สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อเนญชาของโพธิสัตว์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.51 KB
วันที่แก้ไข7 มกราคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อเนญชาของโพธิสัตว์ _อเนญชาภิสังขาร ของโพธิผู้บำเพ็ญ พ่อครูว่า..อเนญชา คือต้องหลังจากสมาธิ มีสภาพสามเส้า หนึ่ง เริ่มต้นทำให้เกิดความบริสุทธิ์เป็นองค์ธรรมอุเบกขา 5 ประการ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ทำได้แล้วก็ทำอันนี้อย่างเป็น อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เป็นอนุรักขนาปธานทำอย่างนี่แหละ ตามองค์ประกอบดังนี้ คุณก็ทำอย่างนี้ให้เกิดจิตที่แกร่งเป็นอุเบกขา คุณก็ทำจิตอย่างนี้สั่งสมลงไปในขณะที่ทำนั้นก็จะเกิดการสั่งสม อเนญชา หรืออนุรักขณาปธาน 1 2 3 4 5 6 7 8 มันจะจับตัวผนึกกันเเข็งเเรงเรียกว่าสมาธิ แปลว่าจิตตั้งมั่น มันแข็งแรงตั้งมั่น ต้องเกิน 7 เกิน 9 จึงจะแข็งแรงมั่นคงจึงจะได้ 1 หน่วยถ้าเกิน 10 เกินไปอีกเป็น 20 30 40 ยิ่งปฏิภาคทวี เป็น 50 เป็น 100 จึงสั่งสมตั้งมั่นไปอีก ถ้าเป็น 1000 หรือ 10000 มันก็จะเป็นรอบไป คุณจะเอารอบอะไรที่ละ 3เส้าๆๆ ก็จะถือเป็นความตั้งมั่นที่แข็งแรงยิ่งขึ้น สมาธิแปลว่าความตั้งมั่น จิตของคุณต้องสะอาดแล้วจึงค่อยมาสั่งสม ไม่ใช่สั่งสมจิตไม่สะอาดจนตั้งมั่น ยิ่งไม่รู้เรื่อง กดข่มจิตตะพึดเลย ไม่รู้เรื่องนิ่งและหยุดอย่างเดียวอย่างนี้ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่เป็นการสั่งสมความตั้งมั่นสมาธิของพุทธเจ้าไม่ใช่สัมมาสมาธิแต่เป็นมิจฉาสมาธิ สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นลืมตาเปิดทุกอิริยาบถ สัมผัสทางทวารทั้ง 6 และก็สั่งสมจิตที่สะอาดยังลืมตา เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา ทางทวารทั้ง6 มีอุเบกขา อย่างลืมตา สั่งสมมาเรื่อยๆจึงเกิดอเนญชา ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวที่สูงขึ้นตัวจบ ท่านเรียกว่า สมาหิตะ คือ สมะ +หิตะ สมะคือเสมอ มันก็สมบูรณ์แบบสงบ สมะแปลว่าสงบด้วย หิตะ แปลว่าประโยชน์ สามารถทำประโยชน์ตนสงบนิ่งเป็น Static แข็งแรง แล้วก็มาทำประโยชน์ต่อผู้อ

อ่านต่อ

ื่น หิตะ จึงเกิด สมาหิตะหรือสมาหิโต เสร็จแล้วสมบูรณ์แบบแล้วตั้งมั่นแล้วตรวจสอบด้วยเจโตปริยญาณ กลุ่มสุดท้ายเป็นสมาหิตะ กับอสมาหิตะ วิมุติกับอวิมุติ จึงจะเป็นอนุตรจิต ไม่ใช่สอุตรจิต ในเจโตปริยญาณคู่กับสุดท้าย คือ สอุตรจิตกับอนุตรจิต ต้องตรวจสอบ สมาหิตะ กับวิมุติ จิตที่สงบและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างแข็งแรง กับการวิมุติสะอาดอดทนเรียบร้อย ไม่ใช่เหลือเศษอวิมุติ อย่างนี้เป็นต้น คือ เจโตปริยญาณ 16 จนสุดท้าย คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) . รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์. 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135)

ถ้ารู้สภาวะแล้วก็จะเข้าใจตรวจสอบได้จากเจโตปริยญาณ 16 สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว620107_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 33

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน