กรณีศึกษาชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.pdf
เนื้อหาในไฟล์
กรณีศึกษาชุมชนฝึกฝนเศรษฐกจพอเพียงมหาวทยาลัยอุบลราชธานีิิ : ความเป็นไปได้ในการขยายผล A Study of A. Community for Practicing Sufficiency Economy, Ubon Ratchathani University : A Possibility for further Reaplication ดาวเพ็ญ นาวาบุญนยมิ สาขาพัฒนบูรณาการศาสตร์ คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี บทคัดยอ่ การวิจัยนี้ต้องการนําเสนอถึงกระบวนการก่อตั้งรูปแบบและวิวัฒนาการของชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งเป็นชุมชนชาวบ้านแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ในรูปแบบที่ยังไม่เคยมีการดําเนินการมาก่อน เป็นการวิจัยที่ใช้รูปแบบวิธีวิทยาการวิจัยแบบกรณีศึกษา ทั้งนี้เพื่อทําความเข้าใจรูปแบบ พัฒนาการและวิถีที่เกิดขึ้นในชุมชนและที่เกี่ยวข้องกับการเกิดของชุมชน โดยการพยายามสะท้อนภาพให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ข้อมูลหลักของการศึกษาครั้งนี้มาจาก แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การนําเสนอข้อมูลของการวิจัยเป็นการบรรยายเชิงพรรณนา ซึ่งจะทําให้ได้ภาพในเชิงลึกและกว้าง เพื่อให้เห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากการก่อตั้งชุมชนได้มากที่สุด ผลของการวิจัยได้ทําให้เกิดความเข้าใจในการจัดตั้งชุมชน รวมทั้งได้ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนแห่งนี้ ซึ่งเป็นชุมชนหมู่บ้านแห่งแรกที่เป็นทั้งแหล่งปฏิบัติ สถานศึกษา และศูนย์วิจัย ที่อยู่ในพื้นที่ของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาแห่งแรก ซึ่งเป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยในอนาคต และการประเมินความเป็นไปได้ในการขยายผลไปสู่มหาวิทยาลัยอื่น คําสําคัญ : ชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง สาธารณโภคี Abstract : The main aim of this study was to describe the involvement of Ubon Ratchathani Univers
อ่านต่อ
ity and a group of villagers in the establishment of a sufficiency economy commune in the grounds of the university campus via a case study of the established community. The focus of the study was on the understanding of the community building processes, development model, and patterns of community management. Data were collected by questionnaires, in-depth interviews, participatory observation, and documents. Results provided an overview of the established community and the synergies of the development between the university and the community. The case study highlighted how the community operates as an open-air laboratory for students and university researchers. The community’s success was evaluated via the objective of the establishment. The study showed the possibility of establishment of other communities. Keywords : Community: Sufficiency Economy: Communalism 1. บทนํา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2533 ภายใต้ปรัชญาของการ “ สร้างสติปญญาแก่สังคมบนพื้นฐานความพอเพียงั” และมีวิสัยทัศน์ว่า “เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณภาพที่เน้นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบัณฑิตและประชาชน บนฐานภูมิปญญาอีสัานใต้ และอนุภูมิภาคลุ่มนํ้าโขง” โดยมีพันธกิจ 4 ประการ คือ (1) ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพมาตรฐานในระดับสากล มีคุณธรรมนําความรู้ คิดเป็น ทําเป็น และดํารงชีวิตบนพื้นฐานพอเพียง (2) วิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ และผลงานสร้างสรรค์ ที่สามารถนําไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีความสุขและพอเพียง (3) บริการวิชาการแก่สังคม เพื่อชีวิตที่ดีของประชาชนและสร้างมูลค่าเพิ่มใน กิจกรรมต่างๆ ของชุมชนและอุตสาหกรรมท้องถิ่นอีสานใต้และอนุภาคลุ่มนํ้าโขง เพื่อก่อให้เกิทักษะเพียงพอต่อการพัฒนาตนเองและประเทศชาติ (4) ทํานุบํารุง ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นและภูมิภาคอื่น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ รับรู้และรักษาไว้ภายใต้บริบทโลกาภิวัตน์ (กองบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2553 : ฉ) ปรัชญา วิสัยทัศน์และพันธกิจของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นพื้นฐานที่สอดคล้องกับการก่อตั้งชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการสร้างคุณธรรมเป็นหลักในการดําเนินวิถีชีวิต บนพื้นฐานความพอเพียงและเป็นสถานที่วิจัย พัฒนา ทดลองปฏิบัติการจริง เป็นนวัตกรรมต่อยอดองค์ความรู้และบูรณาการกับหลายศาสตร์ มีการฟื้นฟูวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น เช่น การทอผ้า การทํากสิกรรมไร้สารพิษ การลงแขก การแปรรูปอาหารที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น การดูแลสุขภาพตามแนวทางวิถีพุทธ ชุมชนนี้จะเป็นแบบอย่างในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นรูปธรรม และช่วยให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษาอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากกระแสหลักที่ได้มีการดําเนินการในมหาวิทยาลัยโดยทั่วไป 1.1 แรงบันดาลใจในการกอตั้งชุมชน่ นางสาวหนึ่งฟา นาวาบุญนิยม สมาชิกชาวอโศก ้(บุญนิยม) ซึ่งมีประสบการณ์ในการก่อตั้งชุมชนราชธานีอโศก ได้แนวคิดจากหนังสือเรื่องการสังเคราะห์องค์ความรู้เศรษฐกิจพอเพียงซึ่ง ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน เป็นบรรณาธิการระบุว่า กลุ่มชาวอโศกในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทยได้ดําเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นรูปธรรม หนังสือแปดชุมชนต้นแบบศูนย์เรียนรู้เพื่อพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และคู่มือการสร้างและพัฒนา ศูนย์เรียนรู้ชุมชนด้านการพัฒนาสังคมและสวัสดิการโดยวิชัย รูปขําดีและคณะ (2548) เป็นแรงบันดาลใจให้ นางสาวหนึ่งฟา ให้เห็นศักยภาพที่ชุมชนเหล่านั้นมีอยู่เดิม การต่อยอดองค์้ความรู้และเปาหมายของกิจกรรมที่จะทําต่อไป กระบวนการและขั้นตอนการถ่ายทอด้แลกเปลี่ยนความรู้ บทบาท ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการความรู้ศูนย์เรียนรู้ชุมชนและการเตรียมตัวสร้างศูนย์พัฒนาเรียนรู้ชุมชน รวมทั้งวิทยานิพนธ์ของ สุวิดา แสงสีหนาท (2549) เรื่องภูมิปญญาบูรณาการบนฐานคิดพุทธปรัชญา ั ยุทธศาสตร์ทางเลือกในการพัฒนาสังคม นางสาวหนึ่งฟา นําเรื่องการ้ก่อตั้งชุมชนใหม่มาร่วมปรึกษา ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน คณบดี คณะบริหารศาสตร์ (พ.ศ.2546-2552 ) ศ.ดร.ประกอบ วิโรจนกูฏ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (พ.ศ.2545-2553) และสมณะโพธิรักษ์ ผู้นําทางจิตวิญญาณของชาวอโศก ประจวบกับคณะบริหารศาสตร์กําลังเปิดหลักสูตรพัฒนบูรณาการศาสตร์ระดับปริญญาโท-เอกและหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งถือว่าเป็นงานที่สําคัญ การมีชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียงเป็นองค์ประกอบ จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง 1.2 คณะผู้กอตั้ง่ คณะผู้ริเริ่มโครงการชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีประวัติและผลงานโดยย่อดังนี้ 1.2.1 นางสาวหนึ่งฟา นาวาบุญนิยม้ การศึกษาระดับปริญญาโทจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปจจุบันกําลังศึกษาระดับปริญญาเอก หลักสูตรพัฒนบูรณาการัศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเคยผ่านประสบการณ์ทํางานเป็นทนายความ การสร้างชุมชนบุญนิยมราชธานีอโศกและมีความปรารถนาที่จะเห็นชุมชนอโศกพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ที่สมบูรณ์ จึงเสนอให้ชาวอโศกเข้ามาก่อตั้งชุมชนในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 1.2.2 ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน คณบดีคณะบริหารศาสตร์ ได้รับปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ จาก Vanderbilt University พ.ศ. 2516 ประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ดํารงตําแหน่งคณบดีคณะบริหารศาสตร์ ได้เปิดโครงการหลักสูตรพัฒนบูรณาการศาสตร์ระดับปริญญาโทและปริญญาเอก พ.ศ.2547 และหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐกิจพอเพียง ระดับปริญญาตรี พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นปีที่เสนอโครงการจัดตั้งชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียง ศ.ดร.อภิชัย เป็นนักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ศ.ดร.อภิชัย เห็นตรงกันกับคณะผู้ก่อตั้งในการนําชุมชนมาเป็นแหล่งเรียนรู้ วิจัยและทดลองปฏิบัติการ 1.2.3 ศ.ดร.ประกอบ วิโรจนกูฎ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (พ.ศ. 2544)ได้รับปริญญาเอกทางการจัดการทรัพยากรแหล่งนํ้า จาก The University of Texas at Austin พ.ศ. 2525 ศ.ดร.ประกอบ กล่าวว่า “การก่อเกิดชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ไม่มีอะไรเป็นผลเสีย มีแต่สิ่งดีเป็นประโยชน์ต่อทั้งนักศึกษา ชาวอโศกและมหาวิทยาลัยรวมทั้งชาวบ้าน หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐกิจพอเพียงจําเป็นต้องเรียนจากการปฏิบัติจริง มีตัวอย่างจริงไม่ใช่แค่เรียนในตําราเท่านั้น ฉะนั้นการมีชุมชนมาอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจึงเหมาะสม” 1.2.4 สมณะโพธิรักษ์ ผู้นําทางจิตวิญญาณของชาวอโศก ภูมิลําเนาเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี สร้างแนวทางวิถีพุทธแบบพึ่งตนเอง สนับสนุนการก่อตั้ง ชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งสมณะโพธิรักษ์เป็นผู้ให้นโยบายและแนวทางการใช้ชีวิตในชุมชน สนับสนุนให้นักเรียนสัมมาสิกขาของชาวอโศกที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้ทุนการศึกษา และมีวิถีชีวิตอยู่ในชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สมณะโพธิรักษ์ ให้คําขวัญแก่ชาวอโศกประจําปี พ.ศ.2554 ว่า “ การศึกษาที่ไม่ลดกิเลส กู้ประเทศไม่ได้” การศึกษาต้องควบคู่กับคุณธรรมจึงจะนําชุมชนอยู่อย่างพอเพียง เป็นประโยชน์ต่อชาวอโศกและบุคคลทั่วไป 1.2.5 ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ได้รับปริญญากิตติมศักดิระดับปริญญาตรี ์จากสถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ เป็นปราชญ์ชาวบ้าน คณะกรรมการมหาชีวาลัยอีสานและกรรมการสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ครูบาสุทธินันท์ เห็นว่า “ การก่อตั้งชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นผลงานเชิงประจักษ์ เป็นสิ่งสุดยอด เป็นความสําคัญและสอดคล้องกับปรัชญาของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถ้ามหาวิทยาลัยไม่เอาชุมชนนี้แล้วอะไรล่ะคือการตอบสนองนโยบาย ปรัชญามหาวิทยาลัย” 1.3 การเสนอโครงการแกนักวชาการของมหาวทยาลัยอุบลราชธานีและ่ิิสมาชกชุมชนชาวอโศกิ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2549 ศ.ดร.ประกอบ วิโรจนกูฎ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และศ.ดร.อภิชัย พันธเสน คณบดีคณะบริหารศาสตร์ พร้อมคณาจารย์อีกหลายท่านรวมทั้งสมณะโพธิรักษ์ นักบวชและสมาชิกชุมชนชาวอโศกประมาณ 70 คน ได้เข้าร่วมรับฟงการนําเสนอโครงการการเปิดหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขัาวิชาเศรษฐกิจพอเพียงของคณะบริหารศาสตร์ ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการนําชุมชนชาวอโศก เข้ามาก่อตั้งชุมชนทดลองใช้วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยมีการพิจารณา ร่วมกันว่าจําเป็นมากน้อยเพียงไร มีข้อเด่นข้อด้อยอย่างไร อธิการบดีกล่าวว่า “ แม้ชาวอโศกจะไม่เข้ามาอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยทางมหาวิทยาลัยก็สามารถนํานักศึกษาเข้าไปเรียนรู้ที่ชุมชนราชธานีอโศกได้ไม่มีปญหาอะไรั” นางสาวหนึ่งฟาได้กล่าวแย้งว่า ้“ชุมชนอโศกเดิมจะไม่เหมือนกับที่จะสร้างขึ้นใหม่ที่นี่ เพราะไม่มีลักษณะด้านวิชาการขาดข้อมูล ขาดระบบการจัดการ การมีชุมชนเข้ามาอยู่ที่นี่น่าจะเหมาะสมกว่าเพราะมหาวิทยาลัยมีอุปกรณ์เครื่องมือเทคนิค และบุคลากรที่มีความพร้อมสูงมากกว่า น่าจะเกิดประโยชน์ในมุมกว้างได้ดีกว่า” ด้วยเหตุผลดังกล่าว ที่ประชุมมีมติตกลงให้สมาชิกชุมชนชาวอโศกเข้ามาฝึกฝนใช้วัฒนธรรมบุญนิยมและวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง ในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 1.4 การกอเกดของชุมชนฝึกฝนเศรษฐกจพอเพียง่ิิ 1.4.1 ข้อตกลงและเงื่อนไขระหวางชุมชนกับมหาวทยาลัย่ิ เพื่อให้การดําเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย และเพื่อให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจสําหรับชุมชน จึงมีข้อตกลงตามมติดังต่อไปนี้ “... สภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีการประชุมเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2550 ได้เห็นชอบให้มีการจัดการเรียนการสอน ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐกิจพอเพียง คณะบริหารศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติจริง ดังนั้นมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้ร่วมกับชุมชนราชธานีอโศก อ.วารินชําราบ จ.อุบลราชธานี จัดทําสถานที่ เพื่อให้ผู้เรียน ได้มีโอกาสเรียนรู้การดําเนินวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงภายในชุมชน โดยใช้ชื่อเรียกสถานที่ดังกล่าวว่า “ชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี” ในพื้นที่ 66 ไร่ สําหรับครัวเรือนต้นแบบ ประมาณ 100 คน ครัวเรือนละ 6 ไร่ โดยมีระยะเวลาในการใช้พื้นที่มีกําหนด 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2550 ถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2555 อันเป็นระยะเวลาของการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้ “ชุมชน” เป็นพื้นที่ในการดํารงชีวิตจริง อันเป็นการดําเนินชีวิตภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยใช้เป็นสถานที่ศึกษาวิจัยค้นคว้าและทดลอง ตลอดจนการฝึกงานของนักศึกษาทุกระดับตามกระบวนการเรียนการสอนของหลักสูตรซึ่งจะกําหนดเป็นแผนการดําเนินงานต่อไป…” 2 ระเบียบวธีการวจัยิิ นักวิจัยในฐานะนักศึกษาปริญญาโทของคณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นสมาชิกชุมชนรุ่นบุกเบิก และเป็นผู้สังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม มีความเหมาะสมที่จะทําการวิจัยในรูปแบบของ กรณีศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Case Study) เพื่อบันทึกรายละเอียดของกระบวนการก่อตั้งชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งโดยเจตนาในรูปแบบที่ยังไม่เคยมีมาก่อน งานวิจัยชิ้นนี้ใช้รูปแบบกรณีศึกษาเชิงพรรณนาไม่มีทฤษฎีหรือแนวคิดมานําแนวทางการวิจัยและจะไม่เน้นการวิเคราะห์ (ชาย โพธิสิตา, 2550 และ Merriam ,1998 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยในรูปแบบกรณีศึกษาทั้ง 2 ท่าน ชี้ความแตกต่างของกรณีศึกษาเชิงพรรณนา จากกรณีศึกษารูปแบบอื่นว่า กรณีศึกษาเชิงพรรณนาไม่มีทฤษฎีหรือแนวคิดมานําแนวทางการวิจัย และ “ไม่เน้นการวิเคราะห์” การรวบรวมข้อมูลประชากรกลุ่มตัวอย่างและเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลข้อมูลมาจาก 1. การสัมภาษณ์ ผู้ก่อตั้ง 5 คน ได้แก่ อธิการบดี (ศ.ดร.ประกอบ วิโรจนกูฎ) คณบดีคณะบริหารศาสตร์ (ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน) ชาวบุญนิยม (นางสาวหนึ่งฟา นาวาบุญ้นิยม) กรรมการสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ครูบาสุทธินันท์ ปรัชพฤกษ์) นักบวชผู้นําทางจิตวิญญาณของชาวบุญนิยม (สมณะโพธิรักษ์) สมาชิกรุ่นบุกเบิก รุ่นปจจุบัน ั4 คน และสมาชิกที่เป็นนักศึกษา 7 คน พร้อมทั้งสมณะสิกขมาตุ 5 รูป โดยถามสมาชิกเกี่ยวกับแรงบันดาลใจ ปญหา อุปสรรค และการแก้ไขปรับปรุงชุมชนในระยะก่อตั้งและความหวังในอนาคตัรวมกลุ่มประชากร 21 คน กลุ่มผู้ก่อตั้ง 5 ท่าน กลุ่ม 2. แบบสอบถามเพื่อรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ( Demographic Data ) ของสมาชิกชุมชน 3. การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมของนักวิจัย ( Participant Observation) 4. เอกสาร รายงานที่เกี่ยวข้องกับประวัติชุมชนจากระยะก่อตั้งถึงปจจุบัน ั 3. ผลการศึกษา ข้อมูลทั่วไปจากแบบสอบถามทั้งหมด 61 ชุดผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุของนักศึกษา 21-40 ปีและที่ไม่ใช่นักศึกษา 41-60 ปี สถานภาพเป็นโสด ภูมิลําเนามาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระดับการศึกษาของผู้ที่ไม่ใช่นักศึกษาคือ ประถมศึกษา ตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม (มิถุนายน 2553) ประเภท รายการ นักศึกษา ไมใชนักศึกษา่่ นักบวช เพศ ชาย 10 11 1 หญิง 20 20 2 อายุ (ปี) ไม่เกิน 20 13 21-40 15 6 41-50 5 51-60 2 10 3 มากกว่า 60 10 สถานภาพ โสด 26 15 3 สมรส 3 14 หย่าร้าง 1 2 ภูมลําเนาิ ภาคกลาง 9 10 ภาคเหนือ 8 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 15 ภาคใต้ 1 3 การศึกษา ประถมศึกษา - 19 มัธยมศึกษา 28 5 ปวช. - 1 ประโยคพิเศษครูมัธยม - 1 ปริญญาตรี 1 5 3 ปริญญาโท 1 - ตารางที่ 1 (ต่อ) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม (มิถุนายน 2553) ประเภท รายการ นักศึกษา ไมใชนักศึกษา่่ นักบวช ศีลที่ปฏบัติิ ศีล 5 28 31 ศีล 8 2 ศีล 10 2 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล 1 เหตุผลที่เข้ามาอยูในชุมชน่ เป็นนักศึกษาสาขาวิชาเศรษฐกิจพอเพียง นักศึกษาสาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศและนักศึกษาหลักสูตรพัฒนบูรณาการศาสตร์ปริญญาโท และปริญญาเอก ให้เหตุผลว่าเพื่อตอบแทนบุญคุณของสมณะโพธิรักษ์และศรัทธาในโครงการก่อตั้งชุมชนเป็นส่วนประกอบของหลักสูตรที่ได้นําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมาบูรณาการกับพุทธศาสนาและเชื่อมั่นว่าวิถีชีวิตแบบนี้จะพาชุมชนและสังคมให้รอดพ้นจากวิกฤต กจกรรมที่สําคัญในชุมชนิ การฟังธรรม สมาชิกมีการมาร่วมฟงธรรมทุกวันจันทร์ั-วันเสาร์เวลา 18.00-20.00 น.โดยฟงจากการแสดงธรรมสดจากสถานีโทรทัศน์เพื่อมวลมนุษยชาติ ั(FMTV) ในรายการธรรมะสงครามสังคมและการเมือง สมณะโพธิรักษ์ผู้นําทางจิตวิญญาณของชาวอโศกเป็นผู้แสดงธรรมะ ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถส่งข้อความมาถามปญหาได้ หลังจากการฟงเสร็จััสมาชิกร่วมกันสรุปจากสิ่งที่ได้ฟงด้วยการนําสาระที่ได้มาแก้ปญหาสภาวะทางจิตใจของตนเอง ััและสมณะที่เป็นประธานก็จะสรุปด้วยการให้ข้อคิดเพิ่มเติมและเน้นยํ้าให้เห็นความสําคัญขอการมาฟงธรรมว่า ั”ถ้าสมาชิกในชุมชนมาฟงธรรมกันครบจะทําให้ปญหาต่างๆ ในชุมชนลดลงััโดยเฉพาะปญหาอัตตามานะการยึดติดความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ ไม่ยอมรับฟงความเห็นััของคนอื่น ทํางานโดยไม่ปรึกษาคนอื่นในที่สุดก็เป็นคนโดดเดี่ยวไร้เพื่อน ฉะนั้นการที่สมาชิกกล้าตัดรอบงานอื่นมาฟงธรรมจึงเป็นการเห็นคุณค่าการพัฒนาจิตวิญญาณและงานอื่นๆั ก็จะพัฒนาไปตามลําดับ” การประชุม ชุมชนจะให้ความสําคัญในการประชุมมากไม่ว่าจะเป็นการประชุมประจําสัปดาห์หรือประชุมประจําเดือนเพราะเป็นการรายงานกิจกรรมในฐานงานทุกอย่าง การนําเสนอโครงการ การอนุมัติงบประมาณการใช้จ่าย การตัดสินความผิดของสมาชิก และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทั้งหมด มติที่ประชุมจึงเป็นสิ่งที่สมาชิกนําไปปฏิบัติการประชุมประจําเดือนสมณะโพธิรักษ์จะเป็นประธานในที่ประชุมด้วยการกล่าวเสริมในประเด็นที่ไม่สัมมาทิฐิ ปรับความเห็นให้ถูกตรงและสรุปการประชุมด้วยการนําเสนอความคิดอย่างบูรณาการเชื่อมกิจกรรมการงานให้สอดคล้องกับจิตวิญญาณ คลี่คลายปญหาที่สมาชิกยังค้างคาใจให้มองัจุดหมายปลายทางของตนเองให้ชัดว่ามาลดกิเลสเท่านั้น จึงจะสามารถทํางานอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ การลงแขกทํางาน เหตุผลที่มีการร่วมแรงกันมาจากการผลิตที่มากเกินกําลังของผู้ที่รับผิดชอบในฐานงานนั้นๆ หรือด้วยเงื่อนไขจํากัดด้วยเวลาฤดูกาล พื้นที่ เช่นการเตรียมพื้นที่ต้องขนปุยจํานวนมากคลุกกับดินในแปลง การเก็บเกี่ยวข้าวต้องทําให้เสร็จก่อนเทศกาล๋งานปีใหม่เพราะรีบปลูกผักและพืชไร่ไม่ให้ดินว่างเปล่า ขั้นตอนการดําเนินงาน เจ้าของฐานงานนําเสนอที่ประชุม ที่ประชุมร่วมกันนัดวันเวลา สถานที่ แล้วมอบหน้าที่แต่ละฝาย เช่นฝาย่่เตรียมอุปกรณ์ นํ้าดื่มอาหาร ก่อนลงมือทํางานเจ้าของฐานงานก็จะอธิบายวิธีการทํางาน และแบ่งหน้าที่ในหน้างาน บรรยากาศในระหว่างการทํางาน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือประสบการณ์และเป็นสนามระบายสารทุกข์สุกดิบเรื่องราวความขัดแย้งที่เคยมีมาต่อกัน และเพื่อนจะช่วยพูดให้คลี่คลายมีเมตตา มีกิจกรรมสาระบันเทิงใครถนัดร้องเพลง ร้องหมอลําหรือพูดปรัชญาพื้นบ้านพอเสร็จจากการบันเทิงก็จะมีสาระทางวิชาการมาเพิ่ม ด้วยการถามหัวข้อธรรมะที่เคยฟงมาเช่นหลักธรรมที่ทําให้มีมิตรสหายมากคือหมวดใด หลักธรรมที่ทําให้ัการงานประสบผลสําเร็จคืออะไรทุกคนก็จะช่วยกันตอบและก็มีผู้เฉลย เช่น ประธานชุมชน หรือมีการต่อคําศัพท์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ก่อนจะหมดเวลาประมาณ 10-15 นาที ทุกคนเก็บอุปกรณ์มาทําความสะอาดและร่วมกันสรุปงานว่าได้สาระอะไรหรือมีข้อแนะนําอะไรบางครั้งสรุปเป็นภาษาอังกฤษ ถ้ามีการรับประทานอาหารร่วมกันก็จะรับประทานหลังจากทํางานเสร็จ ประโยชน์ที่ชุมชนได้ทางอ้อมจากกิจกรรมนี้คือทําให้ปญหาความขัดแย้งทางความคิดัของชุมชนลดลงมาก ช่วยให้การประชุมใหญ่ประจําเดือนไม่ยืดเยื้อ สมาชิกมีความผาสุกมากขึ้น พธีกรรมและกจกรรมที่ชุมชนรวมกับทางมหาวทยาลัยอุบลราชธานีิิิ่ 1. พระราชพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรเนื่องในวโรกาสครบรอบ80พระชันษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (5ธ.ค.51) ชุมชนได้ร่วมจัดโรงบุญแจกอาหารมังสวิรัติเพื่อบริการแก่นักศึกษาครูอาจารย์และประชาชนที่มาร่วมงาน 1,000 คน 2. งานพระราชพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตใหม่ที่สําเร็จการศึกษาในปีการศึกษา2551-2553 ชุมชนได้บริการแจกนํ้าดื่มสมุนไพร กระเจี๊ยบ และใบเตยหอมให้แกบัณฑิตใหม่และญาติพี่น้องบัณฑิตใหม่ที่มาร่วมงาน 3. ชุมชนได้เข้าร่วมงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะวิทยาศาสตร์ (18 ส.ค. 51) และจัดนิทรรศการวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง มีการสาธิตการเพาะถั่วงอกคอนโดและยําถั่วงอกให้นักเรียน นักศึกษาได้ชิม 4. ชุมชนได้ส่งตัวแทนผู้สูงอายุเข้าร่วมพิธีรดนํ้าดําหัวกับมหาวิทยาลัย (9 เม.ย..53) 5. ชุมชนได้บริการนํ้าดื่มสมุนไพร (6-8 พ.ค. 53) แก่นักกีฬากันเกราเกมส์ (กีฬามหาวิทยาลัยทั่วประเทศนักกีฬามาใช้บริการประมาณ 700 คน กิจกรรมต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยจัด ถ้าสอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนและหากมหาวิทยาลัยเชิญชุมชนยินดีให้ความร่วมมือ กจกรรมทางการเมืองที่ชุมชนเข้ารวมิ่ 1. การเข้าร่วมชุมนุมคัดค้านรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ และรัฐบาล นาย์สมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของระบอบทักษิณ ชุมชนใช้เวลานานถึง 193 วัน 2. การเข้าร่วมพบปะสังสรรค์และฟงการอภิปรายทางการเมืองภาคประชาชนัที่จัดโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอุบลราชธานี (26 ส.ค. 52) 3. การเข้าร่วมชุมนุมทวงคืนพื้นที่ 2,800 ไร่รอบเขาพระวิหาร (2552) จังหวัด ศรีสะเกษ 4. การเข้าร่วมชุมนุมทวงคืนแผ่นดินไทย (6-8ก.พ. 53) จังหวัดสุรินทร์ ชุมชนให้ความสนใจทางด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมืองด้วยการเกาะติดข่าวทุกสถานการณ์จากสื่อโทรทัศน์ทั้งในระบบฟรีทีวีและระบบจานดาวเทียมติดตามข้อมูลจากทุกฝายแล้วสรุปร่วมกันเ่ป็นมติที่ประชุมว่าควรจะเข้าร่วมกิจกรรมใดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและมีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน การเข้ามาศึกษาดูงานในชุมชน เริ่มแรกการก่อตั้งชุมชนใหม่ช่วงก่อนงานวันเกษตรแห่งชาติครั้งที่ 15 (11-15 มี.ค. 50) ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นเจ้าภาพ ชุมชนได้ทุ่มเทพลัง แรงงาน และทุนจากสมาชิก ชาวบุญนิยมทั่วประเทศมาช่วยจัดนิทรรศการที่มีชีวิตจริงในชุมชนทําให้ชุมชนมีพืชผักสีเขียวและมีฐานงานต่างๆเพิ่มขึ้นภายในเวลา 4-5 เดือน มีประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ครูอาจารย์ได้มาแวะชมนิทรรศการทั้งในงานวันเกษตรแห่งชาติและหลังงานโดยมีองค์กร หน่วยงานต่างๆ และทั้งส่วนบุคคลเฉลี่ยเดือนละ 2 กลุ่ม ต่อมาชุมชนได้จัดระบบการดูงานให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนด้วยการกําหนดวันเวลาในการรับแขก เป็นวันจันทร์ถึงวันเสาร์เวลา 09.00-16.00 น. โดยให้ติดต่อ ประสานงานผ่านคณะบริหารศาสตร์ ต่อมาพ.ศ. 2552-2553 ผู้มาดูงานจะติดต่อสะดวกโดยตรงกับชุมชน เช่น กลุ่มเกษตรกรที่เข้าอบรมหลักสูตรสัจธรรมชีวิตที่ชุมชนราชธานีอโศกมักจะมาศึกษาดูงานที่นี่เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทํากสิกรรมไร้สารพิษประมาณเดือนละหนึ่งครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง ส่วนประชาชนที่มาฝึกฝนปฏิบัติจริงในฐานงานที่สนใจก็จะมาขออยู่พักค้างประมาณ 5-15 วัน โดยฝึกใช้วิถีชีวิตตามกฎระเบียบของชุมชนและจากการติดตามประเมินผลการศึกษาดูงานแบบการมาพักค้างและมาฝึกปฏิบัติจริงผู้ที่ตั้งใจมาก็จะนําไปใช้ทําจริง ที่บ้านเวลามีปญหาก็จะโทรศัพท์มาปรึกษาัหรือกลับมาศึกษาอีกครั้งกับเจ้าขององค์ความรู้นั้นๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ปญหาอุปสรรคที่พบัเห็นในการศึกษาดูงานเมื่อ พ.ศ.2550-2552 จากรายงานการวิจัยระบบการบริหารจัดการชุมชนฝึกฝนเศรษฐกิจพอเพียงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี: การบริหารภายในชุมชนและการบริการด้านการฝึกอบรม (คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2551) สรุปจากการสัมภาษณ์สมาชิกชุมชนได้ดังนี้ 1. ผู้ที่เข้ามาศึกษาดูงานไม่บอกล่วงหน้าทําให้ชุมชนไม่ได้เตรียมบุคลากรไว้รองรับและไม่ได้แจ้งวัตถุประสงค์ของการมาศึกษา 2. ผู้มาดูงานเพียงระยะสั้นประมาณ 1 ชั่วโมงจะรีบไปที่อื่นต่อทําให้ไม่คุ้มค่าที่ชุมชนเตรียมตัวสาธิตงานและองค์ความรู้ 3. การนําอาหารเนื้อสัตว์เข้ามารับประทานและสูบบุหรี่ในชุมชนไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบและวัฒนธรรมชุมชนที่ถือศีล 5 ละอบายมุข รับประทานอาหารมังสวิรัติ 4. การดูงานในช่วงฤดูฝนยากลําบากเพราะนํ้าท่วมขังในพื้นที่ จากปญหาการศึกษาดูงานดังกล่าวชุมชนได้ประชุมแก้ไขที่เห็นได้ชัดเจนในเรื่องันํ้าท่วมขังพื้นที่โดยการขุดลอกทําคันคูคลองระบายนํ้ารอบชุมชน ทําให้ชุมชน มีพื้นที่ในกา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive