621122_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก อาริยบุคคล 7 ระดับ ผู้อยู่เป็น.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์29 KB
วันที่แก้ไข28 มกราคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

621122_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก อาริยบุคคล 7 ระดับ ผู้อยู่เป็น อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1GBaL4GrzIHS4bgmp6ii-bYXNrzC3AzWzJBbzlsPzRFk/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1ZjiwB4tw7FV8MmAUSPwuz2bp3sK48t6d สมณะเดินดินว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ที่บวรสันติอโศก อาตมาไปปฐมอโศก ก็ได้ใช้วิบากกรรม ถูกตะขาบกัด เลยไม่ได้ขึ้นรายการกับพ่อครูตอนค่ำ ในช่วงที่ปวดอยู่ ได้เห็นข่าวว่าคุณยายไปแจ้งจับ ลูกสาวที่โกงเงิน คุณยายป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงต้องเจาะคอ อุตส่าห์เก็บเงินไม่ให้โจรขโมยมาลักไปแต่ก็สุดท้ายลูกในไส้ไม่รู้จะป้องกันอย่างไรเขาเอาไปจนเกลี้ยงเลย พ่อครูว่า… SMSวันที่ 20พ.ย.2562(พุทธศาสนาตามภูมิ พ่อครู : ปฐมอโศก) _คิดถูก Kidtook Kidtook :คนที่ตำหนิพ่อครูคือคนที่ถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า มันไม่ได้โดนพ่อครูและไม่ทำให้เจ็บ พ่อครูว่า…เห็นจริงด้วย ท่านมองได้ชัด

_เอกพล คนของใหญ่ :วันก่อนได้สนทนากับสมณะรูปนึงที่กรุงเทพ เจอสมณะรูปนี้ที่สถานีรถไฟสามเสน เห็นท่านแล้วศรัทธามากเพราะว่า ท่านไม่ใส่รองเท้า ผมยืนแอบอยู่สักครู่ พอรถไฟออกไปแล้ว ผมจึงเดินไปหาท่าน เพื่อจะถวายปัจจัยในการเดินทาง ท่านรับปัจจัยเล็กน้อยของผม แต่ท่านบอกว่า ไม่ได้อยากรับหรอก แต่อยากทำให้ความปรารถนาาของผมในการทำบุญนั้นสมบูรณ์ ท่านมาจากจังหวัดตรัง ขึ้นมากรุงเทพไปสันติอโศกที่สุขุมวิท ดีใจมากที่ได้พูดคุยกับท่านครับ และท่านได้มอบหนังสือให้ผมเล่มนึงด้วย

_ประดับ อินทร์แป้น :ตามปกติแล้วสมณะชาวอโศกจะไม่รับเงินและทอง. ถ้ารับเงินและทองผิดวินัย ข้ออาบัติปาจิตตีย์ ต้องสละเงินและทองนั้นเสีย จึงจะพ้นอาบัติ. ที่ท่านรับ ท่านคงจะอนุโลม เพื่อ

อ่านต่อ

ไม่ให้คุณเสียกำลังใจ💗ครับผม.

_งามศีล เอี้ยมนอก :ขณะที่พระพุทธเจ้าปลงอายุสังขารนั้น มีภิกษุรูปหนึ่งจับกายในของพระองค์ว่า จะเคลื่อนออกจากกายหยาบอย่างไร ดูเหมือนจะเป็น พระอนุรุธทะ พ่อครูเห็นเป็นอย่างไรคะ🙏ขอให้พ่อครูอธิบายด้วยค่ะสาธุ🙏🙏🙏 พ่อครูว่า…ดูเหมือนจะเป็นพระอนุรุทธ ท่านเป็นเอตทัคคะสามารถรู้ใจในใจ ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญได้รับเอตทัคคะทางด้านนั้น ท่านรู้จักแล้วก็ตรวจสอบพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าจะเปลี่ยนแปลงท่านก็ตรวจสอบเท่านั้นเอง ก็จะไปรู้ไปทำไมของพระพุทธเจ้าเป็นพุทธะวิสัย ก็ขอผ่านตรงนี้ก็แล้วกัน กายนอก ก็รู้ร่วมกันได้ แต่กายในคือจิต ต่อเนื่องจากภายนอกและต้องมีภายนอกด้วยจึงเรียกว่ากาย และไม่ใช่ว่ากายนอกไม่ได้มีจิตร่วมรับรู้ด้วย กายมีแต่นอกไม่มีในไม่ได้ กายไม่มีนอกมีแต่ในไม่ได้ เพราะว่ากายคือนอก คนเข้าใจเพี้ยนว่ากายมีแต่นอกไม่มีใน มันก็หลุดไปเลย กายเป็นองค์ประชุมตั้งแต่ 2 ขึ้นไปเท่านั้น บางทีก็มีองค์ประชุมของ 3 4 5 6 7 8 9 10 แล้วแต่จะสามารถรู้องค์ประชุมนั้นเท่าไหร่ รวมกันอยู่เป็นองค์ประชุมเรียกว่ากาย

_นิมราตทีวี Nimarat TV : ท่านสอนธรรมะมุ่งด้านศาสนาเถอะ อโศกนะดีมีธรรมแต่พวกรัฐบาลและข้าราชการในชุดนี้มันไม่ได้เรื่อง ท่านปฏิวัตได้ก็จริง คนที่อยู่กับทีมงานท่านไม่ใช่จะดีทุกอย่าง พ่อครูว่า…ก็ขอบคุณที่แนะนำให้เอาแต่ธรรมะ อาตมาก็เอาแต่ธรรมะเสมอ เพราะจะไม่ได้ร่วมทำงานกับทางราชการหรือทางภายนอกเท่าไหร่ นอกจากจะสำคัญ ถ้าต้องออกไปประท้วง ซึ่งงานสัมพันธ์กับคนภายนอก ไปร่วมช่วยเหลือคนที่มีทุกขภิกขภัย มีอุทกภัยก็ต้องไปก็ต้องทำอย่างนี้เป็นต้น แต่ท่านผู้ที่เข้าใจไม่อยากให้เราไปวุ่นวายยุ่งกับเรื่องโลก ความหมายที่ชัดเจนก็คืออย่างนั้น อยากให้เรามุ่งแต่ทางธรรมะ ธรรมะมันก็ขาดโลกขาดมนุษย์ไม่ได้มันขาดสังคมไม่ได้ ธรรมะคือเรื่องของมนุษย์คือเรื่องของสังคม ธรรมะไม่เกี่ยวกับสังคมไม่เกี่ยวกับมนุษย์นั้น พวกมิจฉาทิฎฐิ เช่นพวกนั่งหลับตาเอาแต่จิตเจตสิกของตนเองแล้วก็จะนิ่งก็จะสงบอะไรไป นั่นแหละคือมิจฉาทิฎฐิ พูดแล้วพูดอีก ศาสนาพุทธไม่ได้สุดโต่ง ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคมเป็นศาสนาที่มีประโยชน์มากต่อมวลมนุษยชาติเรียกว่า พหุชนหิตายะ ทำให้มวลมนุษยชาติอยู่เย็นเป็นสุขเรียกว่า พหุชนสุขายะ รับใช้โลกคือโลกานุกัมปายะธรรมะพระพุทธเจ้าคุ้มครองทั้งคนมีธรรมะและอธรรม

_ธรรมะพระพุทธเจ้าจะคุ้มครองคนมีธรรม ไม่ต้องเอารัฐบาลพลังประชารัฐมาคุ้มครองตัวเองนะครับมันเปราะเปือน ถ้าชาวอโศกเดินตามธรรมจะกลัวอะไรครับ ธรรมกาย เถระสมาคม ใครทำอะไร มันก็จะเดินไปตามกรรมของมันเองละครับท่าน พ่อครูว่า…ก็ถูกแล้วไม่มีปัญหาอะไร

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน การเมืองต้องพึ่งธรรมะจึงไปรอด _ประดับ อินทร์แป้น: นักการเมืองที่ไม่มีธรรมะ อย่าหวังว่าเขาจะให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน.ศาสนาไม่สามารถให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนได้ เพราะไม่มีอำนาจทางศาล ทางนิติบัญญัติ พ่อครูว่า…คุณอย่าดูถูกธรรมะธรรมะจะช่วยได้ คุณพูดอย่างนี้มามิจฉาทิฏฐิ ถ้าหากศาสนาผิดๆ ศาสนามิจฉาทิฏฐิ ก็ใช่ มันให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนไม่ได้ ศาสนาที่สัมมาทิฏฐิศาสนาที่ดีที่สุด ศาลแท้ผู้ที่มีประสิทธิภาพจริงๆ สามารถให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนได้ ศาลก็ต้องยุติธรรม ไม่ผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติรหัสผิดเพี้ยนไปก็ไม่ใช่ความยุติธรรม คุณไม่อาจจะไปดูถูกศาลได้ สมณะเดินดินว่า.. ก็มองว่าศาลนั้นสามารถตัดสินได้ให้ความยุติธรรมได้ แต่ธรรมะตัดสินไม่ได้ พ่อครูว่า...ศาสนาไม่ใช่การบังคับ ผู้ที่มีภูมิปัญญาจึงจะรับได้ ผู้ที่ไม่รู้ได้จะไปตัดสินให้ได้อย่างไร ถ้าเขาไม่เอาเขาก็ไม่รู้เอง ถ้าเขารู้ว่าตัดสินนี้ถูกแล้วเหมือนศาลตัดสินแล้ว เขาก็จะยอมรับ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่มีภูมิปัญญาก็ต้องพึ่งพาอาศัย แต่ว่าศาลมีอำนาจ Command บังคับใครไม่เชื่อตามกฎหมายก็ต้องออกนอกประเทศ มีหลายคนต้องออกจากประเทศไปอีกหลายคนก็กำลังจะตามไป อาตมาเชื่อว่าหากเขาสร้างใหม่เขาก็เป็นเจ้าของอำนาจอย่างเดิม ที่เขาตะโกนนี้มันเป็นการฝันเฟื่อง ว่าเป็นการใช้อำนาจประชาชนเป็นใหญ่ อาตมาไม่เชื่อ จะบอกว่าแนวคิดเขาฝันเฟื่อง ซึ่งฝันเฟื่องได้ แต่อาตมาไม่เชื่อจริงๆว่าถ้าเขาได้อำนาจจะทำได้ตามฝันเฟื่อง แต่อาตมาพาพวกเราทำงานจนจิตใจมนุษย์ทำเป็นสังคมอย่างนี้ นี่ได้แล้วไม่ใช่ฝันเฟื่อง สุจริตยุติธรรมแล้วได้ขนาดนี้ ดีที่สุดแล้วในสังคมทั้งหลายของโลก เพราะคนอโศกไม่ได้มีตัวตน ล้างตัวตนได้จริงๆแล้วอยู่อย่างมักน้อยสันโดษไม่สะสม เสียสละยอมขาดทุนเสียสละอย่างแท้จริง ขนาดธนาธรนี่ เงินไม่กี่บาทก็ยังเป็นเรื่องขนาดนี้ ฟ้องร้องกันอยู่แล้วมันจะได้อะไร แม้แต่คนในพรรคของคุณเองก็ต้องเอาดอกเบี้ยให้เอามาคืน พฤติกรรมอย่างนี้ก็แสดงแล้วสำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุล มีแต่ไอเดียมีแต่ความคิดฟุ้งซ่านว่าฉันจะเอาสวยๆงดงาม แต่พฤติกรรมที่เป็นอยู่ยังทำไม่ได้ในวงเล็กด้วย ในพรรคของคุณเอง แล้วคุณจะมาทำของมหาศาลเลย (ส.เดินดินว่า...วันนี้คนละออกจากพรรคเขาหลายร้อยคนเลย ) นี่ส่อว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม ความคิดเฟ้อสวยๆนี้ได้ แต่กิเลสของคนก็จะทำให้คนทำจริง คุณพูดสวยแต่พฤติกรรมคุณเป็นไม่ได้หรอก แต่ชมธนาธรหน่อยว่า เขาแสดงออกได้ดี ควบคุมอารมณ์ได้ดี สวยกว่าพลเอก ุทธ์ อันนี้เขาได้แต้ม แต่ลักษณะเลิกนั้นพลเอกประยุทธ์ทำงานมาแล้ว 5 ปีเกือบ 6 ปีแล้ว พิสูจน์มาขนาดนี้ อาตมาว่ามันไม่ใช่งานง่ายงานบริหารประเทศชาติ แล้วก็มีเสือสิงห์กระทิงแรดอยู่ขนาดนี้ ไม่ง่ายหรอกธนาธรเอ๋ย แต่พูดอย่างไรเขาก็ต้องทำ ก็ดูไป ไม่ต้องไปดูที่ดูไบ จะมีสิ่งที่จริงเป็นความจริงให้พวกเราดู ละครของมนุษยชาติมีอยู่ตลอดให้ดู อาตมาถือว่า ประเทศไทยมีตัวละครมีเรื่องราวมีเหตุปัจจัยของเรื่อง จะพูดโดยโลกๆง่ายๆ ผู้สร้างพล็อตเรื่องก็คือพระเจ้า หรือธรรมชาติเหตุปัจจัยสร้างพล็อตเรื่องขึ้นมา พล็อตเรื่องสวยแต่ความเป็นจริงจะไม่ได้เป็นไปตามนั้น แม้ว่าพระอรหันต์ก็ตามมาทำก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้นเพราะว่าคนมันเก่งมีมาก ตัวแปรมันมีเยอะ เข้ามาทุกปัจจุบันมันก็ต้องปรับให้ได้ขนาดนี้ มีอยู่ทุกปัจจุบันต่อไปที่ต้องปรับเปลี่ยน เพราะฉะนั้นการที่จะมาจัดสรรสังเคราะห์องค์ประกอบทุกอัน solution ออกมาแต่ละพฤติกรรมสังคม มันไม่ง่ายเลย ความไม่เที่ยงนี้ มันเร็วกว่าจุดแห่ง .0001 ของวินาทีมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความเร็วของความเปลี่ยนแปลง มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเลย ก็จิตของมนุษย์ไม่หยุดที่จะเอาชนะไม่หยุดที่จะแย่งชิง ไม่หยุดที่จะต้องทำ เพราะฉะนั้นที่ทำกันอยู่ในวงการการค้าขายก็ดี วงของการหาลาภยศก็ดี วงของการสร้างอำนาจบาตรใหญ่ก็ดี แม้แต่วงการเสพรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเสพรสอร่อยเสพความสนุกสนานก็ดี ปรุงแต่งกันอยู่ไม่หยุดกันมหาศาล พูดอีกก็ได้แต่มันเมื่อยแล้วพอ สรุปอีกทีถ้าคุณทิ้งธรรมะก็จะไม่มีที่พึ่ง อาตมาเห็นด้วยอย่าหวังจะเอาจากนักการเมืองที่ไม่มีธรรมะ แต่ที่ว่าศาสนาไม่สามารถให้ความเป็นธรรมกับประชาชนได้อันนี้คุณตีทิ้งเลยจะไม่มีที่พึ่งนะ คุณก็อ้างว้างว้าเหว่หมดทาง ไม่ได้ต้องมีที่พึ่งสิ พึ่งได้มากหรือน้อยก็แล้วแต่ แล้วเราก็ไม่ประมาททุก .0001ของวินาที

_รุจิรา วงศ์ปาลี Rujira Wongpalee : พ่อเทศน์เรื่องบุญได้ชัดเจนมาก พ่อครูว่า...ยังเขียนไม่จบหน้าในหนังสือรวบรวมคอลัมน์เปิดยุคบุญนิยม

_สกุณา: อนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุค่ะ ดิฉันรู้สึกประทับใจและศรัทธาที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้แสดงธรรมด้วยความอาจหาญ แกร่งกล้า ไม่มีตัวตน ยืนหยัดยืนยันสัจธรรมความจริง ทักท้วงคนที่หลงเข้าใจผิด ยึดติดบุญแบบผิดๆ พระส่วนมากมักจะสอนให้ญาติโยมยึดติดกับความสุข บุญคือความสุข(แบบโลกีย์)กลายเป็นการปลูกฝังความเห็นแก่ตัว จึงไม่ได้ลดละความมีตัวตน ซึ่งคำสอนที่เป็นแก่นแท้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นความจริงว่าธรรมชาติของกายนี้ จิตนี้ มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันเป็นอนัตตา เพื่อที่จะไม่ให้เรายึดติดในความมีตัวตน ทำลายความมีตัวตน จะได้ดับทุกข์ พ้นทุกข์ได้ แล้วมีความเป็นอยู่ด้วยจิตที่มีเมตตา กรุณาที่กว้างใหญ่ไพศาล ปรารถนาอยากให้เพื่อนร่วมทุกข์ ดับทุกข์ พ้นทุกข์ได้เหมือนตน จึงต้องมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นี่แหละ คือ ความสุขแบบโลกุตระ ซึ่งเป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขแบบโลกีย์ และที่พ่อครูบอกว่าต้องสอนธรรมเบื้องปลายก่อน เพื่อจะใด้มีสัมมาทิฏฐิ ดิฉันก็เห็นเช่นนั้นโดยเฉพาะชี้ให้เห็นเรื่องทุกขสัจ จนทำลายความมีตัวตนได้ เมื่อทำบุญก็ทำบุญเพื่อลดละกิเลส และสงเคราะห์ เมื่อถือศีลก็ถือศีลเพื่อลดละกิเลส และไม่เบียดเบียนให้ใครต้องเดือดร้อนค่ะ พ่อครูว่า...ขอบคุณที่คุณมองเห็นความจริงว่าอาตมาไม่มีตัวตนแล้วอาตมารับนะ แต่คนไม่เข้าใจก็จะหาว่าอาตมาหลงตัวเอง ภาษาคำว่า สุข ก็ดีมันไม่ได้มีตัวตนเพราะว่าคำ ข แปลว่าว่าง สุ แปลว่าดี สุข คือว่างนั่นแหละเป็นของดี มีความซ้อนทั้งพยัญชนะและสภาวะ สรุปแล้วคุณสกุณาเข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน...ถ้าไม่มีพระโพธิสัตว์มาเกิดขึ้นก็จะหลงในความสุขในความร่ำรวย ลงในการนั่งหลับตา หากอาตมาพูดคงไม่ได้ เพราะไม่มีบารมี

พ่อครูว่า..ดีนะพูดอย่างถ่อมตัว ขนาดอาตมามีบารมีมากกว่าท่าน นี่ไม่ได้พูดข่มท่านนะ ขนาดมีบารมียังยากนะ คนมีมานะ อติมานะกันมาก ที่จริงแล้วมีผู้ที่แสวงหาผู้ที่ตั้งใจที่จะพยายามจะได้สิ่งที่เป็นประโยชน์มีคุณค่าอยู่เหมือนกัน ติดตามอยู่ก็ได้แต่ตามลำดับไปพอสมควร อาตมาเชื่อมั่นอยู่ว่า คนที่แสวงหามีอยู่ และในอนาคตสัจธรรมเพิ่มพูนขึ้น คนมาเอาเพิ่มขึ้นก็จะเกิดมวลเพิ่มขึ้นมันยากจึงทำอย่างตะกละตะกลามไม่ได้ใจร้อนไม่ได้ ต้องทำอย่างใจเย็น ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ เป็นมอตโต้สำคัญเลย พยายามทำไปแล้วก็จะเกิดการพัฒนา

_SMS วันที่ 21 พ.ย. 2562 (พุทธศาสนาตามภูมิ สมณะ สิกขมาตุ บ้านราช)

__จักรพล พุทธพัฒนา : วันนี้คนฟังน้อยจัง..ไปไหนหมด รึยังไม่มา

__แพรวฝัน Praewphan Lattikakarn : กราบสาธุ...วันนี้ฟังธรรมสนุก ผาสุกมากเจ้าค่ะ

__สาทันดร สมัครกานSatandorn Samakkarn : อันนี้ศาสนาอะไรครับ สอนเหมือนศาสนาพุทธเลย

__สุภารัตน์ จันดรSuparat Jundon ฟังสนุกแล้วเข้าใจง่ายค่ะสาธุ

__มั่น ใจพุทธ : กราบนมัสการพ่อครู สมณะและสิกขมาตุ ทุกท่าน ขอบคุณที่ชี้ทางสว่างให้คะ

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อาริยบุคคล 7 ระดับ ผู้อยู่เป็น พ่อครูว่า..อาตมายังไม่เก่งอธิบาย แต่เจอในพระไตรปิฎกก็จะเอามาพูดอีก เรื่องที่จะพูดนี้คือเรื่อง อาริยบุคคล 7 อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุติ ธัมมานุสารี ล.13 ข 230 บุคคล 7 จำพวก [230] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 7 จำพวกเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในโลก 7 จำพวกเป็นไฉนคืออุภโตภาควิมุตบุคคล 1 ปัญญาวิมุตบุคคล 1 กายสักขีบุคคล 1 ทิฏฐิปัตตบุคคล 1 สัทธาวิมุตบุคคล 1 ธัมมานุสารีบุคคล 1 สัทธานุสารีบุคคล 1

[231] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุภโตภาควิมุตบุคคลเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล บางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติล่วงรูปสมบัติ ด้วยกายอยู่ และอาสวะทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็น (อริยสัจ) ด้วยปัญญา บุคคลนี้เรากล่าวว่า อุภโตภาควิมุตบุคคล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ภิกษุนั้นทำเสร็จแล้ว และภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะประมาท. พ่อครูว่า..การบรรลุนี้ต้องเห็นด้วยปัญญา ไม่มีปัญญาอันยิ่ง หากว่าไม่มีปัญญามีแต่ศรัทธามีแต่สัญญามีแต่เจโต ไม่ถือว่าเป็นการบรรลุของศาสนาพุทธ ปัญญานั้นอาตมากำลังนำมาขยายความปัญญา 8 ปัญญา 6 คือปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค สัมมาทิฏฐิ พ่อครูว่า..คนผู้นี้จะไม่ทำด้วยความประมาท ความประมาทเป็นอุปกิเลสข้อสุดท้ายในอุปกิเลส 16 แม้แต่ในสุริยเปยยาล 7 ความประมาทก็อยู่ที่ข้อ 6 หากประมาทอยู่จะทำโยนิโสมนสิการในข้อที่ 7 ไม่ได้ถ่องแท้ หากยังมีประมาทก่อน คุณจะโยนิโสฯไม่ได้ นี่คือความละเอียดลึกซึ้งที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสดักไว้หมด ประมาทเป็นอกุศลจิต ต้องไม่ประมาทจึงเป็นกุศลจิต หากไม่ประมาทจึงทำกุศลต่อไปได้ อุภโตภาควิมุติ คือถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คือ อรูปสมาบัติเพราะล่วงรูปสมาบัติด้วยกาย เพราะฉะนั้นผู้นี้มีครบทั้งถูกต้องวิโมกข์ 8 และไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 อันละเอียด ในอรูปสมาบัติที่กำลังสัมผัสอยู่นี้ ในภาษาของโลกีย์สมาบัติคือการนั่งเข้าภพ แต่สมบัติของพระพุทธเจ้าไม่มีการเข้าออก แต่กำลังเป็นอยู่ด้วย ผู้นี้ได้แล้วและกำลังเป็นอยู่ ในขั้นอรูป อรูปคำนี้ก็คือรูป แต่ไม่มีภาษาจะเรียกแล้วเพราะไม่รู้จะเรียกอะไร โดยสภาวะแล้วมันไม่มีรูปแล้ว ก็คือ 0 แต่คุณยังมีชีวิตคุณยังมีสิ่งที่อาศัยอยู่จึงเรียกว่าคุณอยู่กับอันนั้น จึงเรียกว่ายังมี นี่คือภาษาสิริมหามายา ประเดี๋ยวก็ว่ามีประเดี๋ยวก็ว่าไม่มี ฟังดีๆจะไม่สับสน พูดชัดเจนแล้วไม่งงแล้วก็จะรู้ว่ากลับไปกลับมาได้ เข้าใจเลยว่าสภาพนี้จริงๆแล้วมีหรือไม่มี ?...ตอบอันไหนก็ถูกหมด คนที่ไม่เข้าใจตอบอันไหนก็ผิดหมด คนไม่ตอบก็คือคนไม่รู้เรื่อง ต้องใช้ภาษาเรียกแทนซึ่งบางทีมันไม่มีภาษาจะเรียกแล้ว บางคนชอบพูดว่าสิ่งที่ไม่พูดไม่ใช่ของจริงสิ่งที่จริงต้องนิ่งใบ้ พูดได้ไม่ใช่ของจริง ก็ไม่ผิดแต่อย่าเล่นคารมเฉยๆ ไม่ได้ โดยพยัญชนะว่าประมาท แต่โดยสภาวะทำเสร็จสิ้นแล้วคือไม่ประมาท ผู้ที่เข้าใจแล้วจะรู้ว่าอันนี้ไว้สื่อสารสำหรับผู้ที่ต้องทำอยู่นะถ้าคุณประมาทไม่เสร็จนะ ต้องทำด้วยความไม่ประมาทและคุณจะเสร็จ ต้องพูดให้คนนี้อย่างนี้ พูดให้กับคนที่ต้องทำ ชัดไหมเข้าใจไหม ทำเสร็จแล้วพูดนั้นก็ไม่ควรจะประมาท แต่ถ้ายังควรประมาทอยู่ก็ช่วยไม่ได้แล้ว แต่ถ้าท่านไม่แข็งแรงจริงๆสู้ไม่ได้ก็คือประมาทไปได้เหมือนกัน

[232] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปัญญาวิมุตบุคคลเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็น (อริยสัจ) ด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้เรากล่าวว่าปัญญาวิมุตบุคคล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมไม่มีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ภิกษุนั้นทำเสร็จแล้ว และภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะประมาท. พ่อครูว่า..อุภโตภาควิมุติ เป็นพระอรหันต์แน่นอน แต่อันนี้แม้จะเป็นสายปัญญา แต่เจโตจริงๆคืออาสวะอกุศลจิตจริงๆทั้งหลายก็หมดแล้ว ผู้บรรลุด้วยปัญญา ท่านล่วงรูปสมาบัติแล้ว คือภาคปฏิบัติคือสมาบัติสมบูรณ์แล้วก็คือบรรลุแล้ว ตอนนี้อรูปอยู่ แต่แม้อยู่กับอรูปนี้ อาสวะทั้งหลายของผู้นี้ก็สิ้นไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นผู้นี้ปัญญาวิมุติ จึงเรียกได้ว่าเป็นพระอรหันต์ เห็นความลึกซึ้งซับซ้อนมันน่าเห็นใจผู้ที่ไม่มีสภาวะ ถ้าเขาจะไม่งงไม่สับสนก็แปลกแล้วเพราะเขายังไม่ใช่ผู้บรรลุ ถ้าผู้ที่บรรลุแล้วก็จะไม่แปลกประหลาด ก็ใช้ได้ เป็นคนสมบูรณ์แบบแล้วไม่ใช่คนที่ยังมีอะไรแตกๆต่างๆ หมดความแตกๆต่างๆแล้ว จะพูดกลับไปกลับมายิ่งกว่านักมายากล มีหรือไม่มี ไม่มีหรือมี นักมายากลจะแกล้งคนอย่างนั้น แต่นี่สิริมหามายาพูดเร็วกลับไปกลับมา แต่ไม่หลอก ต้องหมุนสมองให้ทันสมัย ถ้าหมุนสมองไม่ทันสมัยก็งง สรุป ปัญญาวิมุติคือ ผู้ไม่ต้องถูกต้องวิโมกข์ 8 อันละเอียด เพราะท่านมีกายเป็นปกติลืมตาอยู่แล้ว คนลืมตามีกายอยู่แล้ว แต่คนหลับตาสิต้องบอกเขาให้ลืมตามามีกาย นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า หลับตาไม่ครบกาย ศาสนาพุทธต้องมีกาย บรรลุไม่มีกายไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องลืมตาปฏิบัติ ผู้ลืมตาไม่ได้เป็นคนสติตกไม่ป้ำเป๋อ ก็ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายกระทบสัมผัสต้องรู้ใช่ไหม _ทองแก้ว...ที่พ่อท่านบอกว่า ปัญญาวิมุติคือเรายึดแต่ไม่ยึด เราไม่ยึดแต่เรายึด พ่อครูว่า...ได้สัจจะของท่านสมบูรณ์แล้วจะยึดก็ได้ไม่ยึดก็ได้ _ทองแก้ว...เหมือนเรายึดงานแต่เราไม่ยึดงาน พ่อครูว่า..นั่นแหละเป็นอมตะบุคคลแล้ว สิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้เที่ยงแท้ตลอดกาล เอาไว้ใช้ปฏิบัติประพฤติเป็นอยู่เท่านั้น จริงไหม จริง ไม่จริงไหม ไม่จริง แต่จริงนะ เลิกก็ได้ ได้ ไม่เลิกก็ได้ ก็ยังไม่เลิก ทำไม? พูดไปพูดมาเหมือนยวนเลย พูดไปเหมือนเล่นตลก ฟังไปแล้วสนุกเหมือนเล่นตลก แล้วได้สาระเนื้อหาแก่นสารด้วย ไม่ใช่สนุกแค่ดูตลกเล่นคารมโวหารเท่านั้น แต่มันมีสาระแก่นสารที่ลึกซึ้งถึงสัจจะ ประเด็นหลักของปัญญาวิมุติคือ อาสวะสิ้นหมดแล้ว 2 ลืมตาปฏิบัติมีสัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกาย คนบอกว่าปัญญาวิมุติไม่มีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คุณพูดปากเปล่าเท่านั้น เพราะว่าท่านสัมมาทิฏฐิแล้ว อาสวะท่านสิ้นแล้ว ถ้าไม่ลืมตา อาสวะสิ้นไม่ได้ ปฏิบัติไม่ลืมตาปฏิบัติให้ตายอย่างไรพระพุทธเจ้าก็ไม่รับว่าเป็นพระอรหันต์ อาสวะบางอย่างอาจจะลดได้

[233] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายสักขีบุคคลเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมบัติล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ และอาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็น (อริยสัจ) ด้วยปัญญา บุคคลนี้เรากล่าวว่ากายสักขีบุคคล พ่อครูว่า..อยู่กับอรูปสมาบัติแต่อาสวะยังไม่หมด คนผู้นี้จะเรียกอรหันต์ไม่ได้ กายสักขีต้องมีภายนอกภายในยืนยัน อาสวะจึงสิ้นได้ แต่อันนี้ อาสวะบางอย่างสิ้น อยู่ในฐานอรูปสมาบัติ แม้อาสวะบางอย่างสิ้นก็สิ้นด้วยปัญญา และปัญญา ขอย้ำว่าปัญญาต้องลืมตา กายสักขี จึงมีสิ่งไม่ครบพร้อม ที่ไม่ได้ลืมตาปฏิบัติ แม้ลืมตาก็ตามกายสักขีก็ยังปฏิบัติได้ไม่ครบ อาสวะยังไม่หมด หมดอันไหนก็หมดด้วยปัญญา ต้องไปเอาตัวปัญญาเป็นตัวตัดสินอีก ปัญญา หลับตาไม่มีปัญญา มีแต่สัญญา เห็นอยู่ในภพภูมิ คุณหลับตาปฏิบัติไม่มีปัจจุบันมีแต่อดีตกับอนาคต หลับตาไม่มีปัจจุบัน ปัจจุบันต้องมี ทิฏฐกาละ ต้องมีธรรมะเป็นปัจจุบัน ต้องมีจักขุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก มีแสงสว่างร่วมกันกับผู้อื่นยืนยันกันได้ตั้งแต่สองคนขึ้นไป หากคุณคิดคนเดียว เห็นอยู่คนเดียวรู้อยู่คนเดียว ไม่มีใครรับรองว่าอันนี้เป็นความจริงกับคุณได้เลย มันเป็นสัญญายนิจจานิ เที่ยงอยู่กับสัญญาของตนเองเท่านั้น ไม่มีใครรับรองจริงก็ได้ไม่จริงก็ได้ จะตัดสินว่าจริงไม่ได้หรอก จะตัดสินว่าจริงต้องมีคนรับรองอีกอย่างน้อย 1 คนเปิดโลกออกมา แต่ถ้าจริงแล้วไม่ต้องแค่หนึ่งคนหรอก คนอื่นเข้ามาร่วมกันได้ด้วยยกตัวอย่างเช่น แหมที่นี่ ประดับ ไม่มีอะไรให้หยิบได้เลย

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ _สู่แดนธรรม...ผมนึกถึงคำสอน กาย 3

พ่อครูว่า...ภายในมีสิ่งที่ถูกรู้กับธาตุรู้เป็นนิรมาณกาย กำหนดเองอยู่ในอดีตกับอนาคต ในภพภวังค์ ไม่ได้ออกมาอยู่ข้างนอกที่เป็น กามภพ เป็นองค์รวมรูปภพอรูปภพของคุณ แต่ละคนก็นิรมาณกายเอาเองสร้างขึ้นมา แล้วเอามายืนยันกับคนอื่น ขณะที่มีอยู่นั้นก็ยืนยันกับคนอื่นไม่ได้ แต่เขาบอกกันว่าส่งให้คนอื่นที่รับได้ตรงกันก็มีที่เล่นฤทธิ์เดชตรงกัน นิรมาณกายคือกายที่สร้างขึ้นมาเอง จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ แต่คุณมีได้ ยิ่งหลงว่าเป็นจริงก็สร้างจริง เช่น รสอร่อย คุณดื่มน้ำอันนี้มีรสหวานมันเค็มอร่อยจังเลย รสหวานมันเค็มก็เป็นธาตุแท้ หวานอย่างนี้ ขนาดนี้ก็เป็นรสแท้ของมัน แต่อร่อยนี่ไม่ใช่ตัวแท้ มันไม่ใช่เวทนาแท้ เวทนาแท้คือหวานอย่างนั้นๆ คนอื่น 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ร้อยพันหมื่นแสน มาแตะรับรสดู ก็จะได้รสเดียวกัน หากประสาทปกติ ก็ได้รับรสอันนี้เท่ากันเหมือนกันหมด มันคือของแท้ แต่คนที่ชอบไม่ชอบอร่อยและไม่อร่อยอันนี้ต่างหากที่เป็นรสเก๊ มันรสไม่จริง นี่คือความละเอียด เพราะฉะนั้นจะยืนยันก็ต้องมีคนรับรองกันว่า มาแตะด้วยกันรสนี้ ชิมดู ตรงกัน จึงถือว่าอันนี้เป็นสัจจะมีปัจจุบันคนอื่นร่วมรับรู้สัมผัสได้ด้วย แต่หากคุณสัมผัสอยู่คนเดียว แต่ละคนสัมผัสอยู่คนเดียวแล้วเอามาพูดกันต่างคนก็เป็น สัมโภคกาย แต่ต่างคนต่างมีนิรมาณกาย ทั้งหมดเป็นอาทิสมานกายคือไม่ได้เห็นด้วยกันเลย แต่หากว่าสัมผัสภายนอกร่วมกันก็สัมผัสเดียวกันหมด แต่ภายในจิตของคุณ ต่างคนต่างปั้น คุณก็บอกอร่อยไม่อร่อย ร่วมกัน เป็นอย่างไรคุณก็พูดกันไป แต่ต่างคนต่างไม่เห็นของแท้ ที่สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายเป็นปัจจุบันสัมผัส ไม่มี นี่แหละคือความเป็นปัจจุบันที่เป็น ทิฏฐกาละ ที่ต้องมีจักขุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก แสงสว่าง ทุกคนมีการสัมผัสทวารทั้ง 5 เหมือนกัน ข้างนอกมี 5 ทวาร จักขุ โสต ฆาน ชิวหา โผฏฐัพพะ _สู่แดนธรรมว่า..ผมนึกถึงคำสอนที่ท่านเดินดินเคยบอกไว้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสไม่เหมือนกัน เราจะรู้เห็นเพื่อนเราเป็นอาริยะ จะรู้ได้อย่างไรก็เพราะว่าอาศัยอยู่ร่วมกันคบคุ้นกัน มีอยู่คราวหนึ่ง ญาติธรรมว่า จะให้พ่อท่านรับรองคุณธรรมให้ ท่านเดินดินก็บอกว่าไม่ต้องไปถึงพ่อท่านหรอก ให้คนที่อยู่ข้างๆที่อยู่ด้วยกันบอกก็แล้วกัน พ่อครูว่า...ถ้าอาตมาไปรับรองให้เลย Approve ให้เลยว่า คนนี้เป็นพระอรหันต์ แต่พวกคุณไม่เห็นด้วยร่วมเลย คนอย่างนี้หรือเป็นอรหันต์ไม่เชื่อไม่เห็นจะเข้าท่าเลย อาตมาก็แหมหนักนะ รับรองแบกคนนี้คนเดียวเลย ให้เพื่อนแบกช่วยดีกว่า อาตมาถึงไม่ได้ไปรับรองง่ายๆ ต้องให้คนอื่นๆเห็นร่วมด้วยกัน ถ้าไปบอกคนเดียวแบกคนเดียวก็ตาย ยิ่งคนนั้นมีอะไรหยาบๆอยู่ ไม่ลงร่องลงรอย เป็นคนสุภาพเรียบทั้งร้อย ถ้าจะเรียบแค่สองสาม แต่ก็กิเลสหมด แต่มีพฤติกรรมกระโดกกระเดก อย่างกายกรรม วาจา หรือแม้แต่จิต บางทีจิตเขาก็คะนอง แสดงออกจิตคะนอง ซึ่งในยุคพระพุทธเจ้ามีคนที่หยาบ คนไม่เชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ ต้องให้พระพุทธเจ้ารับรองซึ่งจะเชื่อก็มีอย่างนี้เป็นต้น มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะเป็นเก่งจริงๆได้ง่ายๆ การรับรองเหล่านี้จึงต้องระวังอย่างยิ่ง มันไม่ใช่ของเล่น ต้องมีภายนอกต้องมีผู้อื่นต้องมีใครๆร่วมรับรองจึงได้ชื่อว่าสัจจะ ถ้ายังไม่มีคนอื่นรับรองเลยแค่คุณคนเดียว ถ้าคนเดียวจริงๆไม่มีแม้แต่สองคนก็เยอะ รับรองแค่ 2 คน คนก็ยังเชื่อยากเลย ต้องคบคุ้นต้องอยู่กันอย่างนี้นานๆจึงจะรู้รายละเอียดว่าตัวจริงนะ ข้อบกพร่องเขาคงจะมีบ้าง อย่างอาตมารับรองคนเป็นพระอรหันต์ ตอนนี้ที่เขามีชีวิตอยู่ที่ปฐมอโศก คนก็เถียงไม่ได้นะ ไม่ได้เหมือนเป็นคนฉลาดเฉลียวปราดเปรียว แต่เป็นผู้สะอาดเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วคุณว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างไรบ้าง นี่ถ้าใครพูดถึงใคร ผู้ที่รู้ก็คงจะนึกออก อย่างนี้เป็นต้น _สู่แดนธรรมว่า...มีญาติธรรมบางท่านสร้างไม้บรรทัดวิเศษไปวัดคุณยายท่านนี้เขาก็ไม่เชื่อไม้บรรทัดของพ่อท่าน พ่อครูว่า...เราไปบังคับใครไม่ได้ เหมือนอาตมาน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน