ศึกษา อาการ ของนาม และรูป 28.docx
เนื้อหาในไฟล์
ศึกษา อาการ ของนาม และรูป 28 _Aik Lim อิ๊ก ลิ้ม : น้อมกราบนมัสการท่านสมณะท่านสิกขมาตุด้วยควาเคารพและศรัทธายิ่งเจ้าค่ะ โยมกราบขอโอกาสเรียนถามว่า 1. "อาการ" ที่เป็นสภาพของรูปนาม คือ เป็นอาการที่เกิดจากปฏิกิริยาร่วมกันของรูปนาม ใช่ไหมเจ้าคะ หรือ"อาการ"เป็นของรูปหรือนามอย่างใดอย่างหนึ่งก็เรียกอาการได้เจ้าคะ 2. โยมเข้าใจว่า "รูป" อย่างเดียวโดดๆไม่น่ามีอาการ โยมเข้าใจถูกต้องไหมเจ้าคะ น้อมกราบนมัสการและกราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ พ่อครูว่า…ใช่รูปนามเป็นสภาวะ 2 รูปคือสิ่งที่เป็นอีกอันหนึ่งจะต้องคู่กัน เป็นสิ่งที่ให้เรารู้มัน มันจะต้องเป็นสิ่งที่ถูกรู้ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ 2 นามธรรมคือตัวรู้ของคุณ เพราะฉะนั้น 2 อันนี้มันจะต้องมาสัมผัสกัน ถ้าไม่มีอะไรสัมผัส มีแต่นามคือความคิดของคุณ คุณไม่ได้เปิดตาไม่ได้รับเสียง ไม่ได้รับกลิ่นไม่ได้รับรสแตะลิ้น ไม่ได้มีกายสัมผัสภายนอก มีแต่ในใจ มันมีนามแต่หนึ่งเดียว อันนี้แหละอาตมาอธิบายแล้วอธิบายอีก อธิบายแล้วอธิบายอีกว่ามีแต่นามอย่างเดียวคิดอยู่ในภพอยู่ในภวังค์ของตน มันไม่ใช่ความจริง อธิบายมานานมามากแล้ว คนก็ยังไม่ชัดเจนในตรงนี้ ว่ากายต้องมีภายนอก 5 ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ตากระทบรูปเอออย่างนี้เป็นคู่ สิ่งที่เกิดเป็นความจริง หูกระทบเสียง สิ่งที่เกิดอย่างนี้เป็นความจริง จมูกกระทบกลิ่นอย่างนี้เป็นความจริง ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสเสียดสี เย็นร้อนอ่อนแข็ง อย่างนี้เป็นความจริง แต่ถ้าไม่มีกาย 5 ทวารภายนอก โผฏฐัพพะ กายสัมผัสและเกิดความรับรู้ มีสัมผัสแต่ในภายในโดยไม่เกี่ยวข้องกับภายนอกเลย อันนี้ไม่ใช่ความจริง ความจริงอันนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร มันเป็นแต่เพียงสัญญาในสัญญา มันไม่มีปัญญาเลย ปัญญาต้องมีภายนอกด้วยอีก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญา
อ่านต่อ
พละ อยู่ในมหาจัตตารีสกสูตรข้อ 258 พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดว่า ปัญญา ปัญญินทรีย์ปัญญาพละ จะเกิดได้ต้องมีสัมมาทิฏฐิ มีธรรมะวิจัยสัมโพชฌงค์และที่สำคัญต้องมี มัคคังคะ คือมีองค์แห่งมรรคทั้งหมดองค์แห่งมรรคทั้งหมดคือมรรคมีองค์ 8 คุณต้องมีทั้งหมดเลย ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิไปยังสัมมาสมาธิ มีครบ ตัวที่ยืนยันที่ว่าต้องอยู่ในชีวิตธรรมดา คือต้องมีสัมมาสัมปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นชีวิตธรรมดาสามัญ ไม่ใช่คุณไปนั่งหลับตาไม่ได้ทำงานอาชีวะอะไร ไม่ได้มีกัมมันตะอะไร ไม่ใช่ อาจจะมีกัมมันตะอยู่ที่คุณทำใจในใจของคุณอย่างเดียว ไม่มีอาชีพการงานอะไร ไม่ได้สร้างสรรค์อะไร ไม่ได้มีกายกรรม วจีกรรมไม่มี ไม่ใช่ ต้องมี เพราะฉะนั้นปัญญาไม่เกิด ปัญญินทรีย์ไม่มี ปัญญาผลหรือปัญญาพละไม่มี คุณวิจัยก็วิจัยแต่เพียงในภายใน วิจัยข้างในภายในจิตอย่างเดียวไม่มีข้างนอกผสมเลย อาตมาถึงสรุปว่า การหลับตาปฏิบัติมันโมฆะด้วยประการฉะนี้ มันจะไม่เกิดปัญญาตัวจริง มันจะไม่เกิดความจริงที่จริง ไม่มีปัจจุบันชาติ ไม่มีกามภพ ไม่มีกามาวจร คนที่ปฏิบัติ ฌาน ของพระพุทธเจ้าเรียกว่า มีปัญญารู้จักกิเลส แล้วก็เผากิเลสได้ ก็ต้องมีตั้งแต่มี กามาวจร มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเหตุเป็นปัจจัย แล้วคุณก็ล้างกิเลสไปแต่ละเรื่องแต่ละเรื่อง ตามศีลเป็นหลักก็ได้ ศีลข้อ 1 2 3 แล้วคุณก็ลดกิเลสไปตั้งแต่ข้างนอกคือ กาม กิเลสข้างนอกมันลดมันดับ ไม่เกิดอีกเลย สัมผัสอย่างไรก็ไม่เกิดอีกเลยอยู่เหนือ อุตระ ก็เหลือข้างในกิเลสข้างใน ปรุงแต่งอยู่เป็นภวังค์ เป็นภวภพ เป็นรูปภพอรูปภพ คุณเข้าไปล้างมันอีก ในขณะที่คุณสัมผัสอยู่ข้างนอก ตากระทบรูปอยู่อย่างนี้ ข้างนอกคุณไม่มีหรอกปฏิกิริยาข้างนอกคุณไม่มีเลย เรื่องราวที่จะเกิดกามจากปัจจัยไหนก็หมดแล้วหมดกามภพแล้ว หมดจากสกิทาคามี ไปอยู่อนาคามีข้างในมันอยู่ข้างในแล้ว ถ้าอย่างนี้แล้วก็ไม่ได้หลับตา ก็มีการกระทบสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) วัตถุทุกอย่างกระแทกกระทุ้งกระเทือนอยู่แต่ข้างนอกคุณไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบรับ ไม่ปรุงแต่งร่วมเลย ไม่มีสังขารภายนอก กายสังขารไม่มี แต่ข้างในรูปสังขารคุณมี ก็ล้างอาการข้างใน ในขณะปฏิบัตินี่แหละมันถึงเป็นความจริง เป็นปัจจุบันชาติ ไม่ใช่ไปคิดเอา ไอ้ที่เอาแต่คิดนี่แหละ มันเป็นได้คือ เป็นอดีต 18 เป็นอนาคต 44 ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส เพราะฉะนั้นพวกนั่งหลับตาท่านเรียกเต็มๆว่า เจโตสมาธิ ผู้ทำเจโตสมาธินี่คือพวกหลับตาทำ ไม่มีทางบรรลุธรรม เพราะมิจฉาทิฏฐิทั้งหมดทั้ง 62 แล้วพระพุทธเจ้าก็สรุปแล้วว่ามีเท่านี้ อดีตอนาคตมีเท่านี้ แหม มีผู้สรุปมา ในพรหมชาลสูตร เขาใช้นามแฝงของเขาว่า ทำมาด้วยใจ ใต้ร่มโพธิ์ เขียนส่งมาให้อาตมาตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2566 หลายหน้าเหมือนกัน อาตมาจะอ่านให้ฟังตอนนี้ก็ยังเกรงใจ SMS อยู่ ก็ขอ SMS ก่อนก็แล้วกันเดี๋ยวจะอธิบาย ดีเหมือนกันเรื่องนี้ก็เจตนาจะอธิบาย ตอบคำถาม อาการคือลีลาของมัน กิริยาของมัน อาการของมันกิริยา กิริยาของรูป กิริยาของนาม อาการที่มันไม่นิ่ง อาการนิ่งก็เรียกว่าอาการได้ อาการอยู่นิ่งๆ คุณก็รู้ เออ นี่มันเคลื่อนที่แล้ว มันเคลื่อนที่เป็นอาการอย่างนี้แล้ว เกิดมันเกี่ยวข้องกับอันอื่นสัมผัสเป็น 2 3 4 ปรุงแต่งเป็นเรื่องอีก คุณก็ต้องรู้อาการที่มันเกิดปรุงแต่งกันขึ้น จากนิ่งๆ 1 ขึ้นเป็น 2 ขึ้นเป็น 3 4 5 อาการเหล่านั้นเป็นนามธรรมทั้งสิ้น แล้วคุณก็ต้องรู้สิ่งที่มันเกิดอาการนั้น มันก็ถูกรู้เป็นรูป อาการที่มันเกิดให้เราสัมผัสเอานามธรรมเป็นตัวสัมผัสรู้ ไอ้รู้นั้นเป็นนาม เป็นสัญญากำหนดรู้ ไอ้ที่ถูกรู้นั้นเป็นรูป ต้องมีอย่างนี้ มันมีแต่รูปมันไม่มีนามไปแตะไปเกี่ยวข้องเลย ไปศึกษาอะไรมันไม่ได้ มันเป็นธรรมชาติของมัน มันก็อยู่ของมัน เมื่อเราไปเกี่ยวข้องกับมันเมื่อไหร่เราก็รับรู้แล้วก็เรียนรู้กับมันได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ได้สัมผัสเลยไม่เกี่ยวข้องเลย คุณจะไปเอามันมาทำไม ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ดาวมันวิ่งของมันอยู่โน่นเป็นล้านๆปี แล้วเราก็ไม่เคยเกี่ยวข้อง แล้วก็ไปเอามันมาวิจัยอย่างโน้นอย่างนี้ไปเกี่ยวไปข้องกับมันมันมีผลส่งต่อเราอย่างนู้นอย่างนี้ ก็ดีอยู่ ก็รู้ว่าเราก็มีปฏิกิริยาต่อกัน มันมีประโยชน์หรือมีโทษอะไร ก็ดี แต่ว่าเราจะไปยุ่งอะไรกับมันมาก ชีวิตจริงๆเราก็อยู่ตรงนี้ จะนานเท่าไหร่ ดาวมันอยู่นานกว่าเราหลายล้านปี ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน มันก็ไม่เป็นทุกข์เป็นสุขอะไร ดาวไม่เป็นทุกข์เป็นสุข แต่ตัวคนนี่แหละเป็นทุกข์เป็นสุข แล้วตัวคนนี้แหละจะต้องรู้นิพพานให้ได้ หมดสุขหมดทุกข์แล้วคุณจะอยู่หรือไม่อยู่ มีจิตนิยามมีชีวะ คุณเลิกได้เป็นอรหันต์คุณมีภูมิทำถึงขั้นอรหัตผล คุณก็เลิกไปเลย มันมีที่จบสำหรับธรรมะพระพุทธเจ้า แต่คนที่ไม่รู้จักกรอบของความจบ ก็ไม่มีการจบกิจ จบทำ จบการกระทำ จบงาน ฉะนั้นย่อลงมาถึงขั้น อาการ ลิงค นิมิต นี่แหละเป็น 3 สภาพที่คุณจะต้องรู้สรุปลงเป็นนามธรรมที่ละเอียดที่สุดแล้ว คืออาการกับนิมิต อาการก็เป็นสิ่งที่รู้ บางเบาหรือเป็น Dynamic อาการมันจะต้องเคลื่อน ส่วนนิมิตนั้นมันไม่เคลื่อน มันเป็น Static เป็นตัวคู่กัน มันต่างกันอย่างที่มันมีนัยยะต่าง และมันไปต่างกับอะไรอื่นๆ มันก็ไปต่างกับอันอื่นอีก คุณก็รู้ไปเรียนรู้ไป อย่างนี้เรียกว่ารู้จักอาการ รูปคือสิ่งที่เป็น Static นิมิต ถ้าอาการมันจะเคลื่อน นิมิตมันก็เคลื่อนนิ่งๆ รวมแล้วมันเป็นรูปนี้ เป็นตัวนี้ รูปอย่างเดียวมันไม่มีอาการก็ได้ แต่มันก็คืออันนั้นอันเดียวกันกับอาการนั่นแหละ นิมิตตัวนี้ มันมีอยู่ในมัน ถ้าคุณไม่ละเอียดพอ เช่น ก้อนหินก้อนนี้(ยกก้อนหิน) คุณนึกว่าตัวมันเองมีอาการเคลื่อนไหวไหม คุณเดา คุณไม่เห็นไม่รู้ว่ามันมีอาการเคลื่อนยังไงหรอกแต่มันก็เคลื่อนเพราะมันก็ไม่นิ่งแน่นอน มันเสื่อมไปเป็นธรรมดาของมันหรือมันจะปรุงเนื้อตัวของมันขึ้นมาก็ไม่รู้นะ สักวันหนึ่งมันจะโตกว่านี้ไหมมันโตก็มีหินต่างๆมันก็มีพลังงานในตัวของมัน เป็นหินที่โตขึ้นไปได้ เรื่องรูปเรื่องนามสูงสุดแล้วย่อเข้าไป คุณก็เอาเรื่องรูปนามที่ใกล้ตัวที่เกิดทุกข์ให้มาเรียนรู้ไม่ต้องไปรู้รายละเอียด โดยไม่เกี่ยวข้องกับเราเลย จนกระทั่งไปถึงดวงดาวพระอาทิตย์มันเปลือง มันไกลตัวเกินไปสรุปมาให้ถูกสรุปเข้าเป้า _สู่แดนธรรม... เรื่องรูปที่จะศึกษาให้ถึงนิพพานนั้นจะต้องเป็นรูปที่อย่างที่พ่อท่านให้ความเห็นว่ามันคือกาย รูป ที่ไม่มีอาการเลยมันไม่เกี่ยวกับเรา ถ้าจะพิจารณาว่ารู้รูปไม่เที่ยงนั้นจะต้องมีนามไปสัมพันธ์ด้วย พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นรูปที่เรียน เราแค่รู้รูปอื่นที่มันไม่กระดิกหรือมันไม่เกี่ยวกับเราเลย มีมหาภูตรูป 4 ดินน้ำไฟลมที่ท่านย่อว่าอย่างสรุปหยาบที่สุดหรือครบที่สุดแล้วดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป 4 นอกนั้นเป็นอุปาทายรูปอีก 24 ให้เรียนรู้รูป 24 นี้ อาตมาก็ยังอธิบายอยู่ตอนนี้ยังไม่ได้โอกาสไม่ได้ฤกษ์งามยามดีที่จะอธิบาย เคยอธิบายไปแล้วในอุปาทายรูป 24 ถ้ารู้อุปปาทายรูป24 ครบเข้าใจแม้คุณจะท่องไม่ได้แต่คุณเข้าใจมันหมดด้วยกระบวนการ โดยลีลาเกี่ยวข้องสัมผัสมันหมดแล้วคุณท่องไม่ได้คุณจำภาษาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คุณรู้กระบวนการกายในกายเป็นอยู่ในอุปาทายรูปที่ 24 ตั้งแต่ มหาภูตรูป 4 อุปาทายรูป 24 ก. ปสาทรูป 5 จักขุ (ตา) โสตะ (หู) ฆานะ (จมูก) ชิวหา (ลิ้น) กายา (กาย) ข. โคจรรูป, วิสัยรูป 4 รูปะ (รูป) สัททะ (เสียง) คันธะ (กลิ่น) รสะ (รส) โผฏฐัพพะ (สัมผัส) พ่อครูว่า... กายกับโผฏฐัพพะ ถือว่าเป็นอันเดียวกัน 5 คู่ก็เลยเหลือเป็น 9
ค. ภาวรูป 2 10. อิตถัตตภาวะ, อิตถินทรีย์ (ญ) 11. ปุริสสัตตภาวะ, ปุริสสินทรีย์ (ช) ต้องรู้ภาวะ 2 นี้ให้ดี รวมแล้วมันเป็นรูปที่อยู่ในเรียกว่ารวมๆว่า หทยรูป รูปทางนามธรรม รูปทางใจ มี 3 เส้า ห ท ย ไม่ขอลงถึงพยัญชนะ ห จริง ท แข็งแรง แกล้วกล้า มีฤทธิ์มีแรงทั้งหมด พยัญชนะตัวแรกของเศษวรรค รวม 3 อันนี้เป็นพลังงานที่เรียกว่าจิตวิญญาณ เรียกว่าหทัย มันไม่ได้มีที่ไหนในร่างกาย แต่มันเกิดเป็นองค์รวมสัมผัสปรุงแต่งเป็นเรื่องราวขึ้นมาตรงไหน ตรงนั้นคือ หทย ตรงนั้นมันไม่ได้อยู่กับพี่มันไม่ได้อยู่จำเพาะไม่ยึดที่ จากหทยรูปก็เป็นชีวิตรูป ง. หทยรูป๑ = 12.หทัยรูป ที่ตั้งการเกิดอาการของรูป ได้ดับพลังงานแห่งชีวิต จ. ชีวิตรูป๑ = 13.ชีวิตินทรีย์ รู้ความมีชีวิตอยู่ของกิเลส รูปที่มันมีชีวิตพลังงานที่มันมีชีวิตินทรีย์ เป็นพลังงานของชีวิตอยู่นะมันไม่ ถ้าพลังงานชีวิตปรับตัวลงมาเป็นพืชมันก็เจริญเป็นแค่ พีชนิยาม ให้มันเป็นอุตุมันก็กลายเป็น มหาภูตรูป ไม่เป็นชีวะแต่เป็นพลังงานของดินน้ำไฟลม นี่เราก็จะต้องเข้าใจอาการจริงของมัน สภาวะจริงของมัน ตั้งแต่มหาภูตรูปหรืออุตุนิยาม จนพีชะ มนุษย์พืช จนจิตวิญญาณจิตนิยาม อย่างนี้เป็นต้น เมื่อเรียนรู้อันนี้แล้ว ท่านให้เรียนรู้ตรงจุดสำคัญคือ อาหารรูป ฉ. อาหารรูป๑ = 14.กวฬิงการาหารจนถึงวิญญาณาหาร โดยเฉพาะอาหารที่เป็นคำข้าว กินเข้าไปเคี้ยวเข้าปาก ถ้าอาหารภายนอกไม่เคี้ยวเข้าปากไม่ครบลิ้น ไอ้ลิ้นนี่แหละตัวร้าย เรียนรู้ตัวลิ้น ได้ มันจะรู้รูปรสกลิ่นสิ่งสัมผัสที่ติดยึดมันสำคัญมาก ก็เราจะรู้ได้จาก กวฬิงการาหาร อาหารคำข้าวที่เคี้ยวกินเข้าไปเคี้ยวกลืนเข้าไปสัมผัสกับลิ้น หมากพลู ก็ลิ้น ก็สำคัญ แล้วคุณไม่ได้กินกลืนเข้าไปด้วยซ้ำไป มันไม่ใช่อาหารจริงด้วยซ้ำไป หมากพลูไม่ได้กินกลืนแต่คุณติดรสแท้ๆเลยรูปรสกินสิ่งสัมผัสของมันจริงๆเลย คุณไม่ได้เรียนรู้ก็ไม่ได้รู้ว่ามันเป็นกิเลสเหมือนสายมหาบัวติดกินหมากกันปากแดง เพราะไม่ได้เรียนรู้สัจธรรมของพระพุทธเจ้า ก็พยายามบอกกันอยู่ ก็ไม่รู้ว่า ออกอากาศอยู่ทุกวันก็อยากให้ดูนะ อาตมาพยายามอดทนฝืนที่จะจ่ายเงินค่าดาวเทียม เพื่อให้ท่านทั้งหลายสะดวก ได้ดู ได้รู้ ได้เห็น แหม นี่มันก็จะสุดทนแล้ว อีกหน่อยก็ไม่เอาละ ก็เอาแต่สื่ออื่นไม่ต้องสื่อดาวเทียมที่มันค่าใช้จ่ายสูง เดือนละ 4 แสนกว่าบาท 5แสนบาท แล้วก็อุปกรณ์อีกหลายอย่าง เอาแต่เครื่องมือเดี๋ยวนี้เขามีอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องเป็นถึงขนาด อันนู้นก็เหลือแหล่แล้ว ตอนนี้ก็ยังเอา ก็สงสาร ก็ให้ประโยชน์แก่พวกนี้แหละ เขาจะได้รับบ้างหรืออาตมาเห็นแก่คนแก่ เหมือนอาตมาใช้ไม่เป็นไอ้ตัวพวกนี้ ก็เลยต้องอาศัยเปิดดู เอารีโมทกดไปมายังพอทำเนา อยู่ในมือถือกดไม่ได้ไม่รู้เรื่อง ไปนั่งจำรหัสมันอีก อาตมาก็เลยไม่ไหว ก็ไม่เคยใช้ อาตมาทำไม่เป็น ทำเขียนหนังสือได้นี่ก็เก่งแล้วทุกวันนี้ ช. ปริเฉทรูป๑ = 15.อากาสธาตุ=รูปที่กำหนดจะให้ว่าง ซ. วิญญัติรูป 2 = 16.กายวิญญัติ 17.วจีวิญญัติ ไหวให้รู้ ฌ. วิการรูป = 18.ลหุตา 19.มุทุตา 20.กัมมัญญา ญ. ลักขณรูป 4 = 21.อุปจยะ ความเกิดอยู่เจริญขึ้นไป 22.สันตติ ความเชื่อมต่อสืบเนื่อง 23.ชรตา เคลื่อนไปสู่ความเสื่อม 24.อนิจจตา เคลื่อนไปเสื่อม>เจริญ 660920 ตำราพิชัยสงคราม พรหมชาลสูตร ตอน 1 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก