การศึกษาชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะรัฐและสังคมในอุดมคติ.pdf
เนื้อหาในไฟล์
การศึกษาชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม ในฐานะ รัฐและสังคมในอุดมคติ ชุมพล ศรีรวมทรัพย รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม พฤษภาคม 2551 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย นางสาวรินธรรม ธารมุกตา ดาวน์โหลดเมื่อ 11/09/2566 03:34:59 และหมดอายุ 18/02/2567 การศึกษาชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม ในฐานะ รัฐและสังคมในอุดมคติ ชุมพล ศรีรวมทรัพย วิทยานิพนธนี้เสนอตอบัณฑิตวิทยาลัยเพื่อเปนสวนหนึ่ง ของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญา รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม พฤษภาคม 2551 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย นางสาวรินธรรม ธารมุกตา ดาวน์โหลดเมื่อ 11/09/2566 03:34:59 และหมดอายุ 18/02/2567 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย นางสาวรินธรรม ธารมุกตา ดาวน์โหลดเมื่อ 11/09/2566 03:34:59 และหมดอายุ 18/02/2567 ค กิตติกรรมประกาศ ตั้งแตเริ่มเขามาศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม จนวันนี้ 9 ป เปน 9 ปที่ทรงคุณคา และไมวามีเงินทองทรัพยสินมากเทาใดก็มิอาจแลกเปลี่ยนเปนประสบการณที่ไดรับมาทั้ง 9 ป นี้ได 9 ป เวลาผานไปเร็วเหลือเกิน เร็วมาก ทั้งๆ ที่ขาพเจายังรูสึกวา วันวานนี่เอง ที่ขาพเจาเพิ่งยางเทาเขามาในหอพักชายอาคาร 5 อันเปนหอพักที่ขาพเจาพักอาศัยจนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งในหอพักชายอาคาร 5 นี้ ไดใหอะไรมากมายแกชีวิตขาพเจา ขอขอบพระคุณบุคคลในหลายๆ สวน ที่ทําใหวิทยานิพนธเลมนี้เกิดขึ้นเปนรูปเปนรางเชนนี้ กลุมแรกคือ พอและแม ที่ทานไดทุนทรัพย กําลังใจ ความหวงใย แกขาพเจามาตลอด และไมเคยปริปากถึงความเหนื่อยยาก ขอกราบขอบพระคุณอากง อามา อาเจก อาโกว อาอี
อ่านต่อ
๊ อาซอ อาเฮีย และอาเจ ครอบครัวผูมีพระคุณ ที่ไดสนับสนุนอุมชูอุปถัมภครอบครัวของขาพเจา จนทําใหครอบครัวสามารถสรางความมั่นคงมาไดจนถึงทุกวันนี้ ขอบพระคุณคุณแมของโอ (สิทธิชัย) ที่ถามไถหวงใยขาพเจามาเสมอๆ ขาพเจาขอกราบขอบพระคุณครูอาจารย ตั้งแตระดับอนุบาล ประถม มัธยม ปริญญาตรี และปริญญาโท ที่ไดทําใหขาพเจาไดมีความรูมาจนถึงทุกวันนี้ อาทิเชน ครูสายปญญา อาษา ครูพรทิพย สมวงศชัย อาจารยสุรีย อาจารยฆฏนาวดี ผศ.ดร. ดวงมณี จงรักษ รศ.ดร. แสงสุรีย สําอางกุล รศ.ดร. นฤจร อิทธิจีระจรัส รศ.ดร. สงคราม เชาวนศิลป อาจารยทศพร กสิกรรม ผศ. จอมพล พรอมเพรียงพันธุ เปนตน สําหรับอาจารยในระดับปริญญาโท ทานแรกที่ตองกราบขอบพระคุณคือ รศ.ดร. ธเนศวร เจริญเมือง ผูใหโอกาสและคําแนะนําดีๆ ในการทําวิทยานิพนธ โดยเฉพาะผานทางจดหมายอิเล็คทรอนิกส กราบขอบพระคุณอาจารย ดร. จันทนา สุทธิจารี ที่ไดอดทนและใหโอกาสขาพเจาเสมอมา ทั้งการฝกเขมขนในการคิด การลงพื้นที่ และการฝกบรรยายหนาชั้นเรียนในวิชาการเมืองการปกครองไทย อีกทั้งเปนผูมีสวนสําคัญในการผลักดันใหขาพเจาจบการศึกษาได กราบขอบพระคุณ รศ.ดร. ธนัน อนุมานราชธน ผูทําใหกระผมมีความรูในการวิจัยมากขึ้น กราบขอบพระคุณ อาจารยอโณทัย วัฒนาพร อาจารยผูเชี่ยวชาญหาตัวจับยากคนหนึ่งในทฤษฎีการเมือง กราบขอบพระคุณอาจารยราม โชติคุต ที่ไดใหความเมตตาในการอานงานของกระผม และ รวมทั้ง ศ.ดร. สมบัติ จันทรวงศ อาจารยผูรอบรูในหลายๆ ศาสตร ผูใหความเมตตาแกกระผมผูซึ่งไมเคยพบหนากันมากอน ทั้งการใหคําแนะนําและใหยืมวิทยานิพนธ ทําใหงานชิ้นนี้ลุลวงไปได ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย นางสาวรินธรรม ธารมุกตา ดาวน์โหลดเมื่อ 11/09/2566 03:34:59 และหมดอายุ 18/02/2567 ง อาจารยอีกกลุมที่ขาพเจาจะละเวนที่จะกราบขอบพระคุณมิได คือ อาจารย ดร. พิสิฏฐ โคตรสุโพธิ์ อาจารยผูใหโอกาสและความเมตตาแกกระผม รวมทั้งสละเวลามาเปนกรรมการสอบวิทยานิพนธ อาจารย ดร. ประมวล เพ็งจันทร ที่ไดใหความเมตตาแนะนําทั้งวิชาการ ขอคิด และปรัชญาตางๆ แกกระผมเสมอมา ผศ. ดร. รุงเรือง บุญโญรส อาจารย ดร. วิโรจน อินทนนท อาจารย ดร. สมหวัง แกวสุฟอง อาจารยแสวง แสนบุตร อาจารยชรินทร มั่งคั่ง ซึ่งทานเหลานี้ไดเสียสละเวลาสนทนาแลกเปลี่ยน ใหยืมหนังสืออันทรงคุณคา และใหคําแนะนําแกกระผมมากมาย อาจารยศรพราหมณ วรอุไร อาจารยประจําภาควิชาภาษาเยอรมัน คณะมนุษยศาสตร ผูใหความเมตตาสอนจนกระผมอยางละเอียดทุกขั้นตอนสามารถใชภาษาเยอรมันได และอีกทานคือ ดร. ไมตรี สุทธจิต และ ผูเมตตาใหคําแนะนําหลายๆ ประการ รวมทั้งคอยถามความคืบหนาของการทําวิทยานิพนธ และเสียสละเวลาอานงานของกระผมอีกดวย บุคคลในกลุมตอมา เปนกลุมที่กระผมกลาวไดวา ไมมีพวกทาน ก็ไมมีวิทยานิพนธเชนกัน คือ พี่พิทยา สิทธิโชติ ผูเอื้อเฟอทั้งงบประมาณ ที่พัก อาหาร และพาหนะในการทําวิทยานิพนธ พี่สยาม ใจมาคํา ผูมีความรูในหลักการทางพุทธศาสนา ทําใหกระผมนํามาตอยอดในวิชานิพนธเลมนี้ได พี่ออย พี่โตง พี่ตอมแตม รวมถึงพระภิกษุหลายๆ ทานที่ไดรวมชั้นเรียนและสัมมนากัน ทําใหไดความรูเพิ่มขึ้น กลุมตอมา คือ หมูกลุมชาวอโศก เปนหมูกลุมที่กระผมขอกราบขอบพระคุณดวยความจริงใจ ตั้งแตพอทาน สมณะโพธิรักษ สมณะบินบน ทานอาจารย 1 กลุมทานอาจารย ๒ ไดแก สมณะรมเมือง สมณะดินไท และสมณะดวงดี รวมทั้ง สมณะกอบชัย สมณะเสียงศีล สมณะเมืองแกว สมณะชัดแจง สมณะธาตุดิน สมณะลึกเล็ก สมณะสูสูญ และสมณะทุกทานที่สละเวลาใหในยามกระผมไปกราบขอคําชี้แนะจากทาน สิกขมาตุปราณี ธาตุหินฟา ที่เมตตาใหสื่อทางธรรมและคําแนะนํามากมาย เรือตรีแซมดิน ซึ่งสละเวลาใหขอมูลดานพรรคเพื่อฟาดินแกกระผม คุณแมรักธรรม ผูเมตตาใหคําแนะนําแกกระผมมากมาย และคุณอารวงขาว ชาวหินฟา บรรณารักษประจําหองสมุดที่สันติอโศก ผูเมตตากระผมในดานเอกสารและคําแนะนําเสมอมา ชาวชุมชนทุกทาน ทั้งคุณแมทองธรรม แมครูหนู คุณอาโก คุณอาออย คุณแมบัวดาว คุณแมสมศรี คุณปารัตน คุณลุงกระจาย คุณอาปางปา คุณอาชัดคม คุณอาคงเดน คุรุดีบุญ คุรุยุพา คุรุนวลสวาท คุรุใบโพธิ์ คุรุกิ่งธรรม คุณอาภูงาม คุณอาชางแกว คุณอาวิชัย คุณอาวิรัช คุณอามะกรูด พี่ๆ นองๆ ชาว ชมร. ชม. ชาวลานนา ชาวบานเห็ด และชาวภูผาฯ ที่เมตตากระผมเสมอมา ทั้งการใหที่อยู อาหาร น้ํา และดูแลความเปนอยูทุกประการตลอดการเก็บขอมูล คุณพอและคุณแมของนองปอนด ที่ดูแลกระผมในคราวลงพื้นที่ในชุมชน รวมทั้งนักเรียน สส.ภ. ทุกทานที่มีน้ําใจใหลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย นางสาวรินธรรม ธารมุกตา ดาวน์โหลดเมื่อ 11/09/2566 03:34:59 และหมดอายุ 18/02/2567 จ กันเสมอมา และ อาจารยสูดิน ชาวหินฟา ที่ไดเอื้อเฟอเอกสารอิเล็กทรอนิกสสําหรับการทําวิทยานิพนธ ขอขอบคุณเจาหนาที่ทุกทาน ตั้งแตเจาหนาที่หองสมุดคณะสังคมศาสตร เจาหนาที่ประจําภาควิชารัฐศาสตร (ปาตอย พี่พัฒน พี่อร พี่นก ฯลฯ) พี่ติ๋ม อดีตเลขาฯ คณะสังคมศาสตร เจาหนาที่หองสมุดคณะมนุษยศาสตรทุกทาน พี่อุดม ตันตราสืบ คุณลุงวีซี คุณปาเกลือ สมาชิกแหงเว็บบานตุลาไทย รวมทั้งรุนพี่และเพื่อนๆ มหาบัณฑิต พี่ปู พี่(เจ)ตน พี่โอ พี่บอม (ธีรภัทร ลอยวิรัตน) ผูเปนพี่ชายและสหายสนิท ซึ่งใหคําแนะนําทั้งในการดําเนินชีวิตและวิชาการมากมาย ตน ผูคอยประสานติดตอกระผมเสมอมาดวยเกรงวาเราจะไมจบ นัทตี้ อูม ตาเอ พี่หลวง พี่โต (ฐิติวุฒิ ถือทอง) อาจารยหนุมจากรั้วเหลืองแดง ผูใหคําแนะนํา ปรัชญา ความรูทางการเมือง และขอคิดดีๆ ในชีวิตมากมาย เพื่อนๆ ป.ตรี อู หนุม ฟลุค บิ๊ก ยศ ตุย ปอง ตูนอวน เติ้ล ปุ เตย ชัย (ชารคกี้) พี่โด พี่บู แปะ เพื่อนสมัยมัธยมผูลวงลับไปแลว พี่ๆ เพื่อนๆ ชาวชมรมแสรงกันเลนวาเปนกวี นองแตงโม (รวีวรรณ สมไวย) และสุดทาย สหายวิชาการแหงรั้วเหลืองแดง ซุป (อานนท อุณหะสูต) ผูมีน้ําใจจัดหาเอกสารทางวิชาการใหมากมาย รวมทั้งแพท (พงษพันธ ชุมใจ) ซึ่งสองทานนี้ไดแลกเปลี่ยนทัศนะตางๆ รวมกันมาตลอด และขอกลาวขอบคุณเปนพิเศษแด คุณเกศสุดา สรรพชาง คุณสิริลดา พิมพา มหาบัณฑิตสาวจากมหาวิทยาลัยมหิดล คุณอุศนา วชิรเรืองกิจกุล เภสัชสาวจากรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร โดยเฉพาะอยางยิ่ง คุณกอย สุกัลยา กาฬภักดี ผูดูแลชวยเหลือกันตลอดมา คอยอยูเคียงขาง คอยสนับสนุนทุกประการ ทั้งอาหาร น้ํา ยา และโดยเฉพาะการสนับสนุนดานกําลังการพิมพงาน รวมทั้งยังใหกําลังใจอยางลนหลามอีกดวย ความดีใดๆ อันเกิดแตวิทยานิพนธเลมนี้ ขาพเจาขอยกใหกับบุคคลขางตนทั้งหมด สวนความผิดพลาดตางๆ นั้น ขาพเจาขอรับไวแตเพียงผูเดียว ชุมพล ศรีรวมทรัพย ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย นางสาวรินธรรม ธารมุกตา ดาวน์โหลดเมื่อ 11/09/2566 03:34:59 และหมดอายุ 18/02/2567 ฉ ชื่อเรื่องวิทยานิพนธ การศึกษาชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหมในฐานะรัฐและสังคมในอุดมคติ ผูเขียน นายชุมพล ศรีรวมทรัพย ปริญญา รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การเมืองและการปกครอง) คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ รศ. ดร.ธเนศวร เจริญเมือง ประธานกรรมการ อาจารย ดร. จันทนา สุทธิจารี กรรมการ บทคัดยอ งานศึกษานี้มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) ศึกษาปรัชญาวาดวยรัฐและสังคมในอุดมคติของชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม เทียบเคียงกับแนวคิด Utopia 2) ศึกษาแนวทางการดําเนินงานและวิธีประพฤติปฏิบัติของชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม 3) ศึกษาปฏิสัมพันธระหวางชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหมกับสังคมภายนอก ในแงมุมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และ 4) สรุปบทเรียนจากกรณีศึกษา และคนหาบทเรียนบางประการสําหรับสังคมไทย โดยใชวิธีการศึกษาเชิงคุณภาพดวยการรวบรวมขอมูลจากเอกสารที่มีอยูแลวรวมกับการศึกษาภาคสนาม โดยการสัมภาษณเชิงลึกและอยางไมเปนทางการรวมกับการสังเกตการณอยางมีสวนรวม จากผูใหสัมภาษณ 3 กลุม คือ คณะนักบวชชาวอโศก ประจําพุทธสถานภูผาฟาน้ํา รวมกับนักบวชชาวอโศกจากพุทธสถานอื่นๆ ประกอบกันเพื่อความชัดเจนในเนื้อหา สมาชิกชุมชนชาวอโศก และกลุมญาติธรรมชาวอโศก จํานวนทั้งหมด 49 ราย สําหรับกรอบแนวคิดที่ใชในการศึกษา ประกอบดวย แนวคิดสังคมอุดมคติ โดยนําเรื่องยูโทเปยอันเปนงานประพันธของโทมัส มอร มาเปนงานตั้งตน และใชกรอบแนวคิดสังคมอุดมคติที่เสนอโดยนักวิชาการทานอื่นๆ มาประกอบ แนวคิดชุมชนนิยม และแนวคิดการสรางวาท-กรรม ผลการศึกษา พบวา 1) ปรัชญาวาดวยรัฐและสังคมในอุดมคติของชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม เมื่อเทียบเคียงกับแนวคิดยูโทเปยแลว ชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม มีลักษณะปรัชญาทั้งที่เกี่ยวกับรัฐและสังคมไปในรูปแบบ “อนุรักษนิยม” กลาวคือ รัฐและสังคมในอุดมคติจะมีรูปแบบเปนเชนหรือใกลเคียงกับสังคมดั้งเดิม ไดแก การใหความสําคัญในระบบการผลิตแบบใชแรงงานมนุษยมากกวาการคิดคนแสวงหาเทคโนโลยีอันกาวหนาเพื่อมาสงเสริมการผลิต การใหความสําคัญเกี่ยวกับรูปแบบความสัมพันธภายในชุมชนใหมีลักษณะความสัมพันธแบบปฐมภูมิ การใชหลักศาสนาเปนแนวคิดหลักในรัฐและสังคม ดังที่ปรากฏออกมาในรูปแบบของการ “พึ่งตนเอง ไมปดกั้น” คือ เนนฝกฝนสมาชิกใหมีคุณลักษณะตามหลักการอันมีที่มาจากศาสนาพุทธ ไดแก การลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย นางสาวรินธรรม ธารมุกตา ดาวน์โหลดเมื่อ 11/09/2566 03:33:44 และหมดอายุ 18/02/2567 ช ลดกิเลส การเพิ่มขยันในการทํางาน และเอื้อเฟอเผื่อแผ เมื่อสมาชิกนั้นมีคุณลักษณะอันพึงประสงคไดแลว จึงคอยขยายผลดังกลาวไปสูระดับที่กวางขึ้นๆ ตั้งแตระดับครอบครัว ชุมชน สังคม และระดับรัฐในที่สุด โดยที่ไมปดกั้นการรับรูขอมูลและองคความรูตางๆ จากภายนอก แนวทางปรัชญาจึงเปนการการฝกฝน “คน” ใหมีคุณลักษณะตามหลักการทางศาสนามากกวาความพยายามในการสรรหาระบบที่ดีหรือสรางระบบกฎเกณฑอันเขมงวดมาใชในรัฐและสังคม 2) แนวทางการดําเนินงานและวิธีประพฤติปฏิบัติของชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม ยังคงใชกรอบแนวคิดสําหรับการดําเนินงานและการประพฤติปฏิบัติเชนเดียวกับชุมชนชาวอโศกแหงอื่น หากแตชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม เนนแนวทางการดําเนินงานและการประพฤติปฏิบัติที่ “อนุรักษนิยม” เพื่อตอบสนองแนวนโยบายของพุทธสถานในการเปนโรงเรียนสําหรับฝกฝนสมณะนวกะ และตอบสนองแนวนโยบายของสมณะผูนําชุมชนในการฝกฝนทางจิตใจตามหลักของชาวอโศก รวมทั้งเปนความพยายามในการคงแนวทางดั้งเดิมของชาวอโศกในยุคแรกเริ่มใหมากที่สุดดวย ทั้งนี้ ชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม มีเปาหมายของการฝกฝนพฤติกรรมและอบรมจิตใจใหสมาชิกสามารถสรางความสัมพันธอันดี ผานพฤติกรรมการเอื้อเฟอเผื่อแผแกชุมชนและสังคมรอบขางไปพรอมๆ กันดวย 3) ปฏิสัมพันธระหวางชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหมกับสังคมภายนอก ในแงมุมทางการเมือง เปนไปในรูปแบบการปฏิบัติตนตามกฎหมายของรัฐ และการมีสวนรวมทางการเมืองตามกรอบกฎหมาย สําหรับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของชุมชน แมจะมีพรรคเพื่อฟาดิน สาขาเชียงใหมอยู แตความเคลื่อนไหวทางการเมืองของชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหมนั้น จะมีลักษณะเปนการเคลื่อนไหวรวมกับชาวอโศกทั่วประเทศ ภายใตแนวทางและกรอบนโยบายของพรรค ในแงมุมทางเศรษฐกิจ ชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม มีความสัมพันธกับชุมชนภายนอก ทั้งในระดับชาวบานทั่วไปและญาติธรรมชาวอโศก ในรูปแบบของการแสวงหาความรวมมือในเรื่องของผลผลิตกสิกรรมไรสารพิษ ภายใตกรอบแนวคิดของตนเองอยางเครงครัด ทําใหชดเชยจุดออนของความจํากัดดานปจจัยการผลิต ในเรื่องที่ดินและกําลังแรงงาน อีกทั้งความสัมพันธดานเศรษฐกิจการพาณิชยนั้น เนนการคาเพื่อการแสวงหาทุนทรัพยสําหรับการใชจายดานสวัสดิการในชุมชนมากกวาการสะสมทุน อีกทั้งเปนการพาณิชยที่มีเปาหมายเพื่อการเผยแพรแนวคิดทางศาสนาของตนเปนสําคัญ ดังจะเห็นไดชัดจากการจัดกิจกรรม “๐ บาทก็ทานได” ซึ่งการพาณิชยนี้มีชมรมมังสวิรัติแหงประเทศไทย สาขาเชียงใหม เปนสถานที่ในการทํางานดานนี้ ในแงมุมทางสังคม ชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม มีปฏิสัมพันธในรูปแบบของ “ความรวมมือ” อยางยิ่ง คือ ใชความเอื้อเฟอเผื่อแผตอชุมชนและผูคนรอบขาง โดยการแจกจายผลผลิตจากชุมชน ทั้งในรูปแบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของระหวางกัน การคาราคาต่ําและการใหเปลา ซึ่งยังสงผลทางออมใหทางชุมชนสามารถเผยแพรปรัชญาบุญนิยม ซึ่งเปนปรัชญาสําคัญของชาวลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย นางสาวรินธรรม ธารมุกตา ดาวน์โหลดเมื่อ 11/09/2566 03:33:44 และหมดอายุ 18/02/2567 ซ อโศกออกสูสังคมภายนอกดวย แมวาในบางพื้นที่จะมีปญหากับบุคคลภายนอกบาง แตชาวชุมชนก็พยายามหลีกเลี่ยงความขัดแยงนั้นใหมากที่สุด การดํารงอยูของชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม ยังไดรับอิทธิพลสวนหนึ่งมาจากสภาวะความออนแรงลงของอํานาจรัฐ โดยเฉพาะมหาเถรสมาคม กอปรกับการเติบโตขึ้นของแนวคิดการเมืองภาคประชาชน ทําใหแรงเสียดทานจากสังคมการเมืองภายนอกตอชุมชนไมอยูในระดับที่ทําใหชุมชนเดือดรอน ชุมชนจึงสามารถดําเนินกิจกรรมและมีปฏิสัมพันธกับสังคมภายนอกในแงมุมตางๆ ไดคอนขางราบรื่น 4) บทเรียนจากกรณีศึกษาครั้งนี้ สามารถสรุปไดวา แนวทางการดําเนินงานของชุมชน ควรเนนที่การสราง “คน” เปนปจจัยสําคัญ รวมทั้งการปลูกฝงใหสมาชิกมีความซาบซึ้งตรึงแนนในแนวคิดหลักของชุมชน อีกทั้งใชความพยายามในการพึ่งตนเองกอน แตขณะเดียวกัน ชุมชนเองตองเรียนรูในองคความรูตางๆ จากสังคมภายนอก และมีหลักการเลือกรับปรับใชในชุมชนตนเองอยางสมดุล ซึ่งหลักการเลือกรับปรับใชนี้จะมีกรอบแนวคิดที่ชุมชนวางไวเปนตัวคัดกรอง อันจะทําใหชุมชนสามารถรับเอาแนวคิดอื่นมาใชไดอยางเหมาะสม และบทเรียนบางประการสําหรับสังคมไทย ไดแก ความอยูรอดของมนุษยนั้นจะตองมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การจัดรูปแบบชุมชนพึ่งตนเองเชนชุมชนชาวอโศก จังหวัดเชียงใหม จึงเปนทางเลือกหนึ่งที่สังคมไทยควรหันมาศึกษาทําความเขาใจ มากกวาการปฏิเสธที่จะเรียนรูเพียงแคการที่ชุมชนมีแนวความคิดและการปฏิบัติที่แตกตางไปจากแนวทางในกระแสหลัก อีกทั้งเปนตัวแบบหนึ่งที่สังคมไทยควรเรียนรูอีกวา ชุมชนควรมีการพึ่งตนเองภายในกอน ดีกวาการรอคอยความเมตตาจากภาคสวนอื่นในสังคม ซึ่งการพึ่งตนเองนี้จะทําใหชุมชนเกิดการเรียนรู และสามารถแกไขปญหาตนเองไดตรงจุดกวา อีกทั้งควรเรียนรูอีกวา ชุมชนที่พึ่งตนเองไดกอนนี้ยอมสามารถกระจายความชวยเหลือตางๆ ออกสูสังคมไดตอไป อันจะสงผลใหสังคมไทยมีความผาสุกยั่งยืนตอไปในที่สุด ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย นางสาวรินธรรม ธารมุกตา ดาวน์โหลดเมื่อ 11/09/2566 03:33:44 และหมดอายุ 18/02/2567 ฌ Thesis Title A Study of Asoke Community in Chiang Mai as a Utopia Author Mr.Chumpon Sriruamsap Degree Master of Arts (Political Science) Thesis Advisory Committee Assoc. Prof. Dr.Tanet Charoenmuang Chairperson Lect. Dr. Jantana Suttijaree Member ABSTRACT The purposes of this study were to (1) examine an ideal state and social philosophy of Asoke Community in Chiang Mai in parallel with Utopia approaches, (2) investigate the procedure and practice of Asoke community in Chiang Mai, (3) study the interaction between Asoke community in Chiang Mai and the outside world, and (4) conclude the lessons from a case study, and search for some lessons for Thai society. This qualitative research collected data from documents and field study. In-depth, informal interviews, and participant observations were used for data collection. 49 samples, divided into three groups - Asoke priests at Phupha-Fanam Buddha Sathan, priests from other Buddha Sathans, and relatives of Asoke community members - were interviewed for the insight of the content. Conceptual frameworks employed were a “Utopia” which written by Thomas More, other approaches proposed by academics, communitarianism, and discourse construction. The results of this research showed that : (1) The ideal philosophy of state and social of Asoke community in Chiang Mai, when compared with utopia approaches, was “conservationism.” In other words, the state and utopia were similar to the early society - emphasizing on human resource production system rather than searching for technological advancements, focusing on a style of primary relationship among community members, using Buddhist doctrine as a dominant thinking as projected in the motto, “Self-Reliance - No Blockade.” The community members received training based on Buddhist doctrine: desires reduction, diligence increase, and sharing. After the members acquired the desirable characteristics, they would expand this concept to family, community, society, and eventually the state. There would be no blockade of information and knowledge from outside. This philosophy focused on the training of “Human beings” for desirable characteristics, ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย นางสาวรินธรรม ธารมุกตา ดาวน์โหลดเมื่อ 11/09/2566 03:33:44 และหมดอายุ 18/02/2567 ญ according to Buddhist doctrine, rather than finding a perfect system, and establishing strict rules and regulations for the state and society. (2) The procedure and practice of Asoke community in Chiang Mai used a similar conceptual framework as employed by other Asoke communities. Chiang Mai Asoke community, however, put greater emphasis on “Conservationism” so as to response to Buddha Sathan policy as a school for Samana Navaka training, and to Samana community leader on mind training according to Asok’s principles as well as to maintain the most of the original practices in the early age. Consequently, Chiang Mai Asoke community focused on behavioral and mind trainings in order to build good relationships through sharing for community and society among its members. (3) The interaction between Asoke community in Chiang Mai and the outside world from a political point of view carried on its practice, and politically cooperated under state law. For people’s politic movement, although for Heaven and Earth party, Chiang Mai branch, was established, Asoke community in Chiang Mai worked with other Asoke members nationwide under the party’s procedure and policies. In terms of Economy, Chiang Mai Asoke community built the relationship with outsiders at both village level and among the relatives of Asoke members by searching for cooperation of organic products, and lands and human resource. For business economics, it focused on fund raising for the benefits of the society rather than capital accumulation. Moreover, the commerce set its objectives largely for the religious mission, as could be seen from an activity called “Eating with 0 Baht” held at its center, Vegetarian Club Thailand, Chiang Mai branch. In terms of society, Chiang Mai Asoke mostly interacted through “cooperation” such as sharing for community and people through a distribution of community products - exchange of products, low-price sales, and giveaway products. These activities indirectly promoted the expansion of Maritism, Asoke community’s philosophy, to the outside world. Although problems with outsiders occurred, the community members tried to avoid a confrontation as much as possible. The existence of Asoke community in Chiang Mai was, in part, influenced by the weakness of state power, especially the Sangha Supreme Council, including the emergence of people’s politics which caused bearable friction from the outside political society on Asoke community. As a result, Asoke community could smoothly run activities, and interact with the outside world. ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย นางสาวรินธรรม ธารมุกตา ดาวน์โหลดเมื่อ 11/09/2566 03:33:44 และหมดอายุ 18/02/2567 ฎ (4) The lesson of this case study was that the community should dominantly focus on creating a “person” as well as establish impression of the community principles. Furthermore, the community’s self-reliance should be emphasized, but, at the same time, it should learn from the outside world, and adapt the knowledge that fit its community. The community approach should be a filter for such adaptation for appropriate use in the community. The lesson for Thai society was that the survival of mankind needed interdependence. Self-reliance community management, such as Asoke community in Chiang Mai, should be one of the options for Thai society to examine rather judging from its concept and practice, and reject them only because they were different from the mainstream. The community was also a model for Thai society in terms of being self-reliant rather than waiting for mercy from other sectors or organizations. Through the concept of self - reliance, a community would be able to learn and solve its own problem more effectively, and it could also distribute assistance for others which would help establish sustainable happiness in Thai society. ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย นางสาวรินธรรม ธารมุกตา ดาวน์โหลดเมื่อ 11/09/2566 03:33:44 และหมดอายุ 18/02/2567 ฏ สา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive