นามเป็นรูป รูปเป็นนาม เจโตปริยญาณ 16.docx
เนื้อหาในไฟล์
นามเป็นรูป รูปเป็นนาม เจโตปริยญาณ 16 _ตัวอย่างยังไม่ชัดกรุณาอธิบายตัวที่ถูกรู้ กลายเป็นตัวรู้อย่างไรครับ เช่น จิตที่ท่านพ่อยกตัวอย่างในคนคืออะไร ที่คิดถึงการพรอดรักกับคนรักแล้วเป็นตัวถูกรู้ โดยธรรมารมณ์จะกลายเป็นตัวรู้อีกทีอย่างไรครับ ขอบคุณครับ พ่อครูว่า... ไม่ต้องใช้ศัพท์พวกนั้น เดี๋ยวอธิบายง่ายๆ รูปกับนาม มันจะเป็นคู่ ที่ตัวถูกรู้กับตัวผู้รู้เป็นคู่กันแยกไม่ออก มันต้องทำงานร่วมกันไปตลอด เพราะฉะนั้นมันจะเริ่มต้นจาก รูป ที่เป็นอื่นไม่ใช่เรา แล้วเราก็ไปเกี่ยวข้องเข้า เกี่ยวข้องสัมผัส อย่างน้อยมาสัมผัส ไอ้ที่ยังไม่สัมผัสมันไม่เกี่ยวกับเรา ต้องสัมผัส พอสัมผัสก็จะเกิดตัวที่ถูกรู้ขึ้นเป็นรูป แล้วก็ตัวเราผู้รู้อีกอันหนึ่งเป็นนาม เมื่อยังไม่ได้ศึกษาธรรมะตัวนาม ตัวถูกรู้นี่ก็จะมีชอบหรือชัง ผลักหรือดูด มันก็จะเกิด 2 เหมือนกัน โลภหรือโกรธอะไรพวกนี้ มันเป็นผลักหรือดูด 2 อันเสมอ เราก็มารู้จิตของเราว่ามันเกิด 2 เราไปยึดอย่างหนึ่ง..ชอบ หรือไปยึดไม่ชอบ มันเป็นสภาพคู่ ชอบ-ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันมาเกิดอาการว่าชอบ-ไม่ชอบนี้ มันเป็นเวทนา ตัวที่อยู่ข้างนอกที่เราสัมผัสแล้ว ก็เรียกว่า กาย สิ่งที่นอกตัวเราสัมผัสกับภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสเข้าก็เกิด จิต เจตสิกของเราข้างในอีกตัวหนึ่งเกิดรู้ แต่เรายังไม่รู้แยกกิเลสไม่ออก มันก็ปรุงเป็นชอบหรือไม่ชอบชอบหรือชังทันที มันก็ปรุง ไอ้ตัวไม่ชอบหรือชอบนี่แหละที่ปรุงปั๊บ มันเป็นนาม..ใช่ไหม เป็นเวทนา ทุกขเวทนาหรือสุขเวทนาหรือไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้สัมผัสแล้วก็เฉยๆ ไม่ชอบก็ได้ ชอบก็ได้ ไม่มีทั้งชอบไม่มีทั้งไม่ชอบก็เฉยๆ ก็ได้ก็เยอะแยะ สัมผัสแล้วก็เฉยๆ ชอบก็ไม่ไม่ชอบก็ไม่เยอะใช่ไหม ชอบก็ไม่ชอบมันเยอะกว่าเฉยๆ คุณจะทำไง จิตอะไรก็ชอบไปหมด แล้วก็ชั
อ่านต่อ
งไปหมด ก็เมื่อยตายเลย วันๆ หนึ่งสัมผัสกับอีกตั้งเท่าไหร่กี่ล้านๆ อย่าง วันๆ หนึ่งสัมผัสเป็นล้านๆ อย่างนะ นอกจากคุณจะเบลอๆ เมาๆ ไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าคุณสังเกตสังเกตสัมผัสแล้วเรา โอ้โห!! คุณนับเป็นวินาทีได้ไหมมันเร็วกว่าวินาที ใช่ไหมสัมผัสนี้ จิตมันเร็วกว่าวินาที คูณไปสิ วันหนึ่งอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ไม่ต้องนับกลางคืนก็ได้ เท่าไหร่ มันไม่ไหว เอ้าต่อ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณไปเข้าใจไอ้รูปกับนามตั้งแต่หยาบข้างนอกแล้ว พอเข้ามาข้างใน มันเป็นนาม คุณก็วิเคราะห์วิจัยอันนี้ด้วยความวิเคราะห์วิจัย กายในกาย ให้ไปถึงเวทนา วิเคราะห์วิจัยคำว่ากายในกายมันก็คือเวทนา ตัวกายในกายที่ยังไม่วิเคราะห์วิจัยมันก็ยังร่วมปนๆเป็นสังขารธรรม ทุกข์สุขอยู่ หรือชอบชังอยู่ คุณก็มาดูตัวนี้อีกทีหนึ่ง ตัวนี้เป็นนามใช่ไหม ชอบชัง ไม่ชอบไม่ชัง มันเป็นเวทนาเป็นนามใช่ไหม คุณก็สัมผัสตรงนาม พอคุณสัมผัสลงไปตรงนี้ปั๊บ อาการนี้เป็นเวทนา ไม่ใช่กายตัวนั้นแล้ว มันเอาแต่เฉพาะนามข้างในแล้ว แต่สัมผัสๆ จริงมันไม่ได้ขาดกันกับข้างนอกอยู่ แต่เราไม่เอาไม่เกี่ยว เรามาเพ่งที่นาม แล้วคุณก็วิจัยนามให้ออก มันเป็นของจริงกับของเก๊ เวทนาเก๊ ขอใช้ศัพท์นี้ เวทนาคืออารมณ์จริง หรือตัวรู้แท้กับตัวรู้เก๊ รู้เก๊ นี่มันเป็นกิเลสปรุงแต่งผสม เป็นเวทนา ก็มาแยกตัวนี้ให้ได้อีก เพราะฉะนั้น ตัวที่มันถูกรู้ตัวนี้ก็กลายเป็นรูป ตัวคุณมาวิจัยอีกทีหนึ่งนี่ก็เป็นตัววิจัย วิจัย วิตก วิจาร ธัมมวิจัยสัมโภชงค์อีกทีหนึ่งเป็นเจตสิกร่วม เจตสิกของคุณไปทำงานเป็นธัมมวิจัยสัมโภชงค์ทำงานเป็นวิจัย มันก็เป็นนาม ไอ้ตัวจิตเจตสิกที่เป็นเวทนา ที่มันทุกข์สุขหรือมันผลักดูดอยู่นี่ ก็กลายเป็นรูป ใช่ไหม ไม่สับสนใช่ไหม เพราะฉะนั้นเมื่อคุณวิจัยตัวนี้ คุณจะต้องมีความรู้ใน เจโตปริยญาณ 16 คือจิตในจิต 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 3 คู่ คุณก็ทำต่อไปอีก วิจัยแล้ว คุณก็รู้ว่ามันมีกิเลสร่วม คุณต้องลดกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ให้ได้ คุณก็ทำต่อไป มันได้หรือไม่ได้ มันก็อยู่ที่ฐาน 2 คือฐานเจโตกับฐานสายพุทธิ สาย Static กับสาย Dynamic 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) สาย Static เป็นก้อนตีไม่แตก 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) Dynamic คุณก็รู้อาการว่าคุณก็ต้องทำแล้วคุณทำยังไม่สำเร็จ มันยังเป็น สังขิตฺตํจิตตํ วิกขิตฺตํจิตตํ อยู่ตามตระกูลจิตของคุณ คุณก็ต้องแยกให้ออก ทำให้มันรู้เพิ่มขึ้น เจริญขึ้น วิจัยเอากิเลสออกให้ได้ ยังไม่ได้ ก็เป็น อมหัคตะ มหะคือมาก อัคคะคือเลิศยอด ทำได้ก็ มหัคคตจิต 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) ทำได้จิตก็เจริญขึ้นเรียกว่าเป็น 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) ดีแบบอุตระ ดีแบบเหนือโลกียะแล้ว จับกิเลสลดกิเลสได้ แต่ดีกว่านี้ยังมีอีก ยังไม่จบ 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . คุณทำต่อไปจนกระทั่งแยกได้ว่า อ้อ..จบจริงๆแล้ว วิมุติจริงๆ จนกระทั่งสั่งสมวิมุติ เช่น อภิสังขาร 3 มี ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ปุญญาภิสังขาร คุณทำจนกำจัดกิเลสได้เด็ดขาดแล้วเป็น อปุญญาภิสังขาร แล้วไม่ต้องใช้ปุญญะแล้ว ฉะนั้นจิตที่พ้นจาก ปุญญาภิสังขาร ไม่ต้องทำบุญอีก คุณก็อภิสังขารต่อไปอีก มันก็มีแต่กุศล มีแต่ความรู้ที่เพิ่มขึ้น มีแต่ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เจริญต่อไปเรื่อยๆ คุณก็ทำต่อไปอีก ปริสุทธาก็คือสะอาด มันก็สะอาดยิ่งขึ้น ปริโยทาตา แล้วก็สั่งสมลงไปในจิตตัวเองเรียกว่า จิตมุทุภูตธาตุ มุทุภูตธาตุ จิตที่สั่งสมคุณสมบัติอันวิเศษของจิตที่เจริญ แล้วมันก็เจริญขึ้น ก็ไปทำงานเป็น กัมมัญญา ทำงานก็เจริญสูงขึ้นไปอีกเรื่อย เหมาะควรแก่การงานมีความเฉลียวฉลาดมีความสามารถมีสมรรถนะสูงไปเรื่อยๆ เป็น กัมมัญญา งานมีแต่ถูกต้องไม่บกพร่องไปเรื่อยๆ แต่ทำงานยังไง จิตก็ประภัสสร ไม่มีหมอง ไม่มีหม่น ไม่มีลดคุณภาพ มีแต่แสงสว่างเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นประภัสสร นี่คือคุณสมบัติ 5 ประการของ โลกุตรจิต เรียกว่าอุเบกขา 5 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690) อาตมาก็เอามาใช้อธิบายธรรมะมานานแล้ว มาก นี่เป็นความเจริญของความจบ ทีนี้พอคุณไม่ต้องใช้ อปุญญะ ก็ทำให้เจริญเป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตของคุณก็ตกผลึกเป็น อเนญชา สั่งสมความตั้งมั่นเรียกว่า สมาหิโต เป็นคู่สุดท้าย จิตตั้งมั่นเป็นสมาหิตะ และทบทวนอีก 2 คู่สุดท้าย 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) ตรวจสอบทุกอย่างจนหมดถึงขั้น อากิญจัญญายตนะ ตรวจสอบทุกอย่างไม่มีอะไรขาดหกตกหล่นบกพร่อง ไม่มีอะไรไม่สมบูรณ์ สมบูรณ์สุดแล้ว axiom แล้ว จบแล้วไม่ต้องพิสูจน์อีก ซตพ.จบด้วยวิมุติ หลุดพ้นเด็ดขาดแล้วจิตก็ตั้งมั่น จิตตั้งมั่นของพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่า สมาหิโตหรือสมาหิตะ ไม่ใช่คำว่า สมาธิ เท่านั้นเป็นความจริงของจิต สมาหิตะ โดยพยัญชนะ ความจริงที่มันเกิด สมะ กับ หิตะ ยอดเยี่ยมแล้ว ไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้ว ซตพ.แล้ว axiom แล้ว ไม่ต้องพิสูจน์อีก..จบ เพราะฉะนั้น จิตที่สั่งสมตกผลึกเป็น อเนญชาๆ ด้วยความบริสุทธิ์สะอาด ด้วยอุเบกขา 5 นี่แหละ สั่งสมลงเป็นอเนญชาภิสังขาร ชนิดที่ไม่ต้องมีบุญอีกแล้ว มีแต่จิตสะอาดเป็นอุเบกขา อุเบกขาสั่งสมตกผลึกลง ตกผลึกลง ก็ยิ่งตกผลึกเป็น สมาหิตะ ไม่มีที่สิ้นสุด อัปปมัญญาไปเลย มันยิ่งเจริญไปยอดเยี่ยมไม่มีที่สิ้นสุดเลย เห็นไหม อธิบายขยายความไปจากคุณ พลัฏ ถามถึงเรื่องของ รูปกับนาม มันแปลกลับไปกลับมาอย่างไร เข้าใจแล้วนะ มันก็หมุนไปหมุนมาอย่างที่ว่านี้ 660927 จุดสำคัญที่สุดในสัจธรรมของพุทธคือสุข-ทุกข์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก