620510_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แม้พระพุทธเจ้ายังต้องตรัสรู้ด้วย จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์32 KB
วันที่แก้ไข10 มกราคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

620510_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แม้พระพุทธเจ้ายังต้องตรัสรู้ด้วย จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1XSk7zj6GMmhSVyzXVPI_AZlsYtB1GwOubB3R8W9bLyw/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1SPy7Bf3t0-HRRxP5EFddE2XORCnI-c_w สมณะเดินดินว่า… วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้ก็เป็นวันที่คนรอคอยกันเพราะเป็นวันที่ลุงจำลองได้ออกจากเรือนจำ ก็มีข่าวปล่อยออกมาหลายวันแต่มาออกจริงวันนี้ มีคนมาเยี่ยมลุงหลายคน เช่น อ.ส.ศิวรักษ์ก็มา มีคนมาเยี่ยมลุงจำลอง ที่ออกจากเรือนจำหลายคน เช่น อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ลุงอยู่ในคุกเกือบ 3 เดือน น้ำหนักเพิ่ม 3 กก. นอนวันละ 8 ชม. มีเวลาพักมากกว่าอยู่ข้างนอก ลุงหน้าตาสดชื่น เครื่องจองจำที่มั่นคง

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้หมู่มหาชนถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลให้จองจำไว้แล้ว บางพวกถูกจองจำด้วยเชือก บางพวกถูกจองจำด้วยขื่อคา บางพวกถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน.

ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ไม่กล่าวเครื่องจองจำที่ทำด้วยเหล็ก ทำด้วยไม้ และทำด้วยหญ้า (เชือก) ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง.

ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ย่อมกล่าวความรักใคร่พอใจ ในตุ้มหู แก้วมณี และความห่วงอาลัยในบุตรและภรรยา นั่นแหละว่า เป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง ฉุดให้สัตว์ลงต่ำ ซึ่งเป็นเครื่องจองจำที่ผูกไว้หย่อนๆ แต่แก้ได้ยาก.

ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ตัดเครื่องจองจำแม้เช่นนั้นออกบวช เป็นผู้ไม่มีความห่วงอาลัย ละกามสุขเสียแล้ว

.-บาลี สคาถ. สํ. ๑๕/๑๑๑/๓๕๒.

พ่อครูว่า… _SMS วันที่ 8 พ.ค. 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ : พ่อครู)

_3867กราบขออนุญาตพ่อครูฯขอขอบคุณน้ำใจญตธ.ศาลีอโศกในวันพร

อ่านต่อ

ะล่าสุดใน ช่วงงานพระราชพิธีมงคลฯได้ร่วมทำบุญถวายอาหารเจแด่สมณะน้อมใจภักดิ์ถวายแด่ในหลวงฯ!ญตธ.อนุเคราะห์ เกื้อกูลงานศิลป์คนโลกเงียบกับพาไป เยี่ยมเยียนสวนผักหวานคุรุรำพันปราชญ์พื้นบ้านกสิกรรมไร้สารพิษฯสาธุ!

_7757ขออาราธนาให้หลวงปู่อย่าเพิ่งรีไทร์น่ะครับผม ถ้าไม่ติดตามหลวงปู่แล้วกระผมก็ไม่รู้ว่าจะติดตามใครดีแล้วล่ะครับ น้อมกราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูงครับกระผม นายสันติ จรูญวิทยากร ครับ.

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน วัฏฏะวงไหนที่เราควรเรียนรู้

_อำภา รื่นใจดี · น้อมกราบนมัสการท่านพ่อครู ลูกขอโอกาสถามเรื่อง วัฏฏะ ตามความเข้าใจโดยทั่วไปก็คือการเวียนว่ายตายเกิด แล้วมีวัฏฏะอื่นอีกหรือไม่ นอกจากเรื่องดังกล่าวนี้ ถ้ามี วัฏฏะ นั้นเกิดจากสาเหตุอะไร เจ้าคะ พ่อครูว่า…วัฏฏะ ตัวนี้ แปลว่า ความวน ความหมุนวน วัฏฏะที่จะไปหมายถึง อุตุนิยาม ความวนวิ่งเป็น cyclic หมุนวน อันนั้นไม่ต้องไปพูดมาก โลกมันมีวัตถุก็จะมีการหมุนวนตามวงโค้งเบี้ยวหรือวงรีก็แล้วแต่ ในวัฏสงสารในเอกภพในจักรวาลมันก็มีเหตุปัจจัยที่เป็นอุตุนิยาม แม้แต่ พีชนิยาม พืชที่ยังถือว่าเป็นชีวะแล้วแต่ยังไม่มีเวทนามีแต่สัญญากับสังขาร มีแต่ธาตุที่กำหนดรู้ว่าอันนี้เราอาศัยเราก็เอา อันนี้ไม่อาศัยเราก็ไม่เอา แล้วเอามาปรุงแต่งเป็นตัวเอง พีชะมีแค่ตัวเอง ไม่เบียดเบียนใครไม่ทำร้ายใคร แต่มันทำร้ายคนอื่นไม่เป็น พัฒนาไปข้างหน้าอาจจะไปดันคนอื่นบ้างเท่านั้นเอง ตามพลังงานของตัวตนของมัน แต่มันไม่ได้มีตัวร้ายที่จะเป็นทางจิตวิญญาณ ที่เป็นการจองเวรเจตนาร้ายหรือทำลาย ชาตินี้ไม่ได้ชาติหน้าเอาอีกอย่างนี้ไม่มี พีชนิยามขนาดไหน จิตนิยามขนาดไหน จิตนิยามจะมีกรรมวิบาก ตั้งไว้ เป็นกรรม เป็นธรรม เป็นธรรมชาติ 5 นิยาม วัฏฏะของอุตุหรือพีชะไม่ต้องพูดมากมีเยอะ เป็นโลกจินตา ไม่ต้องไปเรียน เรามาเรียนอันนี้เถอะเรียนในความทุกข์ความสุข ที่เป็นนิพพานได้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า..มีแต่ศาสนาพุทธเท่านั้นที่จะสอนให้เรารู้เท่าทันความสุขความทุกข์และอยู่เหนือความสุขความทุกข์ได้ วัฏฏะเราก็จะลดน้อยลงไป พ่อครูว่า...จิตวิญญาณที่มีความยึดติดในนรกสวรรค์และความสุขความทุกข์ มันเป็นตัวกูของกูเป็นตัวเรา อัตตาที่มันตีไม่แตก ที่สุดจนกระทั่งทำให้ตัวเองไม่มีความรู้จนกระทั่งตายไปแล้วชาติเดียว แล้วก็ไปอยู่กับพระเจ้าไปอยู่กับสวรรค์ จริงๆแล้วมันมีการเวียนว่ายตายเกิดแต่เขาจบความรู้เขาได้แค่นั้น ตายไปแล้วไปอยู่กับสวรรค์กับพระเจ้า แต่เขาไม่รู้ความเวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้จักกรรมวิบาก เพราะฉะนั้นจะมาล้างกิเลสที่มันก่อกรรม โดยเฉพาะมันก่อกรรมให้เกิดตัวตน เขาเรียนรู้ต่อไม่ได้ในศาสนาเทวนิยมทั้งหมด มีแต่ศาสนาพุทธ ถ้าจะพูดก็เป็นศาสนาเดียวที่บริบูรณ์สมบูรณ์ที่สุดเลย มีนิรันดรถึง 2 ข้าง นิรันดรที่จะมีให้อีกนาน จนไม่ปรินิพพานไปสักที อย่างพระอวโลกิเตศวรไม่รู้กี่ล้านปีกี่ล้านๆๆๆชาติ คุณก็อยู่ได้ แต่มันมีคุณสมบัติวิเศษของพุทธตรงที่เมื่อพัฒนาตัวเองถึงจิต อรหันต์ ขั้น ที่ 4 ของพระอาริยะ คนนี้จบ สัพพปาปัสสอกรณัง กุสลสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง ไม่มีอกุศลเจตนาอีกเลย ถ้าจิตวิญญาณและอัตภาพนี้จะยังอยู่ในวัฏสงสารในโลกยังหมุนเวียนในโลกต่อไป มันก็รับรองได้แล้วรับประกันได้แล้ว ไม่มีโทษมีใครต่อใคร มีแต่คุณค่าประโยชน์ เพราะฉะนั้นธาตุจิตนิยาม นี้จะอยู่ต่อไปอีกนานเท่าไหร่ ก็เชิญอยู่ได้เลย เพราะมันไม่มีโทษมีแต่คุณ โทษกับคุณคำสุดท้ายเมื่อตรัสรู้แล้วพระพุทธเจ้าบอกว่ารู้จักดีรู้จักชั่วรู้จักคุณรู้จักโทษ ไม่มีชั่วไม่มีโทษมีแต่ดีกับมีแต่คุณ ก็อยู่ไปสิ แล้วมีตัวกำหนดรู้มีสัญญากำหนดหมายด้วยและมีธาตุที่วินิจฉัยตัดสิน อย่างดีด้วย ว่าอย่างนี้ดีอย่างนี้ถูกของสังคม ที่ร่วมอยู่ด้วยแต่ละกลุ่ม ดีของกลุ่มนี้เป็นเลวของอีกกลุ่มก็ได้เป็นสมมติสัจจะ แยกปรมัตถสัจจะออกอีกด้วย ซึ่งละเอียดลึกซึ้งมาก สรุปแล้ววัฏฏะของอุตุ พีชะ เราไม่ต้องยุ่งเกี่ยว วัฏฏะที่มีธาตุจิตวิญญาณอยู่นี่แหละอันนี้เราต้องศึกษาเรียนรู้ จนกว่าคุณจะรู้ว่า ถ้าคุณกระทบกับเหตุปัจจัยอะไรที่เป็น 2 เราไม่วนกับคุณอีกแล้ว 1. ไม่วนโดยไม่ต้องไปเกี่ยวข้องคุณไกลห่างเลยอย่างเช่นอบายมุข เราก็อยู่ของเราคุณก็อยู่ของคุณ คุณจะเป็นอย่างไรก็อยู่ของคุณเราก็อยู่ของเราไม่เกี่ยวกันเลย 2. เกี่ยวกันแต่เราไม่เสพกับคุณ แต่มันสัมพันธ์กันอยู่ สัมผัสกันอยู่เกี่ยวข้องกับโลกเขา คนชั่วคนอะไรก็มีอยู่ในสังคม แต่เราก็อยู่ร่วมได้ แล้วเราจะมีปฏิภาณรู้ว่าไม่ให้เขาเอาอะไรร้ายมาใส่เรา เราไม่ทำร้ายอะไรเขาแล้ว แต่เราก็จะไม่ให้เขามาทำร้ายเราได้ด้วย ก็คนมันไม่ดีมันทำร้ายเราได้เราเองก็จะเจ็บ จะต้องมีอะไรแปดเปื้อนมันไม่ดี สูงกว่านั้นแม้เขาจะทำร้ายเราก็ไม่ถูกทำร้ายเราไม่แปดเปื้อน ไม่มีปฏิกิริยาเลยเราเหมือนความว่าง เหมือนเขารู้สึกเองคนเดียวเราไม่เป็น อันนี้สูงสุดเป็นผู้เป็นเช่นนั้นเลยในจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นเราก็มาเรียนรู้วัฏฏะที่มีจิตวิญญาณร่วมด้วย ให้มันเป็นความสูญเป็นความว่างเป็นความหลุดพ้น ความหลุดพ้นก็จะมีละเอียดลออลึกซึ้งขึ้นไปอีก หลุดพ้นแล้วจะมาทำงานตอแยยุ่งกับเขาได้ อาตมาอย่าว่าแต่ตอแยเลย ด่าว่าเขาได้ด้วย แต่ต้องมีบารมีจริงๆ ถ้าหากไม่มีบารมีจริงๆคุณตาย ไม่รอดนะ อย่านึกว่าคนอื่นเขาไม่ทำร้ายนะ เขามีกิเลส ไม่เหลือ วัฏฏะมีทั้งพีชะ และวัตถุ เรียนรู้ที่มีอยู่ในจิตวิญญาณของเรา ถามว่ามีวัฏฏะอื่นอีกไหมนอกจากวัฏฏะดังกล่าวก็เอาแค่นี้ก่อน เอาวัฏฏะที่คุณไปยุ่งเกี่ยว แล้วมีความสุขความทุกข์ให้มันไม่มีอิทธิพลให้มีจิตที่ วัสสวัตตี มีอำนาจจิตอยู่เหนือมันได้นี่เป็นอำนาจจิตสมบูรณ์

_SMS วันที่ 9 พ.ค. 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ สมณะ สิกขมาตุ : บ้านราช)

_7757ขออาราธนาให้หลวงปู่อย่าเพิ่งรีไทร์น่ะครับผม ถ้าไม่ติดตามหลวงปู่แล้วกระผมก็ไม่รู้ว่าจะติดตามใครดีแล้วล่ะครับ น้อมกราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูงครับกระผม นายสันติ จรูญวิทยากร ครับ.

สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน จัดการอย่างไรกับใจขุ่นมัว _1614 จิตมันขุ่นมัวบ่อยๆ กุศลจิตเกิดขึ้นเพื่อรับรู้อะไรๆ สารพัด ใช้ข้อธรรมใดเพื่อละ อกุศล จิตนี้ได้บ้าง ปิติ ฉันทะ ขันติ พ่อครูว่า...คุณก็ทำจิตให้เป็นกุศลรับรู้อะไรสารพัด แต่ถ้ารู้บ่อยๆว่าเป็นอกุศล แต่พูดไปแล้วเหมือนมีแต่บัญญัติ ไม่เป็นสภาวะ ถ้าสภาวะคุณมีฉันทะตัวนี้เป็นตัวต้นเลย มีความเข้าใจความยินดีพอใจถ้าจิตใจคุณมีฉันทะในการที่จะไม่มีจิตขุ่นมัว จะล้างจิตขุ่นมัวเป็นต้นหรืออกุศลจิตตัวนี้ คุณอ่านอาการของจิตใจที่ขุ่นมัวเป็นอย่างไรแล้วก็รู้ว่าคุณเคยมีไหม จิตที่มันไม่มีอาการขุ่นมัวจิตมันใสสะอาดกว้าง กับจิตขุ่นมัว มันก็เป็นเทวะเป็นธรรมะ 2 อย่าง คุณก็ทำให้เป็นจิตที่ใสสะอาด คุณจะไปทำเป็นจิตใจขุ่นมัวทำไม มันง่ายออกจะตาย ใช่ไหม คุณก็เอ้อ ทำจิตสะอาดโปร่งใสสะอาดสว่างไม่ต้องไปขุ่นมัว คุณก็ทำอย่างนั้นสิ แต่คุณก็บอกว่าทำไม่ได้ ก็จิตใจคุณเป็นไปได้ไหมมีไหมถ้าคุณไม่มีเลยคุณต้องพยายามเลย เรียนรู้ให้ได้ว่าจิตที่มันว่างจากที่มันหยาบที่สุด อะไรที่จิตใจต้องขุ่นมัวที่มันร้อนที่สุดหยาบที่สุดฆ่ามันออกก่อนอันแรก ไม่อย่างนั้นคุณสับสนเยอะแยะไปหมดเลยไม่ชัดเจนคุณก็จะรบกวนสับสนแล้วคุณก็จะอะไรก็ไม่รู้มันก็จะเลอะเทอะไปหมด มันต้องเป็นลำดับเอาอย่างต้นก่อน หยาบๆก่อนคู่แรกให้ชัดแล้ว คุณจะไม่ถามวน คุณ 1614 ถามบ่อยถามวนนะ เอาก่อนสิ แล้วคุณจะรู้ตัวอย่างที่สำคัญแล้วจบ แล้วตัวอย่างที่ 2 ก็จะดีขึ้น ตัวอย่างที่ 3 4 5 6 ก็ยิ่งจะชัดเจน ถ้าไม่เช่นนั้นคุณก็จะทำอย่างนี้วนไปอีก ต้องเอาตัวอย่างคู่ใดคู่หนึ่งก่อน ความเป็นลำดับเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 จึงอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญมากเลยคนที่ตะกละตะกลามจะเอาทั้งหมด หนึ่งก็จะเอา 5 ก็จะเอา 100 ก็จะเอา รับรองคุณไม่ได้สักอย่าง เละ นะ สมณะเดินดินว่า...ถามตกในบ่อส้วม แล้วทำอย่างไรจะได้ความสะอาดบริสุทธิ์ พ่อครูว่า...คุณก็ดับจิตเลยไม่ให้รับรู้ คุณก็อย่าหายใจสิ แล้วก็ดับจิตไปเลยอย่าหายใจ หรือคุณหายใจก็ได้อากาศอยู่แต่คุณไม่รู้ว่ามันไม่บริสุทธิ์เท่านั้นเอง คือ สมมุติสิ่งที่คุณสมมุติแล้วมันเป็นไปไม่ได้ แล้วจะให้ตอบว่าเป็นไปได้ ก็โจทย์ของคุณมันเป็นไปไม่ได้แล้วแล้วจะให้อาตมาตอบอย่างอื่น อาตมาก็จนด้วยเกล้า มาถามปัญหาที่จนด้วยเกล้าอาตมาก็จนแต้มแต่ถ้าจะให้ตอบก็ตอบได้อย่างที่ตอบไป ให้เรียงลำดับ เรียนรู้จิตใสๆกับจิตขุ่นมัว ไม่ใช่ไปทำแบบลอยลม มีจิตใสๆอย่างไม่มีเหตุปัจจัย มันก็ขุ่นมัวอยู่ตลอดกาลเมื่อดับเหตุได้แล้วมันก็ใสเป็นสัจจะ มันต้องมีคู่หนึ่งมันมี 2 ต้องเรียนรู้ทีละ 2

สื่อธรรมะพ่อครู(บุญ) ตอน ทำใจอย่างไรกับบาปที่ได้ทำผ่านไปแล้ว _9454นมัสการครับ มีเรื่องปรึกษาท่านสมณะและหลวงปู่ครับ ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยคึกคะนอง เผยแพร่สื่อลามกอนาจารลงในสื่อออนไลน์ บาปทันตาเห็นผ่านไป 2 ปีข้าพเจ้าปวดตามาก รักษาไม่หาย เเต่ตอนนี้ข้าพเจ้าสำนึกผิดแล้วว และเป็นตราบาปในชีวิต. และตอนนี้วัยรุ่นในสื่อออนไลน์ก็คงส่งต่อๆในสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยเผยแพร่ไว้ ข้าพเจ้ากังวลเหลือเกินว่าบาปจะยิ่งเพิ่มขึ้นๆ จะทำอย่างไรดีครับ ถ้าพ่อแม่รู้คงจะเสียใจมากครับ. ช่วยชี้ทางผมด้วยครับผมผิดไปแล้ว พ่อครูว่า...คุณหยุด แล้วจบ สิ่งที่คุณจะไม่สามารถตามเหตุปัจจัยของมันได้ก็เป็นวิบากของใครของมันต่อๆกันไป เข้าไปดูก็เป็นวิบากต่อกันไปก็จะเป็นวัฏสงสารอย่างนั้น คุณก็พยายามหยุดของคุณแล้วก็สร้างกุศล 1 คุณหยุด จบในตนเอง แม้จะมีวิบากย้อนกลับมาหาตัวเองก็ต้องรับ วิปากทุกข์นี้พระพุทธเจ้าก็ยังเลี่ยงไม่พ้น ก็ต้องจำนน อย่าไปกังวล คุณสำนึกสิ อย่าทำชั่วอย่างนั้นอีกแล้วก็วางไป ไม่เช่นนั้นก็จะซ้ำซากวนเวียนเศร้าหมองไม่หาย ถ้าคุณแล้วไปแล้วก็จบไปแล้ววิบากมันจะตามมาก็รับ แม้มันจะต้องเจ็บปวดทรมาน ดีไม่ดีวิบากที่หนักเข้าเอาถึงตายก็จำเป็นต้องตาย เช่นพระโมคคัลลานะตายแล้วตายอีกกี่ชาติต่อกี่ชาติอย่างนี้เป็นต้น ใครก็เคยทำผิดมาทั้งนั้นแม้แต่อาตมา แต่มาในชาตินี้ก็มีบารมีเพิ่มขึ้น

_อเล็ก โพธิ์ศรี · ถ่ายทอดเวลาไหนบ้างค่ะ พ่อครูว่า…ก็ถ่ายทอดตลอดเวลา โทรทัศน์บุญนิยมถ่ายทอด 24 ชั่วโมง คุณก็เลือกดูตามผังรายการ รายการอาตมามีสด วันอาทิตย์ 09.00-11.00 และวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ก็มี 18.00-20.00 น. รายการพุทธศาสนาตามภูมิ สด นอกนั้นก็รีรัน วันละสองรอบ ติดตามก็ดีแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน ความคิด ปัญญา ญาณ แบบไหนนอกพุทธ _อัมพร กุลศักดิ์ศิริ · กราบเรียนถามพ่อท่านว่า คนกินเหล้าเขารู้ว่ากินเหล้าไม่ดีเสียเวลาเสียเงินเสียสุขภาพ เลิกเหล้าเมื่อไรก็ได้อยู่ที่ใจ อยากเลิก แต่เลิกไม่ได้สักที่จะทำอย่างไรครับท่าน พ่อครูว่า…คุณอาจจะเลิกได้เป็นคราวๆ แต่เสร็จแล้วก็วนเวียนอีก นี่คือความสำคัญของการไม่จบนิพพาน นิพพานนั้นจะต้องไม่เวียนกลับอีกเลย นิรันดรด้วย คุณจะไม่เวียนกลับอีกเลยนิรันดร มันต่างกันตรงนี้แล้วคุณบอกว่าชั่วคราว พวกชั่วคราวนี้ก็ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ดีไม่ดีสะกดไว้ได้นานมากแล้วก็ดับได้นานมาก เมื่อตื่นมาก็รู้สึกว่าสะกดได้อยู่นาน จนนึกว่าเราได้เป็นนิรันดร์ สะกดได้นะสะกดไว้ไม่ได้ล้างกิเลสออก นาน ก็เลยนึกว่าไอ้นี่แหละนิรันดร์ นี่คือเทวนิยมตัวร้าย อาฬารดาบส อุทกดาบสนี่แหละ หลายคนเกิดมามีขันธ์ 5 มีจักษุ แต่คนไม่มี วิชชาญาณ ปัญญา แต่มันมีอาโลก แสงสว่าง คุณมีเวลาอยู่ในโลกวันละ 24 ชั่วโมงแต่คุณสะกดจิตได้นานกว่า 24 ชั่วโมง คุณก็หลงนึกว่าคุณเก่ง เสร็จแล้วก็นึกว่าคุณได้แล้วนิรันดรนี่คือความซวยตรงนี้แหละ เพราะฉะนั้นมาเรียนรู้ที่ลืมตาปฏิบัติ อย่าไปนั่งหลับตาสะกดจิต คนนั่งหลับตาสะกดจิตอาตมาเห็นใจจริงๆเลย น่าสงสาร อย่างอ.บูรพา ผดุงไทย เขียนในไทยโพสต์แท็บลอยด์ อาทิตย์ละครั้ง เผยแพร่แบบเทวนิยมสมถะ ยังไม่ตื่นยังไม่อะไรเลยยังไม่ออกมายังจมอยู่อย่างนี้น่าสงสารที่สุดเลย ฟังดูตัวอย่าง คำว่าฌาน อ.บูรพาก็ไม่รู้ ฌานคืออาการที่เป็นไฟ แต่ไปเข้าใจว่าเป็นอาการเพ่งอยู่ในจิต ฌานคืออุณหธาตุที่จะเผากิเลส เป็น dynamic แต่เขาเข้าใจเป็นแบบ static จึงต้องอีกนานมากกว่าจะรู้ อาจารย์บูรพาอายุไล่เลี่ยกับอาตมาตอนนี้อายุ 70 กว่าแล้วอาตมาก็ 80 กว่า ขึ้นหัวข้อว่า “นิวรณ์ในฌาน”....ในการเข้าฌาน (พ่อครูว่ายังมีเข้าออกเป็นแบบเทวนิยม) ในการเข้าฌานนั้นถ้าจิตมันเข้าสู่ภาวะ ฌาน ได้ นิวรณ์ต่างๆทางกายทางจิตมันก็ครอบงำจิตเราไม่ได้อยู่แล้ว (พ่อครูว่า อันนี้เป็นฌานแบบหลับตา ) ตรวจดูอาการในจิตตัวเองไม่มีกิเลสไม่มีกามไม่มีพยาบาทไม่มีง่วงเหงาหาวนอนไม่มีฟุ้งซ่านมันสบายนิ่งรู้ อย่างชัดเจนไม่สงสัยไม่มีวิจิกิจฉา อ่านในอาการ ลิงค นิมิต ในจิตในภวังค์แคบๆภายในภพ ตาหูจมูกลิ้นกายไม่เกี่ยวมีทวารเดียว มันไม่ยาก ง่าย ที่นิวรณ์ต่างๆครอบงำจิตเราได้เพราะเราว่าจิตเรายังไม่เดินเข้าสู่สภาวะฌานสมาธิอย่างแท้จริง ที่ทางกายและทางจิตมันก็ครอบงำ นิวรณ์ครอบงำเราไม่ได้อยู่แล้วถ้าจิตเราเข้าสู่ฌาน (หลับตา พ่อครูว่าตอนนั้นนิวรณ์เข้าไม่ได้ก็จริงอยู่แล้ว ) เพราะว่าจิตเรายังไม่เดินเข้าสู่สภาวะฌานสมาธิ พอเราปฏิบัติอบรมจิตจนจิตมันได้เป็นสภาวะฌานสมาธิ นิวรณ์มันจะครอบงำอะไรเราไม่ได้เลย (พ่อครูว่า จริง อาตมาก็ไม่สงสัยว่าทำได้จริงเพราะเคยทำมา ) แม้ว่าจะออกจากฌานสมาธิแล้วก็ตาม ปัญญา ในส่วนที่เคยเข้าฌานมาก็จะสามารถสยบนิวรณ์อย่างที่ หยาบๆได้ง่ายๆ ปัญญา (พ่อครูว่า...ปัญญาของอาจารย์บูรพาต้องเกิดในขณะเข้าฌานสมาธิแบบนั่งหลับตาและปัญญาจะโผล่ขึ้นมาให้เห็น เป็นปัญญาคนละเรื่องกับปัญญาทางพุทธ ที่ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสและจะเกิดมีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ครบองค์ 6 แต่นี่นั่งหลับตาแล้วมันก็จะเกิดขึ้นมา) ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในฌานตาม แต่ปัญญาที่มันเคยเข้าไปถึง มันจะมีปัญญาแจ้ง ที่ติดออกมาด้วย ทำให้เมื่อเกิดนิวรณ์อย่างหยาบๆนั้นมันสามารถใช้ปัญญาสกัดกั้นนิวรณ์พวกนั้นได้ แต่ถ้าไม่อยู่ในฌาน แต่ถ้าเป็นการอบรมจิตล้วนๆแล้วนิวรณ์เข้าไม่ได้ เพราะตัวตนมันหายหมด ลมหายใจก็ไม่ปรากฏ พวกนิวรณ์หรืออาการต่างๆทางกาย มันก็เลยหายไปหมดด้วย ก็ใช่คุณอยู่ในภพของจิตเท่านั้น หากเราไม่ได้ปฏิบัติสมาธิภาวนาอบรมจิตปฏิบัติได้ก็จะเป็นแต่เพียงความคิดเท่านั้น (พ่อครูว่า..ปัญญาตัวที่อาจารย์บูรพาพูด มันจะไม่ใช่แค่ความคิดแต่จะเป็นตัวรู้ที่ พุ่งขึ้นมารู้ ถ้ายังมีความคิดอยู่ไม่ใช่ปัญญา ตรงกันข้ามกับศาสนาพระพุทธเจ้าที่จะต้องมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ต้องเปรียบเทียบ ต้องขบคิดต้องอะไร แต่นี่ให้มันใสปุ๊บสะอาดปั๊บเป็นอย่างนั้นเลย เป็นสิ่งที่เป็นอุปาทานเป็นนิรมาณกาย เป็นองค์ประกอบคือธาตุรู้ของคุณกับอีกอันหนึ่งแม้จะเป็นความว่าง สองอย่างที่คุณรับรู้ก็สร้างอันนี้ให้ตัวเองก็นึกว่าเป็นสมบัติ ก็ได้แต่ตอนหลับตา พอลืมตาออกมาสิ่งเหล่านี้ไม่มีเพราะไม่เป็นความจริงมันเป็นอุปาทานที่คุณสร้างขึ้นมาเป็นนิรมาณกาย แล้วพวกเทวนิยมจะสร้างขึ้นมาอย่างนี้ด้วยกันร่วมกันได้จะกลายเป็นอุปาทานหมู่ แต่ไม่ใช่รูปอันเดียวกันนะ ต่างคนต่างเป็นเป็นนิรมาณกายเป็นกายว่างๆนี้เหมือนกันหมดเลย จึงเรียกว่าสัมโภคกาย คือการที่คนบริโภคความลวง บริโภคความไม่จริงเป็นอุปทานเหมือนกันไปหมดเลย แล้วก็เป็นอาทิสมานกาย เป็นองค์ประชุมของรูปนามหรือสังขารที่ปรุงแต่งขึ้นมาต่างคนต่างไม่มีใครเห็นความจริง แต่คุณนิรมาณกายขึ้นมา ความจริงมันไม่มีเลยเป็นอาทิสมานกาย นี่คือกาย 3 คือ นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย อทิสมานกายคือมันไม่มีไม่เห็นหรอก สัมโภคกายคือบริโภคร่วมกันแล้วสร้างอย่างเป็นตัวตนร่วมกันด้วยนิรมาณกาย แต่มันไม่มีตัวตนจริง เป็นของลมลมแล้งๆยิ่งกว่าลมลมแล้งๆ ก็ปั้นให้มันมีได้ เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งมาก มันไม่มีตัวตน เป็นดินน้ำไฟลมเลย เพียงอากาศยิ่งกว่าลมแล้งๆขึ้นมา ก็สุดสงสาร คุณจะจมอย่างนี้อีกนานเท่านานกับสิ่งที่มันไม่มีอะไรไม่มีจริงเลย เมื่อไหร่อาจารย์บูรพาจะตื่นก็ไม่รู้ แล้วก็มีลูกศิษย์ลูกหานำพากันไป ถ้าจะมาพูดเพื่อเป็นตัวอย่างให้ศึกษากัน ในโลก พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีอาจารย์ 6 คนในต่างมุมของความคิด 6 อย่าง ท่านรวมแค่ 6 อย่าง ที่จริงมันมีเป็นร้อยเป็นล้าน มันจะมีแนวคิดแตกต่างกันไปเป็นธรรมดาธรรมชาติต้องมีสำหรับคนที่ต้องแสวงหาอยู่ ยังไม่มีญาณปัญญา รู้สัจธรรมมันเป็นธรรมดาธรรมชาติบังคับเขาไม่ได้เขาต้องเป็น แต่อาตมาอธิบายให้กับผู้ที่ยังจมอยู่กับอาจารย์บูรพาระวังจะจมไปอีกนานเท่านานเหมือนกับอาจารย์บูรพา เพราะฉะนั้นต้องหาสิ่งที่ต่างจากอาจารย์บูรพาบ้างแล้วก็จะพบการเปรียบเทียบและคนก็ตัดสินในตัวให้ดี อาจารย์บูรพาเป็นอย่างที่อาตมาว่าหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะจมไปอีกนานเท่านานงมงายอยู่กับสิ่งที่ไร้ความจริง ไร้สาระแท้) เช่นเราปฏิบัติไม่ถึงฌานสมาธิก็ได้แต่นั่งคิดธรรมะเอา เช่น ปฏิบัติไปก็เกิดความว่างขึ้น แค่ระดับว่างๆ เฉยๆ ยังไม่ถึงฌาน (พ่อครูว่าพยัญชนะทั้งนั้นเลย) ก็อาจจะเจอสภาวะต่างๆที่มากวนใจได้ เช่น จากนิวรณ์บ้าง หรือจากสิ่งต่างๆที่เกิดในจิตบ้างเพราะความว่างนั้นยังไม่ถึงฌานสมาธิ (พ่อครูว่า...แล้วเมื่อไหร่คุณจะถึงฌานสมาธิ คุณทำให้เกิดจิตว่างได้แล้วก็ทำให้มันตั้งมั่นเป็นสมาธิ) เพราะความหวังยังไม่ถึงฌานสมาธิเราจึงได้แค่ใช้ความคิดนั้นนั่งคิดทำไปเรื่อยๆ เคยอ่านเคยฟังสิ่งใดมาก็นำมานั่งคิด (พ่อครูว่า..คุณก็วนเวียนอยู่ในสัญญาเอามานั่งย่อยนั่งคิด จะต่อยอดความคิดไปแบบไหนอย่างไรก็ตามมันก็แค่ความคิด ไปติดใจอะไรในความคิด ) ถึงแม้ว่าธรรมะที่เคยได้ยินได้ฟังมาเราจะวิเคราะห์ธรรมะเหล่านั้นจะต่อยอดจินตนาการความคิด จนฟังดูลึกซึ้งแค่ไหนก็ตาม มันก็ยังเป็นแค่ความคิด ยังไม่ใช่ปัญญาแท้จริง (พ่อครูว่า... ปัญญาของท่านอาจารย์บูรพา คือจะต้องเป็นตัวความรู้ที่เกิดจากการนั่งทำฌาน แล้วมันจะโผล่ขึ้นมาเลย อย่าไปคิดจะไปเปรียบเทียบอะไร แล้วเป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้ มีตัวสำคัญตัวนี้ ที่เขาเคยอธิบายคือตัวที่ไม่เคยรู้มาก่อน ที่จริงแล้วตัวที่ไม่เคยรู้มาก่อนที่นั่งหลับตาแล้วมันขึ้นมามันคือสัญญาเก่า แต่คุณจะไปรู้นิพพานจะไปรู้อะไรใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยการลืมตามีสภาวะนั้นไม่มีหรอก คุณเข้าไปดูของเก่าที่คุณเคยมีอยู่มันมีอยู่ในสัญญาไม่รู้กี่ล้านชาติ มันขึ้นมาคุณก็ดีใจ แล้วพระพุทธเจ้าก็สรุปความรู้อันนี้ ถ้าจากอดีตมีแต่ 18 อย่าง ถ้าอนาคตที่ปรุงแต่งกันขึ้นมาจะมีอันใหม่ก็ตาม เก่าก็ตาม ในอนาคตมันจะมี 44 อย่าง พระพุทธเจ้าท่านแจกแจงเอาไว้ในพรหมชาลสูตรมีทั้ง 62 ทิฎฐิ คุณจะนึกคิดอย่างไรมันก็มีแค่ 18 สรุปย่อเค้นคั้นมา 18 อย่าง สักวันอาตมาจะเอามาอธิบายทิฏฐิ 62 นี้ ซึ่งถ้าคั้นเค้นแล้วอดีตมี 18 อนาคตมี 44 อาตมามั่นใจว่าพอรู้จะอธิบายได้แม้จะยังไม่เต็มที่ อาจารย์บูรพายังติดยึดอันนี้ในตัวเองมันเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งพูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่องต้องคนที่มั่วด้วยกัน อาตมาไม่มั่วอาตมารู้ก็เลยพูดกับท่านได้รู้เรื่อง อาตมาพูดไปเผื่อท่านจะได้ยิน แต่ท่านไม่ฟังหรอก ถ้าเกิดจะฟังอาตมาเดี๋ยวจะไม่ยอมก็เลยไม่ฟัง ) จะต่อยอดความคิดแบบไหนก็ตามมันก็เป็นเพียงแค่ความคิด น่าจะเป็นธรรมะที่เคยได้ยินได้ฟังมา มันก็วิเคราะห์ธรรมะเรานั้นจะต่อยอดจินตนาการความคิด จนฟังดูลึกซึ้งแค่ไหนก็ตามมันก็ยังเป็นแค่ความคิดยังไม่ใช่ปัญญาแท้จริง (พ่อครูว่า...ปัญญาของอาจารย์บูรพาคือแบบลมๆแล้งๆไม่มีประโยชน์อะไรต่อโลกเลย แต่ที่จริงมันคือสัญญาเก่าของอาจารย์บูรพาเองที่ไปหลงว่าเป็นปัญญามันคือสัญญาเก่า หมดสัญญาเก่าแล้ว สัญญาเก่ามี 62 เท่านั้นอ.บูรพาเอ๋ย นอกจากนั้นก็จะไปสร้างขึ้นมาอีก ) ความลับของจิตนี้ เกินกว่าความคิดหรือสมมติบัญญัติใดๆจะมาอธิบายได้ ครบถ้วนจนกว่าจะหยุดคิดได้เมื่อไหร่จิตมันถึงจะรู้ ( พ่อครูว่า..เป็นสัญญาเก่าที่เขามีมันมีเป็นล้านชาติไม่หมดง่ายๆหรอก ) ความคิดจึงไม่ใช่รู้ (พ่อครูว่า.. ถ้าความคิดไม่ใช่รู้มันก็เป็นวัตถุเป็นอุตุนิยาม เพราะธาตุรู้ทุกธาตุคือธาตุจิตนิยามนามธรรมแล้ว บอกว่าความคิดไม่ใช่ธาตุรู้ มันก็เป็นอุตุนิยามสิ ขนาดธาตุพีชนิยามมันก็ยังรู้เลย พีชะก็คิดแค่กรอบของมัน มันได้แต่เอาตามกรอบของมันท่าเดียว พีชะ ถ้าอ.บูรพาไม่สามารถเข้าใจพวกนี้ได้จะมาแยก พีชนิยาม อุตุนิยาม จิตนิยามไม่ได้หรอก เมื่อแยกไม่ได้ กรรมนิยามคุณทำไม่ได้ ไม่เดิน ต้องแยกจาก สามนิยามนี้ พืช อุตุ จิต ก็เป็นไปไม่ได้เลย ) ความคิดถึงไม่ใช่รู้ รู้สึกไม่ใช่ความคิด (พ่อครูว่า...แล้วจะให้ความคิดมันเป็นอะไร ให้มันเป็นดินน้ำไฟลม คิดนี่) อาการรู้นั้น เป็นอาการที่เกิดความเข้าใจ เข้าใจแล้วนี่มันไม่ต้องคิด เข้าใจด้วยไม่ใช่มีกรอบของสมมติบัญญัติครอบเป็นอัตตาอะไรอยู่ เช่นเราเคยเรียนรู้อะไรมาตั้งแต่เด็กจนโตมันก็สะสมเป็นความคิดเป็นประสบการณ์ต่างๆไว้ หากเรายังคิดอยู่ จะคิดเท่าไหร่มันก็ไม่พ้นอำนาจจากกรอบของสิ่งที่ครอบเราอยู่ แล้วสิ่งที่ครอบเราอยู่มันไปยึดเป็นมาตรฐานต่างๆ เป็นความผิดชอบชั่วดี ที่ถูกปรุงแต่ง โดยสมมุติบัญญัติ ความคิดที่มันเกิดจากกรอบของอัตตา มันจึงไม่พ้นจากกรอบของสมมุติบัญญัติได้ ต่อให้มันต่อยอด ลึกซึ้งแค่ไหนมันก็ไม่ใช่รู้แจ้งแท้จริง จนกว่าจิตเราจะเลยจากกรอบนี้ไปได้ มันถึงจะรู้แจ้งแทงตลอด รู้แบบไม่มีกรอบ มันแจ้งโลกแจ้งธรรม ซึ่งจะไม่เหมือนกับที่เราได้เรียนได้ยินมา (พ่อครูว่า..น่าเห็นใจมากเลย) บางคนภาวนาไปจนถึงขั้นรู้นี้ แต่มันจะไม่ได้รู้ทันทีหรอก ภาวนาไปสิ้นสุดความคิดแล้วมันก็ไม่มีอะไรให้รู้เรียกว่ามันรู้ ว่าง ถึงแม้จะว่าง แต่มันก็ยังเป็นอาการรู้ แต่ไม่ใช่คิดนะ เพียงแต่รู้นั้นมันไม่มีอะไรให้รู้เท่านั้นเอง มีโอกาสก็ปฏิบัติไปเถอะ พอจิตมันพร้อมแล้วมันรู้เอง ไม่ต้องไปกังวลว่ามันจะไม่รู้อะไร ยิ่งมีครูบาอาจารย์แนะนำให้มันไม่ว่างหรอก พอมันถึงความพร้อมแล้วมันจะรู้เอง เป็นปัญญาผุด ที่มันจะอ๋อขึ้นมาเอง (พ่อครูว่า..โอ้โห อาตมาเห็นใจ อาตมาเคยประสบอย่างที่อาจารย์บูรพาพูดนี้แล้วเขาติดอยู่เมื่อไหร่เขาจะเลิกหนอ ติดยิ่งกว่า) อาการรู้อย่างที่เขาปฏิบัติก็คืออาการรู้ธรรมะอย่างนี้เหมือนกันนี่แหละเรื่องของจิตจึงเป็นเรื่องสากลที่ไม่ได้แบ่งแยกทางชาติศาสนา (พ่อครูว่า..ตกลงคุณไม่เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นไม่เป็นอื่น คุณก็เลยไปเอาอื่นๆมานั่งหลับตามันจะได้เหมือนกันหมดเป็นสากล แต่ขอยืนยันว่าของพระพุทธเจ้าไม่ใช่อย่างนั้นของพระพุทธเจ้าเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ อันเดียวกันเท่านั้นเองแต่เป็นของศาสนาพุทธเป็นของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ทุกพระองค์มีมาไม่รู้นับองค์ไม่ถ้วน ก็เห็นความต่างกันไม่ได้ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน