650704 ความเป็นโพธิสัตว์ในประชาธิปไตยไทย รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 44.docx
เนื้อหาในไฟล์
650704 ความเป็นโพธิสัตว์ในประชาธิปไตยไทย รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 44 https://www.boonniyom.net/51938.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/13TKpTJzUG4proc7WVluv3ixEWm-XyGAPW6w3V01h7Iw/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1TI86UP073Te9vAOhWrzm9CTPBG6_bekc/view?usp=sharing
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/x5PNIYoVjaM และ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/339656344858905
_สู่แดนธรรม… วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก พ่อครูว่า... SMS วันที่ 1-3 ก.ค. 2565
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ฝึกฆ่าผีสลึมสะลือ คือ ผีถีนมิทธะ _*สว่างแสง ขวัญดาว* : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ แม้ยุคนี้สังขารพ่อครูจะมาถึงวัยชราแล้ว แม้พ่อครูจะไม่ได้ตีระฆังเป็นยามบอกเวลาให้พวกเรา แต่พ่อครูก็ปรับเปลี่ยนวิธีการ ในยามค่ำคืนขณะที่คนส่วนมากกำลังหลับสนิท พ่อครูก็คุยกับเทวดา ถามเทวดา เพื่อเตรียมข้อมูลมาสอนพวกเรา ชีวิตพ่อครูมีอยู่เพื่อช่วยคนให้พ้นทุกข์อย่างแท้จริงค่ะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้าค่ะ พ่อครูว่า...แต่ก่อนนี้อาตมาฝึกตัวเองด้วยและก็ให้สัญญาณคนอื่นด้วย อาตมาตื่นทุกชั่วโมงแล้วก็หลับ ตีกังสดาล บอกเวลา กี่ทุ่ม กี่โมง กี่ยาม ครบ 12 เวลา ทุกชม. ไม่ได้นอนครบ 12 ชม.หรอก ธรรมดานอน 3 ทุ่ม เดี๋ยวนี้เขาพยายามพากเพียรให้อาตมานอน 2 ทุ่ม เมื่อก่อนก็เคาะทุกคืน นานหลายปี เป็นสิบปี จนกระทั่งความตื่นของสติ ความตื่นกับความง่วงเหงาหาวนอน อาตมาจับตัวอาการนี้ได้เลย ทุกคนที่ไปติดอาการของความง่วง ติดหลับติดนอน ต้องพยายามอ่านจิตตัวเอง มันง่วงก็พยายามอ่านจิตตัวเอง ไม่นอนนี่แหละมันง่วง ถ้าน
อ่านต่อ
อนหลับไปเลยมันก็สบาย ไม่ง่วง ง่วงก็นอนหลับไปเลย สบาย แต่ความง่วงก็คือตอนยังไม่ได้นอนหลับนี่แหละ ง่วง ให้พยายามตื่น ทำความตื่น ไปรู้ไอ้ที่มัน ถีนมิทธะ ทำความตื่นให้ละเอียด ปัญญาจะเกิด พยายามพิจารณาในจิตของเรา อันนี้ไม่ได้พิจารณาข้างนอกแต่พิจารณาจิตในจิต พิจารณาให้เห็นอาการของความติด ความสะลึมสะลือ อาตมาก็ไม่รู้จะเรียกมันว่าไง มันเป็นอาการเหมือนคนเมา คนติดความเมาเขาไม่รู้จักอาการความเมา จะไปติดมันทำไม เมามันมีสติไม่เต็ม สะลึมสะลือก็สติไม่เต็มเหมือนกัน แต่เมานี่มันเมาตื่นๆ คนเมาเหล้าเมาอะไรต่ออะไร มันตื่น เมากัญชาก็ตื่น สนุก ส่วนอันนี้มันอร่อย ติดหลับ มันไม่ได้หลับจริง มันไปหลับ ถีนมิทธะ มันเป็นหลับแบบสะลึมสะลือ พวกเจโต พวกศรัทธาจริต ก็ไปกดจิตให้หลับ ดับ ไม่ได้มาอ่านความสะลึมสะลือนี้ พอเห็นหน้า ความสะลึมสะลือก็บอกว่า เอ็งเป็นตัวการ ไป อย่ามาวอแวกับข้า ไปเชียว เอ็ง เป็นตัวผีตัวมันหลอก เราจะกำหราบด้วยปัญญา เจอเมื่อไหร่ ปัญญามันจะกำหราบ ปัญญาคือความเฉลียวฉลาด มันจะขึ้นมารู้จริงๆว่า ปัดโธ่เอ๋ย! มันเป็นกิเลส มันเป็นตัวมาร เป็นตัวผี มันไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นอาคันตุเก อาคันตุกะ มันเป็นตัวหลอก ปัญญาก็จะรู้ว่ามันเป็นตัวเก๊ตัวหลอกเรา เราก็จะไปโง่กับมันทำไม ปัญญามันถึงขีดก็จะรู้ว่า มันไม่ใช่เรามันมาแฝง กิเลสทุกตัวเหมือนกันหมด ถีนมิทธะ ก็เหมือนกัน มันเป็นตัวแฝง ไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นอาคันตุกะ เป็นภาษาสิริมหามายายังไม่ถึงขั้นละตัวเรา มันอยู่ใน นิวรณ์ 5 แค่นั้นด้วยซ้ำยังไม่ได้ปฐมฌาน ระวังจะไม่ได้โสดาบันนะ เพราะฉะนั้นจะต้องอ่านมันให้ออกเลยไอ้ตัวที่มันกรึ่มๆ อาตมา จับได้เพราะเพื่อนคนหนึ่งชื่อปรีชาทำงานอยู่ทีวีด้วยกัน เขาเคยเล่า เขาเล่าว่า เขาปวดเยี่ยว นอนหลับ แล้วมันตื่นเพราะปวดเยี่ยว เขาก็เสียดายความหลับที่มันสบายดี เพราะมันหลับสนิทดี สบายดี ที่จริงเขาก็มีกิเลสติดตัวสะลึมสะลือนี่แหละ เขาก็บอกว่าเขาพยายาม ปวดเยี่ยวก็ต้องลุกไปเยี่ยว มันไม่เหมือนเราที่ใส่กระบอกได้แต่นี่เขาต้องเดินไปห้องน้ำ ฉี่ใส่กระบอกก็สะลึมสะลือได้ นี่เขาต้องเดินไปเขาจึงต้องรักษาความสะลึมสะลือกลัวมันจะหลุดไป เพราะมันอร่อย รักษาความสะลึมสะลือไป จนไปเยี่ยวสุดแล้วเขาก็รักษาความสะลึมสะลือกลับมานอนต่อ อาดมาก็จับได้ว่าโอ้โห! ผีมันคือตัวสะลึมสะลือนี่เอง ก็พยายามอ่านจนเจอความสะลึมสะลือของตน รู้ว่ามันเป็นอาการนี้เอง ไปเชียว ไปไหนก็ไป ขึ้นสวรรค์หรือลงนรกก็ไป แต่เอ็ง คงเป็นพวกผีนรก เหมือนพระพุทธเจ้าท่านกำราบมารว่าเรารู้หน้ามารแล้ว เราหักเรือนยอดของมารแล้ว บ้านเอ็งพังหมดแล้ว สมัยโบราณ บ้านต้องมีจั่วงาม แต่บ้านแบบเพิงนี่บ้านคนจน เราจะหลับก็หลับแล้วจะตื่นก็ตื่น ยิ่งสายเจโตหลับปึ๊ด ง่าย ท่านหนักแน่น ท่านลั่นผาก็หลับง่ายตื่นง่าย ไว สายเจโตนี่หลับง่ายตื่นง่ายกว่าปัญญา ปัญญานี้มันสายฟุ้งซ่าน เจโตสายสมถะ ตกผลึก ง่าย ก็นี่เรียกว่า สอย ที่บอกว่าคุยกับเทวดา ก็อีกเรื่องหนึ่ง การหลับแล้วตื่นแล้วหลับกันนั่งตีระฆังนั้นมันเป็นความตื่นที่เต็มที่ดี ก็ลุกมาทุกชั่วโมง กะเวลาไม่ให้ผิดพลาด เรากำหนด ก่อนจะถึง เวลา 10 นาทีหรือเลยจากนั้นไป 10 นาที ไม่ให้เก่งขนาด บวกลบ 5 นาที กว่าจะถึงชม.นั้น บางทีมันก็เกินไปบ้าง บางทีมันก็ก่อนไปบ้างก็ตี ทำได้ มันไม่เป๊ะทีเดียว แต่มันก็เก่งขึ้นเรื่อยๆค่อนข้างจะเป๊ะขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้เป็นต้น คุยกับเทวดานี่คือ เทวดาก็คือตัวเรา เทวดาคือ ภูมิธรรมของเราที่มี คุณไม่มีภูมิเทวดาของคุณ นอกจากจะมีคนที่มาเสริมเป็นไก่ตัวพี่ อย่างเช่นอาตมามีพระพุทธเจ้า มีพระโพธิสัตว์ที่เป็นรุ่นใหญ่กว่าเป็นรุ่นพี่ อาตมาก็ได้จากองค์พี่หรือได้จากพ่อ ก็ฝึกฝนได้เท่าไหร่มันก็เป็นของเรามาเกิด จะไปเอาที่ไม่ใช่ของเรามาไม่ได้ เราต้องเอาจากพี่หรือต้องเอาจากพ่อ อย่างอาตมามาในชาตินี้ไม่มีพี่ อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ ขออภัย ธัมมิกราช 2 องค์ อาตมาก็เป็นไก่ตัวพี่ ต้องพูด เดี๋ยวจะหาว่าข่มไปลบหลู่ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อันนี้ กำลังสาธยายปรมัตถธรรมในระดับที่ลึกซึ้งให้ฟัง อาตมาต้องมาทำงานโพธิสัตว์อย่างนี้ไป ก็ หนัก มันยาก จนกระทั่งจะหมดขันธ์ด้วย มันมีความซับซ้อน อาตมาจะต้องอายุน้อย ขันธ์ต้องไม่อยู่ได้มาก แต่มันต้องทำงานหนักเป็นความซับซ้อนที่ต้องฝึกต้องหัดต้องพากเพียรเอาชนะ แม้แต่เอาชนะอายุขัย อย่างที่ได้พากเพียรให้ดูอยู่นี้ ก็ดูไป ตอนนี้ลดจาก 151 มาเป็น 133 แล้ว ถ้าได้ 120 ก็ถึงหลักชัยแล้ว เอาเท่ากับหมอเฉก ตอนนี้ก็ใกล้ 100 แล้ว อาตมาก็ย่างเข้า 89 มาไม่กี่วัน นี่ก็เรื่องปกิณกะเรื่องหนึ่ง ชัดอยู่นะเทวดาคือตัวเรา คุยกับเทวดาก็คือคุยกับตัวเรา พระพุทธเจ้าคุยกับเทวดาก็เป็นตัวท่านเอง ท่านก็ดึง ของเก่าของท่านขึ้นมาทั้งนั้น อาตมาก็ดึงของตัวเองมา นอกจากจะมีไก่ตัวพี่ก็ได้เทวดาจากไก่ตัวพี่ หรือได้เทวดาจากไก่ตัวพ่อ เพราะฉะนั้นเทวดาอย่าไปเข้าใจว่าเป็นเทวดาล่องลอย หลับตาแล้วก็ไปตามวิมาน เหมือนกับสายอาจารย์มั่น ท่านมหาบัว อะไรอย่างนี้ โอ้โห! มีเล่านิยายเพ้อพกไป กลายเป็นเทวนิยม กลายเป็นสัญญาเก่า ไม่ใช่ปัญญา มันเป็นการรู้อย่างเทวนิยม อย่างเดียรถีย์รู้ ไม่ใช่รู้ของพุทธ ที่รู้จากพระพุทธเจ้า รู้จักเจตสิก รู้จักเวทนา 108 มันไม่ใช่ สายโน้นมาอธิบายเวทนา 108 อย่างอาตมาไม่ได้ หรืออธิบายธรรมะพระธรรมทุกหมวดนั่นแหละ ซึ่งมีอิทัปปัจจยตาขยายความซึ่งกันและกัน เป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน เพราะฉะนั้นสายปัญญาจึงจะชัดเจนที่สุด สายอื่นที่ปฏิบัติผิดก็ได้เทวดาเก๊ ก็ขอย้ำว่าเลิกหลับตาได้แล้ว มาศึกษาทางอโศกนี่ จะพาปฏิบัติตาม จรณะ 15 วิชชา 8 จริงๆ อันนี้ก็พูดแล้วพูดอีก แหม ก็เห็นแค่จรณะ 15 วิชชา 8 มันต่างจากฌานที่ได้จากจรณะ 15 กับฌานที่ได้จากการนั่งหลับตา มันคนละโลกคนละเรื่องเลย มันไม่ยากเลยนะ แต่ทำไม หลับตากับลืมตาแค่นี้ก็แยกกันไม่ออก ไปจมอยู่กับการนั่งหลับตา เทวะ 2 หลับตาก็เป็น 2 ไปงมงายอยู่กับเทวะที่แยกไม่ออก เหมือนกับพวกชาวเทวนิยม อย่างเช่น สายคริสต์ สายอิสลาม ก็เป็นเทวะแยกไม่ออก
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความเนิ่นช้าของสายวิริยาธิกะ _*เดชา อำพร* : พระพุทธเจ้าจำพรรษาที่"วัดเวฬุวัน"คือ"ป่าเวฬุ"บ้าง.. ที่"วัดเชตวัน"คือ"ป่าเชต"บ้าง.. เมื่อยังไม่บรรลุต้องบำเพ็ญใน"ป่าใกล้หมู่บ้าน" เพื่อ"ลดผัสสะที่ยั่วยวนใจ" และเพื่อลด"ความสะดุ้งกลัว"ใน"ป่าเขาไพร"เมื่อต้องบำเพ็ญอยู่ในความมืดอยู่ตามลำพัง..แต่ต้องเข้ามา"บิณฑบาตในหมู่บ้าน"เพื่อ"ทดสอบกับผัสสะบ้าง"ทุกวันๆ.. และเมื่อบรรลุอรหันต์แล้ว จึงกระจายกันออกไปเแพร่ใน"นิคมหมู่บ้าน,ชาวเมือง"(อย่างเต็มตัว).. ไม่ได้ให้มารวมกลุ่มอยู่กับที่เหมือน" วิธีของชาวอโศก"(ที่เต็มไปด้วย"เครื่องอำนวยความสะดวกตามยุคสมัย"รวมทั้ง"ไฟฟ้า,ประปา,โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต"แต่อย่างใดครับ.. พ่อครูว่า...ก็ได้เห็นใจนะ อาตมาเข้าใจเขา เพราะคนมันมีจริตไปทางนั้น มันก็จะมองเห็นทางมุมดีของทางนั้น มองเห็นชัด ซึ่งมันช้า ศรัทธาธิกะมันช้า 2 เท่า ปัญญาธิกะ 1 เท่า ยิ่งวิริยาธิกะ เป็นพวกวิตักกะจริต ก็ยิ่งไปใหญ่เลย วิริยาธิกะ 2 เท่าของศรัทธาธิกะ ปัญญาธิกะนั้น 20 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ศรัทธา 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป วิริยาธิกะนั้น 80 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป เพราะฉะนั้นสายเจโตดิ่ง สายศรัทธาดิ่ง อาตมาก็อธิบายถ้าจะไปเมืองลาว ก็มองไปทางนี้เลยไม่ต้องไปแวะทางไหน มันก็จะสั้นไปถึงได้ในทันที แต่ถ้าไปแวะนู่นแวะนี่ก็จะเป็นวิริยาธิกะ หรือเป็นวิตักกะจริต ส่วนสายปัญญานั้นมันรู้เลย ข้ามโขงไปก็ถึงแล้ว ปึ๊ดเดียว อย่างนี้เปรียบเทียบเป็นรูปธรรมให้ชัด อย่างคุณเดชา อัมพร อาตมาก็ไม่แน่ใจ แต่ค่อนไปทาง วิริยาธิกะ จะมาศรัทธาทางเราก็ไม่เชิง แล้วพยายามเอาสายที่ยังช้า ศรัทธาธิกะ วิริยาธิกะ เอามาแย้งๆๆอยู่ แต่ก็ยังสนใจทางเรา นี่ก็ยังดี ก็เอาน่า เอาให้ สัมมาทิฏฐิ คุณจะไม่ได้เสียเวลาจะได้เต็มที่ อะไรต่ออะไรพวกนี้มันมีตัวอย่าง เช่น ยกตัวอย่างว่า ผู้ที่ไปอยู่ป่านี้ต้องอยู่ให้ใกล้หมู่บ้าน เพื่อจะได้ไปบิณฑบาตไม่ไกล ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นต้น ก็ผู้เป็นอาจารย์สายโน้นเขาก็เอาความฉลาดมาว่า มันต้องอยู่ป่านะ จะบิณฑบาต 4 กิโลเมตร 5 กิโลเมตรก็ไม่ได้แคร์หรอก สายโน้นไม่มีปัญหา ก็ไปอยู่ป่าเพราะติดป่า ไม่ใช่อะไรหรอก แล้วเข้าใจผิดว่าศาสนาพุทธต้องอยู่ป่าแล้วก็ต้องไปหลับตา อยู่ป่ากับหลับตาก็ไปมาด้วยกันเลือดสุพรรณ ถ้าลืมตามาอยู่อย่างสัมมาทิฎฐิแบบนี้ ก็ไม่ต้องหลับตา การหลับตาเป็นอุปการะ ใช้เตวิชโช ใช้อุปการะ ใช้เป็นการพักผ่อน ใช้ศึกษาจิต ใช้เป็นก็อุปการะมาก ใช้ไม่เป็นก็เละอีก ไปหลงก็ไปกันใหญ่เลย พระพุทธเจ้าบอกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ได้จากการนั่งหลับตา เพราะรวมพลังจิตได้เอาไปใช้ทำ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าเราเบื่อหน่าย พวกฤาษีมัลลิกา ฤาษีคันธารี พวกนี้เขาก็ทำเขาก็ติดยึด เป็นจริตพวกนี้ อาตมาเห็นว่าคุณเดชา ค่อนไปทางวิริยาธิกะ ตั้งใจฟังให้ดี สุสูงสังลภเตปัญญัง การบำเพ็ญก็บอกว่าไปบำเพ็ญในป่า อันนี้ เขา เข้าใจว่าจรณะ 15 วิชชา 8 อยู่ในป่าตาม อัมพัฏฐสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัส กับ อัมพัฏฐมานพ คนมีจิตเห็นว่า ผู้ที่มีจรณะ 15 วิชชา 8 อยู่กับอาจารย์ที่อยู่ในป่า ก็ไปตามหาอาจารย์อยู่ในป่า ในภาษาของพระไตรปิฎกช่วงนี้ยังไม่ค่อยกระจ่างเพราะผู้รวบรวมภาษาเป็นพวกติดป่า คือ ท่านมหากัสสปะกับคณะ ก็รวบรวมเป็นพระไตรปิฎกเล่มนี้มา ก็เอียงไปทางเจโต ทางศรัทธา ติดยึดป่า อาตมาเป็นสายปัญญา 100% จึงเห็นเหตุปัจจัยต่างๆนาๆ ที่สายนี้ช้า หรือผิดทาง ศรัทธาธิกะมี 40 หรือวิริยาธิกะ 80 ก็อยากให้เร็วกว่านั้นจะได้มาเป็นปัญญา จะได้สั้นลง ทั้งๆที่ตระกูลจริงๆเป็น สัทธาธิกะ เพราะว่าคนมี 2 สาย พุทธิจริต กับ ศรัทธาจริต ส่วนโมหะจริต ต้องปรับมาเป็นศรัทธาหรือปัญญาจริต ถ้าสายศรัทธา ไปคบกับปัญญาก็จะเร็วกว่า 40 ถ้าอย่างนั้นก็จะใช้เวลานานถึง 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป อสงไขยนี้คือไม่ต้องนับ มันนับไม่ไหวหรอก เกิดชาติหนึ่งกี่ปีล่ะ ต่อให้ 200 ปี 500 ปีก็เถอะ จนกระทั่งถึงกลียุค กลายเป็นไม่ถึงร้อยปีตาย มันจะได้เรื่องอะไร วนอยู่นั่นแหละไม่รู้กี่รอบๆ โลกหมุนไป คุณก็ผ่านกลียุคมาไม่รู้จะกี่รอบต่อกี่รอบ มันยาวนานจริงๆเลยมิจฉาทิฏฐิจึงน่าสงสาร อาตมาก็ช่วยกันไป มันทำไงได้ ไม่ช่วยก็ไม่รู้จะทำไง ช่วยพวกคุณมาได้บ้าง ก็ไปช่วยกันต่อ คุณเดชาเอามาแย้งว่า แม้แต่ได้พระอรหันต์ ก็กระจายออกไปเผยแพร่ในนิคมหมู่บ้าน อย่างเต็มตัว ไม่ได้หันมารวมกลุ่มอยู่กับที่เหมือนวิธีของชาวอโศก ที่เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกตามยุคสมัย รวมทั้งไฟฟ้า ประปา อินเตอร์เน็ต ความฉลาดของคนที่ใช้ไฟฟ้าประปากับห้องเย็น ห้องแอร์ มันเป็นความฉลาดที่ไม่ได้ติดไม่ได้ยึด มีก็ได้ไม่มีก็ได้ แต่คุณเข้าใจมีก็ได้ไม่มีก็ได้ เป็น อนุปคัมมะ คุณไม่เข้าใจหรอก อนุปคัมมะ มีก็ได้ไม่มีก็ได้ คุณก็ยังเอียงอยู่ ค่อนข้างมีหรือไม่มี คุณเป็นคนมีแต่จะเอาไม่มีแล้วคุณก็สุดโต่งไปข้างไม่มี มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นคุณจะมองถึงสภาพของสังคมทั้งหมดไม่ออก เราเอาสังคมอาริยกะ ก็มาอยู่เมือง ส่วนพวกมิลักขะ ก็ไปอยู่ป่า จะบอกว่าเอียงก็ช่าง จะเอียง ไปข้างเมือง อาริยะ คือ ฉลาดผู้เจริญ มิลักขะ คือผู้เป็นคนเถื่อน จะเอาความเถื่อนก็ได้แบบเถื่อน พวกที่มีสัมมาทิฏฐิมาอยู่ในเมืองก็เป็นคนเถื่อนในเมือง อย่างพวกเทวนิยม ก็เป็นอย่างไร ฆ่ากัน แย่งชิงกันเป็นเศรษฐีใหญ่ เป็นคนร่ำรวยใหญ่ อะไรต่างๆนานาอย่างนั้นไม่จบหรอก สร้างอาวุธมาฆ่ากันไป ไม่จบ แล้ว เขาไม่เห็นความสำคัญ พวกเราเมืองไทยขอย้ำ ไม่ต้องสร้างอาวุธหรอก ก็บอกว่าสร้างอาวุธไม่เป็น คือเขาชมเรานะ นี่ล่ะยอดแล้ว ถึงทำเป็นก็ไม่เอา มาสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารดีกว่า เราจะพยายามส่งเสริมให้สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร จนกระทั่งอาตมาออก โศลกว่า คนฉลาดสร้างอาหารคนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ แค่นี้ก็ต้องเข้าใจให้ได้ เพราะฉะนั้นคนที่ฉลาดจริง ประเสริฐจริง ไม่ไปสร้างอาวุธฆ่าคนหรอก ฉลาดจริงๆ ต้องสร้างอาหารให้คนกิน คนจะได้อยู่ได้ สร้างอาวุธก็มีแต่ฆ่ากันตาย แล้วฆ่ากันไปทำไม มันเป็นวิบากเป็นความโหดร้าย ก็อยู่ด้วยกันเป็นเพื่อนทุกข์ ส่งเสริมกันให้ไปสู่นิพพาน เขายังไกลนิพพานมาก พวกเทวนิยมคือพวกที่ไกลนิพพานมาก ขนาดมาเป็นชาวพุทธแล้วก็เสื่อมไปอย่างเช่น ชาวเถรสมาคม ยังไกลนิพพานมากเลย ดีไม่ดีอยู่ในเมืองแท้ๆดีๆก็หนีไปออกป่าเหมือนกับ อัมพัฏฐะ แต่เขาก็ไม่ได้ออกป่านะ เข้าใจว่าอาจารย์อยู่ในป่านะ ชอบป่านะ แต่ตัวเองทนไม่ได้ไปอยู่ป่า ก็ต้องเสพกาม เสพ ราคะ โทสะ โมหะ อยู่ในเมือง เป็นพราหมณ์มหาศาโล ผู้ร่ำรวย ผู้มีสถานที่ ผู้มีอำนาจในทางศาสนา หนักเข้า ก็เป็นมิจฉาทิฎฐิ กลายเป็นพวกเสื่อม เป็นพราหมณ์มหาศาโล เหมือนกับเดี๋ยวนี้พระทางเถรสมาคมก็เป็นพระมหาศาโล เป็นผู้ร่ำรวยลาภยศตำแหน่งสรรเสริญ ผู้ร่ำรวยทางโลกีย์ ร่ำรวยทางโลกธรรม 8 ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้สรรเสริญเสื่อมสรรเสริญ ได้ยศเสื่อมยศ ได้สุขเสื่อมสุขเป็นทุกข์ วนอยู่นั่นแหละ ไม่ออกมาสู่อัญธาตุ มันซับซ้อนหลายชั้น คุณเดชาให้ตั้งใจดีๆ ดีแล้วล่ะ ยังไงยังไงก็คบหากันนะ ฟังธรรมะอาตมาไปเรื่อยๆ สุสูงสัง พยายามตั้งใจฟังด้วยดี อย่าพยายาม เพ่งโทษมากนัก
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ภูเราหรือภูเฮาของชาวบ้านราชฯ _*วันทนา บุดดีเหมือน* : เป็นกำลังใจให้ทีมงานทำภูเขาตะนาวศีลทุกคนค่ะ พ่อครูว่า… ตอนนี้เราไม่เรียกภูเขาแล้ว เรียก ภูเรา หรือ ภูเฮา ไม่ต้องเรียก ตะนาวศีลหรอก เพราะโมเดลที่เอามาโชว์ มันไม่เป็นทิว แต่อันนี้มันตั้ง มันจะไม่เหมือนกัน ไม่เป็นตะนาวศีล ที่อาตมาแผลงมาจากตะนาวศรีหรอก ก็เป็นภูเขาแบบพวกเรา อย่างที่ไม้ร่มออกแบบ ทำขึ้นมาสำเร็จก็เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง ในที่แคบ ถ้าตะนาวศรี มันจะยาวกินพื้นที่มาก เราไม่มีที่ เราก็ได้พื้นที่จำกัด ก็สร้างสูงบ้างต่ำบ้าง จะให้มีถ้ำก็ทำไป เหมือนผาแหงนเราก็ทำ มีถ้ำอะไรก็ทำไป ทำได้ สร้างได้ สร้างโดยการใช้อุปกรณ์ของปูนเก่า ด้วยได้ เอาหินมาประกอบด้วย เอาดินมาประกอบด้วย ได้ ได้ทั้ง 2 อย่างผสมกัน ทั้งคนและธรรมชาติช่วยกันเป็น 2 คู่หู ธรรมชาติจริงกับคนจริงที่เป็นคนประเสริฐ คนรู้ธรรม ไม่ได้แบ่งแยก ทำขึ้นมา มันเป็นการพิสูจน์ธรรมชนิดหนึ่งให้เห็นว่าโลกนั้นไม่ขาดธรรมชาติ มันไม่ขาดปราสาท อาตมาเกิดมาชาตินี้ไม่ได้สร้างปราสาท เหมือนอย่างปราสาทหินพิมาย ปราสาทนครวัดนครธม เราไม่สร้าง ทุกวันนี้เขาสร้างปราสาทวิมานกัน ยิ่งใหญ่กันตั้งแต่ทัชมาฮาล เพราะฉะนั้นเราไม่สร้างแบบนั้น เราสร้างบ้านช่องเรือนชานของเราอยู่กันอย่างสบาย ดีไม่ดีเอาเรือมาทำเป็นบ้านเรือเราอยู่สบาย แค่นี้ก็เหลือแหล่แล้ว อย่างเรือโคกใต้ดิน ขนาดเท่ากับตึกที่เขาทำร้านค้า 2 คูหา ซึ่งไม่เล็กนะ ยาวตั้ง 28-29 เมตร กว้าง 9 เมตร นี่ก็เป็นเรื่องซับซ้อนที่อาตมาพาทำ ไม่ได้ประหลาดใจอะไร แต่ทำเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยนี้ ซึ่งก็เป็นตัวอย่างเป็นความแย้งของสังคมไปในตัว ทำให้เห็นกลมกลืนและแย้งอยู่ในตัวว่าเอียงมาทางนี้สมยุคสมัย ที่เขาจะเปลี่ยนผ่านเป็นทุนนิยมขี้โลภลาภยศสรรเสริญสุข ซึ่งไม่ได้เป็นความละเอียดลออ
_*Channarong Jindatham (ชาญณรงค์ จินดาธรรม)* : ความขัดแย้งที่พอเหมาะ คือความงดงามของพี่น้องชาวอโศกครับ พ่อครูว่า... ถูกต้องแล้ว สามัคคีคือความขัดแย้งอย่างพอเหมาะ ถ้าไม่มีความขัดแย้งเลย คือพวกน้ำเน่า ไม่มีอะไรขัดแย้งคือพวกน้ำเน่า มีแต่วันจะแห้งลง หรือว่าจมเน่า จะสลายไป อย่างนี้ ถึงจะมีความสด พวกตื่นพวกไม่จมนี้มีความสด คุณจะ
_**ผมเห็นคุณสติพล จนพัฒนา ประกาศตั้งตบะธรรมในการเข้าพรรษาครั้งนี้ 10 ประการคือ..1 จะปฏิวัติศีลที่เป็นสมมุติและปรมัตถ์ให้ชัดเจน 2 จะมีปกติเป็นผู้ที่มีศีลและธรรมประจำตนเสมอ 3 จะไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวบุคคลแม้ท่านมีความดีสูงสุด 4 จะไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้ในความดีสูงสุด 5 จะพยายามเจริญปัญญาและพัฒนาสติของตนให้ยิ่งๆขึ้นไป 6 จะรู้ความจริงตามความเป็นจริงให้มากที่สุด(อยู่กับปัจจุบัน)7 จะเรียนรู้ปุคคลาธิษฐานสู่ธรรมาธิษฐานให้มากที่สุด 8 จะไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้ในความไม่ยึดมั่นถือมั่น 9 ไม่สำคัญมั่นหมายตนจนเกินไปให้สนิทเนียนได้ให้ได้ และ10 ไม่อยากได้ไม่อยากมีและไม่อยากเป็นอะไรทั้งสิ้นและดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาทให้ได้ใน"ทุกขณะจิต" ดังนี้ เป็นการเหมาะควรหรือไม่ขอรับ. พ่อครูว่า... เห็นไหมว่าชักฟุ้งซ่าน คุณอาจจะพูดคำว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ถูก แต่คำว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็นของผู้ที่บรรลุสูงสุดแล้ว แล้วไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ยึดเป็นสมาทาน อาทาน แปลว่ายึด สมาทานแปลว่ายึดอย่างมีสมะ ส่วนอุปาทานยึดอย่างติด ยึดอย่างไม่มีปัญญา ไม่มีวิชชา เป็นอวิชชา สมทานกับอุปาทาน ตอนแรกคุณต้องยึดมั่นก่อน ในธรรมะในสัจจะ คุณไม่ยึดอย่างแรงกล้า ยาก ต้องยึดอย่างแรงกล้าในผู้ที่นำธรรมแท้ๆ แล้วหัดฝึก ไม่ยึดมั่นถือมั่น จากสิ่งที่คุณค่อยๆละล้างมา เพราะฉะนั้นอย่าไปทำผิดลำดับ นี่เป็นลำดับที่น่าอัศจรรย์ ซึ่งไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆ คุณไปแยกภาษาคำว่า ศีลและธรรม มันก็เป็นสมมุติและปรมัตถ์แล้ว จะต้องมีศีล และธรรมนั่นแหละมาปฏิบัติ คุณก็ได้ระดับรองของคุณไปตามลำดับ จะเอาสิ่งสูงมาเลยก็ไม่ได้ เข้าใจปัญญาให้ถูก อย่าเป็นเฉโก ซึ่งต่างกันกับปัญญา เป็นคนละโลกเลย เทวนิยมกับปัญญานิยม ถ้าไปหลงผิดก็เป็นปัญญานิยมเป็นปัญญาเที่ยง อย่างที่คุณพูดสุดท้ายจะไม่ยึดแม้แต่ปัญญา เห็นใจผู้ที่มีศรัทธาเหมือนกัน คุณจับประเด็นปัจจุบันเป็นหลักก็ดีแล้ว คือได้ภาษาเก่ง แต่เข้าสู่สภาวะให้ได้ตามลำดับก็แล้วกัน ที่เขาเขียนมาก็มีทั้งเหมาะควรและไม่เหมาะควร ก็วิจัยไปพลาง
_จากญาติธรรม...พ่อท่านบอกว่า พล.อ ประยุทธ์ เป็นโพธิสัตว์ นั้นเป็นจริงหรือไม่อย่างไรบ้าง ...กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง พ่อครูว่า...เอ๊ สงสัย คนต่อหลังจากนี้จะไม่ได้แล้ว นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม... พ่อครูได้ย้อนเรื่อง นอนแล้วตื่นมาตีระฆัง ทุกชั่วโมง ผมก็มาจับอาการ ความหรี่หลับนี้ เรารู้ได้ไม่ง่ายเลย
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความเป็นโพธิสัตว์ในประชาธิปไตยไทย _ธุลีดิน รักบ้านเมือง : ได้ดูรายการของช่อง Top News คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ได้นำเรื่องโพลของนิด้า ที่คุณอุ๊งอิ๊งได้เป็นนายก โพล โดยมีคะแนนทิ้งห่างจากลุงตู่อย่างมาก แม้แต่คุณพิธาซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคที่ยังไม่มีผลงานอะไร ก็ยังได้รับความนิยมเหนือกว่าลุงตู่ คุณสนธิญาณออกมาเตือนผู้ที่รักบ้านเมืองว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลุงตู่คะแนนตกต่ำ ผลโพลของนิด้า(ที่ถือว่ามีมาตรฐานทางวิชาการ)ที่ผ่านมา 3-4 ครั้งพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนนำมาตลอด ส่วนพรรคพลังประชารัฐแทบจะคะแนนต่ำสุด และเมื่อเจาะลงไปในรายละเอียดแต่ละกลุ่มของประชากร ก็จะมีเพียงกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้นที่ลุงตู่มีคะแนนนำ นอกนั้นคุณอุ๊งอิ๊ง คุณพิธา มีคะแนนนำอยู่ทุกกลุ่มทุกอาชีพ ยิ่งพวกที่มีความรู้ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ทั้งคุณอุ๊งอิ๊ง คุณพิธา ต่างมีคะแนนนำอย่างขาดลอย แม้แต่กลุ่มคนจนก็ยังนิยมคุณอุ๊งอิ๊ง คุณสนธิญาณ นำเสนอให้เห็นถึงอนาคตอันมืดมนของสังคมไทย ที่จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2566 หลังเดือนมีนาคม คุณสนธิญาณนำเสนอทางออกว่า ลุงตู่จะต้องออกมาเป็นหัวหน้าพรรคเอง ให้ลุงป้อมเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค มิฉะนั้นลุงตู่ก็จะเป็นนายกฯ ที่ขาลอย โดยไม่มีสส.ของตัวเองคอยค้ำบัลลังก์อำนาจให้ ขอเรียนถามปัญหากับพ่อครูดังต่อไปนี้ 1. ในยุคที่กระแสโซเชียลและสื่อ ต่างมีอิทธิพลต่อการชี้นำสังคมเช่นนี้ จนทำให้ได้ผู้ว่าโซเชียลแบบแลนสไลด์ ที่ฟิลิปปินส์ลูกของมาร์กอสก็ได้ขึ้นเป็นผู้นำด้วยอิทธิพลของโซเชียลด้วยคะแนนอย่างถล่มทลาย อยากทราบว่า การสร้างกระแส กับการสร้างความจริงที่ลุงตู่เดินหน้าทำอย่างทุกวันนี้ สุดท้ายแล้วอย่างไหนจะชนะครับ 2. FC ของลุงตู่ พยายามเรียกร้องให้ลุงตู่ลงมาเป็นหัวหน้าพรรคเอง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องขาลอย พ่อครูมองว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องหรือไม่? 3.ใครๆก็มองว่า ลุงตู่ติดยึดอำนาจ เป็นนายกมา 8 ปี น่าจะพอแล้ว ประเทศไทยที่มีประชาธิปไตยอย่างล้าหลัง เป็นเพราะสาเหตุใหญ่มาจากการยึดอำนาจของลุงตู่ แต่น่าคิดว่าทั้งฟิลิปปินส์หรือแม้แต่อเมริกามีการเลือกตั้งกันมาตลอด ประชาชนคนของเขาดูจะท้อแท้สิ้นหวังยิ่งกว่าเมืองไทย พ่อครูมองว่าจะเอาหลักอะไรมาใช้ตัดสินความเป็นประชาธิปไตยกันครับ พ่อครูว่า... คำว่ามืดมน เป็นความมืดมนเพราะว่า เปลี่ยนจากพลเอกประยุทธ์มาเป็น อุ๊งอิ๊ง ตอบข้อสุดท้ายนี้ก่อน เอาหลักความจริงมาเป็นเครื่องตัดสิน ความจริงคืออะไร ความจริงคือ สิ่งที่แยกไม่ได้แล้ว เป็น 2 เพราะฉะนั้นการเลือกตั้ง มันยังเป็น 2 อยู่ กษัตริย์นี้เป็น 1 ในยุคไหนก็ตามกษัตริย์ก็เป็น 1 เสมอ การเลือกตั้งนี้คือ เขาใช้ ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น 2 อย่างนี้ มันเป็นสภาวะ 2 ที่สลับสับเปลี่ยน สลับไปสลับมา ในยุคนี้เป็นยุคที่จะต้องกลับเข้ามาหาความเป็น 1 ไม่ใช่ว่าไปหลงความเป็น 2 ประชาธิปไตยของเทวนิยมเขาติดในความเป็น 1 เขาพยายามหาทางออกเป็น 2 แล้วเขาก็เลยมาหลง 2 กับการเลือกตั้ง ไม่ยึดมั่นถือมั่นใคร โดยมีประธานาธิบดีกับประชาชน เป็น 2 แต่เลือกได้ประธานาธิบดีขึ้นไปเมื่อไหร่ก็เป็นเผด็จการทั้งนั้น ไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะเขาไม่มีความรู้ในเรื่องโลก ไม่มีความรู้ในเรื่องอัตตาและธรรมะ อธิปไตยของโลกอธิปไตยของอัตตา อธิปไตยของธรรมะ อธิปไตย 3 โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย หากเข้าใจแล้วเป็นหนึ่งแล้ว ก็จะปฏิบัติกับโลกได้อย่างมีสัดส่วนพอ ปโหติ คำนี้ก็ยากมากที่จะจัดสัดส่วนให้พอเหมาะได้ คนที่ไม่มีอธิปไตย 3 ไม่มีทางที่จะรู้จริง รู้ละเอียด เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ เป็นมีโลกุตระ พลเอกประยุทธ์ เป็นโพธิสัตว์ จึงสามารถนำพา การบริหารที่ดีมาได้ กำลังจะเต็ม 8 ปี แต่คนที่เบื่อบอกว่ามันยาวนานเกินไป ให้พักเถอะ ให้คนใหม่เข้ามาบ้าง อาตมาก็มองกลับกันกับคนที่เห็นว่าควรจะเปลี่ยน อาตมายังมองไม่เห็นคนที่มีภูมิธรรมพอ เท่าที่อาตมาจะมีภูมิปัญญาพอจะรู้ว่าสังคมไทยมีใครบ้างที่จะมาเป็นนายก แทนพลเอกประยุทธ์ อาตมายังไม่เห็น ยังไม่เห็นตัว ยังไม่เห็นใครที่เสนอหน้ามา ยิ่งอุ๊งอิ๊งแล้ว รับรองว่าชิบหายเลย ถ้าให้มาเป็นนายก ขออภัย เรือหายเลย ถ้าให้อุ๊งอิ๋งมาเป็นนายกฯนี่เรือหายเลย จะต้องมาพึ่ง บ้านราชเมืองเรือ เพราะบ้านราชมีเรือเยอะ ถ้าเอาอุ๊งอิ๊งมาเรือหายแน่ๆ เพราะเขาไม่เข้าใจ จะเป็นเพราะว่าเบื่อคนเก่าอยากได้คนใหม่ตามประสาคนโลกๆ โดยไม่รู้จักสัจจะความจริง ลึกเข้าไปไม่รู้จักสัจจะความจริงตรงที่ว่า คนผู้นี้เป็นโพธิสัตว์ พิสูจน์มาแล้ว 8 ปี นิยมชมชื่น เรื่องโพล โพลของใครก็ตาม มันเป็นเรื่องสถิติ เป็นเรื่องประมาณ คนในโลกข
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive