อาการ ลิงค นิมิต ของกาย วาจา ใจ.docx
เนื้อหาในไฟล์
อาการ ลิงค นิมิต ของกาย วาจา ใจ ศาสนาพุทธก็ผิด คนก็ได้รับคำสอนผิดๆ เพราะไม่ได้ทำใจในใจ ไม่ได้อ่านอาการของใจไม่รู้การทำใจ กายนิมิตเครื่องหมายทางกาย วาจานิมิต นิมิตเครื่องหมายทางวาจา นิมิตคือเครื่องหมายทางใจ มันก็ต้องอ่าน นิมิตมันจะเป็นรูปร่างเป็นเครื่องหมาย ต้องอ่านความต่าง ความต่างของอาการ คือ ลิงคะ อาการอย่างนี้ อย่างเราสัมผัสทางตา แหม..วันนี้อย่างนี้ ลูกฝรั่งเยอะดีสวยๆขาวๆ ผิวผ่อง มันน่ากัด ที่เราสัมผัสและความจริง มันก็เป็นของมันอย่างนั้นเป็นเวทนาแท้ๆ เราก็รู้ของมันแท้ๆ ตาไม่เสีย ประสาทไม่เสีย ส่วนภาษาอะไรก็แล้ว แต่ส่วนภาษาไทยก็บอกว่า น่ากิน สวยจัง ผ่องจัง หอมจัง อะไรต่างๆนานามันก็เป็นอาการเพิ่มเติมจากอาการแท้จริงของที่มันมี จิตของคนก็ปรุงแต่งเป็นอาการ อะไรบางอย่างก็ชอบอะไรบางอย่างก็ไม่น่ากินน่าเกลียด เราก็อ่านอาการ 2 ที่แตกต่าง แล้วทำลายอาการที่มันปรุงแต่งเอง บ้าเอง ไม่เหมือนกันหรอก อาจจะเหมือนกันนิดเดียวจนแยกไม่ออกก็ได้ หรืออาจจะต่างกัน มากก็ได้เท่านั้นเอง เราต้องเรียนรู้อาการพวกนี้อย่าให้อาการปลอมอาการเก๊ ที่ใช้คำเรียกว่าเวทนาเก๊อย่าให้มันมี ถ้าคุณอ่านอาการ ลิงค ความแตกต่างของนิมิตต่างๆ อ่านแล้วเอาความจริงอันเดียว เอกสโมสรณา ภวันติ ทำให้เกิดเป็นอันเดียวของแท้ ของพระพุทธเจ้าปฏิบัติที่เวทนาเป็นกรรมฐาน มีกรรมฐานเป็นเวทนาเดียว ไม่มีหรอกเวทนากสิณ 40 มันเป็นสมถะวิธี สมถะวิธีก็เรียนบ้าง กสิณที่ท่านว่าก็มีแค่ 10 ส่วน 40 ก็เอาของอาจารย์ต่างๆมารวมไว้ ซึ่งท่านพุทธโฆษาจารย์เอามาบรรจุไว้ในวิสุทธิมรรค เป็นกสิณ 40 เป็นการทำสมถะ ก็ต้องดูรายละเอียดของสมถะกับวิปัสสนาเป็น 2 อีก ดูความแตกต่าง สมถะอาศัยบ้าง อาศัยเพียงเป็นอุปการะ ไม่ใช่เอกคตา ไม่ใช่เรื่องใหญ่(เอก อัคคะ) เป็นเรื่องแค่อ
อ่านต่อ
ุปการะช่วย เป็นเครื่องเสริม เป็นเรื่องช่วยเอาไปใช้บ้าง โดยธรรมชาติของคนก็ใช้สมถะอยู่แล้วไม่ต้องเรียนกันมาโดยสามารถธรรมชาติทุกคนก็ทำได้ไม่ว่าในชาติไหน มันมีสมถะอยู่แล้วมันมีการสำรวมสังวร ข่มไว้ กิเลสเราจะออกมันก็ทั้งนั้นแหละ ธรรมดาไม่ได้ศึกษาก็มีกิเลสทั้งนั้น มีกิเลส 3 ลักษณะ โมหะ ก็คือมั่ว สับสน กามกับโทสะ สัมผัสแล้วคุณเกิดอารมณ์กามคุณก็ควบคุมไว้ คุณก็รู้อารมณ์โกรธคุณก็รู้เป็นอารมณ์ โทสะคุณก็รู้ แต่มันไม่มีมากไม่มีเกิน มันก็แสดงออกไม่มี ไม่แสดงออก ธรรมชาติก็กดไว้ทั้งนั้นไม่ว่าจะคนชาติศาสนาไหนก็กดไว้ มีมากก็ต้องกดมาก ไปสัมผัสอันนี้มันเกิดอาการมากเพราะมันถูกสเปก ไปสัมผัสฝรั่ง คนที่ชอบฝรั่งอย่างนี้ ฝรั่งลูกไม้ไม่ใช่คนนะ ชอบลูกไม้บนโต๊ะนี้ อาการมันก็มาก คนไม่ชอบฝรั่ง ไม่ชอบดอกดาวเรืองเพราะมันไม่หอมไม่มีแต่สีสวย แต่ดอกเหม็นๆ เหม็นขิว เหม็นเขียว บางคนสัมผัสกลิ่นก็ไม่ชอบ ก็อ่านปฏิกิริยาของจิต สรุปแล้วคนไม่เรียน มีธรรมะพระพุทธเจ้าก็ไม่เรียนธรรมะที่รู้ถึงเวทนาในเวทนา แล้วมีเหตุที่โง่ เหตุก็คือความโง่คืออวิชชา จึงเป็นกิเลสโง่เพราะอะไรเพราะไม่รู้จักกิเลส ทำให้กิเลสมันมาปรุงแต่งมันก็เลยเกิดความชอบความชัง เกิดราคะเกิดโทสะ มันเกิดก็ไม่รู้เพราะไม่ได้ศึกษา ก็ไปเรียน การเกิดราคะเขาก็เรียนรู้นะ ราคะ เขาก็รู้โดยปริยายว่าอย่าไปแสดงออกง่ายๆมันน่าเกลียด แต่ก็ต้องแสดงออก ถึงขั้นบอกว่า การแสดงเรื่องเพศมันก็เป็นเรื่องของคนเรื่องของสัตว์มันมีอยู่จะไม่ให้มันแสดงอย่างไร มันจะพยายามอธิบายความหน้าด้านของตัวเอง ให้ตัวเองแสดงออก เออ เป็นผู้หญิงแท้ๆมาพูดเรื่องลามกจกเปรตกลางที่สาธารณะ มันไม่มียางอายเลย มันเหลือเกินน่ะ นี่มันเสื่อมมากเลยอาการของคน โดยเฉพาะคนไทยมันไปกันใหญ่ ทั้งสถานที่ทั้งแสดงออกทั้งตัวเองเป็นเพศที่ไม่ควรจะแสดง ถ้าเรื่อง กามลีลาของกาม เจตนาจะแสดงออก ผู้หญิงบางคนเขาไม่มีเจตนามากแต่แสดงออกมาก ผู้ชายเจตนามีมาก ตัวความเป็นกามมีมากแต่ไม่แสดงออกมาก ผู้หญิง กามในตัวเองมีไม่มาก แต่แสดงออกมากจริตจก้านเหลือกิน แถมไม่พอ ปรุงแต่งใส่อีก ศาสนาพุทธสอนให้รู้ทั้งกาม สอนให้รู้สิ่งที่เป็น โลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข จะต้องเข้าใจเลยว่ามันมีอยู่ในโลก แล้วอย่าให้มี มันมีอยู่ในโลก แต่เราอย่าไปเป็นทาสมัน จนจิตเราชัดเจนปฏิบัติได้หมดความเป็นทาส มันก็มีอยู่ในโลกอย่างนั้น กาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสมันก็มีอยู่อย่างนั้น แต่เราไม่มีกิเลสกับมันแล้ว ไม่เป็นทาส ไม่ต้องตกเป็นทาสของกามคุณ 5 แล้ว ยิ่งเข้าไปในอัตตาก็ไม่เป็นทาสของอัตตาด้วย ถ้าข้างนอกก็เป็นลาภ ยศ สรรเสริญ โลกีย สุข เราก็รู้อันนี้ เรียนรู้อันนี้ ก็ไม่เป็นทาสของลาภยศ พวกเราพูดอธิบายกันง่ายเพราะเราปฏิบัติมา มีมรรคผล เข้าใจง่าย เราไม่ได้ติดยึด หลายคนในพวกเรายังไม่เป็นอรหันต์ มันก็ยังรู้อยู่ว่าเราก็ยังมีอยู่นะ ลาภยศสรรเสริญสุข ก็ยังมี ทิ้งไม่ได้ ยังต้องมีอาศัยชื่นใจไม่ชื่นใจ ก็กำหนดรู้ของตัวตน ละออกไม่ได้ มันก็เป็นธรรมดา รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็เหมือนกัน เราสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงโผฏฐัพพะ มันก็จะมีอาการทางจิต คนที่ชัดเจนแล้ว รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ เราสัมผัสแล้วก็ไม่มีอาการทางจิต ชอบก็ไม่ชอบไม่ผลักไม่ดูด อ่านอาการให้ดี ให้ละเอียด อ่านสามัญชีวิต สัมผัสแล้วเป็นอย่างนี้เราก็จะรู้ตัวเราว่า เราบรรลุเป็นอรหันต์ อาตมาประกาศตนเป็นอรหันต์ คนก็ถามมา รู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ..ถามโง่ๆไม่รู้แล้วเราจะบอกว่าเราเป็นอรหันต์ได้อย่างไร...เนาะ...เรามีเงินในกระเป๋าหรือเปล่า เราก็ต้องมีเงิน ก็มีเงินล้านอยู่ในกระเป๋าแล้วก็บอกโลกว่าเรามีเงินล้าน เขาบอกว่ารู้ได้ยังไงว่ามีเงินล้าน เราก็บอกว่าเราอยู่ในกระเป๋าเรามีเงินล้าน ก็ต้องรู้สิว่าเราเป็นคนมีเงินล้าน เราก็พูดไปได้ เพราะฉะนั้นถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นอรหันต์ก็คือฉัน ฉันเป็นอรหันต์คือไม่มีกิเลสแล้วรู้ได้อย่างไรว่ามีกิเลส ก็คนโง่ก็ไม่รู้ แต่ฉันไม่โง่ ฉันก็รู้ว่าไม่มีกิเลสแล้ว กิเลสฉันก็รู้แล้วฉันได้ทำออกหมดแล้ว อาการของจิตที่มันไม่มีกิเลสก็อย่างไร เราก็ต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันยิ่งของเรา แล้วเราก็บอกไปตามความเป็นจริง คนที่เขาเองเขาไม่ได้ศรัทธา เขาก็ไม่เชื่อ ถ้าคนมีศรัทธาก็จะชัดเจนขึ้น โอ้โห พูดชัดเจนจังเลย คำความที่พูดนี้อาตมาพูดอย่างมั่นใจอย่างแรงหนักแน่น พูดเบาไม่ได้หรอกของหนักของจริง ของจริงต้องแรงและชัดเจน เดี๋ยวจะหาว่าไม่จริง มันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่แพงค่ามากเลย ค่าของความไม่มีตัวตน มันเป็นนามธรรม ชาวอโศกพบค่ามาแล้ว 50 ปีที่อาตมาทำมา อาตมาก็มาแสดง ประสบผลตามที่อาตมาต้องการ แต่แน่นอนไม่สันโดษในกุศล ไม่สันโดษในสิ่งที่ได้แล้ว จะว่าไปตามภาษาสามัญ หมดรอบ จบกิจ เป็นอรหันต์ อาตมาก็จบกิจความเป็นโพธิสัตว์ปางนี้ของอาตมา แต่อาตมายังไม่สันโดษในกุศลเท่านั้นเองก็ทำต่อ แต่ใจมันพักแล้วปลดเกษียณแล้ว ใจมันปลดเกษียณแล้วมันวาง เป็นแต่เพียงว่าอัชฌาสัยทนไม่ได้ในความกรุณา มันก็ต้องทำต่อ เพราะเรายังไม่ตายที่จริงต้องตายแล้วด้วยขันธ์ก็ต้องตายแล้ว แต่นี่มันเกินแล้วนะ อาตมาอยู่อย่างเกินเกินเป็นคนเกินๆ เพราะฉะนั้นอย่าถือสานะ อาตมามีอะไรต่อไปเป็นสิ่งที่เกิน มันเป็นสิ่งที่ Over เกินกว่ามนุษย์มนาที่เขาจะเป็น จริงนะ จะจริงอย่างนั้น
(จาก...631106_เทศน์ทำวัตรเช้า มหาปวารณา ครั้งที่ 38 สู่แดนทองคำแพง ฉลอง 50 ปีโพธิกิจ ตอน 2)