำเร็จถึงขั้นมี โศลกใหม่ว่า ทองคำแพงแท้ แพ้แรงคนจนโลกุตระ

_สมณะบินบน…เมื่อเช้านี้ทางกลุ่มศิษย์เก่าที่บวร ภูผาฟ้าน้ำ ลานนาอโศก ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อเข้าร่วมกับกลุ่มไทยภักดี ซึ่งพรุ่งนี้จะได้มีการยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไปกันส่วนหนึ่ง วันนี้ก็มีนักเรียนจะมีคำถามสอบถามพ่อท่านครับ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน วิธีระงับดับอารมณ์โกรธอย่างชาวพุทธ _ด.ญ.วรฉัตร…เวลาเรามีอาการโกรธหรือหงุดหงิดขึ้นมา เราจะต้องระงับอารมณ์ของเราอย่างไรคะ พ่อครูว่า…ง่ายๆ เวลาเราโกรธเราต้องอ่านอารมณ์ของเรา หรือความรู้สึก อารมณ์หรือความรู้สึกภาษาวิชาการเรียกว่าเวทนา อ่านเวทนาแล้วก็เจาะลึกว่าในเวทนานี้ มันเป็นองค์ประกอบ มันเป็นการปรุงกันอยู่ในอาการของจิต กับสิ่งที่เข้ามากระทบร่วม แล้วมันก็เกิดอารมณ์หรือเกิดความรู้สึกนั้นขึ้นมา อ่านเข้าไปแล้วในความรู้สึกที่เกิดขึ้นมา ของคนที่ไม่ได้ศึกษา ผู้มีอวิชชากระทบแล้วเกิดอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมาเพราะไม่ได้ศึกษา มันก็จะประกอบไปด้วยตัณหาอุปาทานเป็นตัวการหลัก ปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์นั้นขึ้นมา จึงต้องพิจารณาอารมณ์ พิจารณาความรู้สึกให้ดีว่า อารมณ์หรือความรู้สึกนี้มันมีอะไรบงการอยู่ สิ่งที่บงการอารมณ์หรือความรู้สึกของเรานั้น ท่านเรียกว่าเวทนาในเวทนา พิจารณาลึกเข้าไปในเวทนาในเวทนานี้ ตัวสำคัญเป็นตัวบงการ เรียกว่าตัวตัณหาหรืออุปาทาน มันต้องการอย่างนี้มันยึดมั่นถือมั่นอย่างโง่เง่าอวิชชามาตั้งแต่ไหน แล้วมันก็แสดงอาการบทบาทตอนนี้เรียกว่าตัณหา จับตัวเหตุอาการของเหตุของตัณหา ถ้าอาการของเหตุภายนอกเราเรียกว่ากามตัณหา มีภายนอกร่วมด้วยเราเรียกกามตัณหา ตัณหาที่ประกอบไปด้วยทวารทั้ง 5 ตา หู จมูก ลิ้น กายกระทบ พอกระทบแล้วมันมีอุปาทานยึดมั่นถือมั่นว่าอย่างนี้ชอบนะ อย่างนี้ไม่ชอบนะ อย่างนี้น่าได้น่ามีน่าเป็น เสียงที่ได้ยิน กระทบแล้วก็เหมือนกัน เสียงอย่างนี้ได้ยินมา คนไหนก็ตามของแต่ละคน ที่มันมีไม่เหมือนกันหรอก อาจจะคล้ายกันมาก แต่ไม่ตรงกันทีเดียวของใครของมัน เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องเกี่ยวของใครเอาของตัวเอง รับผิดชอบของตัวเอง ท่านจึงบอกว่าให้เรียนรู้กำหนดรู้พวกนี้ด้วยคำว่า เอโก ในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 (อัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ) เห็นความประกอบกันอยู่ เรียกเต็มๆว่ามันเป็นสังขารปรุงแต่งกันออกมาเป็นวิญญาณ แล้วเราใช้สัญญาทำหน้าที่กำหนดรู้ลึกเข้าไป เจาะเข้าไปให้รู้ จนกระทั่งถึงตัวเหตุของมันที่เป็นตัวต้องการมาบำเรอจิตตัวเองเลย ที่จริงไม่ใช่จิตหรอกตัวแท้ๆคือตัวกิเลส กิเลสตามสมมุติ หรือตามที่เรายึดมั่นไว้ว่าต้องได้ต้องมีต้องเป็นอย่างนี้จริงๆเลย ได้ปรุงแต่งไปตามอารมณ์ของตัวเองหรือกิเลสของตัวเองกำหนดนะ เช่น ขณะนี้ข้างหน้าอาตมายกตัวอย่าง กล้วยตัวอยู่ข้างหน้าอาตมาผู้ใดได้ลิ้มรสกล้วย เอาเข้าปากสัมผัสลิ้น รสนี้ตามที่เราต้องการที่สมมุติไว้แล้วยึดถือไว้แล้ว รสนี้ ไม่น่าได้ ไม่ใช่อร่อย ต้องรสอีกอย่างหนึ่งถึงจะอร่อย อีกคนหนึ่งก็บอกว่ารสอันนี้อร่อย ถ้าอันอื่นไม่อร่อยมันก็ยึดต่างกัน ก็นั่นแหละเอาความยึดเป็นสมมุติเป็นสิ่งที่เราเคยหลงติดหลงยึดว่ามันต้องมี ต้องเป็น ต้องได้จริงๆ มาอ่านพิจารณาให้ได้ จริงๆแล้ว รสกล้วย กล้วยลูกไหนก็แล้วแต่ คนไหนกินมันก็รสเดียวกัน มันจะหวาน มันจะฝาด มันจะหอม มันจะเหม็นอย่างไรก็อันเดียวกันเป็นของมัน เป็นกลิ่นของมันอันเดียวกัน เจ๊ก ไทย ฝรั่ง แขก มันก็รสเดียวกันโดยสัจจะตัวมันเอง แต่เจ้าของที่ยึดมั่นถือมั่นที่สมมติปรุงแต่งไปตามใจของตัวเอง นั่นแหละ คือตัวกิเลส ต้องรู้ความจริงความเป็นจริงของรสแท้ แต่หากไปปรุงแต่งเพิ่ม อย่างนี้ชอบอย่างนี้ไม่ชอบ จะอ่อนแก่อย่างไร ชอบใจมาก ไม่ชอบใจมาก พอใจมากพอใจน้อยอะไรก็แล้วแต่ก็ของแต่ละคน อ่านอาการอย่างนี้ให้ออก นี่เป็นอาการบ้า อาการนี้เป็นอาการของคนบ้า นี่คือตัวร้ายจริงๆอาตมาพูดให้ชัดๆ อ่านให้ออกว่าเราไปยึดถือทำไม ต้องพิจารณา อาการรสบ้าๆพวกนี้ ที่ไปติดยึดก็เลิกบ้าเสีย ให้เหลือแต่อาการจริง ก็รสมันอย่างนี้รูปอย่างนี้กลิ่นเสียงสัมผัสอย่างนี้ อย่างที่มันเป็นของมันอันเดียวอย่างเดียว ใครสัมผัสก็เหมือนกันหมดแหละ ให้เหลืออย่างเดียวให้ได้ เป็นของจริงตามความเป็นจริง นี่คือพิจารณาเวทนาในเวทนา ความรู้สึกที่มันปรุงแต่งว่าชอบหรือไม่ชอบ กับรสจริงๆเท่านั้น อย่าไปเอารสที่มันปรุงแต่งเป็นเทวดาหรือผี ถ้าชื่นใจชอบใจก็เป็นเทวดา ถ้าไม่ชอบใจก็เป็นผี นี่อธิบายลึกเข้าไปแล้วมันมีเท่านี้ ไม่ว่าจะเป็น รสทางลิ้น รสทางตาที่เป็นรูป สนุกไม่สนุกชอบใจไม่ชอบใจ มีชีวิตชีวา ไม่มีชีวิตชีวา ตากระทบรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้รับกลิ่น ลิ้นได้รับรส กายรับโผฏฐัพพะ เกิดปรุงแต่งทั้งนั้นเลย เข้าใจให้ได้เข้าใจตามความเป็นจริงให้ได้หมด คุณต้องล้างอาการนี้ได้ ทางกามข้างนอกให้ได้ พอได้แล้วคุณก็รู้จริงตามความเป็นจริงแล้วแต่มันยังมีตัวเหลือในลึกๆอยู่ รูปราคะ เข้าไปภายในจิตอีก คนที่ไปปฏิบัติธรรมไปนั่งหลับตาไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสก็เรียนรู้ความจริงกับความไม่จริง จะต้องล้างความไม่จริงภายนอกนี้ก่อนให้ได้ก่อน จึงจะขยับเข้าไปสู่สิ่งที่อยู่ภายในจิตที่ละเอียดลึกขึ้นเป็นอาการของกิเลสที่ พริ้วๆพรายๆ จึงจะไปปฏิบัติเรียนรู้อันนั้นอันข้างในที่มันเหลือ ล้างมันอีกทีหนึ่ง ล้างมันด้วยอะไร ล้างมันด้วยปัญญา รสอร่อยสวยงามมันปลอมทั้งนั้น เหลือพริ้วพราวก็ปลอมอีก คนที่นั่งหลับตาปฏิบัติไม่ได้เรียนรู้เรื่อง กามภายนอกก่อนแล้วจะเหลือไปเรียนรูปราคะอรูปราคะภายในได้อย่างไร ยิ่งหมดรูปราคะ เหลือเศษธุลีละอองภายในอีกเป็น อรูปราคะ ต้องล้างให้สะอาดสิ้นเกลี้ยงอีกถึงจะหมด เพราะฉะนั้นพวกนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมนี้โมฆะหมดเลย ไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิบัติธรรมของพุทธเจ้าเลย ล้างกามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ เหล่านี้ไม่ได้เลย นอกจากจะไม่ได้ล้างกามราค ะรูปราคะ อรูปราคะแล้วยังเกิดมานะอีก ถือดีถือตัวอีก อย่างที่โพธิรักษ์นี้อธิบายไม่เหมือนอาจารย์ของเขาอธิบาย เพราะฉะนั้นหลังจากยึดถืออาจารย์ถือดีแล้วยึดมั่นถือมั่นนี้ก็มีแต่ของปลอมทั้งนั้นเป็น อุทธัจจะ ก็เหลือแต่อวิชชา ก็โตอ้วนใหญ่หนา ฟุ้งซ่าน สมมุติใหม่เข้าไปอีกเป็นความโง่เสริมซ้อนซ้ำปึกเข้าไปอีก หนักใหญ่เลย อาตมาพูดให้รู้ตัวว่าอาจารย์ของคุณพาลงนรกพาหลงทางเสียเวลา เกิดมาชีวิตเสียเวลาเปล่า บางคนอายุ 90 ปี 100 ปีเลยนะ กว่าจะตาย เพิ่มความโง่หนักเข้าไปเท่าไหร่กว่าจะตาย โอ้โหมันน่าสงสารจริงๆ ขออภัยไม่ได้ว่าคุณนะ แต่พูดถึงสัจธรรมตามจริง ตามความรู้สึกจริงๆของอาตมาด้วย ไม่ได้ไปกระหน่ำย่ำยีอะไรพวกคุณหรอก แต่เป็นสภาวะที่อธิบายด้วยภาษาสื่อๆว่าน่าสงสารจริงๆเพราะมันโง่ มันลง มันผิด มันอะไรไปมันก็ต้องเป็นจริงตามนั้น ก็ใช้ภาษาสื่อความจริง ไม่ได้ไปด่าว่าคุณโง่ คุณผิด แต่คุณโง่จริงๆผิดจริงๆ อาตมาก็เป็นความจริงเท่านั้นเองแล้วหาว่าอาตมาว่าด่า แต่อาตมาพูดความจริงๆ อาตมาด่าคนไม่เป็นหรอก มีแต่พูดความจริงแล้วมันเป็นความจริงที่มันไม่ดี คุณก็ได้ฟังว่าเป็นด่า ที่จริงแล้วอาตมาเปิดของที่ปิดทำของที่คว่ำให้หงาย ให้เห็นความจริง แต่เขาเองตาบอด ตาถั่วตาฝ้าฟางเอง งานที่อาตมาทำมา 50 ปีนี้เหนื่อย เหนื่อยที่พยายามแก้ไขพยายามบอกสิ่งที่ถูกต้อง บอกไปพูดไปขยายความไป เอาพระไตรปิฎก เอาคำสอนพระพุทธเจ้าที่ถือพระไตรปิฎกเล่มเดียวกันมายืนยันอ้างอิง อธิบายขยายความมันเกี่ยวข้องโยงใยสัมพันธ์กันอย่างนั้นอย่างนี้ อาตมาอธิบายธรรมะให้รู้ถึงปัจจยาการของธรรมะต่อกันเลยนะ ไม่ได้ตัดขาดวิ่นๆ ตัดเอาตรงนั้นตรงนี้มาใส่ มันเลยหายขาดไปมันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก อาตมาอธิบายให้มันครบแล้วพยายามต่อให้ครบเป็นจิ๊กซอว์เต็มแผ่นเลย 50 ปีนี้อธิบายขยายความหมาย ทุกวันนี้มาต่อกาย

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน แยกกายทำลายกายอย่างสัมมาทิฏฐิ พ่อครูว่า… เอาคำว่า กาย คำเดียว แผ่นจิ๊กซอว์ของคำว่ากาย คำว่า กายนี้ เริ่มต้นเลย อุปัชฌาย์ จะต้องสอนมูลกรรมฐาน 5 ให้แก่ภิกษุตามพระธรรมวินัยเลย ให้รู้จักแยกกายแยกจิต ถ้าผู้มาบวชผู้ปฏิบัติธรรมของผู้ที่จะไปหานิพพาน แยกกายแยกจิตไม่เป็น ไม่สัมมาทิฐิได้รู้ว่าลักษณะของสิ่งนี้อาการอย่างนี้สภาพปรุงแต่งกันอยู่อย่างนี้มันเป็นขั้นอุตุ ไม่มีสิทธิ์เข้าไปร่วมเลย ไม่มีแม้แต่ความเป็นชีวะ เป็นพลังงานทางความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าธรรมดาเป็นพลังงานของทางศาสนาวัตถุธาตุแท้เลย อันนั้นแหละต้องทำใจของเราให้มันเกิด ถ้าอย่างนี้แหละแบบนี้แหละถึงจะพ้นไปนิพพาน เพราะฉะนั้นถ้าอุปัชฌาย์ไม่มีความรู้ที่อธิบายให้ลูกศิษย์ที่บวชขึ้นมาให้เข้าใจอย่างนี้ไม่ถูกต้อง แยกอุตุนิยาม พีชนิยาม เป็นพืช พืชไม่มีชีวะแล้วแต่ไม่มีกาย เราทำให้ไม่มีกายไม่มีจิตแล้วแต่เป็นพีชะ มันก็ไม่มีอาการความรู้สึกสุขทุกข์ชอบชังอะไรไม่มีบาปไม่มีบุญไม่มีกรรม เรียกว่า อนุปาทินกสังขาร สังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่ เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร ไม่มีกรรมครองหรือวิญญาณครอง ไม่มีบาปไม่มีบุญครอง ถ้าเราทำอาการถ้าติดให้ลงมาถึงอุตุจบเลย แยกธาตุนั้นเป็นปรินิพพานหายตายไปเลยถ้าทำให้ถาวรได้ หรือมาอยู่ขั้นพีชะ ก็ใช้งาน ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่บาปไม่บุญ รู้จักให้เจริญขนาดไหนถ้ามันเสื่อมก็ให้มันเจริญพัฒนาได้ จิตนิยาม ที่สามารถแยกอาการของจิตที่ปรุงแต่งเป็นสังขาร มีสัญญากำหนดทำให้เป็นพีชะได้ ทำให้เป็นอุตุได้ คนนี้ทำด้วยการเรียนรู้กรรมทั้งปวง ทำได้แล้วก็ ทรงไว้ธรรมะ ทำสำเร็จก็ ทรงไว้ธรรมะ นี่คือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยามธรรมะนิยาม ถ้าหากผู้ที่บวชให้เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ไม่มีความรู้อธิบายให้กับลูกศิษย์ที่บวชขึ้นมาใหม่ไม่ได้ อุปัชฌาย์ก็ไม่ได้ลูกศิษย์ก็ไม่ได้เดี๋ยวนี้ก็มีอย่างนี้ เขาก็บอกว่าไม่มี แต่เขาไปฝึกนั่งหลับตาปฏิบัติ ให้แยกกายแยกจิตก็ให้ถอดจิตวิญญาณออกไปแล้วเห็นร่างกายนอนอยู่เลย กายต้องมี 2 ขึ้นไป นามกับรูป เป็นองค์ประชุม ต้องมีเจตสิกร่วมเสมอ มีเวทนาสัญญาสังขาร รวมอยู่ในธาตุดินน้ำลมไฟด้วย มันจะต้องมีอันนี้ด้วย จึงจะเรียกว่ากาย เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะพุทธเจ้าคำว่ากายคำเดียวนี้ ไม่เข้าใจคำนี้ก็หลงไปหมดเลยในธรรมนิยาม 5 การปฏิบัติธรรมต้องเข้าใจ สักกาย สักกายทิฏฐิ เรียนสังโยชน์ตัวแรกเลย เรียนให้สามารถพ้นสัมมาทิฏฐิของ สักกาย คุณจึงจะเรียนต่อได้ ถ้าคุณแยกกายของตนไม่ออก สภาพของกายของคุณเป็นมิจฉาทิฐิ ก็เอาที่ของตัวเองไม่ต้องเอาของคนอื่นเรียนรู้ที่ตัวเองนี่แหละ สักกาย จากนั้นถึงจะไปพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม หากกาย ตัวแรกไม่รู้ กายที่อธิบาย สักกายทิฏฐิก็ไม่รู้ จะไปพิจารณากายในกายก็เละเทะ แล้วจะไปพิจารณากายคตาสติ ก็ได้รู้แต่ก้าวหนอ ย่างหนอ ยกหนอ ส้นเท้าถูกพื้นแล้วหนอ น่าสงสาร ไม่ได้เข้าไปถึงจิตเลย ทำแต่สมถะสงบ ทำก้าวหนอย่างหนอ เป็นสมถะทั้งนั้น ไม่ได้เกิดวิปัสสนาไม่ได้เห็นไม่ได้รู้อะไร มีแต่นิ่งแต่หยุด แล้วแต่เหตุปัจจัยที่จะให้รู้ว่าอาการก้าวมันต่างจากอาการหยุดอยู่ แม้แต่กายคตะ คำว่า คตะ เป็นการดำเนินไปต้องมีสติรู้ถึง ลิงคะ ที่ต่างกัน ให้ไปรู้ความต่างกัน แต่อธิบายในพระไตรปิฎกว่า ก้าว ย่าง ยืน เดิน นั่ง นอน ทรงบิณฑบาต ทรงสังฆาฏิ อุจจาระปัสสาวะอธิบายไปในกายคตาสติ แต่ให้รู้ในอิริยาบถต่างๆแล้วดำเนินเข้าไปถึงองค์ประชุมกาย มันปรุงแต่งกันอย่างไร มีกิเลสเข้าไปร่วมอยู่ขนาดนั้นอย่างไรแต่เขาไม่รู้เรื่องเลย กายคตาสติ ก็กลายเป็นเรื่องสมถะก้าวย่างเดินหยุดให้จิตและกายอย่ากระดุกกระดิก แต่มันไม่ได้ปรุงแต่งเข้าไปถึงกายสมบูรณ์ร่วมที่มีจิตร่วม หรือมีเวทนาที่ถูกปรุงแต่งแต่เขาก็ไม่รู้ แล้วในจิตที่ถูกปรุงแต่งก็ต้องแยกออกให้รู้จิตในจิต ที่เป็นเจโตปริยญาณ 16 เขาก็ไม่รู้ ราคะ โทสะ โมหะ เขาก็ไม่รู้ แต่ถ้ารู้เห็นด้วยปัญญาอันยิ่ง ราคะลด โทสะลด โมหะลด อันนี้สิเป็นปัญญาอันยิ่ง ท่านอธิบายเป็นคู่ สราคะ สโทสะ สโมหะเป็นคู่ไปแล้วจากนั้นก็ไป วีตะ ลดราคะ โทสะ โมหะ เป็นสามคู่ ต่อจากนั้นก็เป็น สังขิตตังจิตตัง วิขิตตังจิตตัง สมาหิโต อสมาหิโต วิมุติ อวิมุติ อนุตระ สอุตระ ต้องรู้ความแตกต่างกัน ถ้าคุณไม่รู้สภาวะของพยัญชนะเหล่านี้ คุณก็ไม่มีความรู้ในเจโตปริยญาณ 16 คุณก็ถึงวิมุติไม่ได้ ที่อาตมาพูดสิ่งเหล่านี้เป็นสภาวะที่มันเรียงลำดับอยู่แล้วไม่ต้องไปท่องมาพูด ที่อาตมาอธิบายชี้แจงพวกนี้ ผู้ที่ศึกษาธรรมะนี้ควรจะ มีปฏิภาณไหวพริบสะดุดบ้างละว่าโพธิรักษ์ทำไมมีอะไรอธิบายรายละเอียดเยอะแยะ ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องเลย ข้าพเจ้านี้แปลว่า กู โพธิรักษ์อธิบายอะไรครับ ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องเลย ก็ของพระพุทธเจ้าสอนไว้ แต่คุณไม่ได้เรียนอย่างสัมมาทิฐิจะไปรู้เรื่องอะไร แล้วสะดุดบ้างไหมว่าทำไมโพธิรักษ์จำได้ พูดทีไรก็พูดได้ ไม่ได้สับสน เพราะมีสภาวะที่แท้จริง แล้วทำไมแปลไม่เหมือนอาจารย์คนอื่น บางคนบวชมานานจนอายุ 80 ปี 90 ปี เขาทำไมไม่รู้สึกว่าตัวเองทำไมไม่บรรลุอรหันต์สักที ทำไมโพธิรักษ์พูดว่าที่นี่มีอรหันต์ โพธิรักษ์โกหกหรือเปล่า สะดุดบ้างไหม อาตมาไม่ได้พูดพล่อยๆ หากว่าอาตมาพูดผิดก็เป็นบาปนะ ถ้าอาตมาพูดว่าพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มาหาที่อโศกได้ แต่ที่อื่นไม่มี เขาอธิบายกันไม่มีสมณะที่ 1 สมณะที่ 2 สมณะที่3 สมณะที่ 4 บอกว่าเป็นอรหันต์เลย เพราะไม่มีมรรคมีองค์ 8 เพราะไม่มีจรณะ 15 วิชชา 8 นี่เอง คือศีล สมาธิ ปัญญาครบสูตร จรณะ 15 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ครบสมบูรณ์แบบ ต้องมีศีลแล้วต้องปฏิบัติ อปัณกปฏิปทา 3 จึงจะเกิดสภาวะสัทธรรม 7 ก็จริงเห็นจริงก็อยู่ที่ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสูต ถ้ามันถูกต้อง คุณปฏิบัติแล้วก็จะเกิดความเชื่อศรัทธาเกิดความเป็นจริง พอสัมผัสแตะต้องอะไรต่ออะไรแล้ว อย่างมีการลืมตาปฏิบัติไม่ใช่หลับตาปฏิบัติ สัมผัสแล้วก็เกิดจิต เกิดจิตที่มีกิเลสก็ละอายต่อกิเลสตัวเอง ละอายต่อบาป หรือละอายต่อกิเลส ละอายต่ออกุศลจิตของตัวเองเกิดชัดเจน เมื่อละอาย คนที่รู้สึกละอายจริง มันจะรู้สึกสำนึก แล้วก็ยิ่งโอตตัปปะ มันชัดเจนว่าตัวนี้เป็นผีร้ายน่ากลัว นอกจากละอายที่เกิดในตัวเองแล้ว ยังเห็นว่าเป็นผีร้ายพาให้เราโง่นาน มีโอตตัปปะ ก็จะตั้งใจติดตามคำสอนพระพุทธเจ้า ทำความเข้าใจและเอาไปใช้พิจารณา โดยการพิจารณานี่แหละ พิจารณาให้เห็นความต่าง ให้เห็นความจริง ให้เห็นความถูกต้อง ให้เห็นความเจริญหรือไม่เจริญ เจริญทางโลกุตรธรรม ของพระพุทธเจ้าคือต้องรู้เหตุรู้กิเลสแล้วทำให้ปัญญาอันยิ่งมันทำให้อาการของกิเลสลดลงได้ จนดับ เห็นความจางคลายจนเห็นความดับ วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี ตามเห็นอาการจิตของตนเองชัดเจน จนเป็นนิโรธานุปัสสี ทำซ้ำ ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำซ้ำให้ไม่เกิดสวรรค์ขึ้นมาอีก ตามเห็นความหลงสวรรค์ดับความหลงสวรรค์ได้ ดับความเป็นเทว มีแต่รู้ความจริงตามความเป็นจริง จนกระทั่งอาสวะหมด อาสวะหมดได้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อย่างน้อยก็ต้องเป็นปัญญาวิมุติ สูงกว่ากายสักขี กายสักขีคือผู้รู้จักกายแล้วทำกายได้สำเร็จ คือทำความไม่มีกาย เป็นสักขีพยาน เราสามารถรู้จักกายแล้วไม่ติดยึดในความเป็นกาย แต่มันต้องมีความเป็นกาย อาศัยรูปนามอาศัยภายนอกภายใน แต่เราไม่มีกายแล้ว แม้พีชะ อาการของพลังงานจิตนิยาม ทำถึงขั้นเป็นพีชะได้ ก็ไม่มีกายแล้ว การปฏิบัติธรรมของพุทธเจ้าจึงต้องปฏิบัติธรรมให้รู้ถึงความเป็นสัตว์ซึ่งมี 9 อย่าง สัตตาวาส 9 กายต้องปฏิบัติด้วยวิญญาณฐิติ 7 ซึ่งวิญญาณฐิติ 7 จะมีกาย สัญญา ไปเรื่อยๆจนถึงอากสา ปฏิบัติวิญญาณฐิติจะจบที่อากิญจัญญายตนะ เพราะมันจะเป็นปัญญาตลอดเลย มันเป็นตัวรู้ชัดเจน ไม่ต้องมีเนวสัญญานาสัญญายะตะนะ เมื่อกิเลสนิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มีแล้วก็จบในตัววิญญาณฐิติ 7 ตรงที่อากิญจัญญายตนะ ไม่ต้องมีเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ต้องมีคำว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ ถ้าเผื่อว่าไม่มีความรู้สภาวะจริง จะอธิบายวิญญาณฐิติ 7 ไม่ได้ว่า ทำไมไม่มีเนวสัญญานาสัญญายะตะนะ แล้วทำไมไม่มีสัญญาเวทยิตนิโรธ มันจะไปมีได้อย่างไรเพราะมันไปเป็นอสัญญีสัตว์แล้ว ก็เป็นสัตว์ไม่มีสัญญาไปกับรู้เวทนาสัญญาแล้ว อาจารย์เขาสอนว่าสัญญาเวทยิตนิโรธคือดับเวทนา ดับสัญญา มันก็มืดบอดสิไม่ได้เรื่อง ท่านที่สอนกันอยู่ตอนนี้ แล้วก็แปลกันเป็นภาษาไทยนี้ให้ดับทั้งเวทนาและสัญญาก็ยิ่งไม่รู้เรื่องสิ ต้องแยกเวทนาให้ชัด ในเวทนา 108 แล้วทำให้เวทนาเป็นอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อาตมาไม่ได้พูดขึ้นมาเองนะเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น

_สมณะลานศิลป์ วชิโร…ฟังพ่อครูแล้วรู้สึกมีความลึกซึ้งอยู่พอสมควรและได้ทบทวนตรวจสอบ ทั้งในเรื่องปริยัติตรวจสอบสภาวะตัวเองด้วย...สิ่งที่อยากจะถาม จากที่เคยไปบ้านราชฯพักที่เฮือนศูนย์สูญ ได้เดินขึ้นลงบันได 4 ชั้นหลายรอบต่อวัน ทำให้ระลึกถึงเมื่อได้ฟังธรรมของพ่อครูได้อธิบายเรื่องวรรณะ 9 เรื่องของมักน้อยสันโดษ มาสะดุดเรื่องของมักน้อยสันโดษทำให้เข้าใจว่า “มักน้อย”น่าจะเป็นเรื่องของรูป ส่วน “สันโดษ”เป็นเรื่องของนาม ถ้าเทียบอีกมักน้อยที่พ่อครูแปลว่ากล้าจน ก็เป็นลักษณะถ้าหากเทียบเฮือนศูนย์ คือมักน้อยพยายามให้ศูนย์ ส่วนคำว่าสันโดษใจพอน่าจะเป็นลักษณะของสูญ มันเป็นทั้งรูปและนาม น่าจะเป็นเรื่องของกาย ทำให้คิดอีกว่าเฮือนศูนย์สูญ เหมือนกับเป็นนิมิตเป็นเหมือนเครื่องหมาย จะเป็นสิ่งบอกว่า เฮือนศูนย์สูญที่เราอาศัยอยู่ แต่ตัวเราเป็นเฮือนให้เป็นเครื่องอาศัยได้ไหม ส่วนเรื่องการแยกกายแยกจิต ทำให้นึกถึงในหมวดวิชชา 8 ผมก็ไม่แม่นว่า เป็นเรื่องของอิทธิวิธีเรื่องของ การถอดหญ้าปล้องได้หรือไม่ เรื่องกามคุณ 5 ภายนอกเราก็ไม่เกี่ยวข้องได้แล้ว หรือเราควรเกี่ยวข้องเพื่อเอามาใช้อย่างไร ส่วนเรื่องสันโดษใจพอ เป็นเรื่องของการศึกษารูปราคะอรูปราคะ พ่อครูว่า...เข้าใจได้ดีทีเดียวได้ไม่ใช่น้อย เติมให้อีก ละเอียดขึ้นไปบนนั้น จริงๆแล้วคำว่ากายนั้นต้องเริ่มต้นด้วย จบ ทั้งเริ่มต้นและจบด้วยกาย ผู้ที่จะปฏิบัติกายได้ถูกถึงขั้นปฏิบัติวิญญาณฐิติ 7 ชัดเจนไม่มิจฉาทิฏฐิในความเป็นกายแล้ว จึงจะปฏิบัติกายคตาสติได้ครบสมบูรณ์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม อธิบายทุกเวลาที่เราดำเนินไปทางกายวาจาใจ กายเป็นอยู่ขึ้นไปอยู่ คตะ คโต ดำเนินไปทุกอย่างก็จัดการเรื่องกายนี้ทั้งนั้น กายคตาสติ จนกระทั่งทำจิตของเราไม่มีกาย คือ ทำจิตของเราให้เป็นพีชะที่สุดทำให้เป็นอุตุได้ โดยเราต้องอาศัยอยู่ แต่ทำจิตให้มันเก่ง เป็นญาณปัญญาอันยิ่งที่จะสามารถควบคุมได้ วสวัตตี ให้จิตของเราอยู่ในอำนาจให้มันเป็น พีชะก็ได้อุตุก็ได้ เป็นจิตที่สะอาด ยิ่งเชี่ยวชาญ ศาสนาพุทธนี้ยิ่งเป็นฌานเป็นสมาธิเป็นวิมุติ นี่ มันยิ่ง แคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียวฌานหรือสมาธิของพุทธ ไม่ใช่เป็นแบบเดียวกับเดียรถีย์ที่ทำให้จิต นิ่ง ไม่คิดไม่ทำที่จิต มันเฉื่อย ไม่ใช่ แต่จิตใจจะยิ่งแคล่วคล่องว่องไวเป็น กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา กิเลสเข้าใกล้ไม่ได้เลยเข้าใกล้ก็จะเกิดรังสีพลังงานที่คุ้มกันตัวจิตไว้อย่างดีเลย กิเลสเข้าหน้าไม่ติดเลย เพราะฉะนั้นจิตของพระพุทธเจ้ายิ่งเป็นฌานยิ่งเป็นจิตจะยิ่งคล่องแคล่วจะยิ่งเร็วยิ่งแรง เพราะฉะนั้นจะขยับกาย ด้วยนัจจะ ขยับวาจา เป็นคีตะ เป็นวาทิตะต่างๆก็ยิ่งคล่องแคล่วว่องไวเป็นนัจจะคีตะวาทิตะ ไม่ใช่ยิ่งต้องเนือยนิ่งหยุด ฉันเข้าใจว่าการหยุดนิ่งทั้งหมดทุกอย่างต้องหยุดนิ่งหมด กลายเป็นแท่งหยุดไปเลยไม่ใช่ มันหยุดกิเลส ไม่ให้มีอำนาจไม่ให้มีฤทธิ์ในจิตเลย ไม่ให้มีมากหรือเหลือเลย เพราะฉะนั้นกิเลสจะไม่เหลืออยู่ในจิตเลย กิเลสกิเลสตายกิเลสเกลี้ยง กิเลสไม่มารอหน้าใกล้ได้ อย่างนั้นต่างหาก สัจจะพระพุทธเจ้านี้มันจึงเข้าใจได้ยาก อาตมาประกาศตนเองว่าเป็นอรหันต์ พวกที่เข้าใจเรื่องอรหันต์เป็นความหยุดนิ่งก็จะหัวเราะฟันร่วง ก็น่าสงสารหลุดไปไม่รู้กี่ซี่ ก็หัวเราะฟันร่วงนึกว่าอย่างกับลิงอย่างนี้เหรอ กายกรรมก็เร็ว วจีก็เร็วแรง ทั้งเร็วแรงคล่องไวหนัก จริง ซึ่งเขาเข้าใจไม่ได้หรอกที่อาตมาพูด ตรงกันข้ามกับอาตมาอธิบายเลยที่เขาเข้าใจ สัจจะพวกนี้จึงเป็นเรื่องทวนกระแสที่ยากจะรู้ได้ ขอพูดอีกว่าอาตมาไม่ได้มานั่งทำบาป ไม่ได้มานั่งมีชีวิตเพื่อจะทำบาปต่อ ไม่ใช่ อาตมาเลิกบาปเลิกบุญหมดแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว อาตมาเชื่อว่า ที่อธิบายกัน เขาไม่กล้าพูดหรอกว่า คนหมดบาปหมดบุญ อย่างคนหมดบุญ เขาก็คิดว่าเป็นคนตายซะอีก แต่ร่างกายไม่ตายนะจิตวิญญาณไม่ได้ตายนะ คนหมดบุญไม่มีบุญแล้ว จึงมีพยัญชนะเลยว่า ปุญญปาปปริกขีโณ คือผู้หมดกิเลสแล้ว อรหันต์ธรรมด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน