620916_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 69.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข19 มกราคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

620916_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 69 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1EOcXWon7m2-r7tlWQgMuZEJIZoZjiRd0AsgYXBu5irQ/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1xABirgD619Iu1Wi1sN2XU4oZumeQFJlf พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 16 กันยายน 2562 ที่บวรสันติอโศก SMS วันที่ 13 กันยายน 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ)

_1182 สณ.สม.ฯ ผู้ประสบภัยที่เต๊นท์ริมทาง จะไม่สะดวกเรื่องห้องน้ำห้องท่า! เขามีรถสุขากับสุขาลอยน้ำ บริการผู้ประสพภัยฤาเปล่า? สุขอนามัยสิ่งแวดล้อม ที่พักพิงชั่วคราวสำคัญต่อสุขภาพชีวิตผู้กู้ภัยผู้ประสบภัยทุกคน ป้องกันโรคภัยหลังน้ำลดได้! สณ.สม.ว่าไหม?สาธุ

_ปานแก้ว ใจดี (Pankeaw Jiadee) · กราบนมัสการค่ะพ่อครู ขอให้ท่านสุขภาพแข็งแรงค่ะ ผ่านพ้นภัยพิบัติน้ำท่วมบ้านราชด้วยค่ะ สาธุๆ _จิน จินตนา · รับฟังพ่อครูตลอดค่ะ ดีมากค่ะ _ฝันที่จริง ก้าวล้ำหน้า · ฟังพ่อท่านนี่แหละของจริง ไม่มีตอแหลสร้างภาพ อยากได้ผลประโยชน์ แต่บางคนที่มาเกี่ยวหวังใบบุญพ่อท่าน อยากดัง อยากเด่น อ้างพ่อท่าน พ่อท่านนี่แหละ ไม่อยากเด่นอยากดัง ของแท้ที่สุดในอโศก พ่อครูว่า… อาตมาพูดความจริง อาตมาไม่มีความอยากเด่นอยากดังอะไร อาตมามีแต่ความจริงที่จะแสดง เน้นความจริงเน้นแล้วเน้นอีก เน้นให้หนักให้ดัง อย่างไม่กลัวใครจะว่า พูดก็ให้ดังๆ พูดไม่ไว้ท่าที จนกระทั่งมีคนว่า อาตมาไม่เรียบร้อยไม่สุภาพเลย พระอรหันต์อะไร ไม่เรียบร้อยเลย กระโดกกระเดก อาตมาเจตนาไม่ไว้ท่าที เพราะอาตมาเห็นคนไว้ท่าทีมาก สงวนท่าที ทำหลอก ทำโก้สุภาพเก๋เรียบร้อย มันก็ดีนะ แต่อาตมาคิดว่า อาตมาจะเอาสภาพเชิงซ้อน ใครเขาติดยึดเฉพาะแค่ท่าดี แต่ความจริงใจไม่มี หรือมีความจริงน้อย

อ่านต่อ

มีแต่ท่า แอ็คอาร์ท ปรุงแต่ง อาตมาว่า อาตมาเอาอันนี้มากลบอันนี้ ไม่ไว้ท่า ใครฟังได้ก็ฟัง ใครฟังไม่ได้ก็ไม่ต้องฟัง หรือจะแอบฟังก็แล้วแต่

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน คนติดไหว้เจ้ากับคนติดนั่งหลับตาแบบไหนสอนง่ายกว่ากัน _ใจแก้ว… มาจากบ้านราชฯ แต่ก่อนอยู่นี่ ตอนนี้ไปอยู่บ้านราชฯ แต่มาที่นี่เพราะน้ำท่วม พอน้ำลดสักหน่อย ก็จะกลับไปทำความสะอาด เมื่อวานก็ไปเยี่ยมญาติ เขาไหว้พระจันทร์ เขามีพระพุทธรูปเป็น 10 องค์ เขาจะให้ไหว้พระ เราก็ทำใจ เหมือนแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูก ทำเพื่อเขา เขาก็ยินดี จะถามพ่อท่านว่า แบบเทวนิยมไหว้เจ้าแบบนี้ กับแบบที่เขาเจอทุกข์ แล้วก็หนีไปนั่งหลับตา อย่างไหนจะดึงออกจากภพ ได้ยากหรือง่ายกว่ากัน พ่อครูว่า… ผู้ที่ไปไหว้เจ้าอะไรต่างๆ กับคนที่หลับตา สองคนนี้ ใครจะดึงออกจากภพได้ง่ายกว่ากัน? คนที่ไปหลับตาปฏิบัติ มันยิ่งไม่ได้เรื่อง คนที่เขาไหว้อะไรต่างๆ ก็ยังพอที่จะพูดกันรู้เรื่อง แต่อีกคนมันหลับตา ไม่ให้รับรู้ภายนอกเลย แล้วจะไปพูดอะไรกับเขารู้เรื่อง แล้วคนคนนี้ ก็จะจมอยู่ในนั้น คนที่นั่งหลับตาปฏิบัติ เป็นพวกมิจฉาชีพแท้ๆ ของศาสนาพุทธ ที่เขานั่งหลับตาปฏิบัติกันทั่วไป คือเดียรถีย์ต่างๆ ศาสนาพุทธไม่มีหลับตาปฏิบัติ มีแต่ลืมตาทั้งนั้น เดี๋ยวนี้หลงผิดไปนั่งหลับตา กลายเป็นเดียรถีย์หมดเลย มันหลงติดหลงยึดกันจริงๆ อาตมาก็ต้องอธิบายให้เห็นความเป็นจริง ทั้งหลักฐานอ้างอิง สัจจะที่จะพยายามขยายความ ให้เข้าใจสัจจะต่างๆ มันไม่ใช่พุทธอย่างไร แล้วมันไม่ได้ประโยชน์อย่างไร ผู้ที่ลืมตา ไปไหว้อะไรต่างๆ อยากได้สัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน แต่การไปนั่งหลับตา แล้วก็หลับไม่ให้มันรับรู้อะไรข้างนอกเลย เข้าไปๆๆเลย มันก็จะจมอยู่ ผู้ที่นั่งหลับตานี่ ผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรม คือผู้ที่จะต้องศึกษากับความจริงทุกอย่าง แล้วเมื่อไปนั่งหลับตาเสียแล้ว คุณก็เข้าไปอยู่กับตัวเอง ความรู้ก็มีอยู่ในตัวเอง จะเรียนรู้อะไรก็เรียนรู้ได้แต่ของตัวเอง เพราะไม่มีอะไรจากผู้อื่น ไม่มีปรโตโฆษะเลย ก็นั่งหลับตาเข้าไปก็นั่งหลับเข้าไปในภวังค์ เข้าภพ แล้วมันจะไปรับอะไรเขาได้ คนที่ปฏิบัติยังไม่บรรลุ คนที่ปฏิบัติหลับตาอีกก็จมอยู่ในรูนี้อย่างเก่า แล้วไปหลงฟุ้งซ่านใหม่เอง ไปคิดอดีต 18 อย่าง หรือ ก็คิดฟุ้งซ่านไปในอนาคตมากมาย ก็ได้แค่ 44 ทิฏฐิ วนอยู่แค่นี้ ก็ไม่ได้งอกเงยไม่ได้อะไร เพราะขาดปรโตโฆษะ ก็จะจมนั่งหลับตาอยู่นั่นแหละ จะอ้างว่าฟังมาก่อนแล้ว ค่อยไปปฏิบัตินั่งหลับตา ฟังผู้สอนจนเข้าใจแล้ว แต่ปฏิบัติไปนั่งหลับตา มันก็เลยผิดตั้งแต่ ครูผู้สอนให้ไปหลับตา เพราะฉะนั้น สัตบุรุษที่แท้ ก็จะสอนว่าอย่าไปนั่งหลับตา การปฏิบัติหลับตา ไม่มีรูปนามไม่มีภายนอก ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เป็นคนปฏิบัติ ไม่ครบความเป็นกาย แล้วเดี๋ยวนี้มิจฉาทิฏฐิ เข้าใจว่ากายเป็นแต่เพียงภายนอก ก็ผิดไปไกลอีก อาตมาพูดแล้วเมื่อย เป็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปจาก สัจจะของพระพุทธเจ้า ขออภัยที่พูดอย่างกับ ตัวเองเก่งหนักหนา แต่พูดความจริงตามธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ได้ไปปิดบังเหนียมอายว่าไม่เก่ง แต่เก่งพอสมควรอยู่ ในเรื่องสัจธรรมพระพุทธเจ้า ไม่ได้พูดอย่างหน้าด้านอวดดีหลงตน แต่พูดสัจจะ คำว่า กาย คำนี้คำเดียว ในศาสนาพุทธที่เข้าใจผิด ว่ากายนี้คือ ดินน้ำไฟลมไม่มีธาตุรู้ไปร่วมด้วยเลย อันนี้อันเดียวสูญเลย ศาสนาพุทธล้มเหลวแล้ว สำคัญมาก เพราะฉะนั้น ภิกษุทุกรูป ที่มาบวช พอเริ่มบวช อุปัชฌาย์จะให้แยกกายแยกจิต เป็นมูลกรรมฐานอันแรก ให้เข้าใจความหมาย ของกายของจิตถูกต้อง หากเข้าใจไม่ถูกต้องไปไม่ออก ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย ขอบอกเลย ใครก็ตาม ที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิ ไม่เข้าใจกาย จิต โดยเฉพาะคำว่ากาย จะต้องอธิบายซ้ำซากอีก ไม่ใช่น้อย ความเป็นกาย เมื่อไหร่ไม่ใช่กายเมื่อไหร่ใช่กาย ท่านให้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันอยู่ข้างนอกในสรีระเรา เอาอันนี้มาเรียนรู้พิจารณาจริงๆ ในส่วนที่สัมผัสแล้ว ไม่เจ็บไม่ปวดไม่รู้สึกไม่มีเวทนา เส้นผมก็ตามที่งอกออกมา ไม่มีความรู้สึกไม่มีเวทนาแล้ว ที่ไม่มีแล้วนั่นแหละไม่ใช่กายของเรา ถึงจะติดอยู่กับตัวเราก็ตาม ผมมันยังมีชีว มันก็เป็นพีชนิยามเท่านั้น ไม่เจ็บไม่ปวดไม่มีเวทนา และไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีพยาบาทจองเวร ไม่มีความรัก ไม่มีความชัง นี่คือพลังงาน 5 อุตุนิยาม พีชะนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ไม่มีใครสามารถแยกแยะรายละเอียด 5 อย่างนี้ได้ นอกจากพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ เรียนตามพระพุทธเจ้ามา อาตมาไม่ได้รู้เอง แต่เรียนตามพระพุทธเจ้าสืบทอดมา เพราะฉะนั้น ในศาสนาพุทธก็คือ แยกพลังงานจิต คนนี่เป็นจิตนิยาม เป็นสัตว์มีพลังงานเป็นจิตนิยาม ซึ่งมันอวิชชาไม่รู้ มันก็เลยปนกันไปเลย ไม่รู้แยกไม่ได้ มั่วไปหมด พระพุทธเจ้าท่านสอน ให้รู้จักทำจิตทำใจในใจ ให้ใจมันมีพลังงานที่รับความรู้สึก เมื่อกระทบสัมผัสแล้ว แม้เราจะเป็นผู้ที่มีจิตนิยาม รับรู้สึกความเจ็บปวดได้ และผู้ยังไม่รู้ ก็จะรู้สึกเป็นความสุขความทุกข์ รู้จักรัก ชัง จะมีกิเลสความรักความชัง ความสุขความทุกข์ ศาสนาพุทธมาเรียนรู้ ความรักความชังความสุขความทุกข์ แล้วให้เข้าใจความจริงว่า จิตใจที่ยังยึดถือในความสุขความทุกข์ อยู่นั่นแหละ มันจะพาให้เรา มีพลังงานศักย์ เกี่ยวข้องกับใครอย่างเป็นพิษภัย แต่ถ้าสามารถทำให้จิตของเรา ไม่มีความสุขความทุกข์ ไม่มีความรักความชังได้ คนใดสัตว์ใด ก็เห็นเป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งสิ้น เราก็จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันด้วยประโยชน์ หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ หรือหวังประโยชน์เพื่อมวลมนุษย์ ใจของเรา ไม่มีความรักไม่มีความชัง ไม่มีความสุขไม่มีทุกข์ ได้แล้วจริงๆ นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่เอาความสำคัญจุดนี้มาให้ปฏิบัติ แล้วล้างอวิชชา ที่ยังยึดถือความสุขความทุกข์ ยึดรักยึดชัง ออกไปจากจิตได้หมด ผู้ที่เรียนรู้ได้จริงก็เป็นพระอรหันต์ ไม่เกิดความสุขความทุกข์ ไม่เกิดความรักความชัง ตลอดไปนิรันดรเลย เป็นผู้บรรลุพระอรหันต์แล้ว นี่คือจุดสำคัญของศาสนาพุทธ การศึกษา ถ้าไปนั่งหลับตาเข้าไปแล้ว มันไม่มีความรู้สึก เรียกว่าไม่มีเวทนา เมื่อไม่มีเวทนา ก็ไม่มีความสุขความทุกข์ให้ปฏิบัติ ก็ไม่มีทางปฏิบัติธรรมะของศาสนาพุทธ การปฏิบัติธรรมจึงขอยืนยันอีก มันไม่ใช่การปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธกับการหลับตา พวกที่ไปนั่งหลับตา จึงโมฆะไปจากศาสนาพุทธ พูดไปแล้ว ก็นึกขำหลวงตาบัว ที่บรรยายเอาไว้ ฟังดูแล้วก็น่าสงสาร ลูกศิษย์ลูกหา ฟังแล้วก็ทำให้เชื่อว่าพิสดารยิ่งใหญ่ เหมือนพวกเด็กไม่เดียงสา เล่นกันไปต่างๆ ก็เลยน่าสงสารแล้วไปสอนให้คนอื่น เป็นคนไม่เดียงสาอีก เลอะเทอะ นี่คือความเพี้ยนของศาสนา กลับไปเป็นอย่างนี้มาก เพราะไม่เข้าใจคำว่า กาย ไม่ต้องพูดถึงคำว่าสมาธิ คำว่าฌานเลย ยังไกลคำว่ากาย ยังเข้าใจไม่สัมมาทิฏฐิเลย ในพระไตรปิฎก ตถาคตเรียกกาย ว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230

ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึง ผู้ที่ไกลจากวิเวก คือยังข้องอยู่ แต่ปฏิบัติให้ตายอย่างไร ก็ไม่มีวิเวก สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน สัจจะแห่งกรรม 5 ประการ _ใจแก้ว… อย่างดิฉันเคยอยู่กับเจ้าแม่กวนอิมกับเทวนิยม ทำให้สามารถมาปฏิบัติ กับพ่อท่านได้ดีกว่าหรือไม่ พ่อครูว่า...แน่นอน อาตมาอาภัพ รูปไม่หล่อพ่อไม่รวย ศักดิ์ศรีไม่มี ไม่ได้มีตำแหน่งธรรมะเอก ตรี โท อะไร ไม่ได้มีเปรียญ มีแต่ความรู้ธรรมะเก่าจากชาติก่อนๆ พูดแล้วเขาก็ไม่เชื่ออีก ซึ่งไม่เหมือนกับที่คุณเขาหลงผิดกันไป บอกด้วย เขาก็เลยบอกว่า ไม่ใช่อาจารย์เขา เขาก็ไม่เคยได้ยินว่า คนไม่มีอาจารย์ อาตมาก็ยืนยันว่า ชาตินี้ไม่มีอาจารย์ แต่ชาติก่อนๆนั้นมี พบกับพระพุทธเจ้ามาในชาติก่อน แต่ในชาตินี้ไม่เจออาจารย์ ทำงานศาสนามา ตั้งแต่อายุ 36 ปี ทำอย่างจริงจังด้วย ไม่ได้ทำเล่นหัว ทำงานศาสนาเต็มรูป เต็มสภาพ จนตาย ไม่เอาแล้วทางโลก จะทำงานศาสนาไปจนตาย _สู่แดนธรรมว่า...พ่อท่านเคยบอกว่า ความรู้เก่าของพ่อท่านเป็น กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท พ่อท่านช่วยแจกแจงอีกทีครับ พ่อครูว่า...กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท หมายความว่า อาตมารู้จักความเป็นกรรม ศาสนาพุทธ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเรื่องของกรรม ไม่ได้แปลอธิบายเรื่องของ God ศาสนาเทวนิยมแท้ๆ ที่เข้าใจนับถือพระเจ้ากันจริงๆ ที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องกรรมเลย เป็นศาสนาเทวนิยมแท้ๆ ไม่เรียนเรื่องกรรม แต่ศาสนาพุทธเรียนรู้กรรมจริงๆ เมื่อเรามีพฤติเกิดเมื่อใด ก็เป็นกรรมของเรา ทำแล้วลบทิ้งไม่ได้ แบ่งใครก็ไม่ได้ คำว่ากรรมเป็นของๆตน 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581)

กรรมแบ่งง่ายๆว่า กุศลกรรมกับอกุศลกรรม ทีนี้กรรม เป็นการกระทำ ถ้าเราสามารถกระทำใจในใจมนสิการ เราทำใจในใจของเราเป็น ทำใจในใจของเราคือ ทำให้เกิดกรรม กรรมที่เราทำใจในใจของเรา โดยเรารู้ว่า ใจของเรานี่มันเคลื่อนไหวกระทบสัมผัส แล้วมันเกิดกิเลสปุ๊บ มันมีกิเลสมาร่วมปรุงในจิตเราปั๊บ เราจะอ่านมันออกได้ว่านี่กิเลส เราก็จัดการกับกิเลสตัวนี้ กำจัดกิเลสตัวนี้ นี่คือศาสนาพุทธ การสัมผัสกิเลสที่มันเกิดขึ้นมา เมื่อกระทบสัมผัส ตาหูจมูกลิ้นกายใจ เราจะต้องรีบวิจัย มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ หรือเรียกว่า วิตกวิจาร พอมีจิตเริ่ม ตักกะ ก็วิตก วิจาร วิตกแปลว่าไตร่ตรอง ตรวจสอบจิตของเรา แยกกิเลสให้ได้ ดูวิธีวิปัสสนาญาณ ให้จิตใจมีฤทธิ์ อิทธิวิธญาณ มีอำนาจมีฤทธิ์แรง ทำให้กิเลสลดได้ มีความสำเร็จทางใจ มีฤทธิ์ทางใจ คือสามารถทำให้กิเลสลดได้ นี่คือศาสนาพุทธ ทำได้มากมายหลากหลาย คือ อิทธิวิธญาณ ถ้าเราไม่เรียนรู้กรรม มันก็จะสะสมกิเลสไป เราก็จะรับทายาทของกรรม กัมมทายาโท มันก็จะสะสมเป็นมรดกกรรม ถ้าเผื่อว่าเรามีกิเลสไปอีก ก็สะสมเป็นมรดก คุณก็จะรับมรดกของตัวเอง แล้วก็สั่งสมกิเลสด้วยอวิชชา มันก็เป็นทายาท แล้วกรรมที่เป็นอดีต ก็สั่งสมใส่ในสันดาน มันก็จะพาเราเกิดเราเป็น กรรมนี่แหละพาเราเกิดเราเป็น ไม่ใช่ว่า God พาเราเกิดเราเป็น พ่อแม่ให้ร่างกายเรามาเกิดจริงทางร่างกายสรีระ DNA แต่จิตวิญญาณเป็นของตน ไม่เกี่ยวกับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย จิตวิญญาณของใครก็ของใคร ไม่มีการต่อเชื้อ เราเป็นทายาทของกรรมของเรา กัมมโยนิ กัมมพันธุ เผ่าพันธุ์ของกรรม จึงเป็นของเราเท่านั้น จะชั่วจะดีจะเลว จะเป็นโลกุตระจะเป็นโลกีย ไปอีกนานเท่าไหร่ ของเราเองทั้งนั้น สั่งสมลงเป็นเผ่าพันธุ์ ยิ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่เป็นอวิชชา เป็นสัตว์นรกมีมากเท่าไหร่ก็สะสมเข้าไป คนในโลกไม่ได้เรียนรู้ เรื่องกิเลส จึงสะสมกิเลสต่อพันธ์ุของตัวเอง เป็นเผ่าพันธุ์กิเลสไปทุกนาทีวินาที ตลอดกาลเลย กัมมปฏิสรโณ คุณก็ได้พึ่งพากิเลสนี่แหละ แล้วกิเลสก็ทำให้เกิดสงคราม คุณก็ต้องทำการรบตลอดเวลา ปฏิ คือ Action reaction สรณ คือการรบ แปล สรณะว่าคือที่พึ่ง แต่พึ่งแต่การรบ คุณไม่ได้รบกิเลส กิเลสมันก็รบกับคุณ กดหัวคุณตลอดเวลา คุณไม่ได้เป็นนักรบแพ้กิเลสตลอดเวลาเลย เป็นทาสผู้ปล่อยไม่ไป หงอให้กิเลสเป็นนายตลอดกาล น่าสงสารไหมคน ทุกคนมีกรรมทั้ง 5 นี้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่า คุณเรียนรู้กรรมของตน ทำให้ไม่มีกิเลสมาปนแล้ว การกระทำทางกายวาจาใจ มีกิริยา (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรมว่า.. .พ่อท่านมีกรรมเป็นของของตน พ่อครูว่า...เจตนาที่อาตมาบอกไม่มีครูบาอาจารย์ ก็คือมีกรรมเป็นของของตนแล้วอาตมารู้แจ้งในกรรม แล้วก็จัดการกรรมของตัวเอง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ให้ทำกรรมที่ไม่มีบาป ทำกรรมที่ไม่มีกิเลสอะไรได้แล้วจริงๆ จนเด็ดขาด จิตของเราก็ไม่มีกรรมที่เป็นบาป สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญปาปริกขีโณ อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) เขาหาว่าพูดเอาเอง ก็เลยต้องอ้างอิงบาลี เขาว่าอาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ ก็เลยต้องเอาพระบาลีมาอธิบาย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ไม่ใช่ของอาตมา เป็นของพระพุทธเจ้า อ้างอิงเพื่อยืนยันว่าไม่ใช่ของอาตมา เป็นของพระพุทธเจ้า อาตมาไม่มีอาจารย์เลยในชาตินี้ อาตมาไม่ต้องไปเข้าสำนักไหน เพราะว่ามีในของตัวเองแล้ว สำนักต่างๆก็ยังมีมิจฉาทิฏฐิ แล้วจะไปศึกษาทำไม อาตมามีสัมมาทิฏฐิกว่า แล้วจะไปศึกษากับเขาทำไม ที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิเท่าอาตมา ปางนี้อาตมาคือไก่ตัวพี่ ที่เจาะกระเปาะไข่ ออกมาได้ก่อนใครในยุคนี้ ในยุคนี้อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามา ใครล่ะเป็นพี่อาตมา แล้วอธิบายโลกุตระอย่างอาตมา ผู้พี่ผู้นั้นออกมาหาน้องหน่อยถ้ามี เมื่อไม่มีพี่ อาตมาก็เป็นพี่ ใครจะเป็นน้องตามก็ได้ยินได้ฟังอาตมา ถ้าไม่ได้ยินได้ฟังจากผู้รู้สัตบุรุษ เมื่อไม่มีพระพุทธเจ้า ก็ควรจะต้องมารับจากสัตบุรุษ ในจักร 4 ก็ต้องได้ฟังจากสัตบุรุษ ไม่อย่างนั้น เกิดเองไม่ได้ อาตมาประกาศตนเป็นสัตบุรุษ คุณไม่ได้ฟังอาตมาไม่ได้ฟังสัตบุรุษ ก็ไม่มีปรโตโฆษะ หากไปฟังที่อื่นก็มิจฉาทิฏฐิ จะโยนิโสมนสิการไม่ได้ ถ้าไม่มีความสามารถทำโยนิโสมนสิการได้ คือจัดการกิเลส ตรงที่มันเกิดนี่แหละ หากไม่ถึงโยนิโสฯ คุณแก้ไขมันไม่ได้ จะทำใจในใจต้องไปถึงจุดนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นคุณทำไม่ได้ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ ในสุริยเปยยาล 7 ผู้ที่ไม่ได้เรียนรู้ จนเข้าใจจนครบ ถ้าไม่ครบ ปฏิบัติธรรมมรรคมีองค์ 8 ไม่ได้ ผู้ยังไม่เจอแสงอรุณ ไม่ได้เรียนรู้สัมมาทิฏฐิ จะไม่มีสิทธิ์ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ เปรียบเหมือน จะเห็นพระอาทิตย์ได้ จะต้องเห็นแสงอรุณก่อน [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . ดูรายละเอียดมิตรดี -> . [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค .

เมื่อมีสัมมาทิฏฐิแล้ว จะต้องปฏิบัติศีลเป็นข้อต้น เริ่มต้นข้อ 1 คือสัมผัสกับสัตว์จะต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ มันไม่มีลำดับเป็นขั้นตอน ไม่น่าอัศจรรย์ อาตมายืนยันว่า อาตมาเป็นสัตบุรุษ ใครมาปฏิบัติธรรมกับอาตมา ไม่ได้ปฏิบัติศีลไม่ได้หรอก แล้วจึงเริ่มมีฉันทะ ปฏิบัติศีลแล้วมีผลดี มีประโยชน์คุณค่า ยิ่งปฏิบัติเป็นจรณะ 15 เมื่อเริ่มตั้งศีลเป็นข้อแรก มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วมีการเกี่ยวข้องกับเครื่องอุปโภคบริโภค และต้องเป็นผู้ตื่นอยู่กับทวารทั้ง 6 ชาคริยา นี่คือหลัก 3 ข้อ การนั่งหลับตาไม่มีคุณธรรม 3 ข้อนี้เลย มันตีทิ้งสำรวมอินทรีย์ ทั้งยังไม่ตื่น เป็นนิทราไปเลย ไสย์ไปเลย สัทธรรม 7 มี ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา ก็ไม่มี เมื่อไม่มีจรณะ 11 ข้อนี้แล้วคุณก็ไม่มีฌาน เพราะฌานของศาสนาพุทธ เกิดจาก 11 ข้อนี้ นี่คือวิชาจะระณะสัมปันโน เป็นพุทธคุณของพระพุทธเจ้านะ ที่ปฏิบัติธรรมะนอกรีตนั้น ไม่ใช่พุทธคุณของพระพุทธเจ้า มันไม่ใช่วิชาจะระณะสัมปันโน เลิกเป็นคนตาบอด ให้คนหูหนวกจูงกันไป ดูหนังใบ้ได้แล้ว น่าเวทนาสงสาร

_ต้อย พลังเพ็ญ… ทางอีสาน ตอนนี้ประสพอุทกภัย เมื่อก่อนเห็นข่าว ไม่ใช่ญาติของเรา เราก็เฉย แต่มาเห็นข่าวของญาติเราโดนบ้าง จิตใจรู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมา จิตใจเราก็คงมีอคติ พ่อครูว่า… ใช่ลำเอียงเพราะรัก ก็ทำใจเห็นว่าคนอื่นเขาก็เป็นทุกข์ เหมือนญาติเรา โดยเฉพาะเห็นเขาเป็นทุกข์กว่าด้วยญาติของเราเป็นทุกข์น้อยกว่าด้วย เราก็ควรจะช่วย คนที่เขาทุกข์มากกว่า ถ้าไม่มีอคติ เราไม่ไปรักเพื่อน ญาติ หรือผู้สนิทกว่ามากไป เราก็ควรไปช่วย ผู้ที่หนักกว่า แต่ถ้าผู้ที่เราอยู่ใกล้เกี่ยวข้องก็ช่วยก่อน โดยที่เราไม่ได้รู้ว่า คนไกลเขาจะให้ช่วยหรือไม่ก็ต้องรู้ตามควร เป็นเรื่องละเอียดซับซ้อน ก็ช่วยกันไป แต่ถ้าคนที่มีจิตใจจะช่วยแล้ว คนจะช่วยผู้อื่น ต้องช่วยตัวเองได้ก่อน เราตัวเองต้องปลอดภัย เราก็แข็งแรง ไม่ได้อ่อนแอไม่เป็นโทษภัย แต่ถ้าเราช่วยตัวเองไม่ไหว เหมือนคนว่ายน้ำไม่เป็น แล้วกระโดดลงไปช่วยคนตกน้ำ มันไม่ได้ ก็ต้องมีอัตตัญญุตา จะช่วยเขาไหวไหม คุ้มไหม ทุกวันนี้ เรื่องของการช่วยเหลือกัน เมืองไทยอาตมาว่าพอเป็นไป ไม่ได้ใจจืดใจดำเกิน ทำให้รู้สึกน่าชื่นใจ ที่มีสังคมไทย ประเทศไทย

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ลัทธิบุญนิยมคือนิยมชำระกิเลส _ราชธานีอโศก ปลูกสร้างอะไร น้ำมาท่วมก็เสียหายไปหมด แล้วราชธานีอโศก จะมีอะไรเหลือ เปลี่ยนราชธานีอโศก ให้ไปศีรษะอโศกได้ไหม พ่อครูว่า…จะเอาไหม? ก็ตอบตามโจทย์...สิ่งที่เหลือ ท่านหนักแน่นเอาต้นอินทผาลัม และเหลืองไม่หยุด (ทองอุไร) ก็ว่าหมดๆ เจอน้ำฝนก็หงิก น้ำท่วมเหี่ยว ตอนนี้ตายไปเป็นแถบๆ หมดๆตายหมด มะละกอก็อ่อนแอต่อน้ำ เจอน้ำหงิกไปหมด บ้านราชฯ กิจกรรมมีผลเจริญ ใครมาเก็บกล้วย มะละกอ เราไม่หวงเลย มีชาวบ้านมารับจ้างในหมู่บ้านเรา มีเป็นร้อยคนเลย เอาเครื่องปรุงมา แล้วเก็บวัตถุดิบ มาทำส้มตำ ทำอาหารกินได้เลย เขาคงรู้สึกลึกๆ ว่าทำได้อย่างไร เราไม่ได้เรี่ยไรตั้งตู้รับบริจาคนะ แต่มีเครื่องไม้เครื่องมือทำงาน คนมารับจ้างก็คงงง จนหายงงแล้ว เขาจะไม่ทราบรายละเอียด เขาพอซึมซับไปว่า พวกเรา เราบอกว่าเราคนจน แต่ละคนไม่ได้รวย เท่าพวกคุณหรอก แต่พวกคุณมาเอารายได้ จากพวกเราที่จนกว่า เราจึงเป็นคนจน ที่ช่วยเหลือเลี้ยงดู คนอื่นได้ เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ นี่คือเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงใจมากที่สุด ในประเทศไทย ในหลวงองค์หนึ่ง อาตมาก็คนหนึ่ง ที่พูดกันว่าต้องมาเป็นคนจน บริหารแบบคนจน ให้มีชีวิตอยู่แบบคนจน แล้วเราจะเป็นผู้ที่สบายเจริญ สังคมเราอยู่กันอย่าง เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา สำเร็จผลขั้นสาธารณโภคี นักเศรษฐศาสตร์ก็ยังไม่กระดิกหู สาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในยุคของพระพุทธเจ้า เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยุคทาส คนไม่รู้จักสิทธิ พระพุทธเจ้าประกาศสาธารณโภคี ผู้ที่มาบวชมาอยู่ในหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า ก็ถือว่าเป็นคนที่อยู่ในสาธารณโภคี มีสมบัติส่วนกลาง ไม่ยึดถือเป็นของตัวของตน ผู้ที่บวชแล้วเป็นภิกษุ ก็อยู่กับสมบัติส่วนกลาง ไม่มีใครสะสมข้าวของเงินทอง สมบัติส่วนตัว แม้แต่การบิณฑบาต ก็เอามารวมกันแจกกัน ให้ทั่วถึงกัน เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ ที่มีการแจกกันให้พอเพียง พระพุทธเจ้าทำได้ดีเรียบร้อย เป็นผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ มาตั้งแต่ยุคที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ท่านก็ทำได้ แต่ในวงของพระภิกษุ แต่ยุคนี้มีสิทธิมนุษยชนเต็มที่ จึงเปิดเผยประกาศทำได้ อาตมาจึงทำสาธารณโภคีกับฆราวาสสำเร็จ เป็นชุมชนสำเร็จยืนหยัดยืนยันได้ เป็นแต่เพียงว่า ผู้ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ยังมีความรู้ไม่ถึง อย่าหาว่าอวดอ้าง แต่เขายังมีความรู้ไม่ถึงเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี ที่มันยิ่งกว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ที่เขาต้องการให้เป็น มีส่วนกลาง บริหารส่วนกลาง คนที่ได้บริหาร คือคนที่ร่ำรวยออกกฏหมาย รีดให้เข้ากองกลางมากๆ แต่นี่ไม่ได้มีการบังคับ ทำงานฟรี เอาเข้ากองกลาง เรียกว่าสาธารณโภคี เราทำสำเร็จ อาตมาภาคภูมิใจมาก ที่สามารถเอาคำสอนพระพุทธเจ้า แม้แต่ในยุคที่คนกิเลสหนาขนาดนี้ ยังสามารถที่จะทำ สาธารณโภคีได้สำเร็จ มันยิ่งใหญ่มากเลย นำท่วมเสียหายหมดแล้ว จะมีอะไรเหลือ ก็เหลือเท่าที่เหลือ ก็ปลูกใหม่ ท่านพยายามปลูกอินทผาลัม ปรากฏว่าออกลูกให้กินอยู่ต้นนึง ปลูกมาหลายพันต้นแล้ว ออกลูกให้กิน 1 ต้น น่าจะรอด ส่วนต้นเหลืองไม่หยุด ก็คงตาย จะให้เปลี่ยนไปอยู่ศีรษะอโศก ก็ไม่ได้หรอก พื้นที่น้อยกว่า เราซื้อที่ไว้แล้วเยอะ ก็ต้องบูรณะใหม่ จริงๆแล้ว ราชธานีอโศกจะเป็นหมู่บ้านใหญ่ คนไปสร้างบ้านไว้เยอะ มีหมู่บ้านหลายเฟส สักวันหนึ่งจะเป็นตำบล ต้องบริหารตำบลบุญนิยม กำนัน ผญบ.ก็เป็นบุญนิยม ลัทธิบุญนิยม บุญแปลว่า การชำระกิเลส อาตมาจำเป็นต้องพูดย้ำซ้ำซาก เพราะทุกวันนี้ เข้าใจคำว่าบุญผิดไป แล้วไปเข้าใจคำว่าบุญเป็นกุศล ซึ่งไม่ใช่เลย กุศลเป็นเรื่องพฤติกรรมของสมบัติ ส่วนบุญเป็นพฤติกรรมของวิบัติ หมายความว่า ถ้าผู้ทำพลังงานจิตของเราให้เป็นบุญ จิตของเรา จะกำจัดกิเลสให้วิบัติไป บุญไม่มีหน้าที่สะสมอะไรเลย มีหน้าที่ฆ่ากิเลสอย่างเดียว เข้าใจคำว่าบุญเป็นการสะสม เช่น ปุญญภาคิยา แปลว่าส่วนบุญ เขาว่าเขาได้ส่วนบุญเขานึกว่า เขาได้อะไรเป็นสมบัติ ไมใช่ ส่วนบุญคือส่วนที่เสียไป กิเลสได้ถูกกำจัด คือส่วนบุญ แต่พูดกันไม่ได้แล้ว อย่างนี้เป็นต้น เข้าใจบุญผิดไป บุญทำให้กิเลสตายไปได้ส่วนหนึ่ง สมมุติว่า บุญมี 100 ทำกิเลสออกไป 10 ก็เหลือส่วนที่เหลือ ถือว่าผู้ทำกิเลสออกไปได้ คือเสขบุคคล คือทำบุญแล้วล้างกิเลสได้ คือผู้ได้ส่วนบุญคือเสีย ยิ่งเป็นผู้ที่ทำให้กิเลสอาสวะหมดไปได้ อเสขบุคคล คนผู้นี้ก็หมดบุญ ปุญปาปปริกขีโณ มีหลักฐานในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ก็พูดเช่นนี้ เข้าใจบุญกับกุศลผิด กายก็เข้าใจผิด สมาธิก็เข้าใจผิด ฌานก็ผิด ศาสนาพุทธเลยไม่เหลือเลย กลายเป็นกลองอานกะ ที่มีชื่อว่าพุทธ แต่สาระไม่ใช่แก่นสารเนื้อแท้ ของศาสนาพุทธเลย ศาสนาพุทธทุกวันนี้ สะเก็ดก็ไม่ได้ เปลือกก็ไม่ได้ กระพี้ก็ไม่ได้ แก่นไม่ต้องไปหา สะเก็ดคือศีล เขาก็ไม่มีแล้ว เปลือกคือสมาธิ ก็เพี้ยน สีลพตุปาทานกันทั้งนั้น ยึดได้แต่จารีตประเพณี ไม่ได้ชำระกิเลส สมาธิก็ไม่มี กระพี้คือปัญญาก็ไม่มี คำว่าปัญญา เป็นความฉลาดโลกุตระ คนเอาปัญญาไปเรียกมั่วไปหมด ฉลาดโกงคอรัปชั่นทำร้าย ก็เรียกปัญญาหมด ก็เลยเป็นคำเสียหายไม่เหลือ ยิ่งแก่นคือวิมุติไม่ปรากฏ แล้วมีอะไร ต้นไม้ 1 ต้น สะเก็ด กระพี้ แก่นไม่มี แต่ดันมีใบ มีดอก แล้วไปหลงใบดอกกันหมดเลย ว่าเป็นทุกอย่างของต้นไม้ มีแต่ใบมีแต่ดอก ต้นไม้อะไรนะนี่ มีแต่ใบดอกงอกในอากาศ สะเก็ด เปลือก กระพี้ แก่นไม่มี มีแต่ใบกับดอก ใบกับดอก คือลาภยศสรรเสริญสุข คือโลกียะ ศาสนาพุทธทุกวันนี้ มีแต่คนติดใน ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข

_ลูกได้ดู ช่วงหนึ่งที่พ่อครูเดินข้ามสะพานไม้แผ่นเดียว เป็นห่วงมาก กลัวพ่อครูตก แต่มีสมณะบางรูปว่า พ่อครูแกล้งทำ พ่อครูว่า...ไม่ได้แกล้งหรอก เดี๋ยวนี้การทรงตัวไม่ค่อยดี แต่ไม่เท่าพล.อ.ประวิตรหรอก ขออภัยนะ ยังดีหน่อย อาตมา 85 แล้วท่านอายุน้อยกว่า อาตมาก็เป็นบ้าง ดีก็มีความเป็นห่วง คนเราหากมีจิตมีใจกัน ก็มีความห่วงใยกังวล ก็ขอบคุณที่ห่วงใย ไม่อยากให้อาตมาได้รับอุปัทวเหตุ แต่มันก็ต้องอยู่ต้องไป นี่มานี่ยังรู้สึกว่าหนีมา มันถึงเวลาว่าต้องมาบ้าง ตามวาระ แต่ก็คงต้องกลับไป นี่ก็จองตั๋วกลับกันแล้ว

_จุด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน